วันที่ จันทร์ มีนาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เหรียญ ที่ระลึกพิธีเปิดอนุสาวรีย์ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท .....บล็อคกษาปณ์


เหรียญ ที่ระลึกพิธีเปิดอนุสาวรีย์ พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ สิริจนฺโท .....บล็อคกษาปณ์

เหรียญพระบล็อคกษาปณ์ (เหรียญที่โรงกษาปณ์ใช้กำลังการผลิตที่เหลือจากการผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนรับจ้างผลิตเหรียญพระและเหรียญที่ระลึกต่างๆ   งานส่วนใหญ่จะมีความสวยงามประณีต)

 

 

“… ท่านทั้งหลายหวังในบารมีให้ปกเกล้าบ้านเมืองนั้น ก็เป็นอย่างหนึ่งที่น่าคิดเพราะว่าบ้านเมืองประกอบด้วยบุคคล และแต่ละบุคคลจะต้องทำด้วยตนเองตามหลักของพุทธศาสนา แต่ละคนจะต้องการอะไรก็ต้องการความสุขคือความสงบ และความสุขและความสงบนั้นจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยตัวเอง ฉะนั้นที่จะให้คนอื่นมาปกป้องรักษาก็เป็นสิ่งที่ยาก ถ้าตัวเองไม่ทำ 

อันนี้เป็นข้อที่สำคัญยิ่งในพระพุทธศาสนา และผู้ถือตัวเองว่าเป็นพุทธศาสนิกชนต้องพึ่งตัวเองมิใช่พึ่งคนอื่น แต่การที่จะอาศัยคนอื่นก็อาศัยได้ โดยดูผู้อื่นที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และคอยฟังสิ่งที่ผู้อื่นที่เราเห็นว่าปฏิบัติดีชอบได้พูดได้แนะนำดังนี้ ก็เป็นสิ่งที่อาศัยผู้อื่นได้  ฉะนั้นก็จะต้องมีการพิจารณาของตัวเองว่าผู้นั้นควรเป็นผู้ที่น่าจะดูการปฏิบัติหรือฟังข้อแนะนำในการปฏิบัติ และทำตามหรือไม่อันนี้เป็นสิ่งที่ช่วยให้บุคคลได้บรรลุถึงความสำเร็จความสุขได้ …”

พระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ 9 แก่ผู้แทนพุทธสมาคมทั่วประเทศที่เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท ในวันที่ 13 ธันวาคม พ.ศ.2523 

 

 

 

ด้านหน้าเหรียญ

 

 

 

ด้านหลังเหรียญ 

 

 

 

พระอุบาลี คุณูปมาจารย์ 

ท่านมีนามเดิมว่าจันทร์ เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 20 มีนาคมพ.ศ. 2399 (นับแบบปัจจุบันตรงกับพ.ศ. 2400) ตรงกับวันแรม 10 ค่ำเดือน 4 ปีมะโรงเป็นบุตรคนโตของหลวงสุโภร์ประการ (สอน) กรมการจังหวัดอุบลราชธานี กับนางแก้วเมื่ออายุย่าง 13 ปีได้บรรพชาเป็นสามเณรในเดือนยี่ปีมะโรงพ.ศ. 2411 (นับแบบปัจจุบันตรงกับพ.ศ. 2412) ณวัดบ้านหนองไหล เจ้าอธิการโสดา เป็นพระอุปัชฌาย์ถึงเดือน 4 จึงย้ายไปอยู่วัดศรีทอง (ปัจจุบันคือวัดศรีอุบลรัตนาราม) เพื่อศึกษากับพระอาจารย์ม้าวเทวธมฺมีจนอายุย่าง 19 ปีก็จำเป็นต้องลาสิกขาเพื่อตามไปไถ่ตัวบิดาที่ถูกเกณฑ์ไปปราบทัพฮ่อ

ท่านได้อยู่ช่วยงานมารดา บิดาอยู่ 3 ปี พระอาจารย์ม้าวก็ให้คนมาตามไปบวชอีกครั้งท่านยินยอมจึงได้อุปสมบทเมื่อวันศุกร์ที่ 20 เมษายนพ.ศ. 2420 ตรงกับวันขึ้น 8 ค่ำเดือน 6 ปีฉลู พระอาจารย์ม้าวเป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการสีโห วัดไชยมงคลเป็นพระกรรมวาจาจารย์บวชแล้วจำพรรษาที่วัดไชยมงคลเ พื่อช่วยงานของพระกรรมวาจาจารย์เฉพาะเวลาเรียนมูลกัจจายน์จึงเดินมาเรียนที่วัดศรีทองเรียนได้ 2 ปีพระอาจารย์ม้าวอาพาธหนักจนไม่สามารถสอนได้จึงให้ท่านไปศึกษาต่อที่กรุงเทพมหานคร

เมื่อถึงกรุงเทพฯพระอาจารย์อ่อนซึ่งเป็นศิษย์พี่ได้นำท่านไปฝากศึกษาพระปริยัติธรรมกับพระปลัดผา วัดเทพศิรินทราวาส เมื่อพระอริยมุนี (เอมอายุวฑฺฒโน)เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทร์มรณภาพ พระปลัดผาได้พาท่านไปฝากตัวศิษย์ของพระมหาอ่อน อหึสโก วัดบุปผาราม จนสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยคขณะบวชได้ 9 พรรษาท่านตั้งใจว่าตั้งแต่พรรษา 10 เป็นต้นไปจะมุ่งด้านวิปัสสนาธุระแทนในพรรษาที่ 10 นั้นท่านจึงกลับไปอยู่วัดศรีทองเพื่อปรนนิบัติและฝึกปฏิบัติธรรมกับพระอาจาร์ม้าวต่อ

พ.ศ. 2431 พระยามหาอำมาตยาธิบดี (หรุ่นศรีเพ็ญ) และเจ้ายุติธรรมธร (คำสุกณจำปาศักดิ์)ร่วมกันสร้างวัดมหามาตยารามขึ้นที่นครจำปาศักดิ์ ขึ้นถวายคณะสงฆ์ธรรมยุต พระอาจารย์ม้าวจึงมอบหมายให้ท่านไปเป็นเจ้าอาวาสและได้รับพระราชทานสัญญาบัตรเป็นที่พระครูวิจิตรธรรมภาณี เจ้าคณะใหญ่เมืองนครจำปาศักดิ์ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคมพ.ศ. 2433 แล้วกลับไปปกครองคณะสงฆ์เมืองจำปาศักดิ์

เกิดวิกฤตการณ์ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436) ทำให้สยามเสียดินแดนลาว แก่สาธารณรัฐฝรั่งเศส ท่านพ้นจากตำแหน่งเจ้าคณะเมืองจำปาศักดิ์จึงย้ายมาอยู่วัดวัดสุปัฏนารามวรวิหาร ต่อมาท่านได้นำคณะศิษย์มาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดพิชยญาติการามวรวิหารอยู่ได้ 1 พรรษา สมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาวชิรญาณวโรรส ทรงมอบหมายให้ไปอยู่วัดเทพศิรินทร์เพื่อช่วยงานหม่อมเจ้าพระศรีสุคตคัตยานุวัตรและมีรับสั่งให้ท่านเข้าสอบอีกครั้งในปีพ.ศ. 2437 สอบได้เปรียญธรรม 4 ประโยคแล้วได้รับพระบรมราชานุญาตให้ออกไปจัดการศึกษาภาษาไทยและอักษรไทยที่เมืองอุบลราชธานี

วันที่ 1 กรกฎาคมพ.ศ. 2452 ได้รับพระราชทานอาราธนาบัตร์สถาปนาเป็นเจ้าคณะมณฑลราชบุรี

 

 

 ข้อมูล/ภาพ

https://th.wikipedia.org/wiki/พระอุบาลีคุณูปมาจารย์_(จันทร์_สิริจนฺโท)

http://www.nanacollections.com

https://th-th.facebook.com/tuKammatanclub 

http://3king.lib.kmutt.ac.th/King9CD/chapter11/page2.html

 

 

โดย opads

 

กลับไปที่ www.oknation.net