วันที่ เสาร์ กุมภาพันธ์ 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

จ่อชงยุบพรรคแพ็คคู่ ไทยรักษาชาติ - เพื่อไทย//


   9 กุมภาพันธ์ 2562

          ผมกำลังสะดุดปัญหาว่า เหตุใดทีวีช่อง 36 PPTV จึงไม่จะถ่ายทอดสดบอลพรีเมียร์ลีคที่ทีม Liverpool ลงแข่งแทบทุกครั้ง

เลยเชียว อย่างคืนนี้ถ่ายทอดแมนยูฯ แต่ไม่ถ่ายทอดลิเวอร์พูลเสียดื้อๆ

 

 

เมืองคอนแห่ต้อนรับ!  'อภิสิทธิ์'ปราศรัยใหญ่เล่าตำนาน50ปี ‘ชวน หลีกภัย’ โชว์สโลแกน'แก้จน สร้างคน สร้างชาติ'

เมืองคอนแห่ต้อนรับ! 'อภิสิทธิ์'ปราศรัยใหญ่เล่าตำนาน50ปี ‘ชวน หลีกภัย’ โชว์สโลแกน'แก้จน สร้างคน สร้างชาติ'

วันเสาร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 20.39 น.

9 ก.พ. 62 เวลา 18.30 น. ที่สนามหน้าที่ว่าการอำเภอทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ นำโดยนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายชวน หลีกภัย พร้อมผู้สมัคร 50 เขต และผู้สมัครบัญชีรายชื่อทั้งภาคใต้ เปิดปราศรัยใหญ่ภาคใต้ที่สนามศาลาประชาคม อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช ท่ามกลางผู้คนจำนวนกว่า 10,000 คน

ก่อนการปราศรัยได้มีการเปิดตัวทีมนิวเด็มนำโดย “ปลื้ม”นายสุรบภ หลีกภัย และเริ่มปราศรัยโดยนายชำนิ ศักดิ์เศรษฐ์  ก่อนเข้าสู่การเชิญผู้สมัครแบ่งเขตภคใต้ 50 เขต และผู้สมัครบัญชีรายชื่อขึ้นบนเวที นำโดยนายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรค และนายชวน หลีกภัย โดยทุกคนบนเวทีได้มอบหมายให้นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึง 50 ปีของนายชวน หลีกภัย ที่เดินในเส้นทางประชาธิปไตยอย่างยิ่งใหญ่ กลายเป็นนายกรัฐมนตรีประเทศไทย 2 สมัย และเป็นต้นแบบนักการเมืองที่ซื่อสัตย์

โดยนายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ในช่วงที่นายชน หลีกภัยลงสมัคร ส.ส.ครั้งแรก ตนเองมีอายุแค่ 4 ขวบยังจำอะไรไม่ได้ แต่ตอนที่อายุ 10 ปี นายชวนเป็น ส.ส.สมัยที่ 2 จำได้ในการอภิปรายในสภาของนายชวน หลีกภัย ที่ลีลา ท่าทางและความคมในการอภิปราย ทำให้ตนอยากเป็นนักการเมืองเหมือนนายชวน หลักภัย และมีโอกาสเข้ามาทำงานทางการเมืองครั้งแรกเพียงอายุ 26 ปีเท่านั้น หลังจากนั้นได้มีการนำภาพในอดีตขนาดใหญ่ 2 ภาพซึ่งเป็นภาพที่นายชน หลีกภัย ปราศรัยในสภาผู้แทนราษฏร เมื่อ 50 ปีก่อนขึ้นมาให้นายชวน เซ็นกำกับเป็นที่ระลึก 

ซึ่งนายอภิสิทธิ์  กล่าวกับนายชวน ว่าอยากจะขอ ส.ส.จากนายกชวน ปีละ 1 คน ดังนั้นเมื่อท่านเป็นนักการเมืองมา 50 ปี ในครั้งนี้จึงไม่ขอมากโดยขอท่านปีละคนเท่านั้น 50 ปีก็ขอ ส.ส. 50 คนทั่วภาคใต้นะครับ โดนายชวน ยิ้มพร้อมตอบรับในการช่วยหาเสียงอย่างเต็มที่ นายอภิสิทธิ์ จึงเข้าไปยกมือไหว้นายชวน ท่ามกลางเสียงปรบมือกึงก้องทั้งสนาม

นายอภิสิทธิ์ กล่าวปราศรัยว่า การเลือกตั้งครั้งนี้พรรคประชาธิปัตย์มีเป้าหมายเดียวคือการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาประเทศชาติและประชาชน โดยมีสโลแกน “แก้จน สร้างคน สร้างชาติ” รัฐบาลนี้สร้างปัญหาความทุกข์อยากให้เกิดขึ้นยาวนาน โดยเฉพาะปัญหาราคายางพารา และปาล์มน้ำมัน  เขาบริหารงานไม่เป็นปล่อยให้ประชาชนเดือดร้อนต่อเนื่องกว่า  4 ปีแพิ่งมากแจกเงินถภายใต้นโยบายบัตรสวัสดิการแห่งรัฐเมื่อปลายปีที่ 5 แต่การแจกก็แจกไม่เป็นและมีข้อแม้ เพราะแจกเงินคนจนแต่ไม่สามารถนำมาซื้อสินค้าจากคนจนได้ต้องไปซื้อสินค้าที่เขากำหนดจากร้านของนายทุนที่ร่ำรวย 

หากเราเข้าไปเป็นรัฐบาลาจะต่อยอดโครงการนี้ โดยจะยุบวิธีการและขั้นตอนต่าง ๆ นำเงินใส่บัญชีประชาชนที่มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐคนละ 800 บาท ประชาชนจะนำไปใช้จ่ายอะไรก็ได้  เราจะประกันราคายางพาราไม่ต่ำกว่า ก.ก.ละ 60 บาท ปาล์มน้ำมันราคา 4.50  บาท แก้ปัญหาประมงพาณิชย์และประมงพื้นบ้านให้อยู่ด้วยกันได้ นโยบายการศึกษาเคยทำมาแล้วเที่ยวนี้ต้องได้เรียนฟรีถึง ปวส.  อสม.คนละ 1,000 บาท พร้อมเงินเก็บอีกเดือนละ 200 บาท ผู้สูงอายุคนละ 1,000 บาท พร้อมเงินค่าโลงศพอีก 2,000 บาท โดยเชื่อมั่นว่าในภาคใต้พรรคประชาธิปัตย์จะได้ที่นั่งยกทั้งภาค 50 เขตอย่างแน่นอน

ผู้สื่อข่าวงานว่าหลังปราศรับเสร็จสิ้นนายอภิสิทธิ์ รีบเดินไปขึ้นรถตู้ออกไปอย่างรวดเร็วไม่ยอมให้สัมภาษณ์สื่อมวลชนที่มารอทำข่าวเป็นอย่างมาก คาดว่ามาจากเกรงว่าสื่อมวลชนจะสอบถามเกี่ยวกับการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค ทษช.ก็เป็นได้
 

 
 
 
'คนอยู่เบื้องหลัง'พลาด! สื่อนอกวิเคราะห์ปมทษช.เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ

'คนอยู่เบื้องหลัง'พลาด! สื่อนอกวิเคราะห์ปมทษช.เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ

วันเสาร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 19.35 น.

9 ก.พ.62  สื่อยักษ์ใหญ่ต่างชาติ อาทิ บีบีซี ซีเอ็นเอ็น รอยเตอร์ส เอเอฟพี และเอพี ต่างนำเสนอข่าวไปทั่วโลกว่า สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ทรงมีพระบรมราชโองการ กรณีการเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯลงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของพรรคไทยรักษาชาติว่า เป็นการมิบังควรและขัดต่อรัฐธรรมนูญ

โดยสำนักข่าวบีบีซีของอังกฤษ รายงานว่า การเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการขัดต่อราชประเพณีที่สมาชิกพระราชวงศ์ต้องไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง

นักวิเคราะห์เชื่อว่า การออกพระราชโองการครั้งนี้ จะส่งผลให้คณะกรรมการการเลือกตั้งหรือ กกต.ต้องมีคำตัดสินให้ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ ขาดคุณสมบัติที่จะเข้าร่วมในการเลือกตั้งในวันที่ 24 มีนาคมนี้

และว่าการตัดสินใจเสนอพระนามสมาชิกราชวงศ์เป็นนายกรัฐมนตรีเป็นการคาดการณ์ที่ผิดพลาดอย่างใหญ่หลวงของพรรคไทยรักษาชาติ ซึ่งเป็นพรรคตรงข้ามกับรัฐบาลทหาร และ"บุคคลระดับสูง"ที่อยู่เบื้องหลังการตัดสินใจดังกล่าวของพรรค

ในเวลาต่อมา บีบีซี รายงานว่า พรรคไทยรักษาชาติ ได้ออกแถลงการณ์ในนามของพรรค น้อมรับพระบรมราชโองการแล้ว และขอทำหน้าที่ตามระเบียบของกกต.กฎหมายการเลือกตั้ง รัฐธรรมนูญ ด้วยความเคารพในขนบธรรมเนียมราชประเพณี

ส่วนสถานีโทรทัศน์ซีเอ็นเอ็นของสหรัฐ รายงานว่า ขณะนี้ยังไม่ทราบแน่ชัดว่า พระบรมราชโองการจะมีผลอย่างไรต่อการตัดสินพระทัยของทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนฯ และคุณสมบัติในการลงสมัครของพระองค์

 
วันเสาร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562
 
'กรณ์'ควง'หมอเอ้ก'ตะลุยหาเสียงบางซื่อ-ดุสิต ชูเขตเศรษฐกิจแห่งอนาคต

'กรณ์'ควง'หมอเอ้ก'ตะลุยหาเสียงบางซื่อ-ดุสิต ชูเขตเศรษฐกิจแห่งอนาคต

วันเสาร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 19.55 น.

กรณ์’ ควง“หมอเอ้ก”ขอคะแนนชาวบางซื่อ-ดุสิต ชูเขตเศรษฐกิจแห่งอนาคต ยกระดับชีวิตจริงคนกรุงเทพ

วันนี้(9 ก.พ.62) นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ลงพื้นที่ช่วย"หมอเอ้ก"หรือนพ.คณวัฒน์ จันทรลาวัณย์ ผู้สมัคร ส.ส.เขตบางซื่อ-ดุสิต(แขวงถนนนครไชยศรี) เบอร์ 15 โดยใช้รถแห่หาเสียงบริเวณเขตบางซื่อ และเดินทักทายพ่อค้าแม่ค้าและประชาชนในตลาดบางซ่อนโดยเประชาชนโบกมือต้อนรับตลอดเส้นทาง

โดยนายกรณ์ ได้กล่าวกับพี่น้องประชาชนว่า พรรคประชาธิปัตย์ มีนโยบายที่เข้าใจชีวิตจริงของคนกรุง เป็นนโยบายที่จับต้องได้ ไม่ลอยอยู่ในอากาศ โดยได้รวบรวมจากความต้องการและปัญหาที่คนกรุงประสบ ประกอบกับวิสัยทัศน์ของผู้สมัคร ส.ส. กรุงเทพฯ 30 คนร่วมกับทีมนโยบายของพรรคฯ สรุปได้ว่า “กรุงเทพฯ ต้องน่าอยู่ สวย สะอาด เป็นเมืองแห่งโอกาส เป็นเมืองแห่งความปลอดภัย”

ขณะที่ หมอเอ้ก นายแพทย์คณวัฒน์ โดยหมอเอ้ก ได้หาเสียงกับพี่น้องประชาชนเขตบางซื่อว่า เขตบางซื่อเป็นพื้นที่ที่พร้อมทั้งรถไฟฟ้า และชุมทางบางซื่อ ที่จะพัฒนาเป็นหัวลำโพงใหม่ และรัฐสภาใหม่ โดยสิ่งที่เราอยากทำคือพื้นที่สาธารณะรอบรถไฟฟ้า ซึ่งจะมีทั้งพื้นที่ทำกิน ออฟฟิศ ลานกีฬา ห้องสมุด และโคเวิร์คกิ้งสเปซ ตอบโจทย์คนทุกเพศทุกวัย อีกทั้งยังเป็นแหล่งดึงดูดคนจากนอกเขตให้เข้ามาใช้จ่ายในพื้นที่ได้มาก จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ และเป็นการเพิ่มพื้นที่สาธารณะให้กับคนในพื้นที่เขตบางซื่อ-ดุสิต (แขวงนครไชยศรี) ได้มากขึ้น

“ผมพร้อมเป็นผู้แทนให้คนบางซื่อและผลักดันความสำคัญของพื้นที่นี้ให้มีความกินดีอยู่ดี เพื่อให้ประชาชนพร้อมรับโอกาสที่จะเกิดขึ้นจากการพัฒนาที่กำลังถาโถมเข้ามาในบางซื่ออย่างรวดเร็ว ตามชุดนโยบาย #แก้จนสร้างคนสร้างชาติ ของพรรคประชาธิปัตย์ ที่พร้อมทำทันที” นายแพทย์คณวัฒน์ กล่าว

 
 
 
 
 
 
 
ที่นี่แนวหน้า

ที่นี่แนวหน้า

วิภาวดี หลักสี่
วันเสาร์ ที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 02.00 น.

ไทยควรไปดูงานแก้โกงที่แดนอิเหนา

ดูทั้งหมด

 

บ่อยครั้งที่เมื่อพูดถึงปัญหา “คอร์รัปชั่น” ในสังคมไทย หลายคนมักจะมองไปที่บรรดาประเทศเจริญแล้วไม่ว่าจะเป็นกลุ่มสหภาพยุโรป (EU) สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ หรือแม้แต่เพื่อนบ้านอาเซียนอย่างสิงคโปร์ ที่มีอันดับความโปร่งใสค่อนข้างสูง จนบางครั้งอาจรู้สึกว่าเป็นไปได้ยากที่ประเทศไทยจะเลียนแบบ อย่างไรก็ตามยังมีประเทศกำลังพัฒนาที่อยู่ระดับไล่เลี่ยกับประเทศไทยและไม่ใกล้ไม่ไกลอย่าง อินโดนีเซีย ที่กำลังได้รับความสนใจจากนานาชาติเนื่องจากมีระบบตรวจสอบการใช้อำนาจของภาครัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

ล่าสุดกับ “รายงานการจัดอันดับประเทศที่มีความโปร่งใส” โดยองค์กรเพื่อความโปร่งใสสากล (Transparency International) ประจำปี 2561 ที่เผยแพร่เมื่อปลายเดือนม.ค. 2562 พบว่าจากคะแนนเต็ม 100 อินโดนีเซีย ได้ 38 คะแนน อยู่ในอันดับ 89 จาก 180 ประเทศทั่วโลก เพิ่มจากปี 2560 ที่ได้ 37 คะแนน อยู่อันดับ 96 ขณะที่ประเทศไทยได้ 36 คะแนนและอยู่ในอันดับ 99 ลดลงจากปี 2560 ที่ไทยได้ 37 คะแนน และอยู่อันดับ 96 เท่ากับอินโดนีเซีย..หรือสรุปง่ายๆ ได้คือ โลกมองว่าปัญหาการทุจริตในแดนอิเหนาลดลง ต่างกับสยามเมืองยิ้มที่ปัญหานั้นรุนแรงขึ้น

ที่น่าสนใจคือหากย้อนไปในปี 2541 อันเป็นปีสุดท้ายที่อินโดนีเซียปกครองด้วยระบอบเผด็จการ เมื่อประชาชนลุกฮือขึ้นขับไล่ประธานาธิบดีซูฮาร์โต และเปลี่ยนแปลงสู่ความเป็นประชาธิปไตยในเวลาต่อมาจนปัจจุบัน ก็พบว่าอันดับความโปร่งใสของอินโดนีเซียในปี 2541 นั้นอยู่ที่ 80 จากทั้งหมด 85 ประเทศ ได้ 2 จากเต็ม 10 คะแนน ส่วนไทยในปีเดียวกันอยู่อันดับ 61 ได้ 3 จากเต็ม 10 คะแนน “อินโดนีเซียทำให้ความโปร่งใสดีขึ้นได้อย่างไร?” คำตอบคือเขามีระบบตรวจสอบที่เข้มแข็งและใครก็เข้าไปแทรกแซงไม่ได้

ผศ.ดร.ประจักษ์ ก้องกีรติ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกเล่าไว้ในงานสัมมนา “ตั้งโจทย์-ตอบอนาคต : วาระการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง หัวข้อการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชั่น” ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (ท่าพระจันทร์)ถึงองค์กร “KPK” (Komisi Pemberantasan Korupsi) หรือเรียกง่ายๆ ว่าเป็น “ป.ป.ช. (สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ของอินโดนีเซีย” ที่ชาวแดนอิเหนาเชื่อมั่นอย่างสูงจากการทำงานที่มีประสิทธิภาพ

โครงสร้างของ KPK หรือ ป.ป.ช.แดนอิเหนานั้นน่าสนใจตั้งแต่ “ที่มา” โดยประธานาธิบดีจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาชุดหนึ่งจากบุคคลหลากหลายทั้งรัฐ เอกชน และภาคประชาสังคม (NGO) เพื่อคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมจนเหลือ 10 รายชื่อ จากนั้นนำ 10 รายชื่อนี้ไปให้ที่ประชุมของรัฐสภาคัดเลือกให้เหลือเพียง “5 เสือ” (หรือ 5 อรหันต์ก็แล้วแต่จะเรียก) มาดำรงตำแหน่งกรรมการ ป.ป.ช. การสรรหาแบบนี้ทำให้เกิด “การถ่วงดุล” โดยอัตโนมัติ

แม้ประธานาธิบดีจะมาจากการเลือกตั้ง แต่ก็ไม่มีอำนาจสรรหาโดยตรง การตั้งคณะกรรมการสรรหาก็มีความหลากหลาย สุดท้ายคัดเลือกโดยรัฐสภาซึ่งมีสมาชิกจากหลายพรรคการเมือง ทำให้ KPK ไม่ได้มีที่มาจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่ายเดียว ผลคือที่ผ่านมามีเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงตลอดจนนักการเมืองถูกชี้มูลความผิดไปแล้วหลายรายและเสมอหน้ากันทุกฝ่าย ทั้งญาติของประธานาธิบดี รัฐมนตรี ผู้ว่าการธนาคารแห่งชาติ รวมถึงสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จากหลายพรรค แม้กระทั่งกรรมการ KPK บางรายที่พฤติกรรมไม่ชอบมาพากลก็ยังถูกถอดถอนจากตำแหน่งมาแล้ว

“เคยมีกรณี KPK จะจ้างบุคลากร จะสร้างสำนักงานก็ไม่ให้ สภาบอกตัดงบประมาณ ทุกพรรคการเมืองเกลียดเหมือนกันหมดเพราะคอยขัดแข้งขัดขาปรากฏว่าประชาชนระดมเงินบริจาค บอกสภาตัดงบก็ไม่เป็นไร ประชาชนจะบริจาคให้ไปสร้างตึกใหม่เอง ทำไม KPK ถึงได้รับการสนับสนุนจากประชาชนทุกกลุ่ม? ก็เพราะเขาทำหน้าที่เป็นอิสระและเป็นกลางอย่างแท้จริง คนรู้สึกว่าฝากความหวังไว้ได้” อาจารย์ประจักษ์ บอกเล่าถึงความเชื่อมั่นของคนอินโดนีเซียต่อองค์กร KPK

บทสรุปจากแดนอิเหนา.. “ประเทศใดองค์กรซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบทุจริตทำงานอย่างอิสระและเป็นกลาง พรรคการเมืองหรือเจ้าหน้าที่รัฐที่จะเข้าสู่อำนาจก็ต้องมีสำนึกรับผิดชอบต่อสาธารณะไปโดยปริยาย” ผู้มีอำนาจที่ประพฤติทุจริตไม่สามารถลอยหน้าลอยตาอยู่ในสังคมได้เพราะกระแสกดดันจากประชาชนจะเป็นไปอย่างรุนแรง ในทางกลับกัน “ประเทศใดองค์กรซึ่งมีหน้าที่ตรวจสอบทุจริตไม่อาจทำงานได้อย่างอิสระและเป็นกลาง ประชาชนก็พลอยไม่สนใจปัญหาคอร์รัปชั่นไปด้วย” เพราะประชาชนจะมองว่าประเด็นคอร์รัปชั่นถูกใช้เป็นเครื่องมือทางการเมือง

อาทิ ตรวจสอบเพียงฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเท่านั้นไม่ตรวจสอบทุกฝ่าย นานวันเข้าก็ขาดความเชื่อถือจากสังคม พลังในการต่อต้านคอร์รัปชั่นของสังคมนั้นๆก็ไม่เกิด ซึ่ง “ประเทศใดจะเป็นอย่างไรขอให้ดูกลไกการแต่งตั้งกรรมการ ทั้งองค์กรที่มีหน้าที่ตรวจสอบการทุจริตโดยตรง รวมถึงองค์กรอิสระอื่นๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มี” ว่ามีวิธีสรรหาคนมาเป็นกรรมการอย่างไร หลายฝ่ายได้ร่วมคัดสรรหรือเป็นการคัดเลือกจากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

เพราะที่มาของกรรมการ..ย่อมพอจะคาดเดาแนวทางการทำงานได้!!!

หมายเหตุ : คะแนนความโปร่งใสของประเทศไทยนับตั้งแต่องค์กรเพื่อความโปร่งใสสากลมีการจัดอันดับมาในปี 2538 พบว่า ในปี 2538 ได้ 2.79 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2539 ได้ 3.33 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2540 ได้ 3.06 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2541 ได้ 3 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2542 ได้ 3.2 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2543 ได้ 3.2 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2544 ได้ 3.2 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2545 ได้ 3.2 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2546 ได้ 3.3 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2547 ได้ 3.6 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2548 ได้ 3.8 จากเต็ม 10 คะแนน,

ปี 2549 ได้ 3.6 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2550 ได้ 3.3 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2551 ได้ 3.5 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2552 ได้ 3.4 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2553 ได้ 3.5 จากเต็ม 10 คะแนน, ปี 2554 ได้ 3.4 จากเต็ม 10 คะแนน ต่อมาในปี 2555 มีการเปลี่ยนการให้คะแนนจากเต็ม 10 เป็นเต็ม 100 พบว่าในปี 2555 ไทยได้ 37 จากเต็ม 100 คะแนน, ปี 2556 ได้ 35 จากเต็ม 100 คะแนน, ปี 2557 ได้ 38 จากเต็ม 100 คะแนน, ปี 2558 ได้ 38 จากเต็ม 100 คะแนน, ปี 2559 ได้ 35 จากเต็ม 100 คะแนน, ปี 2560 ได้ 37 จากเต็ม 100 คะแนน และปี 2561 ได้ 36 จากเต็ม 100 คะแนน

จ่อชงยุบพรรคแพ็คคู่ "ไทยรักษาชาติ - เพื่อไทย"

การเมือง ข่าวการเมือง  :  20 นาทีที่ผ่านมา
ยุบพรรค,ยุบพรรคแพ็คคู่,ไทยรักษาชาติ,เพื่อไทย,กกต,ศาลรัฐธรรมนูญ

การเสนอบัญชีนายกฯของพรรคไทยรักษาชาติ ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพรรคไทยรักษาชาติเท่านั้น แต่กำลังส่งผลไปถึงพรรคเพื่อไทยด้วย อาจถูกยุบพรรคทั้งคู่

               จากกรณีที่พรรคไทยรักษาชาติเสนอพระนามทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิวัฒนาพรรณวดี อยู่ในบัญชีนายกฯของพรรค และต่อมามีพระราชโองการฯ ซึ่งสรุปความได้ว่าพรรคไทยรักษาชาติไม่สามารถดำเนินการดังกล่าวได้

 

 
 

               ล่าสุดมีความเป็นไปได้ว่าจากกรณีดังกล่าวอาจจะทำให้พรรคไทยรักษาชาติ รวมไปถึงพรรคเพื่อไทยถูกยุบพรรคได้

               สำหรับประเด็นการยุบพรรคเพื่อไทย มีมาอย่างต่อเนื่อง โดยที่ผ่านมาจะเน้นไปที่การเข้ามาครอบงำพรรคของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่ไม่ได้เป็นสมาชิกพรรค แต่ที่ผ่านมายังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะสามารถเอาผิดได้ และทางฝ่ายสนับสนุน คสช.ก็เกรงว่าหากมีการยุบพรรคเพื่อไทยอาจทำให้ "กระแสตีกลับ" ซึ่งไม่เป็นผลดีกับฝ่าย คสช.

               "ตอนนี้เป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการที่จะยุบพรรค เพราะเขาพลาดเอง พรรคไทยรักษาชาติพลาด และหากสามารถเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของพรรคไทยรักษาชาติกับพรรคเพื่อไทยได้ ก็สามารถยุบพรรคได้ทั้งคู่ ซึ่งถ้ายุบก็หมายถึงยุบก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง" แหล่งข่าวฝ่ายสนับสนุน คสช. เปิดเผยกับคมชัดลึกออนไลน์

               "จากพฤติการณ์ที่ผ่านมาของพรรคไทยรักษาชาติกับพรรคเพื่อไทยสามารถโยงว่ามีความเกี่ยวข้องกันได้อยู่แล้ว ทั้งเรื่องที่มาในการตั้งพรรค รวมไปถึงลักษณะการส่งผู้สมัครของทั้งสองพรรคที่น่าจะเข้าข่ายว่าฮั้วกัน และการเชื่อมโยงกับอดีตนายกทักษิณ น่าจะมีจุดที่สามารถชี้ให้เห็นได้ว่าเป็นการแบ่งหน้าที่กันทำ" แหล่งข่าวกล่าว

               สำหรับขั้นตอนในการยุบพรรคนั้น แหล่งข่าวบอกว่า ไม่จำเป็นต้องมีใครไปยื่นเรื่อง กรณีนี้ กกต.สามารถดำเนินการได้เอง ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายพรรคการเมืองมาตรา 92 (2) คือ หาก กกต.มีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าพรรคการเมืองใดกระทำการอันอาจเป็นปฏิปักษ์ต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ให้ยื่นศาลรัฐธรรมนูญเพื่อสั่งยุบพรรคการเมืองนั้น ซึ่งกรณีของพรรคไทยรักษาชาติที่ไปยื่นบัญชีนายกฯต่อ กกต.แล้ว ก็ถือว่ากระทำความผิดสำเร็จ

               "คาดว่าภายในสัปดาห์หน้าน่าจะมีความชัดเจนในเรื่องนี้จาก กกต. ซึ่งถัามีการส่งเรื้องไปที่ศาลรัฐธรรมนูญก็น่าจะใช้เวลาไม่นาน น่าจะสามารถพิจารณาได้เสร็จทันก่อนการเลือกตั้ง 24 มีนาคม นี้" แหล่งข่าวกล่าว

               กกต.มีนัดประชุมในวันจันทร์ นี้ (11 ก.พ.) ซึ่ง พ.ต.อ.จรุงวิทย์ ภุมมา เลขาธิการ กกต. ระบุว่า คาดว่าจะมีการหารือในทุกเรื่อง รวมทั้งประเด็นข้อกฎหมายต่างๆด้วย

               ทั้งนี้หากมีการสั่งยุบพรรคในช่วงก่อนการเลือกตั้งนี้ ผู้สมัครของพรรคการเมืองนั้นจะไม่สามารถลงสมัคร ส.ส.ได้ทันในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะจะไม่สามารถไปสังกัดพรรคการเมืองได้ 90 วันก่อนการเลือกตั้ง แต่หากยุบพรรคหลังการเลือกตั้ง ถ้าผู้สมัครของพรรคนั้นได้รับการเลือกตั้งจะสามารถหาพรรคใหม่สังกัดได้ภายใน 30 วัน

               อย่างไรก็ตามในมุมของพรรคเครือข่ายทักษิณ เคยบอกว่า หากพรรคโดนยุบ อาจจะมีการรณรงค์ให้ผู้สนับสนุนพรรคกาไม่เลือกใคร (โหวตโน) เพราะหากเขตเลือกตั้งใดมีคะแนนโหวตโนมากกว่าคะแนนผู้ได้อันดับหนึ่ง จะต้องมีการเลือกตั้งใหม่และผู้สมัครรายเดิมไม่สามารถลงสมัครได้อีก หรือ อาจจะรณรงค์ให้ประชาชนไปกาเลือกพรรคการเมืองแนวร่วมก็ได้

               วันนี้พรรคไทยรักษาชาติยกเลิกกำหนดการลงพื้นที่หาเสียง กรรมการบริหารพรรคแบะสมาชิกพรรคต่างเก็บตัวเงียบ มีเพียงการออกแถลงการณ์ขอน้อมรับพระราชโองการ

               ทางด้านพรรคเพื่อไทย ทางสำนักงานเลขาธิการพรรคได้เตือนสมาชิกพรรคให้ระมัดระวังการแสดงความคิดเห็นในช่วงนี้ 

               “ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองในขณะนี้มีความอ่อนไหว ขอให้สมาชิกทุกท่านระมัดระวังในการแสดงความคิดเห็นในทุกรูปแบบ”

..................................................

 
9 กุมภาพันธ์ 2562
 
 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net