วันที่ จันทร์ มีนาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เชิญชวนร่วมกิจกรรม เสวนาธนารักษ์: ภูมิวัฒนธรรมชาวกรุง (รัตนโกสินทร์) ปีที่ 2


พิพิธภัณฑ์เหรียญ  ปลายเดือนนี้จะ มีกิจกรรมให้กับผู้ที่ไปเยี่ยมชม ทั้งเสวนา และเป็นนิทรรศการยามค่ำ ภายในพิพิธภัณฑ์ ถ่ายทอดเรื่องราวตั้งแต่ปฐมบทแห่งเงินตรา จากนักเดินทางสู่คำเล่าขาน “เงินกำไล” จุดเริ่มต้นก่อนการพัฒนาเป็น “เงินพดด้วง

 

บอกเล่าความเป็นมาของการแลกเปลี่ยนก่อนการก่อกำเนิดเงินตรา ผ่านแอมิเนชั่น 4D บนจอ 360 องศา ที่ทำให้เราได้ตื่นตากับเรื่องราวของเหรียญที่เราใช้อยู่ในปัจจุบัน สัมผัสได้ด้วยภาพ เสียง และความรู้สึก ที่มาจากอุณหภูมิ ความสั่นสะเทือน ที่ถูกออกแบบมาให้น่าสนใจ ทำให้ได้สัมผัสถึงบรรยากาศ และเรื่องราวเสมือนจริงย้อนเวลากลับไปกว่า 10,000 ปี

 

 

โซนจัดแสดงเส้นทางวิวัฒนาการเหรียญ ย้อนรอยเงินตรานำเสนอด้วยสื่อประสมและสื่อ interactive ที่ทันสมัย สร้างสีสันให้กับพิพิธภัณฑ์ที่เคยน่าเบื่อนั้น กลายเป็นความทันสมัย

 



เงินหิน เป็นเงินสินสอด ถือว่าเป็นเงินที่ใหญ่มากๆ

 

 

กรมธนารักษ์ได้ผลิตเหรียญกษาปณ์หมุนเวียนออกใช้ในระบบเศรษฐกิจ เริ่มตั้งแต่ พ.ศ.2493 เป็นต้นมา แล้วก็มีหลากรุ่น หลายแบบ เราสังเกตุได้ว่า เหรียญแต่ละประเภทก็จะมีรูปลักษณะ ลวดลาย ที่ต่างกัน 

โรงกษาปณ์แห่งแรกของประเทศไทยสร้างขึ้นในสมัยรัชกาลพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 4 ในยุคที่ประเทศไทยกำลัง พัตนาและปรับปรุงประเทศให้ทันสมัยพร้อม ๆ กับการขยายตัวทาง เศรษฐกิจ และการค้า

ในปี พ.ศ. 2401 รัชกาลที่ 4 ทรงกรุณาโปรดเกล้า ฯ ให้สร้างขึ้นและพระราชทานนามว่า  " โรงกระสาปน์สิทธิการ " ซึ่งตั้งยู่บริเวณโรงทำเงิน พดด้วงด้านหน้าพระคลังสมบัติบริเวณมุมถนนใกล้กับทางออกประตูสุวรรณบริบาลด้านทิศตะวันออก ลักษณะเป็นอาคาร  2 ชั้นก่ออิฐเป็นปูนมีรูปแบบทางสถาปัตยกรรมแบบตะวันตกมีทางขึ้นชั้นสอง อยู่ทางด้านหน้า มีประกาศใช้เหรียญกษาปณ์ที่ผลิตได้เป็นครั้งแรก เป็นตราพระมหามงกุฎในวงจักรมี 5 ชนิดราคา คือ บาท กึ่งบาท สลึง เฟือง และ กึ่งเฟือง เมื่อวันที่ 17 กันยายน 2403 โดยให้ใช้ควบคู่ไปกับเงินพดด้วง แต่ไม่โปรดเกล้าฯ ให้มีการผลิตพดด้วงเพิ่มขึ้นอีก ครั้นถึงปีพุทธศักราช 2405 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้ผลิตเหรียญดีบุก อัฐ  และโสฬสเพิ่มขึ้น และผลิตเหรียญทองแดงซีก และ เสี้ยว เพื่อใช้แทนเบี้ยในปีพุทธศักราช 2409 

ในสมัยรัชกาลที่ 5 (พุทธศักราช 2418-2445) ในช่วงเวลานั้น เศรษฐกิจของไทยมีความเจริญรุ่งเรืองพร้อม ๆกับ การขยายตัวด้านการค้ากับต่างประเทศ การผลิตเหรียญกษาปณ์เพื่อใช้หมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ จึงมีปัญหาผลิตไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ประกอบกับเครื่องจักรเดิมเริ่มเก่าและชำรุด พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ ให้สั่งซื้อเครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์เครื่องใหม่ชนิดขับ เคลื่อนด้วยแรงดันไอน้ำที่มีกำลังผลิตสูงขึ้นพร้อมทั้งสร้างโรง กระสาปน์สิทธิการขึ้นมาใหม่ให้กว้างขวางกว่าเดิมเพื่อรองรับความต้องการใช้เหรียญกษาปณ์ที่มีจำนวนปริมาณเพิ่มมากขึ้น โรงกษาปณ์ กระสาปน์สิทธิการซึ่งเป็นโรงกษาปณ์แห่งที่ 2 ของไทยสร้างขึ้นบน บริเวณด้านทิศตะวันตกของประตูสุวรรณบริบาลตรงข้ามกับโรง กษาปณ์เดิม รูปแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบตะวันตกอาคารรูปทรง สี่เหลี่ยมผืนผ้าสูง 2 ชั้น ก่ออิฐถือปูน (ปัจจุบันคือพิพิธภัณฑ์วัด พระศรีรัตนศาสดาราม) พระราชพิธีสมโภชและเปิดโรงกษาปณ์ขึ้นเป็นทางการเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2419 และเปลี่ยนตราเงินใหม่เป็นตราพระบรมรูปตรา แผ่นดินชนิดราคา บาทหนึ่ง สลึงหนึ่ง เฟื้องหนึ่ง ซึ่งเป็นเหรียญ กษาปณ์ไทยรุ่นแรกที่มีพระบรมรูปพระมหากษัตริย์บนหน้าเหรียญตาม แบบสากลนิยม อันเป็นรูปแบบหนึ่งที่ถือปฏิบัติต่อมาจวบจนปัจจุบัน 

 

 

ขอบคุณข้อมูลภาพ จากปฏิทิน ๒๕๖๑ กรมธนารักษ์

ความเจริญก้าวหน้าด้านการค้าของประเทศ ส่งผลให้ความต้องการใช้ เหรียญกษาปณ์เพิ่มสูงขึ้นในขณะที่เครื่องจักรแรงดันไอน้ำที่มีอยู่เริ่ม ชำรุดเนื่องจากใช้ติดต่อกันมาเป็นเวลานาน ถึง 25 ปี พระบาทสมเด็จ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้สร้างโรง กระสาปน์สิทธิการแห่งใหม่ขึ้นในบริเวณอันเป็นที่ตั้งของวังเจ้านาย 6 พระองค์ ซึ่งเรียกสถานที่นี้ว่า " วังสะพานเสี้ยว " ริมคลองหลอดด้าน ถนนเจ้าฟ้าทางทิศเหนือของท้องสนามหลวง โดยมีลักษณะเป็นอาคาร ก่ออิฐถือปูน สูง 2 ชั้น มีรูปแบบเป็นสถาปัตยกรรมตะวันตก เมื่อ ย้ายโรงกษาปณ์ไปอยู่สถานที่แห่งใหม่แล้ว กรมศิลปากรได้ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานแห่งชาติคือ"หอศิลป์แห่งชาติถนนเจ้าฟ้า" ในปัจจุบัน พิธีเปิดโรงกษาปณ์แห่งที่ 3 อย่างเป็นทางการมีขึ้น เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2445 และได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น " กรมกระสาป์น สิทธิการ " ติดตั้งเครื่องจักรผลิตเหรียญกษาปณ์เครื่องใหม่ ซึ่งทำงาน ด้วยกำลังไฟฟ้าสามารถผลิตเหรียญได้ประมาณวันละ 80,000 ถึง 100,000 เหรียญ โดยไม่ต้องทำการล่วงเวลา ส่วนเงินพดด้วงได้ โปรดเกล้าฯให้เลิกใช้ภายในวันที่ 31 กรกฎาคม 2451

               เมื่อมีการประกาศใช้ "พระราชบัญญัติมาตราทองคำ รัตนโกสินทร์ศก 127 (พ.ศ. 2451) ได้ทรงพระกรุณาโปรด เกล้าฯ  ให้ผลิตเหรียญกษาปณ์ชนิดราคา 1บาทตราพระบรมรูปตราไอราพต  จากโรงกษาปณ์ปารีส จำนวน 1,036,691เหรียญ  แต่ไม่ทันได้ประกาศใช้ก็สิ้นรัชกาลเสียก่อน  โดยตราไอราพตได้ใช้เป็นตราประจำแผ่นดิน เรื่อยมาจนสิ้นรัชกาลพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ประเทศไทยได้รับผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากสงครามโลกครั้งที่ 1 โลหะที่ใช้ในการ ผลิตเหรียญกษาปณ์มีราคาสูงขึ้น จึงต้องลดส่วนผสมของโลหะเงินลงและผลิตธนบัตร ราคา 1 บาทออกใช้แทน เหรียญกษาปณ์

               พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำเนินนโยบายต่างๆ หลายประการ เพื่อประคองสภาวะการณ์ทาง เศรษฐกิจของประเทศให้สมดุลกับภาวะเศรษฐกิจโลกและป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น แต่ก็ยังไม่อาจ หลีกเลี่ยงได้เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลกเป็นไปอย่างกว้างขวางและรุนแรงจวบจนสิ้นรัชสมัยของพระองค์และต่อเนื่องไปถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว 

ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 ทรงแก้ไขภาวะเศรษฐกิจของประเทศโดยในส่วนที่เกี่ยวกับการผลิตเงินตราทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ยุบฐานะของกรมกระสาปน์สิทธิการ ลงเป็นโรงงานขึ้นกับกรม ฝิ่นหลวง เหรียญที่ใช้ในรัชกาลนี้เป็นชนิดนิกเกิล 5 สตางค์ และชนิดทองแดง 1 สตางค์ที่นำเข้าจาก ต่างประเทศเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการผลิต และต้องงดผลิตเหรียญกษาปณ์เป็นเวลานานถึง 6 ปี โดยมีเหรียญ เงิน 50 สตางค์ และ 25 สตางค์ ตราพระบรมรูปช้างยืนแท่นเป็นเหรียญประจำรัชกาล ต่อมาได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปิดโรงงานกษาปณ์ขึ้นใหม่ เพื่อผลิตเหรียญกษาปณ์ออกใช้เอง เมื่อปีพุทธศักราช 2476 โดยตั้งขึ้นเป็น " แผนกกษาปณ์ " และโอนไปสังกัดกรมพระคลังมหาสมบัติ ต่อมาได้รับการยกฐานะขึ้นเป็น " กองกษาปณ์ " สังกัดกรมธนารักษ์ กระทรวงการคลัง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว อานันทมหิดล เสด็จขึ้นครองราชย์เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ 8แห่งราชวงศ์จักรี ช่วงเวลานั้นประเทศไทยต้องเผชิญกับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำอีกครั้งหนึ่ง  เมื่อเกิดสงครามโลก ครั้งที่ 2 ในปีพุทธศักราช 2482 รัฐบาลได้แก้ไขปัญหาการขาดแคลนเงินปลีก อันเนื่องมาจากสินค้ามีราคาสูง ด้วยการนำเหรียญเงิน 2 สลึง ในคลังมา หลอมและผลิตเหรียญเงิน ราคา 20 สตางค์ 10 สตางค์ และ 5 สตางค์ ขึ้นใช้แทนการสั่งผลิตจากต่างประเทศ ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่มีการนำโลหะเงินมาผลิตเป็นเงินปลีก และเมื่อโลหะเงินและทองแดงมีราคาสูงขึ้น จึงได้นำ ดีบุกมาใช้ผลิตแทนเหรียญประจำรัชกาลนี้คือเหรียญดีบุกตราพระครุฑพ่าห์



เชิญชวนร่วมกิจกรรม เสวนาธนารักษ์: ภูมิวัฒนธรรมชาวกรุง (รัตนโกสินทร์) ปีที่ 2

วันศุกร์ที่ 29 มีนาคม 2562 เวลา 17.00 - 22.00 น.
- หัวข้อเสวนา: อนาคตใหม่กำแพงเมือง-คูเมือง

กำหนดการ
17.00 - 18.00 น. ลงทะเบียน
17.30 - 18.00 น. พิธีเปิด
18.30 - 19.30 น. การเสวนาธนารักษ์
หัวข้อ อนาคตใหม่กำแพงเมือง-คูเมือง
19.30 - 22.00 น. กิจกรรมฉายหนังกลางแปลง
หรือเข้าชม Night at the museum
รอบ 19.30 น. , 20.30 น. และ 21.30 น.


วันเสาร์ที่ 30 มีนาคม 2562 เวลา 17.00 - 22.00 น.
- หัวข้อเสวนา: อนาคตพระตำหนักปลายเนิน ความท้าท้ายการอนุรักษ์พระตำหนักปลายเนินของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์

กำหนดการ
17.00 - 18.00 น. ลงทะเบียน
18.30 - 19.30 น. การเสวนาธนารักษ์
หัวข้อ อนาคตพระตำหนักปลายเนิน
ความท้าท้ายการอนุรักษ์พระตำหนัก
ปลายเนินของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ
เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
19.30 - 22.00 น. กิจกรรมฉายหนังกลางแปลง
หรือเข้าชม Night at the museum
รอบ 19.30 น. , 20.30 น. และ 21.30 น.

** ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเข้าชม **

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net