วันที่ อาทิตย์ มีนาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนัง(สือ)คือชีวิต Murder on the Orient Express : ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เ


หนัง(สือ)คือชีวิต

Murder on the Orient Express : ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรส

====================

.

ตัวละครนักสืบในโลกนี้มาจำนวนมากมาย

แต่ตัวละครนักสืบที่ถูกหยิบยืมจาก “โลกวรรณกรรม” มาสร้างใน “โลกภาพยนตร์” บ่อยมากที่สุด

และได้รับความนิยมไม่เสื่อมคลาย จะมีอยู่ 2 ตัวด้วยกัน คือ

“เชอร์ล็อค โฮล์มส์” นักสืบคนสำคัญที่สร้างชื่อให้ “เซอร์อาเธอร์ โคนัน ดอยด์” และ

“เฮอร์คูลต์ ปัวโรต์” นักสืบคนสำคัญที่สร้างชื่อให้ “อกาธา คริสตี้”

.

“ฆาตกรรมบนรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรส” คือหนึ่งในนวนิยายสืบสวนสอบสวนของ อกาธา คริสตี้ที่ ได้รับความนิยมจนได้รับการนำไปสร้างเป็นหนังบ่อยมากที่สุด

.

เวอร์ชั่นล่าสุดนี้ สร้างและกำกับโดย เซอร์ริดลี่ย์ สก๊อต

และเพราะชื่อท่านเซอร์ผู้นี้นี่เองที่ทำให้ผมตัดสินใจเสียเวลาดูภาพยนตร์ที่ดัดแปลงจากนวนิยายเรื่องนี้อีกครั้ง

.

คนที่เคยอ่านนิยายมาจะทราบเรื่องราวและบทสรุปของนิยายเรื่องนี้เป็นอย่างดี

นิยายนำเสนอเรื่องราว “การสมคบคิด” กันทำฆาตกรรมเพื่อล้างแค้น โดยเลือกรถด่วนโอเรียนท์เอกซ์เพรสเป็นสถานที่ที่ใช้ในการก่อเหตุ

เหยื่อคือคนที่รอดพ้นจากน้ำมือกฎหมายในข้อฆ่าฆาตกรรม “เดซี่ อาร์มสตรอง”

และผลจากความเอนเอียงของตาชั่งแห่งความยุติธรรม นอกจากจะทำให้ฆาตกรพ้นผิดแล้ว

ยังเป็นต้นเหตุของโศกนาฏกรรมที่คร่าผู้บริสุทธิ์อีก 3 ชีวิตอีกด้วย

.

แผนการนี้จะสำเร็จแบบจับมือคนผิดไม่ได้

หากหนึ่งในผู้โดยสารรถไฟขบวนนี้ไม่ใช่ เฮอร์คูลต์ ปัวโรต์ นักสืบที่ถนัดในการใช้เซลล์สมองสีเทาในการไขคดี (เชอร์ล็อค โฮล์มส์จะใช้ “การอนุมาน” เป็นเครื่องในการสืบสวนหาความจริง)

.

ตัวหนังไม่ซับซ้อนเกินคาดเดา

แต่ที่น่าสนใจและเป็นจุดขายสำคัญที่ทำให้หนังเรื่องนี้น่าจะได้ใจผู้ชม คือการตีความและนำเสนอแก่นของหนังเกี่ยวกับ “อารมณ์” ที่มีต่อ “ความแค้น” และ “ความยุติธรรม” ในใจของมนุษย์ได้อย่างมีพลัง

.

Never Forget คือเพลงประกอบที่ขับร้องโดย Michelle Pfeiffer

น่าจะทำให้ผู้ชมเข้าถึง “แก่น” ที่หนังอยากสื่อมากที่สุดนั่นคือ

.

ฆาตกร อาจถูกจับและถูกตัดสินว่าแล้วต้องโทษจำคุก สูญเสียอิสรภาพ

แต่คนที่สูญเสียผู้เป็นที่รักจากการฆาตกรรมแล้วเลือกที่จะ “ไม่ลืม” โศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้น

ก็สามารถสูญเสียอิสรภาพได้เช่นเดียวกัน

ผู้บริสุทธิ์เหล่านี้ ไม่ได้ถูกจองจำใน “คุก”

แต่ถูกจองจำอยู่ใน “ความทรงจำ” ที่เลวร้ายของตนเอง

.

คดีนี้ ปัวโรต์ยอดนักสืบของเราก็มีความขัดแย้งที่ผู้ชมต้องเอาใจช่วยเช่นกัน

ความเป็นคนที่รักความถูกต้องของปัวโรต์

ทำให้เขาเป็น #คนที่ไม่ต่อรองกับความชั่วร้าย

.

หนังนำเสนอให้ผู้ชมได้รู้ผ่านประโยคที่ว่า

“ไม่ว่าใครจะพูดยังไง มันมีสิ่งที่ถูก และสิ่งที่ผิด ไม่มีอะไรอยู่ระหว่างกลาง”

แต่ในคดีที่ผู้ต้องสงสัยทุกคนคือผู้กระทำผิดเช่นคดีนี้

ปัวโรต์จะตัดสินใจเช่นใด

.

ผู้ต้องสงสัยทุกคนได้ “กระทำการฆาตกรรม” ก็จริง

แต่ที่หนังทำออกมาได้ดีคือหนังสามารถทำให้ผู้ชมรู้สึกได้ว่า

คนที่ “ไม่ลืม” โศกนาฏกรรมกลุ่มนี้ต่างหากที่เป็น “เหยื่อ”

ไม่ใช่ “ฆาตกร”

.

กฎหมายเปิดโอกาสให้คนสามารถแก้แค้นคนที่เป็น “ฆาตกร” ได้ผ่านโทษ “ประหาร”

แต่เมื่อตาชั่งแห่งความยุติธรรมเอนเอียงไปเพราะเงินหรืออิทธิพล

“ผู้กระทำผิด” จำนวนมากมายจึงกลายเป็น “ผู้บริสุทธิ์”

.

แล้วถ้าหากกฎหมายเอาผิดคนที่เป็น “ฆาตกร” ไม่ได้

จนญาติพี่น้องหรือคนที่ได้รับผลกระทบลุกฮือขึ้นมากระทำการ “ฆาตกรรมคนที่เป็นฆาตกร” ดังเช่นที่เกิดขึ้นในคดีนี้

ถ้าคุณเป็น ปัวโรต์ยอดนักสืบ คุณจะทำอย่างไร

.

สิ่งที่สำคัญที่หนังกำลังจะบอกผ่านการแก้ไขปัญหานี้ของปัวโรต์ ก็คือ

บางครั้ง “ความถูกต้อง” กับ “ความยุติธรรม” ก็ไม่ใช่สิ่งเดียวกัน

.

เพรา “ความยุติธรรม” เป็นเรื่องของผลลัพธ์ที่คู่กรณีต่างพอใจและเห็นพ้อง

ต่างกับ “ความถูกต้อง” ที่อาจไม่ใช่สิ่งที่คนทุกคนพอใจ

.

การศรัทธาในความจริงของปัวโรต์สะท้อนผ่าน “นิสัยไม่พูดโกหก” ของตัวเขาเอง

ดังนั้น ปัวโรต์จึงให้คนเหล่านั้น ทำการฆาตกรรมอีกครั้ง

เพราะหากปล่อยให้เขารอดไปจนถึงสถานี

เขามีหน้าที่ต้องพูดความจริง

.

ผมคงไม่เฉลยส่วนสำคัญที่สุดของหนังไว้ในบทความนี้

ดังนั้น หากคุณต้องไปหาคำตอบเอาเองจากภาพยนตร์เรื่องนี้

.

#ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว

เป็นไปได้ที่ชีวิตของเราอาจต้องเจอกับโศกนาฏกรรมหรือความอยุติธรรม

ที่เกิดจาก “ความจงใจ” หรือ “ความประมาทเลินเล่อ” ของคนอื่น

แต่วิธีที่คุณใช้จัดการกับความรู้สึกนึกคิดที่ตนเองมีต่อเหตุการณ์เช่นนี้ต่างหาก

ที่จะกำหนดว่าชีวิตที่เหลือของคุณจะความสุขหรือความทุกข์

.

หากคุณไม่ “ปล่อยวาง” ความโกรธเกลียดชิงชัง, ความอาฆาตพยาบาท และปล่อยให้ตนเองคิดแก้แค้นเอาคืนได้เป็นผลสำเร็จ

คุณจะถูกจองจำถึง 2 ครั้งด้วยกัน

.

ครั้งที่หนึ่ง ถูกจองจำใน “คุกคือความแค้น”

ผลของมันคือคุณจะไม่มีความสุข

.

ครั้งที่สอง ถูกจองจำใน “คุกคือความผิด”

ผลของมันคือคุณจะไร้ซึ่งอิสรภาพในชีวิต

.

หากคุณไม่ปล่อยให้ตัวเองถูกจองจำครั้งแรก

ก็ยากนักที่คุณจะถูกจองจำครั้งที่สองได้

.

การที่คุณถูก “คนไม่ดี” มากระทำผิดต่อคุณหรือต่อใคร

ไม่ใช่เหตุผลให้คุณต้องกลายเป็น “คนไม่ดี” ตามเขาไปด้วย

เมื่อคุณสามารถรักษาระดับจิตใจคุณให้อยู่เหนือความโกรธและความอาฆาตพยาบาทได้

ความสุขและความเป็นมนุษย์ในตัวคุณก็จะสูงขึ้น

.

“คนบริสุทธิ์” หรือ “ฆาตกร” “คนดี” หรือ “คนเลว” 

เราทุกคนต่างไม่มีใครจะมีอายุเกินร้อยปีไปได้

ดังนั้น คุณจึงต้องเลือกว่าจะใช้เวลาที่เหลืออย่างไร

ผมเชื่อว่า คุณคงอยากใช้เวลาที่เหลืออย่างมีความสุข จริงไหมครับ?

.

.

9/10

วิจารณ์หนัง(สือ)โดย >>> แมวเหมียวสิบชีวิต

===========================================
.
ติดตาม “บทความพัฒนาตนเอง” ของโค้ชธนา เพิ่มเติมได้ที่

#FB_Fanpage

>> X-DREAM : เปลี่ยนความต่างให้เป็นพลัง by โค้ชธนา

#Oknationblog

>> โค้ชธนา Excellent Habit Coach

โดย แมวเหมียวสิบชีวิต

 

กลับไปที่ www.oknation.net