วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พระแสงราชศัสตราประจำเมืองพระราชทานราชสิทธิ์ให้เจ้าเมืองตัดสินพิพากษาได้ถึงประหาร


โดย: โรม บุนนาค
 
 
พระแสงราชศาสตราประจำเมืองกำแพงเพชรนำมาเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา  พ.ศ.๒๕๕๐
 
พระแสงราชศาสตราประจำเมืองกำแพงเพชร
นำมาเฉลิมฉลองในวันเฉลิมพระชนมพรรษา พ.ศ.๒๕๕๐

พระแสงราชศัสตราเป็นสัญลักษณ์หรือเครื่องหมายแทนพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์

เมื่อพระมหากษัตริย์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระแสงราชศัสตราให้แก่ผู้หนึ่งผู้ใด มีความหมายว่าพระองค์มีพระราชประสงค์ให้บุคคลผู้นั้น มีอำนาจราชสิทธิ์เด็ดขาดในการปฏิบัติราชกิจแทนพระองค์
 
บุคคลผู้ที่ได้รับพระราชทานพระแสงราชศัสตราจึงเปรียบเสมือนเป็นผู้แทนพระองค์ในการใช้อำนาจราชสิทธิ์ มีอำนาจเต็มในการออกคำสั่งได้ทุกเรื่อง สามารถตัดสินพิพากษาลงโทษผู้กระทำความผิดถึงขั้นสูงสุด คือสั่งประหารชีวิตโดยไม่ต้องกราบบังคมทูลให้ทรงทราบก่อน

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ ทรงพระราชดำริที่จะให้ผู้ว่าราชการมณฑลและเจ้าเมืองทั้งหลาย ที่ทรงแต่งตั้งออกไปบริหารราชการและดูแลทุกข์สุกของราษฎรต่างพระเนตรพระกรรณได้ปฏิบัติหน้าที่ได้โดยสะดวก และสามารถแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วโดยไม่ต้องกราบทูลหรือรายงานมายังส่วนกลางก่อน
 
จึงมีพระราชประสงค์ที่จะพระราชทานพระแสงราชศัสตรา หรือจะเรียกได้อีกอย่างว่า พระแสงราชาวุธไว้ประจำมณฑลและเมืองต่างๆ เป็นเครื่องหมายพระราชอำนาจของพระองค์ในการปกครองแผ่นดิน ดังที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายไว้ในหนังสือ“พระราชหัตถเลขาคราวเสด็จมณฑลฝ่ายเหนือ” ตอนหนึ่งว่า

“...จึงโปรดฯ ให้สร้างพระแสงราชาวุธขึ้นสำหรับพระราชทานไว้ประจำจังหวัดละองค์ จังหวัดอันเป็นที่ตั้งที่ว่าการมณฑลเป็นพระแสงด้ามทอง ฝักทองลงยาราชาวดี จังหวัดนอกนั้นเป็นพระแสงด้ามทอง ฝักทอง เมื่อเสด็จไปถึงเมืองไหนก็พระราชทานพระแสงสำหรับจังหวัดนั้น และมีพระราชกำหนดว่า

ถ้าเสด็จไปประทับในจังหวัดใด เมื่อใด ให้ถวายพระแสงราชาวุธสำหรับจังหวัดมาไว้ประจำพระองค์ตลอดเวลาที่เสด็จประทับอยู่ในจังหวัดนั้นอย่างหนึ่ง และให้ชุบน้ำพิพัฒน์สัตยาด้วยพระแสงนั้นด้วยอย่างหนึ่ง...”

คือไม่ได้พระราชทานพร้อมกันทุกจังหวัด เมื่อเสด็จไปจังหวัดใดจึงพระราชทานให้เป็นรายๆไปและเมื่อพระองค์เสด็จไปประทับอีก ก็ต้องถวายคืนชั่วระยะที่พระองค์ประทับอยู่และจะพระราชทานคืนให้เมื่อเสด็จกลับ

ในช่วงรัชกาลที่ ๕ ได้พระราชทานพระแสงราชศัสตรานี้ ๑๓ เมือง คือ ๑.มณฑลกรุงเก่า ๒.เมืองอ่างทอง ๓.เมืองสิงห์บุรี ๔.เมืองชัยนาท ๕. เมืองอุทัยธานี ๖.มณฑลนครสวรรค์ ๗.เมืองพิจิตร ๘.มณฑลพิษณุโลก ๙.เมืองพิชัย ๑๐.เมืองกำแพงเพชร ๑๑.เมืองตราด ๑๒.มณฑลจันทบุรี ๑๓.มณฑลปราจีนบุรี

ในสมัยรัชกาลที่ ๖ ได้พระราชทานอีก ๑๓ เมือง คือ ๑.มณฑลราชบุรี ๒. เมืองเพชรบุรี ๓.เมืองประจวบคีรีขันธ์ ๔.มณฑลปัตตานี ๕.เมืองสายบุรี ๖.เมืองนราธิวาส ๗.มณฑลนครศรีธรรมราช ๘.เมืองตรัง ๙.เมืองนครศรีธรรมราช ๑๐.มณฑลชุมพร ๑๑.เมืองระนอง ๑๒.มณฑลภูเก็ต ๑๓.มณฑลนครชัยศรี

ส่วนสมัยรัชกาลที่ ๗ พระราชทานเพียง ๖ เมือง คือ ๑.เมืองลำปาง ๒.เมืองแพร่ ๓.เมืองเชียงราย ๔.เมืองเชียงใหม่ ๕.เมืองลำพูน ๖.เมืองพังงา

ต่อมามีการยุบเมืองพิชัยรวมเข้ากับเมืองอุตรดิตถ์ และยุบเมืองสายบุรีเข้ากับเมืองปัตตานี จึงได้ถวายคืนลักษณะของพระแสงราชศัสตราประจำเมือง มีความคล้ายคลึงกันทุกรัชกาล เป็นดาบไทยยาวประมาณ ๑๐๐ เซนติเมตร

ในสมัยรัชกาลที่ ๕ และที่ ๖ มีคำจารึกที่ใบดาบ “พระแสงสำหรับมณฑล...” และ
“พระแสงสำหรับเมือง...” ส่วนในรัชกาลที่ ๗ ไม่มีจารึก

สำหรับฝักพระแสงซึ่งมีลายสวยงาม จะสะท้อนภาพวิถีชีวิตและภูมิประเทศของเมืองนั้นๆ เช่นฝักพระแสงของหัวเมืองภาคเหนือ จะเป็นป่า เขา ช้าง และสัตว์ป่านานาชนิด ฝักพระแสงทางภาคใต้จะเป็นทะเล เรือ และสัตว์น้ำ ส่วนภาคกลาง อย่างมณฑลราชบุรี จะเป็นบ้านเรือน ทะเลและป่า กำแพงเมืองและป้อม ปืนใหญ่ เป็นต้น

ในจำนวนนี้ พระแสงของเมืองกำแพงเพชรนับว่าพิเศษกว่าทุกเมือง
เดิมเป็นพระแสงดาบประจำพระองค์พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ได้พระราชทานแก่พระยากำแพงเพชร (นุช) เป็นบำเหน็จ เมื่อครั้งไปราชการทัพที่เมืองปัตตานี จึงเป็นดาบประจำตระกูลมาตลอด
 
จนถึงวันที่ ๒๖ สิงหาคม พ.ศ.๒๔๔๙ หลวงพิพิธอภัย (หวล) บุตรพระยากำแพงเพชร (อ้น) ได้นำฝักดาบทองประจำตระกูลนี้ทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อเสด็จฯเมืองกำแพงเพชรและได้พระราชทานให้เป็นพระแสงราชศัสตราประจำเมืองกำแพงเพชรไว้ โดยพระยาวิเชียรปราการผู้ว่าราชการเมือง เป็นผู้รับพระราชทาน

พระแสงองค์นี้มีความยาว ๘๘.๕ ซ.ม. ด้ามเป็นไม้เนื้อหอมหุ้มทองคำยาว ๓๙.๕ ซ.ม. ตัวฝักยาว ๔๙ ซ.ม.
 
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้กรมศิลปากร
บูรณะซ่อมพระแสงราชศัสตราองค์นี้ เมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม ๒๕๕๐

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง จึงไม่มีการพระราชทานพระแสงราชศัสตราประจำเมืองอีก ส่วนพระแสงองค์เก่าก็เก็บรักษาไว้ในคลังของแต่ละจังหวัด

ในสมัยรัชกาลที่ ๙ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชนิยมโปรดกล้าฯ ให้สร้างพระพุทธนวราชบพิตรพระราชทานไปประดิษฐานในจังหวัดต่างๆ แทน และยังทรงอนุรักษ์สืบสานโบราณราชประเพณีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ รับการถวายพระแสงราชศัสตราประจำเมืองคืนขณะพระองค์เสด็จไปประทับ ณ เมืองนั้น และเมื่อจะเสด็จพระราชดำเนินกลับ ก็ได้พระราชทานคืนให้จังหวัดรักษาไว้ดังเดิม

นี่ก็เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประเพณีอันดีงามในความเป็นมาของชาติไทย
 
 
 
ขอบคุณ MGR Online
คุณโรม บุนนาค
 
สวัสดิ์สิริชีววาร มานอวลบุษปคนธาลดาทิพย์ค่ะ

โดย vinitvadee

 

กลับไปที่ www.oknation.net