วันที่ พฤหัสบดี กุมภาพันธ์ 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

วงดีเบต‘ดิจิทัล’คึก // กกต.ไฟเขียวบิ๊กตู่ขึ้นเวทีปราศรัยฯ


สวัสดีครับ

         ในที่สุดก็มีข่าวกกต.ไฟเขียว 'บิ๊กตู่' ขึ้นเวทีปราศรัย ช่วยลูกพรรคหาเสียงได้แล้ว อุณหภูิมการเมืองจะร้อนฉ่าขึ้นเป็นแน่

อย่างไรก็ตาม ช่วงนี้ใครก็อย่าพลั้งพลาดเป็นอันขาดเชียวนา เพราะจะร่วงเวทีได้ง่ายๆ

         ข่าวพบเอกสารเก่าแก่เป็นจดหมายเหตุสมัยกรุงศรีอยุธยานับเป็นข่าวดีอย่างยิ่ง เพราะข้อเท็จจริงะปรากฏขึ้นมาก

กกต.ไฟเขียว'บิ๊กตู่'ขึ้นเวทีปราศรัย-เดินช่วยหาเสียงได้

กกต.ไฟเขียว'บิ๊กตู่'ขึ้นเวทีปราศรัย-เดินช่วยหาเสียงได้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 19.21 น.

กกต.ไฟเขียว"บิ๊กตู่"ขึ้นเวทีปราศรัย-เดินช่วยหาเสียงได้ แต่ต้องระวังไม่ใช้ตำแหน่งหน้าที่เป็นคุณ-โทษกับผู้สมัครและพรรคการเมือง

28 ก.พ.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในการประชุมคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เมื่อวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่ประชุมได้มีการพิจารณาหนังสือของ นายอุตตม สาวนายน หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ที่สอบถาม กกต.ในประเด็น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค จะสามารถขึ้นเวทีปราศรัยหาเสียงได้หรือไม่ และ พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถเดินช่วยผู้สมัครของพรรคหาเสียงได้หรือไม่ ซึ่ง กกต.ได้พิจารณาข้อกฎหมายแล้วมีมติว่าสามารถทำได้ โดยเป็นไปตามระเบียบว่าด้วยวิธีการหาเสียงและลักษณะต้องห้ามในการหาเสียง แต่ขอให้พึงระมัดระวังในเรื่องของการใช้ตำแหน่งหน้าที่เป็นคุณเป็นโทษกับผู้สมัครและพรรคการเมือง ซึ่งคาดว่า กกต.จะมีหนังสือตอบกลับไปยังพรรคพลังประชารัฐในสัปดาห์นี้

ทั้งนี้ หนังสือหารือของพรรคพลังประชารัฐก็ไม่มีการสอบถามในเรื่องว่า พล.อ.ประยุทธ์ จะสามารถขึ้นดีเบตในฐานผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯ ของพรรคได้หรือไม่ด้วย

‘สุเทพ’เย้ย‘ตุ๊ดตู่’ไร้ค่า ซัดเคยสร้างปัญหาให้ประเทศ เมินดีเบตเสียเวลาหาเสียง

‘สุเทพ’เย้ย‘ตุ๊ดตู่’ไร้ค่า ซัดเคยสร้างปัญหาให้ประเทศ เมินดีเบตเสียเวลาหาเสียง

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 20.27 น.

‘สุเทพ’เย้ย‘ตุ๊ดตู่’ไร้ค่า ซัดเคยสร้างปัญหาให้ประเทศ เมินดีเบตเสียเวลาหาเสียง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 16.30 น.วันที่ 28 ก.พ. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) พร้อมด้วย ม.ร.ว.จัตุมงคล โสณกุล หัวหน้าพรรค รปช.และคณะ นำนายณัฏฐพัชร์ กวินกนกกัลป์ ผู้สมัคร ส.ส.กทม.เขต 2 ปทุมวัน บางรัก และสาธร ลงพื้นที่หาเสียงเป็นครั้งแรกในพื้นที่กทม. หลังจากเดินคารวะแผ่นดิน ที่สถานีรถไฟฟ้าสยามสแควร์

โดยนายสุเทพได้เดินทักทายประชาชนที่ขึ้นลง-รถไฟฟ้า บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคักประชาชนให้การต้อนรับ จากนั้นนายสุเทพและคณะเดินพบปะประชาชนที่บริเวณด้านล่างสยามสแควร์ โดยมีประชาชนที่เคยชุมนุมร่วมกับกลุ่มกปปส.เข้ามาทักทาย จากนั้นขึ้นรถไฟฟ้าต่อไปยังอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิเพื่อพบปะประชาชน

นายสุเทพให้สัมภาษณ์ว่า จากการลงพื้นที่ครั้งนี้ได้รับการตอบรับดีมาก ซึ่งจุดยืนที่แน่นอนของรปช.คือไม่ร่วมกับระบอบทักษิณ ไม่ว่าพรรคนั้นจะชื่ออะไรก็ตาม เพราะเขาแตกแบงค์พันเป็นแบงค์ร้อยเป็นหลายชื่อ แต่บริษัทเดียวกันเราไม่เอาด้วยแน่นอน ส่วนกรณีที่จะสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้าคสช.นั้น เรื่องนี้ก็ต้องแล้วแต่ว่าการเลือกตั้งครั้งนี้ผลคะแนนออกมาอย่างไร ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ เห็นว่าพรรคเรามีจำนวน ส.ส.ในสภาฯ มากแล้ว อยากชวนไปร่วมก็ต้องมีประเด็นที่ต้องสอบถามกันเกี่ยวกับเรื่องความมุ่งมั่นและความตั้งใจที่จะปฏิรูปประเทศไทย เปลี่ยนแปลงประเทศ ถ้า พล.อ.ประยุทธ์ รับแนวทางเหล่านี้ได้เราก็พร้อมที่จะสนับสนุนไม่มีปัญหา

เมื่อถามว่ามองอย่างไรที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ร่วมดีเบตกับพรรคการเมืองอื่นๆ นายสุเทพ กล่าวว่า ตนไม่ทราบ แล้วแต่ท่าน แต่สำหรับตนไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการดีเบต เสียเวลาหาเสียง เพราะการดีเบตตนดูแล้วบางทีเป็นการวิวาทกันมากกว่า สนุกกับพิธีกร แต่ไม่ค่อยสนุกกับคนทั่วไป

“ส่วนกรณีนายจตุพร พรหมพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อชาติ ออกมาวิจารณ์การปราศรัยของผมเหมือนเวที กปปส.นั้น พูดแล้วอย่าโกรธกัน ผมไม่ให้ความสำคัญกับนายจตุพร นายจตุพรไม่ใช่คนที่เราจะต้องให้ความสำคัญแม้จะท้าดีเบต ผมก็ไม่ให้คะแนนนายจตุพร เพราะนายจตุพรเคยอยู่ในฝ่ายที่สร้างปัญหาให้กับประเทศชาติ” นายสุเทพ กล่าว

เมื่อถามอีกว่าในช่วงโค้งสุดท้ายของการหาเสียงพรรค รปช. จะมีการปรับรูปแบบหาเสียงอย่างไร นายสุเทพ กล่าวว่า พรรค รปช.ไม่มีเล่ห์เหลี่ยม เดินขอคะแนนจากประชาชน พูดความจริงกับประชาชน ส่วนการปราศรัยใหญ่นั้นก็แล้วแต่พื้นที่เขตไหนเรียกร้อง แล้วเรามีเวลาก็จะจัดให้ ขณะที่การปราศรัยในกรุงเทพฯ เราอยากที่จะปราศรัยที่สี่แยกราชประสงค์ แต่คนอื่นเขาจองที่ไว้แล้ว เราก็ไปไม่ได้ จึงแล้วแต่สถานที่ปราศรัยที่ไหนคนก็ได้ยินทั่วประเทศ ขณะที่ความนิยมของพรรคนั้น พูดไปจะหาว่าโม้ แต่ก็มั่นใจว่าช่วงโค้งสุดท้ายคะแนนนิยมดีขึ้น คนที่เป็นพลังเงียบจะยืนอยู่ข้างเดียวกับเรา ตนไม่สนใจผลโพลที่ออกมา แต่เราจะมีผู้แทนฯ ทั่วประเทศ รวมทั้งกทม.ด้วย

‘ตุ๊ดตู่’ชน‘เทือก’ ซัดงัดลูกไม้เก่า‘ระบอบทักษิณ’ยุปชช.แตกแยก

‘ตุ๊ดตู่’ชน‘เทือก’ ซัดงัดลูกไม้เก่า‘ระบอบทักษิณ’ยุปชช.แตกแยก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 16.10 น.

‘ตุ๊ดตู่’ชน‘เทือก’ ซัดงัดลูกไม้เก่า‘ระบอบทักษิณ’ยุปชช.แตกแยก

28 ก.พ.62 นายจตุพร พรหมพันธุ์ ประธานแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) แถลงตอบโต้กรณีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ปลุกให้คนไทยเลือกข้างระหว่าง “เอาประเทศไทย หรือเอาระบอบทักษิณ” ว่า หลังจากนายสุเทพเดินคารวะแผ่นดินไปทั่วประเทศได้ข้อสรุปว่าประชาชนไม่ให้การต้อนรับ จึงกลับมาหาตลาดการเมืองเดิมอีก คือ ปลุกให้ประชาชนเลือกข้างระหว่างประเทศกับระบอบทักษิณ โดยพยายามอธิบายถึงการเลือกตั้งไม่ใช่เป็นการต่อสู้ระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยแท้จริง

นายจตุพร กล่าวอีกว่า ตนเห็นการเลือกข้างระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตยแล้ว เชื่อว่าฝ่ายประชาธิปไตยชนะแน่ นายสุเทพจึงเอาลูกไม้ตื้นๆมาปลุกให้เลือกข้างระหว่างประเทศกับระบอบทักษิณ เพื่อสร้างบรรยากาศการชุมนุม กปปส. ให้กลับมาอีก รวมทั้งการย้อนคำพูดเผาบ้านเผาเมืองมาโกหกหาเสียงการเมืองอีกด้วย ดังนั้นนายสุเทพจึงต้องใช้ลูกไม้เก่า คิดปลุกให้ทักษิณต่อสู้กับประเทศไทย มาให้ประชาชนเลือกข้าง เพื่อให้ลืมการเลือกระหว่างเผด็จการกับประชาธิปไตย ซึ่งทำให้สุเทพกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เกิดความรู้สึกเสียเปรียบ

“นายสุเทพควรพอเสียทีกับการโกหกประชาชน หวังเพียงให้เกิดประโยชน์จากการหาเสียงเลือกตั้ง ถึงขั้นปลุกปั่นประชาชนเลือกข้างทักษิณกับแผ่นดิน นับจากนี้ไป ถ้าสุเทพไม่หยุด ผมก็จะสร้างคำพูดบ้างว่า ให้เลือกข้างระหว่างสุเทพกับจตุพร เมื่อนายสุเทพเอาประยุทธ์ แต่จตุพรไม่เอาประยุทธ์ ถ้านายสุเทพยังทำแบบนี้อีก อาจทำให้การเลือกตั้งเดินไปไม่ถึง 24 มี.ค.” นายจตุพร กล่าว

นายจตุพร กล่าวด้วยว่า ในสถานการณ์ปัจจุบันที่นายสุเทพโหมปลุกปั่นให้เลือกข้างนั้น มีความเป็นไปได้ถึง 50 ต่อ 50 คือ ครึ่งต่อครึ่งจะเกิดเลือกตั้งหรือไม่เกิดเลือกตั้ง เพราะสาเหตุสำคัญคือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ส่อจะพ่ายแพ้ยับเยินที่สุด และการคุยอวดได้ 150 เสียงก็ไม่เป็นจริง

หน้าแรก / การเมือง

'จุรินทร์'แนะ'ท้องถิ่น'จัดการตนเอง กระจายโอกาสกระจายความเจริญ

'จุรินทร์'แนะ'ท้องถิ่น'จัดการตนเอง กระจายโอกาสกระจายความเจริญ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 20.24 น.

28 ก.พ.62 นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ได้ร่วมประชันนโยบายกระจายอำนาจของพรรคการเมือง 21 พรรค บนเวทีประชาธิปไตย การบ้านการเมือง "จับไมค์ ขึ้นฮ้าน" ที่ห้องประชุมพีรสิทธิ์ คำนวณศิลป์ วิทยาลัยการปกครองท้องถิ่น มหาวิทยาลัยขอนแก่น

โดย นายจุรินทร์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์มีนโยบายแก้จน สร้างคน สร้างชาติ ด้วยการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น ชุมชนและประชาชน เพราะการกระจายอำนาจเป็นประตูสู่การกระจายโอกาสและความเจริญ ด้วยการลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

นายจุรินทร์ กล่าวอีกว่า จะไม่เลิกการปกครองส่วนภูมิภาค ที่ยังต้องมีส่วนงานด้านเกษตร สาธารณสุข และอื่นๆ เพื่อรับนโยบายจากส่วนกลางลงไปปฏิบัติ แต่จะเพิ่มอำนาจท้องถิ่นที่พรรคได้ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่อง นับตั้งแต่การออก พ.ร.บ.แผนขั้นตอนการกระจายอำนาจ ทั้งคน เงิน และงาน ให้ท้องถิ่นมีอำนาจดูแลตัวเองอย่างเป็นรูปธรรม ตั้งแต่รัฐบาล "ชวน 2" และจะคง อบต.ที่เริ่มไว้สมัยรัฐบาล "ชวน 1" เทศบาล อบจ.และรูปแบบพิเศษ เช่น กรุงเทพมหานคร ไว้ต่อไป แต่จะเพิ่มความเข้มข้น ให้มีการปกครองท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ แบบ กทม.มากขึ้น โดยจะยกระดับเทศบาลนครขึ้นเป็นมหานคร เช่น มหานครขอนแก่น , มหานครอุดรธานี , มหานครอุบลราชธานี และมหานครราชสีมา เป็นต้น เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นได้ปกครองตนเองมากขึ้น มีรายได้มากขึ้น จัดการตนเองได้มากขึ้น เช่นเดียวกับกรุงเทพมหานคร

 
 
วงดีเบต‘ดิจิทัล’คึก พรรคการเมืองจวก‘ดีอี’ไร้ประสิทธิภาพ มุ่งแก้กม.-ยกระดับสตาร์ทอัพ

วงดีเบต‘ดิจิทัล’คึก พรรคการเมืองจวก‘ดีอี’ไร้ประสิทธิภาพ มุ่งแก้กม.-ยกระดับสตาร์ทอัพ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 21.38 น.

วงดีเบต‘ดิจิทัล’คึก พรรคการเมืองจวก‘ดีอี’ไร้ประสิทธิภาพ มุ่งแก้กม.-ยกระดับสตาร์ทอัพ

28 ก.พ.62 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตัวแทนพรรคการเมืองได้ร่วมดีเบต นโยบายดิจิทัล ซึ่งจัดโดยชมรมนักข่าวสายเทคโนโลยีสารสนเทศ สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ในหัวข้อ “Digital Economy” ชูแนวขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ โดยมีอดีตรัฐมนตรีกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (ไอซีที) ซึ่งปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) อย่าง น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ จากพรรคเพื่อไทย , นายจุติ ไกรฤกธิ์  พรรคประชาธิปัตย์ และตัวแทนจากพรรคอื่น ประกอบด้วย นายไกลก้อง ไวทยากร  พรรคอนาคตใหม่ , นายฤภพ ชินวัตร พรรคไทยรักษาชาติ  ,นายณัฐพงษ์ รอบคอบ พรรคพลังท้องถิ่นไท เข้าร่วมดีเบต

น.อ.อนุดิษฐ์ กล่าวว่า ปัญหาอุปสรรคในการพัฒนาไอทีสำหรับประเทศไทยคือความไว้วางใจ อุตสาหกรรมดิจิทัลจะประสบความสำเร็จได้ถ้ามีความเชื่อมั่นในระบบ ถัดมาคือความปลอดภัยไซเบอร์ และการบังคับกฎระเบียบกฎหมายซึ่งเป็นพื้นฐานของประชาธิปไตย นโยบายดิจิทัลของพรรคคือใช้เทคโนโลยีแก้ปัญหาปากท้องของคน เอาเทคโนโลยีดิจิทัลมาสร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น การแก้ปัญหาสินค้าขายได้น้อยด้วยการเอาเทคโนโลยีมาเชื่อมโยงคนซื้อกับคนขาย ใช้ไอทีมาช่วยคนธรรมดาให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าเดิม ใช้เทคโนโลยีในการแก้ไขปัญหาเช่นปัญหาของสังคม เช่น ปัญหาการจราจร พรรคมองว่าการบูรณาการฐานข้อมูลภาครัฐ การใช้เทคโนโลยียกระดับบริการภาครัฐ พรรคให้ความสำคัญที่จะให้ คน ใช้เทคโนโลยีมายกระดับคุณภาพชีวิต

นายไกลก้อง กล่าวว่า ปัญหาของอุตสาหกรรมดิจิทัลน่าจะได้แก่กฎหมายที่ทำให้ผู้ลงทุนยังไม่กล้าเข้ามาลงทุน สองปีที่ผ่านมามีการตื่นตัวในการส่งเสริมสตาร์ทอัป แต่สตาร์ทอัพไทยยังขาดนักพัฒนาที่จะมาสนับสนุนทำให้บริษัทสตาร์ทอัพไทยเป็นยูนิคอร์นไปไม่ถึงระดับโลก นอกจากนี้มีความจำเป็นต้องเตรียมตัวรับการมาของปัญญาประดิษฐ์ และเทคโนโลยีหุ่นยนต์ที่จะมาแทนแรงงานมนุษย์ ประเด็นที่ต้องให้ความสำคัญอีกเรื่องคือ การพัฒนา digital singles market ของอาเซียนน่าจะเกิดขึ้นเหมือนกับยุโรปมี มีความเป็นไปได้หรือไม่ที่จะที่อาเซียนจะมีความร่วมมือกัน เช่น การกำหนดอัตราค่าบริการโทรคมนาคมเป็นอัตราเดียวในการใช้งานในภูมิภาค

นโยบายของพรรค ต้องการขยายเครือข่ายสายไฟเบอร์ไปตามแนวสายไฟฟ้า เร่งการพัฒนา 5G ขยายฟรีไวไฟให้เอกชนมาให้บริการด้วยการสร้างแรงจูงใจให้ร้านค้าเปิดฟรีไวไฟ นำคลื่นความถี่ที่ไม่ได้ใช้งาน เปิดโอเพ่นดาต้าภาครัฐ เปิดข้อมูลสร้างดาต้าอีโคโนมี่ นำข้อมูลมาขยายมูลค่าทางเศรษฐกิจ ส่งเสริมการศึกษาทดแทนการขาดแคลนเทคโนโลยี การแก้ไขกฎหมายที่ลิดรอนสิทธิส่วนบุคคล การแก้กฎหมายที่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน ปฎิรูปองค์กรบังคับใช้กฎหมายเทคโนโลยีทั้งตำรวจไซเบอร์และองค์กรกำกับ เปิดข้อมูลที่มีความสำคัญและมีมูลค่าของภาครัฐให้ประชาชนและสตาร์ทอัปใช้พัฒนาและสนับสนุนการสร้างระบบนิเวศน์ในการใช้ดาต้าเพื่อการพัฒนา

ทั้งนี้ พรรคอนาคตใหม่เน้นการกระจายอำนาจให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล โดยงบประมาณต้องแบ่งส่วนกลางกับชุมชน เท่ากัน ไม่ใช่ แบ่งให้ส่วนกลาง 70%  การมีส่วนร่วมของประชาชนผ่านออนไลน์ ทุกกระทรวงต้องมีการพัฒนาซีไอโอ เพื่อให้ทำงานร่วมกับพีอาร์เพื่อให้รัฐที่จะตัดสินใจทำโครงการต้องมีส่วนร่วมจากประชาชน และศูนย์ดิจิทัลชุมชน ยังต้องเป็นศูนย์การเรียนรู้ทางไกลด้วย

ส่วนนายฤภพ กล่าวว่า  ปัญหาของอุตสาหกรรมดิจิทัลไทยน่าจะได้แก่ช่องว่างการเข้าถึงเทคโนโลยีที่คนรากหญ้ายังมีช่องว่างในการเข้าถึง กฎหมายหรือระเบียบทางด้านดิจิทัลไปมุ่งเน้นเรื่องความมั่นคงมากกว่าการส่งเสริม คนไทยมีความสามารถแต่ขาดการส่งเสริมถ้ามีทรัพยากรที่ทุกคนสามารถใช้งานร่วมกันได้น่าจะช่วยในการพัฒนาได้ดีขึ้น สิ่งที่พรรคอยากทำถ้าเป็นรัฐบาลคือเอาเทคโนโลยีมาทำให้เศรษฐกิจดีขึ้นแก้ปัญหาปากท้องของประชาชนทำให้มีสมาร์ทซิติเซนต์ คนสามารถใช้แอปพลิเคชั่นช่วยให้คนรับบริการภาครัฐได้ง่ายขึ้นเร็วขึ้น ส่งเสริมให้นักเรียนเข้าถึงอินเทอร์เน็ตและเรียนได้จากทุกทีโดยเชิญครูที่มีความรู้ที่เกษียณอายุไปแล้วมาสอน ทำแอปพลิเคชันและบริการที่ยกระดับเมืองให้เป็นสมาร์ทซิตี้จริงๆ ถ้าทำให้คนเข้าถึงทรัพยากรที่มีอยู่ง่ายขึ้น

“มองปัญหาเรื่องเทคโนโลยีไปที่รากหญ้า คนเข้าถึงเทคโนโลยีจริงๆมีแค่ กทม ปริมณฑลและหัวเมืองใหญ่ๆแต่ชาวบ้านเข้าไม่ถึง แค่อินฟาให้ประชากรใช้เน็ตได้ยังไม่ทั่วถึงเลย นักเรียนทุกคนยังไม่สามารถมีคอมพพิวเตอร์หรือเน็ตใช้งานได้ เรื่องกฎหมาย พรบ.คอมฯ และไซเบอร์มุ่งเน้นไปที่ความมั่นคง ซึ่งมันไม่ได้เอื้อให้ภาคเอกชนเข้ามาลงทุน พรบ.น่าจะทำให้เอื้อต่อเอกชนมากกว่านี้ ขณะที่สตาร์ทอัป คนไทยเก่งแต่ขาดการลงทุน ถ้าเราสร้างแชร์ริ่งและใช้รีสอร์ทเดียวกันได้ก็จะดีมาก” นายฤภพ กล่าว

ส่วนนายจุติ กล่าวว่า เรื่องใกล้ตัวที่สุดคือการยกระดับกระทรวงดีอี ทั้งในแง่ของกฎหมายและระเบียบให้เอื้ออำนวยต่อการลงทุนของเอกชน ส่วนกฎระเบียบในการดูแลความมั่นคงไซเบอร์ควรเป็นกฎหมายที่เคารพสิทธิของคนมากขึ้นกว่าเรื่องความมั่นคง นอกจากนี้เครือข่ายสารสนเทศที่มีอยู่ต้องควรใช้งานให้เกิดประโยชน์มากกว่านี้ พรรคมองว่าการพัฒนาไอทีจะทำได้ต้องปลดล็อกกฎหมายที่เป็นอุปสรรค พัฒนาศูนย์ไอซีทีชุมชน ต้องจ้างเด็กที่มีประสบการณ์มาช่วยพัฒนาทักษะของประชาชน ส่งเสริมการพัฒนาทักษะและความรู้ทางด้านไอที สร้างเครือข่ายสื่อสารและคมนาคมให้เชื่อมโยงกันได้ โดยกระทรวงดีอีจะต้องปรับปรุงการใช้งบประมาณให้เหมาะสม

นายจุติ ระบุว่า สิ่งที่พรรคจะทำในลำดับแรกคือใช้เทคโนโลยีพัฒนาคนเปิดหลักสูตรออนไลน์ จ้างงาน 10,000 ตำแหน่ง ในศูนย์ไอซีทีชุมชนให้ครบ 10,000 หมู่บ้าน และแก้กฎหมายที่เป็นข้อจำกัดในการเอาเทคโนโลยีมาใช้ทำงาน ส่งเสริมให้เกิดเทคโนโลยี 5G โดยการจัดสรรคลื่นให้ความสำคัญกับบริการที่ประชาชนจะได้มากกว่าการประมูลคลื่นราคาแพงต้องนี้ก็ต้องแก้กฎหมายเช่นกัน ที่ผ่านมาสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ทำงานล้มเหลว

ขณะที่นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ปัญหาของอุตสาหกรรมดิจิทัลน่าจะได้แก่ปัญหาความไม่เข้าใจ ความไม่เป็นเอกภาพในการใช้งานเทคโนโลยีที่แตกต่างกัน ความไม่เข้าใจของผู้บริหารที่กำหนดนโยบายไอทีที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเช่น ความพยายามจัดเก็บรายได้จากการทำอีคอมเมิร์ซ อาจทำให้การทำธุรกิจไม่ราบรื่น นโยบายไอทีของพรรคคือการปลดผู้บริหารสูงสุดทางด้านไอทีที่ไม่มีคุณภาพ บูรณาการระบบการทำธุรกรรมให้มีเอกภาพ ยุบแอปพลิเคชันที่ไม่จำเป็นให้เหลือแค่แอปพลิเคชันเดียว เป็นไทยแลนด์แอปพลิเคชัน ส่งเสริมสตาร์ทอัปให้ไปถึงระดับโลก ใช้งานศูนย์ไอซีทีชุมชนให้เป็นศูนย์โอท็อปและฝึกอาชีพ และบูรณาการทางการค้า 24 ชั่วโมง

'เต้น'จวกยับ! คนมีอำนาจมากแต่ไม่รู้จักตัวเองเป็นเรื่องอันตราย จี้เคลียร์ตัวเองด่วน

'เต้น'จวกยับ! คนมีอำนาจมากแต่ไม่รู้จักตัวเองเป็นเรื่องอันตราย จี้เคลียร์ตัวเองด่วน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 19.27 น.

28 ก.พ.62 ที่ จ.ชลบุรี นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ประธานคณะกรรมการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้งพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) กล่าวเรียกร้องให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาสถานะตัวเอง และบอกกับประชาชนให้ชัดเจน เพราะขณะนี้ดูเหมือนว่าประชาชน และ พล.อ.ประยุทธ์ เอง ต่างสับสน และไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ในสถานะไหน เนื่องจากที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่าตัวเองไม่ได้สืบทอดอำนาจ แต่วางเกมไว้สืบทอดอำนาจ , บอกว่าเป็นบุคคลสาธารณะ แต่คนอื่นวิจารณ์ไม่ได้ และหากไม่ใช่เจ้าหน้าที่รัฐ แต่ยังกินเงินเดือนหลวงและใช้อำนาจรัฐได้ ซึ่งการที่คนไม่รู้จักตัวเองแต่มีอำนาจมากมาย ถือเป็นเรื่องอันตราย และเป็นหนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ไม่ควรให้ พล.อ.ประยุทธ์ สืบทอดอำนาจได้สำเร็จ

 
เสียงชาวบ้าน
ตามดูผู้แทน
 
ฮือฮาพบ‘จดหมายเหตุกรุงศรี’ ทั้ง‘คำให้การชาวกรุงเก่า-ตำราพิชัยสงคราม’ถูกเขียนก่อนเสียกรุงครั้งที่2

ฮือฮาพบ‘จดหมายเหตุกรุงศรี’ ทั้ง‘คำให้การชาวกรุงเก่า-ตำราพิชัยสงคราม’ถูกเขียนก่อนเสียกรุงครั้งที่2

วันพฤหัสบดี ที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562, 18.55 น.

พบจดหมายเหตุกรุงศรีฯ หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของแผ่นดินที่“วัดป่าโค” ทั้งบันทึกคำให้การชาวกรุงเก่า คัมภีร์ตำรายารักษามะเร็ง ตำรานวดโบราณ คาดเขียนไว้ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่สอง “เจ้าอาวาส” เผยกำลังเร่งหาตำราพิชัยสงครามที่หายไปเมื่อ 3 ปีก่อน วอนโจรนำกลับมาคืนเพราะเป็นสมบัติของแผ่นดิน

28 ก.พ.62 ผู้สื่อข่าวรายงานจาก จ.พระนครศรีอยุธยา ว่า มีการพบจดหมายเหตุกรุงศรี หลักฐานทางประวัติศาสตร์ชิ้นสำคัญของแผ่นดินที่วัดป่าโค หมู่ 7 ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา ซึ่งมีทั้งบันทึกคำให้การชาวกรุงเก่า คัมภีร์ตำรายารักษามะเร็ง ตำรานวดโบราณ ซึ่งคาดว่าถูกเขียนไว้ก่อนเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ 2

ด้าน พระยอดชาย สุนุทโร เจ้าอาวาสวัดป่าโค เปิดเผยถึงการค้นพบครั้งสำคัญนี้ ว่า เมื่อวันที่ 4 มี.ค.2556 อาตมาได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าโค จึงต้องการจะทำประวัติวัดขึ้นมา เนื่องจากที่ผ่านมายังไม่ชัดเจนว่าสร้างขึ้นในสมัยใด แต่ไม่มีหลักฐานทางประวัติศาสตร์มากมาย นอกจากคำบอกเล่าสืบต่อกันว่าสมัยพระเอกาทศรถ ครองแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา บริเวณวัดแห่งนี้เคยเป็นตลาดค้าโค โดยคำว่าป่าแปลว่าตลาด แห่งใหญ่ที่สุดในพระนครศรีอยุธยา โดยมีพ่อค้าจากพระตะบอง ประเทศกัมพูชา และพ่อค้าวัวหรือภาษาอีสานเรียกว่านายฮ้อย ทางแถบจังหวัดนครราชสีมาไล่วัวมาค้าขายกันย่านนี้

นอกจากนั้นยังมีการระบุว่าวัดป่าโค พระมหากษัตริย์หลายพระองค์ก็เคยเสด็จมาประทับ และมาประพาสหลายคราว จึงคิดว่าน่าจะเป็นวัดสำคัญทางประวัติศาสตร์ จึงได้ตัดสินใจขุดแต่งพระวิหารเดิม ที่ถูกไถทิ้งไปเมื่อปี 2515 โดยเจ้าอาวาสในสมัยนั้นต้องการใช้พื้นที่เพื่อทำประโยชน์ แต่เข้าใจว่าน่าจะติดขัดด้วยงบประมาณจึงปล่อยทิ้งร้างมาเรื่อย จนอาตมาคิดว่าน่าจะมีการขุดแต่ง อาจจะมีหลักฐานทางประวัติศาสตร์อะไรที่พอจะอ้างอิงได้บ้าง และได้ฝันว่ามีพระมาบอกว่าขอให้สร้างวิหารใหม่ในที่เดิมให้ด้วย ไม่อยากให้ใครมาเหยียบย่ำ อาตมาจึงได้ดำเนินการเมื่อปี 2556 โดยให้ชาวบ้านมาช่วยกัน

จากการขุดได้พบเจอไหโบราณฝังมากมาย แต่ภายในไหไม่พบอะไรนอกจากทรายเงิน ทรายทอง เชื่อว่าน่าจะเป็นพิธีการตอนแรกสร้าง โดยใช้ไหเป็นเสาเข็มเพื่อไม่ให้ทรุด ตามภูมิปัญญาสมัยก่อน และเมื่อขุดตรงฐานพระที่ยังปรากฎหลักฐานอยู่ก็พบพระพุทธรูปปางมารวิชัย สันนิษฐานว่าสร้างในสมัยพระเจ้าอู่ทอง หรือก่อนหน้านั้น คือ อโยธยา เนื่องจากลักษณะองค์พระเหมือนกับวัดในแถบอโยธยา สภาพชำรุดทรุดโทรม จึงได้มีการซ่อมแซมสมบูรณ์และได้นำไปประดิษฐานไว้ที่เดิมโดยมีการสร้างฐานพระขึ้นมาใหม่ทดแทนของเดิม

“เมื่อขุดแต่งพระพุทธรูปองค์กลางปางมารวิชัยอีกเช่นกัน ปรากฎว่าเมื่อขุดลงไปตรงบริเวณฐานพระ พบหีบไม้สภาพชำรุด ภายในบรรจุคัมภีร์โบราณปึกใหญ่ จึงได้นำมาให้ผู้รู้ได้ดูปรากฎว่าเป็นคำให้การของชาวกรุงเก่าน่าจะเป็นฉบับของขุนหลวงหาวัด นักโบราณคดีได้นำไปพิจารณาแล้วยืนยันว่าใช่ นอกจากนี้ยังมีบันทึกเป็นจดหมายเหตุ ตำราพิชัยสงคราม ตำรานวด ตำรายารักษามะเร็ง กามโรค และโรคสตรีอีกมากมาย” เจ้าอาวาสวัดป่าโค กล่าว

เจ้าอาวาสวัดป่าโค กล่าวอีกว่า หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นพบครั้งนี้ ถือเป็นการค้นพบครั้งสำคัญของประเทศไทย อาตมาจึงมีความคิดที่จะเปิดเป็นแหล่งเรียนรู้ที่วัดป่าโค และถอดคัมภีร์โบราณ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังได้ศึกษา และจะรวมครูหมอยา รวมถึงนักโบราณคดีที่จะมาช่วยกันขยายผลเป็นตำราออกมาในอนาคต แต่น่าเสียดายว่า “ตำราพิชัยสงคราม” หนึ่งในคัมภีร์ที่ขุดค้นพบนั้น ถูกขโมยไปเมื่อ 3 ปีก่อน จึงอยากขอให้นำมาคืน เพราะเป็นสมบัติของชาติ ของแผ่นดิน ใครครอบครองไว้ถือว่ามีความผิด

สำหรับวัดป่าโค ตั้งอยู่เลขที่ 39 หมู่ 7 ต.หันตรา อ.พระนครศรีอยุธยา คาดว่าจะมีอายุราว กว่า 500 ปี สร้างขึ้นสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น ปัจจุบันมีพระยอดชายเป็นเจ้าอาวาส โดยพระครูศรีปริยัติวรคุณ ได้นิมนต์ให้มารักษาการณ์เจ้าอาวาสเมื่อปี 2555 เนื่องจากตำแหน่งเจ้าอาวาสได้ว่างลง และได้แต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าโค เมื่อวันที่ 4 มีนาคม 2556 จากนั้นก็ได้ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์วัดป่าโคมาตามลำดับ และได้สร้างวิหารขึ้นมาบนพื้นที่วิหารเดิม

ทั้งนี้ เมื่อปี 2560 ได้เกิดเหตุเพลิงไหม้อุโบสถพระประธานในโบสถ์ชำรุดเสียหาย จิตรกรรมฝาผนังถูกเผาเสียหายเป็นจำนวนมาก โดยมีนายชาญวิทย์ เมธาชัยวุฒิ รองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ไอยรา แพลนเน็ต จำกัด มีจิตศรัทธา ช่วยสร้างวิหารและบูรณะซ่อมแซมพระอุโบสถจนสมบูรณ์จนทุกวันนี้ โดยวันที่ 30-31 มี.ค.62 ทางวัดจะจัดงานฉลองสมโภชอุโบสถใหม่ ที่สร้างขึ้นแทนหลังเก่าที่ถูกไฟไหม้ไปเมื่อปี 2560 ด้วย

 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
 
.....................................................
 
28 กุมภาพันธ์ 2562
 
 
 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net