วันที่ พุธ กุมภาพันธ์ 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระแสงดาบคาบค่ายในสงครามจิตวิทยาของสมเด็จพระนเรศวรสู่สงครามโลกครั้งที่ ๑


โดย: โรม บุนนาค

 

 

 
 
จึงกราบทูลพระราชบิดาขออพยพผู้คนทางเมืองเหนือลงมารวมกันที่กรุงศรีอยุธยา ปล่อยให้หัวเมืองเหนือร้างไปก่อน ซึ่งสมเด็จพระมหาธรรมราชาก็ทรงเห็นชอบ มอบราชกิจให้พระราชโอรสบัญชาการโดยเด็ดขาด
 
สมเด็จพระนเรศวรจึงอพยพผู้คนในเมืองพิษณุโลก สวรรคโลก สุโขทัย กำแพงเพชร พิจิตร และเมืองเล็กเมืองน้อยทั้งหลาย ล่องเรือแพลงมาตามลำน้ำ และจัดทหารป้องกันไว้ทั้ง ๒ ฝั่ง ไม่ให้ครัวพวกนี้หนีได้

การณ์ก็เป็นไปตามที่ทรงคาด พระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรงได้ยกกองทัพมาล้อมกรุงศรีอยุธยาใน พ.ศ.๒๑๒๙ ซึ่งในยามนั้นกองทัพพม่าเกรียงไกรมาตั้งแต่สมัยพระเจ้าตะเบงชะเวตี้ และเข้มแข็งยิ่งขึ้นในรสมัยพระเจ้าบุเรงนอง
 
แต่เมื่อสมเด็จพระมหาธรรมราชาขึ้นครองราชย์นั้น กรุงศรีอยุธยาเหลือแค่เปลือกเมือง พม่ากวาดต้อนเอาไพร่พลตลอดจนอาวุธไปหมด ที่สำคัญคนไทยทั้งทหารไทยก็ยังไม่หายเกรงกลัวพม่า
 
สมเด็จพระนเรศวรคงจะทรงทำสงครามจิตวิทยาเรียกขวัญกำลังใจ ให้เหล่าทหารของพระองค์ได้เห็นว่าพม่าไม่มีความน่ากลัวอย่างที่คิด เมื่อมีโอกาสเหมาะเมื่อใดพระองค์จะนำทหารหมู่หนึ่งออกไปปล้นค่ายพม่าเล่น ไม่ว่าจะเป็นเวลากลางวันหรือกลางคืน

ครั้งหนึ่งทรงนำทหารออกไปปล้นค่ายพม่า และปะทะกับกองกำลังที่ป้องกันค่าย ทรงไล่ฟันข้าศึกจนถอยร่นไปถึงค่ายหลวงของพระเจ้าหงสาวดีนันทบุเรง
 
และเมื่อทรงตามไปถึงค่ายหลวงก็ทรงลงจากม้าพระที่นั่ง คาบพระแสงดาบคู่พระหัตถ์นำทหารขึ้นปีนค่ายหลวงของพม่าจนพระองค์ถูกแทงตกลงมา ทหารพม่าหน้าค่ายจึงกรูกันเข้ามา แต่พระองค์ก็นำทหารแหวกวงล้อมกลับสู่พระนครได้

จากนั้นขวัญกำลังใจของทหารไทยก็หมดความเกรงกลัวในทหารพม่า ขนาดค่ายหลวงของพระเจ้านันทบุเรง พระองค์ดำยังนำทหารเพียงน้อยนิดไปปีนค่ายเย้ยได้ ฝ่ายที่เกรงกลัวข้าศึกจึงกลับเป็นฝ่ายทหารพม่า

พระแสงดาบที่ทรงคาบขึ้นปีนค่ายนี้ ได้ชื่อต่อมาว่า “พระแสงดาบคาบค่าย” และใช้ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ และพระราชพิธีสำคัญต่างๆตลอดมา

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงประกาศสงครามกับเยอรมันออสเตรียฮังการีในวันที่ ๒๒ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๐ เข้าร่วมกับฝ่ายสัมพันธมิตรในสงครามโลกครั้งที่ ๑ พระแสงดาบคาบค่ายก็ยังมีบทบาทร่วมด้วย

โดยหลังจากลงพระนามประกาศสงครามแล้ว ในวันรุ่งขึ้นทรงจัดขบวนพยุหยาตราเสด็จไปยังพระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม ตามประเพณีของบูรพกษัตริย์ที่จะไปราชการสงคราม
 
ในการเสด็จครั้งนี้พระองค์ทรงเครื่องด้วยชุด “มหาพิชัยยุทธ” อันเป็นเครื่องทรงสำหรับกษัตริย์ในยามออกศึก ประกอบด้วยภูษาม่วงไหมสีแดงเลือดนก โจงกระเบนแบบไทยเดิม ฉลองพระองค์เป็นแพรสีแดงเช่นเดียวกัน ทั้งผ้าคาดฉลองพระองค์ ถุงพระบาท และรองพระบาท ต่างก็สีแดงทั้งชุด พระอังสาเบื้องขวาสะพายเครื่องราชอิสริยาภรณ์พระสังวาลนพรัตน์ราชวราภรณ์ พระหัตถ์ซ้ายทรงถือพระแสงดาบคาบค่าย ทรงทัดใบสน พระหัตถ์ขวาถือใบยอ 

นอกจากเป็นส่วนหนึ่งในเครื่องทรงชุดมหาพิชัยยุทธ และเครื่องประกอบในพระราชพิธีบรมราชาภิเษกแล้ว พระแสงดาบคาบค่ายของสมเด็จพระนเรศวรมหาราชนี้ ยังถือเป็นพระแสงสำคัญองค์หนึ่งในหมู่พระแสงรายตีนทอง สำหรับให้มหาดเล็กเชิญตามเสด็จในพระราชพิธีใหญ่ๆ ทั้งยังเป็นพระแสงที่ใช้จุ่มลงในหม้อน้ำพระพุทธมนต์ต่อหน้าพระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร ในพิธีอ่านโองการแช่งน้ำในวันถือน้ำพิพัฒน์สัตยาอีกด้วย


ภาพปีนค่ายในสงครามจิตวิทยาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช
 
ภาพปีนค่ายในสงครามจิตวิทยาของสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

พระแสงคาบค่ายที่พระบรมราชานุสาวรีย์ ทุ่งมะขามหย่อง
 
พระแสงคาบค่ายที่พระบรมราชานุสาวรีย์ ทุ่งมะขามหย่อง

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯทรงชุดมหาพิชัยยุทธ
 
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯทรงชุดมหาพิชัยยุทธ
 
 
ขอบคุณ MGR Online
คุณโรม บุนนาค
 
 
สิริสวัสดิ์วุธวารค่ะ

โดย vinitvadee

 

กลับไปที่ www.oknation.net