วันที่ ศุกร์ กุมภาพันธ์ 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การรักษาสมดุลของร่างกาย


การหกล้มในผู้สูงวัยดูจะกลายเป็นปัญหาระดับชาติไปแล้ว ไม่เฉพาะที่ประเทศไทย ในอเมริกาเองตัวเลขที่ผู้สูงวัยหกล้มมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น  นอกจากตัวเลขที่เสียชีวิตแล้ว การนอนติดเตียงเนื่องจากการล้ม  กลายเป็นภาระที่หนักของครอบครัว และเป็นภาระของรัฐในการที่จะต้องผลิตบุคคลากรที่มาดูแลผู้ป่วยติดเตียงเหล่านี้ด้วย

 

หลายคนที่หกล้ม บ้างก็บอกว่า ตาไม่ดี  มีปัญหาน้ำในหูไม่เท่ากัน  มึนงง  เลยทำให้หกล้ม   แต่ไม่เคยมีใครพูดเลยว่า เพราะขาของฉัน ข้อเท้าของฉัน กล้ามเนื้อ และกระดูกของฉัน ไม่แข็งแรง

การที่ร่างกายเรา สามารถยืนเดินนอนนั่ง หรือกระทำกิจกรรมต่างๆได้  มาจากการที่ร่างกายมีช่องทางรับสิ่งที่อยู่ภายนอกให้ตัวเรารู้ว่า ร่างกายเราขณะนี้อยู่ในตำแหน่งไหนเมื่อเทียบกับพื้นโลก 

โดยตาที่มองเห็น สิ่งที่อยู่รอบตัวรับรู้ความสัมพันธ์ของแนวแกนขนานพื้นโลก     น้ำในหูที่คอยรักษาระดับระนาบสูงต่ำเพื่อให้เราทรงตัวคอยปรับตำแหน่งศูนย์กลางของร่างกายไม่หลุดไปจากตรงกลาง  ความรู้สึกจากฝ่าเท้า ที่ส่งผ่านโดยข้อต่อ พังผืด กล้ามเนื้อ ไปที่สมอง ว่าขณะที่ยืนอยู่นั้น ตัวเราเอียงซ้ายเอียงขวา หรือหลุดไปตำแหน่งไหนที่จะทำให้เราเสียหลัก

 

ทั้งสามช่องทางที่รับข้อมูลจากภายนอก จะรายงานไปที่สมอง  เพื่อที่จะได้สั่งกล้ามเนื้อให้ทำงาน ให้ถูกต้องเพื่อที่จะได้รักษาการทรงตัวของเรา ให้หกล้มยาก  เพราะกล้ามเนื้อและข้อต่อที่มีประสิทธิภาพดี  จะทำให้เราดิ้นรนหาจุดศูนย์กลางของลำตัวได้รวดเร็ว  หรือแม้กระทั่งต้องล้มลง  กล้ามเนื้อที่แข็งแรงย่อมเป็นเหตุให้กระดูกแข็งแรงด้วย โอกาสที่จะเกิดกระดูกหักจึงยากขึ้น   เพราะภาวะกระดูกหัก โดยเฉพาะคนสูงวัยมักหักที่ข้อสะโพก  เหตุเหล่านี้ นำไปสู่การนอนติดเตียงถาวรและเสียชีวิตในที่สุด

แบบฝึกหัด ในการทดลอง  กรณีเครื่องรับสามช่องทางเสียไปบางส่วน 

   

ยืนยกขาและแขน ฝั่งตรงข้ามกัน  แล้วเอียงตัวดังรูป  ในขณะนี้เครื่องรับของเรา ทั้งสามช่องทางทำงานประสานกัน  คือตารับแนวแกนขนานพื้นโลก  น้ำในหูรับความเอียงของศีรษะให้อยู่ในระนาบ  ฝ่าเท้ารับการสัมผัสจากพื้น  กรณีเช่นนี้ ถ้าผู้ที่ยังไม่สามารถยืนได้มั่น  แสดงว่า  ข้อมูลที่รับแม้จะครบถ้วน  แต่ตัวทำงานทำงานตามที่สั่งไม่ได้  นั่นคือ ข้อต่อและกล้ามเนื้อที่จะพยุงตัวให้มั่นในท่านี้ ขาดประสิทธิภาพ   นี่เป็นตัวอย่างที่1 ในการที่ต้องให้ความสำคัญกับตัวที่ทำงาน นั่นคือกล้ามเนื้อและข้อต่อที่เคลื่อนไหวได้ดี

ทีนี้ มาลองดูว่า ถ้าช่องทางรับหายไปบางช่อง เช่นสายตา จะเกิดอะไรขึ้น 

ยืนในท่าเดิม  แต่ให้หันศีรษะ ค่อยๆเงยมองฝ้าเพดาน  แล้วย้ายไปมองทางซ้ายที ขวาที มองลงล่าง  ค่อยๆหันช้าๆ  เราจะรู้สึกว่า  การยืนทรงตัวในท่านี้เริ่มยากขึ้น  เพราะสารที่สื่อเข้ามา ทางตามันเริ่มทำให้สมองแปลความสับสน  เพราะสายตาจะจับแกนที่ขนานกับพื้น  พอเราหันมองด้านบน  สิ่งที่เห็น มันจะทำให้เราขับเคลื่อนร่างกาย ไปตามที่เห็น ซึ่งผลก็คือ การรักษาท่าทางแบบเดิมยากขึ้น  ตัวเราอาจเซไป  และขณะที่หันศีรษะไปมา หลายแนว  น้ำในหูก็ต้องคอยปรับระดับให้ทัน

ดังนั้น ตัวรับที่ทำงานหนักที่สุดคือ  ฝ่าเท้าที่รับสัมผัสกับพื้น  มันต้องส่งข้อมูลมาที่สมองเพื่อรายงานว่า ขณะนี้ ร่างกายเราอยู่ในท่วงท่าอะไร  และสมองจะรีบประมวลข้อมูลเพื่อบังคับกลุ่มกล้ามเนื้อและข้อต่อ ให้มารับมือกับการที่ร่างกายต้องเสียการทรงตัว  ลักษณะนี้ กล้ามเนื้อต้องแข็งแรงอย่างเดียวไม่พอ ยังต้องไวต่อการทำงานด้วย 

ที่ยากขึ้นไปอีกคือการหลับตา และหมุนศีรษะไปมาแบบเดิม  การทรงตัวเราจะยากมากๆ  เพราะการตัดขาดการมองเห็นโดยสิ้นเชิง 

    

การยืนทรงตัวขณะหลับตา บนฐานที่แคบเช่น ยืนวางเท้าต่อกัน  ร่างกายอาศัยทางเดียวคือ เครื่องรับจากฝ่าเท้า  ฝ่าเท้าที่ไวต่อการเปลี่ยนแปลง  จะสามารถส่งข้อมูลไปที่สมอง เพื่อให้สมองสั่งกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องเช่นแกนกลางลำตัว และกล้ามเนื้อหน้าขาหน้าแข้ง และข้อเท้าให้สามารถรักษาตำแหน่งอยู่ได้  การทดสอบแบบนี้  ควรยืนได้นานเกิน 30 วินาที โดยห้ามลืมตาหรือกางมือ หรือฝ่าเท้าเคลื่อนจากที่เดิม

ส่วนการทดสอบอีกอัน คือการยืนเท้าต่อกัน บนฐานที่แคบ เช่นแท่งไม้ทรงกลม ที่มีผิวสัมผัสน้อย  เครื่องรับสามช่องทางครบแต่การทำงานของกล้ามเนื้อและข้อเท้าที่แข็งแรงจริงๆ ถึงจะทำให้ทรงตัวอยู่ได้

 

ที่ยากขึ้นไปอีกคือการเคลื่อนไหวบนฐานที่แคบ  เครื่องรับทั้งสามครบ  แต่การสั่งงานเพื่อรักษาจุดศูนย์ถ่วงเพื่อไม่ให้เสียการทรงตัว  ต้องผ่านการฝึกกลุ่มกล้ามเนื้อที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ให้ดีจึงจะสำเร็จตามสิ่งที่สมองสั่ง

 

ระดับการที่จะต้องรักษาสมดุลของร่างกายที่ยากที่สุดคือ  การยืนบนพื้นที่ขาดความมั่นคง  ร่างกายต้องอาศัยเครื่องรับทั้งสามช่องทาง  และสมองจะสั่งงานไปที่กล้ามเนื้อและข้อต่อเพื่อต่อสู้กับสภาวะที่คาดเดาไม่ได้ภายนอก  เช่นการยืนบนลูกบอล  ขั้นตอนนี้จะต้องมีการฝึกฝนยาวนาน  จนข้อต่อและกล้ามเนื้อสามารถรักษาแนวร่างกายให้ยืนอยู่ได้ในภาวะที่ยากจะคาดเดา

ดังนั้น  สิ่งที่สำคัญที่สุด คือการที่ผู้สูงอายุ  จะต้องฝึกฝนความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและข้อต่อ ให้ข้อต่อมีความยืดหยุ่น  และกล้ามเนื้อสามารถรีดศักยภาพในการที่จะรักษาความสมดุลของร่างกายได้ในทุกสภาวะ  อันเป็นการป้องกันการหกล้ม  ทำให้ล้มยาก  เพราะร่างกายสามารถหาจุดสมดุลได้รวดเร็ว  หรือถ้าต้องล้ม ก็ไม่บาดเจ็บจนกระทั่งบางครั้งกระดูกหัก

สายตาไม่ดี น้ำในหูไม่เท่ากัน  ฝ่าเท้ารับความรู้สึกไม่ดี  เครื่องรับแย่  และจะแย่หนักเข้าไปอีก เมื่อกล้ามเนื้อที่ต้องทำงานแย่ไปอีก 

คนที่เครื่องรับดีหมด  แต่กล้ามเนื้อแย่  ก็ไม่ต่างอะไรกับคนที่ เครื่องรับไม่ดี  เพราะตัวทำงานคือกล้ามเนื้อและข้อต่อ เมื่อไม่ดี  เวลาพลาดนิดเดียวก็หกล้ม

อย่าลืมนะครับ  แม้ว่าจะอายุมาก ก็ ไม่ได้หมายความว่า  จะสร้างกล้ามเนื้อให้แข็งแรงไม่ได้

ผู้เขียนอยู่ในวัย 63 ปี ยังคงรักษาสภาพร่างกายเอาไว้ได้  หลายครั้งที่เสียการทรงตัว  แต่ก็ประคองร่างกายกลับมาได้ทุกครั้ง โอกาสที่จะพลาดท่าจะเกิดขึ้นได้ยาก

โดย สมชัย

 

กลับไปที่ www.oknation.net