วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

#SaveThailand กระหึ่มหลังริเบอร่านชังชาติปั่น #Boycott กรณีจับฮาคีมนักบอลบาห์เรน


 

โซเชียลไทยแห่ติดแฮชแท็ก #SaveThailand สู้ หลังถูกพวกแก๊งค์ริเบอร่านชังชาติปั่นแฮชแท็ก #BoycottThailand กรณีจับ "ฮาคีม" นักฟุตบอลชาวบาห์เรน

ดราม่ากรณีทางการไทยจับตัว "ฮาคีม" (Hakeem Al-Araibi) นักฟุตบอลชาวบาห์เรน (Bahrain) ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2561 ขณะเดินทางมาฮันนีมูนในประเทศไทย ตามหมายแดงที่ Interpol ของออสเตรเลีย (Australia) แจ้งมายังไทย (ที่มา เว็บไซต์เดอะการ์เดียน) ต่อมาอินเตอร์โพลออสเตรเลียเกิดรู้ว่าผิดพลาด เพราะฮาคีมได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในออสเตรเลียจะออกหมายแดงไม่ได้ จึงได้ทำการยกเลิกหมายแดง 7 วันหลังฮาคีมถูกคุมตัว และกระบวนการทางกฎหมายล่วงเลยถึงชั้นศาล และกระทรวงการต่างประเทศของไทยออกมาระบุว่า แม้ว่าหมายแดงของฮาคีมจะถูกถอนออกจากฐานข้อมูลของอินเตอร์โพลไปแล้ว แต่ไทยได้รับคำร้องขออย่างเป็นทางการจากรัฐบาลบาห์เรน ตั้งแต่วันแรกที่ฮาคีมถึงไทย คือ 27 พ.ย. 2561 เพื่อขอให้ไทยจับกุมฮาคีม

กระทรวงการต่างประเทศไทยยืนยันชัดเจนว่า หมายแดงอินเตอร์โพลถูกถอนไป หลังจากที่ฮาคีมถูกทางการไทยกักตัว แต่กระบวนการส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้เริ่มขึ้นแล้ว นับตั้งแต่ทางการไทยได้รับคำร้องขออย่างเป็นทางการของรัฐบาลบาห์เรนเมื่อวันที่ 27 พ.ย. 2561 แม้ว่าไทยกับบาห์เรนไม่มีข้อตกลงทวิภาคีว่าด้วยการส่งผู้ร้ายข้ามแดนระหว่างกัน แต่ฝ่ายบาห์เรนสามารถร้องขอให้ไทยส่งผู้ร้ายข้ามแดนได้ตามพระราชบัญญัติส่งผู้ร้ายข้ามแดน พ.ศ.2551 ซึ่งทางการไทยระบุว่า "อยู่บนพื้นฐานของหลักปฎิบัติต่างตอบแทนและความร่วมมือซึ่งเป็นที่ยอมรับกันในระหว่างประเทศ" (ที่มา วอยซ์ออนไลน์

ขณะที่ สก็อต มอร์ริสัน นายกรัฐมนตรีออสเตรเลีย ส่งจดหมายถึง พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้ารักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวฮาคีมโดยเร่งด่วน โดยอาศัยอำนาจบริหารที่มีอยู่ และแถลงการณ์ที่เผยแพร่โดยสถานทูตออสเตรเลียในไทยเมื่อ 4 ก.พ. ระบุว่า 'อัลลัน แมคคินนอน' ว่าที่เอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย เรียกร้องให้ผู้มีอำนาจในรัฐบาลไทยสั่งยุติคดีนี้ รวมถึงอนุญาตปล่อยตัวฮาคีมกลับไปพบภรรยาและครอบครัวที่ออสเตรเลีย

สำหรับท่าทีของไทยล่าสุด พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์แก่สื่อมวลชนภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรีกรณีที่มีกระแสข่าวต้องการให้ทางการไทยปล่อยตัว นายฮาคีม อัล-อาไรบี นักฟุตบอลชาวบาห์เรน ซึ่งได้รับสถานะผู้ลี้ภัยในออสเตรเลียให้เดินทางไปยังประเทศออสเตรเลียว่า กรณีดังกล่าวอยู่ในช่วงดำเนินการตามกระบวนการยุติธรรม ซึ่งรัฐบาลไม่สามารถแทรกแซงฝ่ายตุลาการ

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีไม่อยากให้รีบตัดสินใจไปก่อนการพิจารณาของศาล พร้อมระบุว่ากรณีดังกล่าวไม่ได้เป็นประเด็นทางการเมือง ในขณะนี้กระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการประสานกับทางการของประเทศออสเตรเลียและบาห์เรน เพื่อที่จะทำให้กรณีดังกล่าวเป็นไปในทิศทางที่ดี

ในขณะเดียวกันที่มีกระแสแฮชแท็ก #BoycottThailand นายกรัฐมนตรี ระบุว่า รัฐบาลได้เตรียมการรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวเพื่อไม่ให้กระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งออสเตรเลียและบาห์เรน อย่างไรก็ตาม ขอให้ประชาชนติดตามกรณีดังกล่าวต่อไป (ที่มา ข่าวทำเนียบรัฐบาล)

ส่วนพวกแก๊งค์ริเบอร่านชังชาติ และบรรด่นักสิทธิมนุษยชนขาประจำไม่พลาดที่จะจะโดดเข้าร่วม "เผาไทย" ทุกครั้งที่สบโอกาส ล่าสุด พากันปั่นแฮชแท็ก #BoycottThailand ในโลกโซเชี่ยล

ความไม่รู้อะไรของเด็กๆ และคนไทยส่วนหนึ่ง ที่แห่กันก่นด่า จี้ให้นายกฯ ประยุทธ์ปล่อยตัวฮาคีม ทั้งๆ ที่ตัวนายกฯ ประยุทธ์เองเป็นฝ่ายบริหาร จะไปก้าวก่ายอำนาจตุลาการมิได้ แต่เรื่องของฮาคีมมันเข้าสู่กระบวนการทางศาลไปแล้ว ซึ่งหากนายกฯ ประยุทธ์ จะอำนาจจะไปสั่งศาล ธรรมมาภิบาลของชาติจะอยู่ตรงไหน คดีความต่างๆ ตลอดการเป็นรัฐบาล คสช. จะถูกตั้งคำถามต่อทันที

ทีนี้ เรามาลองเช็คดู Trending ของ Hashtag คำว่า #BoycottThailand บน Twitter ว่ามีประเทศอื่น เขาร่วมติดแฮชแท็กข้อความบอยคอตนี้ด้วยหรือไม่ (ดูได้จากเว็บ trendsmap.com)

ไม่มี...

2 แสนกว่าข้อความ มาจากกระแสปั่นของแก๊งค์ริเบอร่านชังชาติที่เรารู้จักกันดีนั่นเอง ชอบนักล่ะพวกนี้กับการ

"จุดไฟเผาชาติตัวเอง"

ท่านฑูตนันทนา ศิวะเกื้อ เอกอัครราชฑูตไทยประจำออสเตรเลีย ซึ่งท่านได้อธิบายกรณีคุณฮาคีมไว้ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2019 ก่อนดราม่าเรื่องนี้จะร้อนแรงขึ้นมา ซึ่งท่านอธิบายไว้ได้ดี ลองฟังกันดู

ขณะที่สถานเอกอัครราชทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ออกแถลงการณ์ถึงกรณีฮาคีม โดยระบุว่า 4 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลบาห์เรนไม่เคยแสดงความพยายามหรือแจ้งรัฐบาลออสเตรเลียแม้แต่ครั้งเดียวว่าต้องการตัวฮาคีมกลับประเทศ แต่ทันทีที่ฮาคีมและภรรยาเดินทางมาฮันนีมูนที่ประเทศไทย รัฐบาลบาห์เรนได้ประสานมาที่รัฐบาลไทยอย่างเร่งด่วน เพื่อขอให้ควบคุมตัวฮาคีมและดำเนินการขอส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนกลับประเทศบาห์เรนทันที รัฐบาลออสเตรเลียต้องการให้ฮาคีมกลับไปประเทศออสเตรเลีย เพราะเขาเป็นผู้ลี้ภัย และเป็นผู้มีถิ่นที่อยู่ถาวรที่ประเทศออสเตรเลียโดยเร็วที่สุด

 

 

เพจเฟซบุ๊ก กรมประชาสัมพันธ์ เพื่อประชาชน ได้เผยข้อชี้แจงของกระทรวงการต่างประเทศของไทย เกี่ยวกับกรณีดังกล่าว โดยระบุว่า…

1. ประเทศไทยไม่รู้จักนายฮาคีม ไม่มีอคติต่อตัวบุคคลและคงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการมาไทยจนถูกคุมตัวจับกุมของนายฮาคีม หากไม่ใช่ Interpol ของออสเตรเลียที่ได้แจ้งเตือนเรื่องหมายแดงของนายฮาคีมแต่แรก และหากทางการบาห์เรนไม่ได้มีคำร้องขออย่างเป็นทางการจากรัฐบาลให้จับกุมนายฮาคีมและส่งผู้ร้ายข้ามแดน

2. ขณะนี้เรื่องได้เข้าสู่กระบวนการศาลแล้ว ในการเดินตามขั้นตอนของกฎหมาย ฝ่ายบริหารไม่สามารถแทรกแซงฝ่ายตุลาการได้ซึ่งเป็นหลักสากล และเชื่อว่าออสเตรเลียก็ยึดถือหลักการนี้เช่นเดียวกัน

3. ขออย่าได้ด่วนสรุปว่าไทยจะส่งตัวนายฮาคีมให้กับบาห์เรน เรื่องนี้ศาลจะพิจารณาตามหลักฐานที่มีอยู่ซึ่งมีพื้นฐานจากหมายจับ/หมายศาลของบาห์เรน เมื่อเขาหนีความผิดตามกฎหมายของประเทศบาห์เรนมา และบาห์เรนได้ขอให้คุมตัวเมื่อมาไทย พร้อมกับส่งเอกสารหลักฐานทางกม.ให้ฝ่ายไทย พนักงานอัยการพิจารณาแล้วเห็นว่าเข้าเกณฑ์ตามกฎหมายที่จะส่งฟ้องต่อศาลได้ จึงดำเนินการต่อไปแล้ว

4. ขณะเดียวกันศาลไทยพร้อมรับหลักฐานทุกชิ้นทุกชนิดที่เป็นข้อเท็จจริง และเป็นธรรมต่อนายฮาคีมที่ทนายของนายฮาคีมจะนำส่งให้ศาลพิจารณา

5. ไม่มีส่วนใดของไทยที่จะได้ประโยชน์จากการควบคุมตัวนายฮาคีม แต่ในฐานะรัฐอธิปไตยที่มีพันธะทางกฎหมายและความถูกต้องต่อสังคมโลก ไทยได้มาพบว่าเพื่อนที่ดีของไทย 2 ประเทศเกิดแย่งตัวบุคคลคือนายฮาคีมที่มาประเทศไทย โดยเพื่อนคนหนึ่งออกแนวร้องขอความร่วมมือบนพื้นฐานทางกม. และความถูกต้อง แต่เพื่อนอีกคนชอบที่จะอาศัยพื้นฐานทางอำนาจการเมืองและการขยายวงกดดันผ่านแนวร่วม ในภาวะดังกล่าวไทยมีทางเดินอันชอบธรรมเพียงว่า (1)ให้ความร่วมมือทางด้านกม.และ (2)เสนอแนะให้เพื่อนที่ดีทั้งสองนี้ ซึ่งโดยข้อเท็จจริงทั้งสองฝ่ายก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกันด้วย หันหน้าหารือ หาทางออกในปัญหาซึ่งเป็นของตนเองเสีย แทนการคิดผลักดันหาทางออกทางอ้อมจากไทยซึ่งเผอิญจับพลัดจับผลูมาอยู่ในภาพของประเด็นปัญหานี้ซึ่งเพื่อน 2 ประเทศของไทยมีระหว่างกันมาแต่ก่อน

7. การขอให้ออสเตรเลียกับบาห์เรนคุยกัน หาทางออกร่วมกัน จึงเป็นท่าทีโดยชอบธรรมของไทย และไม่ว่าแนวทางออกร่วมกันดังกล่าวจะมาในรูปแบบใด ไทยก็ยินดีจะช่วยส่งเสริมให้เป็นจริงและบรรลุผลสัมฤทธิที่เป็น win-win

8. ไทยหวังว่าทั้งออสเตรเลียและบาห์เรนจะมีมิตรไมตรีที่ดีเพียงพอที่จะจริงใจร่วมกันหาทางออกของเรื่องนี้ หากผลลัพธ์เป็น win-win เชื่อได้แน่นอนว่า คนไทยและผู้คนในภาคส่วนต่างๆ ของโลกที่รับรู้เรื่องนี้จะสรรเสริญทั้งออสเตรเลียและบาห์เรนอย่างแน่นอน

 

ประเทศไทยต้องตกอยู่ตรงกลางของปัญหานี้ ต้องรับแรงกดดันจากหลายๆ ฝ่าย ทั้งด้านการเมืองและกีฬา อันที่จริง บาห์เรนกับออสเตรเลีย พวกมึงควรไปตกลงกันเพื่อหาทางออกของปัญหาให้ได้ก่อนมั้ย

แต่สุดท้าย... บทสรุปคงจะอยู่ที่ศาลไทยตัดสินในวันที่ 22 เมษายน 19 นี้ หรือแบกความกดดัน ทนแรงเสียดสี เสียงก่นด่าต่อไปอีก 60 วัน.

โดย soultraveller

 

กลับไปที่ www.oknation.net