วันที่ พฤหัสบดี มีนาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“แสดงความคิดเห็น” คำที่ ๗,๘,๙



อนุทินจดคำผิด ลำนำ ที่ ๗

สมมุติ อินทระบัณฑิต
 

ในบทแห่งพระอักษรสยาม ฉบับ ๙๑ เล่ม


 
ว่า เนือง
 
        เสด็จไปยังเนืองไพศาลี " แล้ว รับสั่งให้ทำการป่าวร้องในพระนครเข้าไป เฝ้าพระศาสดา ทูลถามว่า " พระองค์ทรงรับการเสด็จไปเมืองไพศาลีหรือ พระเจ้าข้า ?" เมื่อพระศาสดาตรัสว่า " ขอถวายพระพร มหาบพิตร" ทูลว่า " ถ้ากระนั้น ขอพระองค์ทรงรอก่อน พระเจ้าข้า, ข้าพระองค์ จัดแจงหนทางก่อน " แล้วรับสั่งให้ปราบพื้นที่ ๕ โยชน์ในระหว่างกรุง- ราชคฤห์และแม่น้ำคงคา (ต่อกัน) ให้สม่ำเสมอ ให้จัดแจงวิหารไว้ในที่ โยชน์หนึ่ง ๆ จึงกราบทูลกาลเป็นที่เสด็จไปแด่พระศาสดา.

        ครั้งนั้น พระศาสดาเสด็จเดินทางกับภิกษุ ๕๐๐ รูป. พระราชา รับสั่งให้โปรยดอกไม้ ๕ สี โดยส่วนสูงประมาณเพียงเข่า ในระหว่าง โยชน์หนึ่ง ๆ แล้วให้ยกธงชัย ธงแผ่นผ้า และต้นกล้วยเป็นต้น ให้กั้น เศวตฉัตร ๒ คันซ้อนกันแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า กั้นเศวตฉัตรแก่ภิกษุ รูปละคันๆ พร้อมทั้งบริวาร ทรงทำบูชาด้วยดอกไม้และของหอมเป็นต้น ทรงอาราธนาพระศาสดาให้ประทับอยู่ในวิหารแห่งหนึ่ง ๆ ถวายมหาทาน แล้ว ให้เสด็จถึงฝั่งแม่น้ำคงคาโดย ๕ วัน ทรงประดับเรือในที่นั้น พลาง ทรงส่งข่าวไปแก่ชาวเมืองไพศาลีว่า " ชาวเมืองไพศาลีจงจัดแจงหนทาง ทำการรับรองพระศาสดาเถิด."

        ชาวเมืองไพศาลีจัดการต้อนรับพระศาสดา

        ชาวเมืองไพศาลีเหล่านั้น คิดว่า " เราทั้งหลายจักทำการบูชาทวีคูณ (๒ เท่า) แล้วปราบพื้นที่ประมาณ ๓ โยชน์ ในระหว่างเมืองไพศาลีและ แม่น้ำคงคา (ต่อกัน) ให้สม่ำเสมอ แล้วตระเตรียมเศวตฉัตรซ้อน ๆ กัน ด้วยเศวตฉัตร เพื่อพระผู้มีพระภาคเจ้า ๔ คัน เพื่อภิกษุรูปละ ๒ คัน ทำการบูชาอยู่ ได้มายืนอยู่ที่ฝั่งแม่น้ำคงคาแล้ว.


หมวดหมู่ คำผิดที่ตรวจพบ :
ด้วย พระสุตตันตปิฎก ๔๓-๑๔๘-๑
 

พระอนุยนต์อักษร สยาม


 
ความว่า
 
   ร่างคำอธิบาย ที่ ๗ 

   อนุยนต์ ศัพท์ ว่า เมือง 

   หมายถึง 

   สถานที่เขตชุมชน ย่านทำเลที่คับคั่ง เป็นที่รวมผู้คน มากมาย ตั้งร้านโรง เรือนชาน บ้านที่พักอาศัย แล้วมีหลักที่หมายเป็นศูนย์กลาง คือเมือง ชื่อศูนย์กลางที่มีรัฐบาล ที่ซึ่งดูแล คาม นิคม ประเทศ และชนบทนั้น ๆ ว่าเมือง ว่า นคร
 

คำพิจารณา การตรวจ อ่านตรวจ ครั้งที่ ๑ โดย : นาย อินทร์ บัณฑิตอินทร์ (ม ม้า)

อนุทินจดคำผิด ลำนำ ที่ ๘

สมมุติ อินทระบัณฑิต
 

ในบทแห่งพระอักษรสยาม ฉบับ ๙๑ เล่ม


 
ว่า เนิน
 
        เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้รูปจึงไม่มี เพราะว่าส่วนแห่ง ธรรมเครื่องให้เนินช้า มีสัญญาเป็นนิทาน.

        [๕๐๓] คำว่า บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ ไม่เป็น ผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ ความว่า ชนเหล่าใด ตั้งอยู่โดยสัญญาปกติ ชนเหล่านั้นเรียกว่า เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ บุคคลนั้นไม่ตั้งอยู่โดย สัญญาปกติ ชนเหล่าใดเป็นบ้า และเป็นผู้มีจิตฟุ้งซ่าน ชนเหล่านั้นเรียกว่า เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ บุคคลนั้นไม่เป็นบ้า ทั้งไม่เป็นผู้มีจิต ฟุ้งซ่าน เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า บุคคลไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาปกติ ไม่เป็นผู้มีสัญญาโดยสัญญาผิดปกติ.

        [๕๐๔] คำว่า ไม่เป็นผู้ไม่มีสัญญา และไม่เป็นผู้ปราศจาก สัญญา ความว่า ชนเหล่าใดเข้านิโรธ และเป็นอสัญญีสัตว์ ชนเหล่านั้น เรียกว่า เป็นผู้ไม่มีสัญญา. บุคคลนั้นไม่ใช่ผู้เข้านิโรธทั้งไม่ใช่เป็นอสัญญี- สัตว์ ชนเหล่าใดได้อรูปสมาบัติ ๔ ชนเหล่านั้นเรียกว่า ไม่เป็นผู้ปราศจาก สัญญา. บุคคลนั้นไม่เป็นผู้ได้อรูปสมาบัติ ๔ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ไม่ เป็นผู้ไม่มีสัญญาและไม่เป็นผู้ปราศจากสัญญา.

        [๕๐๕] คำว่า เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ รูปจึงไม่มี ความว่า ภิกษุในธรรมวินัยนี้ บรรลุจตุตถฌาน ฯลฯ เพราะละสุข ภิกษุนั้นเมื่อ จิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ ผุดผ่อง ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควร แก่การงาน ตั้งมั่นถึงความไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่อ ประโยชน์แก่การได้อากาสานัญจายตนสมาบัติ เป็นผู้พร้อมเพรียงด้วย ธรรมเป็นทางแห่งอรูปสมาบัติ เมื่อบุคคลดำเนินอย่างนี้ คือปฏิบัติ ผลัด เปลี่ยนอิริยาบถ ประพฤติ รักษา บำรุง เยียวยาอยู่อย่างนี้ ด้วยประการ


หมวดหมู่ คำผิดที่ตรวจพบ :
ด้วย พระสุตตันตปิฎก ๖๖-๑๕๗-๒
 

พระอนุยนต์อักษร สยาม


 
ความว่า
 
   ร่างคำอธิบาย ที่ ๘ 

   อนุยนต์ ศัพท์ ว่า เนิ่น 

   ได้แก่

   ระยะเวลา เนิ่น คือพูดถึงเวลาก่อน ๆ คือ ได้ดี ได้พบแต่เนิ่น ๆ เป็นต้น คำซึ่งเป็นการแจ้งตอบกัน ไปในแง่ของเวลา ว่า ถึงแม้นหากเป็นเวลานาน เวลาช้า ก็เทียบไปทางมาก ๆ ว่าเนิ่นนานวัน ว่ากระทำการเนิ่นช้า ให้เสียเวลาเนิ่นนาน ว่าเวลายืดยาว เนิ่นนานไกล ก็ว่า
 

คำพิจารณา การตรวจ อ่านตรวจ ครั้งที่ ๑ โดย : นาย อินทร์ บัณฑิตอินทร์ (น หนู)

อนุทินจดคำผิด ลำนำ ที่ ๙

สมมุติ อินทระบัณฑิต
 

ในบทแห่งพระอักษรสยาม ฉบับ ๙๑ เล่ม


 
ว่า ราตี
 
        กำแพง เพื่อจะรักษากำแพงเมืองนั้น. เพราะเหตุนั้น เมืองนั้นจึงมีชื่อว่า เวฬุกัณฏกะนั่นแล. บทว่า ปารายนํ ความว่า ซึ่งธรรม อันได้โวหารว่า ปารายนะ. เพราะเป็นที่ดำเนินไปถึงฝั่งคือพระนิพพาน. บทว่า สเรน ภาสติ ความว่า นันทมารดาอริยสาวิกา นั่งในที่มีอารักขา อันเขาจัดแจงไว้ดีแล้ว บนพื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น ให้ครึ่งราตี ผ่านล่วงไปด้วยกำลังแห่งสมาบัติ ครั้นออกจากสมาบัติแล้วคิดว่า เราจักให้ราตรีที่เหลือเพียงเท่านี้ ผ่านล่วงไปด้วยความยินดีเพียงไหน ? แล้วกระทำความตกลงว่า จะให้ผ่านล่วงไปด้วยความยินดีในธรรม ดังนี้แล้วนั่งบรรลุผล ๓ จึงกล่าวปารายนสูตร ประมาณ ๒๕๐ คาถา โดยทำนองสรภัญญะอันไพเราะ

        บทว่า อสฺโสสิ โข ความว่า ท้าวเวสสวัณมหาราชทรงตรวจ ดูวิมานอันตั้งอยู่ในอากาศแล้ว ขึ้นสู่ยานนาริวาหนะ เสด็จออกไป โดยทางอันผ่านส่วนเบื้องบนปราสาทนั้น ได้ยินเสียง (ปารายนสูตร) แล้ว. บทว่า กถาปริโยสานํ อาคมยมาโน อฏฺฐาสิ ความว่า ท้าว- เวสวัณมหาราชนั้น ครั้นตรัสถามว่า พนาย นั่นเสียงอะไร เมื่อ ยักขบริษัททูลว่า นั่นคือเสียงสวดโดยทำนองสรภัญญะ ของนันท- มารดาอุบาสิกา ดังนี้แล้ว เสด็จลงรอคอยการจบเทศนานี้ว่า อิทมโวจ แล้วประทับยืนบนอากาศในที่ไม่ไกลนัก. บทว่า สาธุ ภคินิ สาธุ ภคินิ ความว่า ท้าวเวสวัณมหาราช ตรัสว่า พี่ท่าน พระธรรม- เทศนาท่านรับมาดีแล้ว กล่าวดีแล้ว เราไม่เห็นอะไรที่จะต่างกัน ระหว่างวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ประทับที่ปาสาณกเจดีย์ ตรัสแก่ ปารายนิกพราหมณ์ ๑๖ คน และที่นี้ท่านกล่าววันนี้ คำที่นี่


หมวดหมู่ คำผิดที่ตรวจพบ :
ด้วย พระสุตตันตปิฎก ๓๗-๑๕๓-๕
 

พระอนุยนต์อักษร สยาม


 
ความว่า
 
   ร่างคำอธิบาย ที่ ๙ 

   อนุยนต์ ศัพท์ ว่า ราตรี 

   ได้แก่

   ชื่อเรียกเวลาก่อนกลางวัน ว่า กลางคืน คือ ราตรี นั้น ว่าชื่อโมง-ยาม เรียกยามค่ำมืด ว่าราตรี คือที่ว่าเข้าไปในเขต ของค่ำคืน เวลาสนธยาแล้ว ทั่วราตรี นั้น ก็คือเวลาพอประมาณการที่โลกลับสิ้นแสงหมดไป ตั้งแต่พลบค่ำ ไปถึงย่ำรุ่ง
 

คำพิจารณา การตรวจ อ่านตรวจ ครั้งที่ ๑ โดย : นาย อินทร์ บัณฑิตอินทร์ (ร เรือ)

โดย kwunk-log-cabin

 

กลับไปที่ www.oknation.net