วันที่ พุธ เมษายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ขอร่วมเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วนที่ร่วมดับไฟป่าในภาคเหนือในเวลานี้


สถานการณ์หมอกควันจากไฟป่าของภาคเหนือ วิกฤติหนักขึ้นอีก หลังข้อมูลจากดาวเทียมเช้านี้พบ 9 จังหวัดภาคเหนือเกิดไฟป่าอย่างหนัก จุดความร้อนเพิ่มเป็นกว่า 3000 จุดแล้ว ขณะที่นายกรัฐมนตรี เตรียมขึ้นเหนือเพื่อติดตามสถานการณ์หมอกควัน

วันที่ 1 เม.ย. 2562 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงค่ำวานนี้(31 มี.ค. 62) ที่จังหวัดเชียงใหม่จะมีสภาพอากาศที่ดีขึ้น จนบางพื้นที่มาอยู่ในระดับสีส้มเนื่องจากมีกระแสลมพัดผ่านพัดพาหมอกควันออกจากตัวเมืองเชียงใหม่ แต่ช่วงกลางดึกที่ผ่านมา(31 มี.ค. 62)  กลับมีกระแสลมพัดหมอกควันกลับมาสะสมในพื้นที่อีกครั้ง

ขณะเดียวกันเกิดไฟป่าในหลายพื้นที่โดยเฉพาะในเขตอุทยานแห่งชาติดอยสุเทพ-ปุย จนเจ้าหน้าที่ต้องระดมกำลังทั้ง ทหาร ชาวบ้าน และ เจ้าหน้าที่อุทยาน เข้าดับไฟป่าอย่างต่อเนื่อง แต่ด้วยสภาพอากาศที่ไม่เป็นใจ ทั้งความแห้งแล้งของอากาศที่ร้อน เชื้อเพลิงจากใบไม้กิ่งไม้แห้งที่สะสม รวมทั้งเรื่องของกระแสลมทำให้ยิ่งเกิดไฟป่าลุกลามอย่างรวดเร็ว

ล่าสุดจากข้อมูลของดาวเทียมจิสด้า (GISTDA) ตรวจพบจุดความร้อน  (Hotspot)  ในพื้นที่ 9 จังหวัดภาคเหนือ ที่เพิ่มขึ้นจนน่าตกใจคือ มีมากถึง จำนวน 3,088 จุด ในวันที่ 1 เม.ย.62  โดยจังหวัดแม่ฮ่องสอนพบมากที่สุด จำนวน  981  จุด, รองลงมาเป็นจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน  615  จุด, จังหวัดเชียงราย จำนวน  370  จุด, จังหวัดลำปาง จำนวน  302  จุด, จังหวัดน่าน จำนวน  219  จุด, จังหวัดแพร่จำนวน  214  จุด, จังหวัดตาก จำนวน  211  จุด, จังหวัดพะเยาจำนวน  116  จุด และ จังหวัดลำพูน จำนวน  60  จุด ทั้งหมดนี้ยังไม่นับรวมในพื้นที่ของประเทศพม่าที่อยู่โดยรอบพื้นที่ภาคเหนือของไทยที่หนักกว่าบ้านเราหลายเท่าตัว เป็นสาเหตุหลักที่ทำให้หมอกควันยังลอยวนเวียนอยู่ในพื้นที่

อย่างไรก็ตามจากการรายงานค่ามลพิษจากฝุ่นละอองPM 2.5 ก็มีหลายหน่วยงานที่มีข้อมูลแบบรายชั่วโมง หรือเรียลไทม์แตกต่างกัน อย่างเช่นเช้านี้ จากข้อมูลของกรมควบคุมมลพิษ เมื่อเวลา 8 นาฬิกาค่ามลพิษจากฝุ่นละออง PM2.5 จากสถานีตรวจวัดคุณภาพอากาศ ต.ช้างเผือก อ.เมือง วัดได้ 128 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ส่วนในจุด ต.ศรีภูมิ อ.เมือง วัดได้ 85 ไมโครกรัมต่อลูกบาศก์เมตร

จากข้อมูลจากเว็บไซต์ www.airvisual.com ซึ่งเป็นเว็บไซต์วัดคุณภาพอากาศของทั่วโลก พบว่าจากการเปรียบเทียบดัชนีคุณภาพอากาศหรือค่า US AQI จากหัวเมืองใหญ่จากประเทศต่างๆ ทั่วโลกพบว่าค่ามลพิษในอากาศของจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อเวลา 9 นาฬิกา ค่ามลพิษในอากาศของจังหวัดเชียงใหม่พุ่งสูงเป็นอันดับ 1 ของโลกอยู่ในระดับผลกระทบหนักที่สุดกับร่างกายมนุษย์ ซึ่งดัชนีคุณภาพอาาศของจังหวัดเชียงใหม่ วัดได้ 293 US AQI ส่วนอันดับ 2 เป็นของเมือง Astana , Kazakhstan วัดได้ 176 US AQI

ทางด้านศูนย์อุตุนิยมวิทยาภาคเหนือ เผยข่าวดีว่าพื้นที่ภาคเหนือ ในช่วงวันที่ 1-2 เมษายนตั้งแต่ช่วงค่ำเป็นต้นไป จะมีมวลอากาศเย็นจากจีนลงมาปะทะกับหย่อมความกดอากาศต่ำเนื่องจากความร้อน ซึ่งในช่วงดังกล่าวจะทำให้เกิดพายุฤดูร้อน ในลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และพายุลูกเห็บได้ในพื้นที่ซึ่งสภาพอากาศแปรปรวนนี้เองก็จะลุ้นว่าจะส่งผลให้สถานการณ์วิกฤติหมอกควันภาคเหนือจะได้บรรเทาลงได้ มากน้อยเพียงใด

เมื่อวานนี้(2 เม.ย. 62) เวลา 9.00 น. พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมาที่จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อติดตามสถานการณ์หมอกควันและไฟป่าของจังหวัดเชียงใหม่ และภาคเหนือ ที่ธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคเหนือ จ.เชียงใหม่ และเดินทางกลับมาประชุมคณะรัฐมนตรีที่ทำเนียบรัฐบาลในช่วงบ่าย

ขอบคุณ https://workpointnews.com

 

รู้จักกับหน่วยปฏิบัติการดับไฟป่า (เสือไฟ)

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ เสือไฟดับไฟป่า

 

ประเทศไทยจัดว่าเป็นประเทศหนึ่งในโลกใบนี้ ที่ยังมีป่าไม้ค่อนข้างอุดมสมบูรณ์และมีความหลากหลายทางชีวภาพค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงเป็นที่หมายปองของผู้ที่ต้องการของป่าหายาก ไม่ว่าจะเป็นกล้วยไม้ชนิดต่างๆ ไม้พะยูงตลอดจนสัตว์ป่านานาชนิด ทว่านอกจากภัยอันเนื่องมาจากความตั้งใจของมนุษย์แล้ว ยังมีภัยอีกชนิดหนึ่งคือไฟป่า ซึ่งแม้ว่าจะมีโอกาสเกิดขึ้นเป็นปกติโดยธรรมชาติ แต่ระยะหลังๆ มานี้ พบว่า ไฟป่าจำนวนไม่น้อยเกิดขึ้นเพราะความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ของมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาเศษไม้ใบหญ้าของเกษตรกรที่มักจะกลายเป็นต้นเพลิงอย่างดี ทำให้มีความพยายามจากภาครัฐในการปลุกจิตสำนึกรักษาป่าด้วยการจัดตั้ง “อาสาสมัครหน่วยเสือไฟ” ขึ้นมาจากประชาชนในพื้นที่ วันนี้สกู๊ปหน้า 5 จะพาไปทำความรู้จักหน่วยเสือไฟ ว่า มีที่มาที่ไปอย่างไร และพวกเขามีภารกิจอะไร ลำบากหรือประสบปัญหาใดๆ กันบ้าง

กำเนิดหน่วยเสือไฟ

หน่วยเสือไฟถือกำเนิดขึ้นในปี พ.ศ.2541 หลังจากเกิดสถานการณ์ไฟป่ารุนแรงในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และส่วนใหญ่มักเกิดในพื้นที่ป่าลึกยากแก่การเดินทางเข้าไปดับด้วยวิธีการปกติ ดังนั้นจึงต้องมีการตั้งหน่วยเฉพาะกิจขึ้นมาเพื่อทำภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่เหล่านี้โดยเฉพาะ จึงเป็นที่มาของ “หน่วยเสือไฟ” ที่แม้จะไม่ใช่หน่วยสู้รบแบบเดียวกับเจ้าหน้าที่พิทักษ์อุทยาน แต่การฝึกและภารกิจของพวกเขานั้นก็หนักและมีความสำคัญต่อป่าไม้ในบ้านเราไม่แพ้กัน

“ไฟป่าหลายๆ ครั้ง มักจะเกิดบนเทือกเขาสูงชันบ้าง ในเหวลึกบ้าง การเดินทางแบบปกติมักไม่สามารถรับมือได้ทันท่วงที หน่วยเสือไฟจึงต้องผ่านการฝึกแม้กระทั่งการโรยตัวลงจากเฮลิคอปเตอร์เพื่อเข้าไปดับไฟยังเป้าหมายเหล่านั้นได้” เป็นคำอธิบายของนายอาทร บรรทัดจันทร์ นักวิชาการป่าไม้ชำนาญการ ในฐานะหัวหน้าผู้ฝึกอบรมการควบคุมไฟป่า เล่าให้เราฟังถึงขีดความสามารถของหน่วยเสือไฟ ซึ่งนอกจากการลำเลียงพลทางอากาศแล้ว หน่วยเสือไฟยังสามารถปฏิบัติงานได้ติดต่อกันถึง 3 วัน โดยที่ไม่ต้องส่งกำลังสนับสนุนอีกด้วย

กว่าจะเป็น “นักผจญไฟป่า”

ความน่าสนใจของหน่วยเสือไฟ นอกจากภารกิจที่หนักหน่วงและเสี่ยงอันตรายแล้ว เราพบว่า ส่วนใหญ่มักมาจากคนที่อยู่ใกล้พื้นที่ป่า และหลายคนเริ่มต้นด้วยการเป็นลูกจ้างชั่วคราวเท่านั้น ทำให้ถ้าหากว่าด้วยผลตอบแทนเป็นเงินทองแล้วแทบจะถือว่าน้อยมาก ที่อยู่กันได้ส่วนใหญ่ก็ด้วย “ใจ” ล้วนๆ เลยทีเดียว

“หน่วยเสือไฟ ต้องยอมรับเลยว่า เราเริ่มจากศูนย์จริงๆ ค่าจ้างได้กันแค่เริ่มต้นวันละร้อยกว่าบาทเท่านั้น แถมเป็นงานเสี่ยงตายอีกต่างหาก ทุกวันนี้อยู่กันได้ด้วยใจ มีการปลอบขวัญเรียกกำลังใจกันอยู่เสมอ และพยายามหาสวัสดิการอื่นๆ เท่าที่หาได้ เรียกว่าลำบากมากครับกว่าจะเป็นรูปเป็นร่างในวันนี้”

คุณอาทรเล่าต่อไปว่าผู้ที่จะมาเป็นหน่วยเสือไฟต้องผ่านหลักสูตรเบื้องต้น หรือการเตรียมร่างกายประมาณ 7-10 วัน จากนั้นจะมีการฝึกใช้ยุทโธปกรณ์ เครื่องมือต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดับไฟป่าเป็นระยะๆ หรือที่เรียกว่า หลักสูตรเสริมสมรรถนะ ซึ่งอุปสรรคที่พบบ่อยก็คือเพราะความที่ส่วนใหญ่เป็นเพียงลูกจ้างชั่วคราวบ้าง จ้างเหมาบ้าง ทำให้หลายรายเมื่อมีโอกาสไปที่อื่นที่รายได้ดีกว่าและเสี่ยงน้อยกว่าเลือกที่จะเดินออกไปเพื่ออนาคตของเขา ซึ่งปัจจุบันทางกรมอุทยานฯ ก็กำลังพยายามบรรจุลูกจ้างเหล่านี้ให้เป็นพนักงานราชการอย่างต่อเนื่อง เพื่อที่จะได้ยกระดับทั้งรายได้และสวัสดิการ จะได้เป็นขวัญกำลังใจกับพวกเขาให้
ยืนหยัดทำหน้าที่นี้ต่อไป

ช่วงเวลาของไฟป่า

เจ้าหน้าที่หน่วยเสือไฟรายหนึ่งเล่าว่า ปกติแล้วไฟป่าจะเกิดขึ้นช่วงหน้าแล้ง และหน้าแล้งแต่ละพื้นที่ก็มักจะมาไม่ตรงกันอีก แต่โดยทั่วไปแล้วหน่วยเสือไฟจะต้องเตรียมตัวกันตั้งแต่เดือนมกราคม ซึ่งถือว่าเป็นช่วงปลายฤดูหนาวและกำลังจะเข้าสู่ฤดูร้อน
ในช่วงนี้ภาคเหนือจะเริ่มเข้าหน้าแล้ง อากาศแห้งประกอบกับการเผาเศษใบไม้ของเกษตรกร ทำให้เป็นต้นเพลิงอย่างดี แต่ถึงกระนั้น ไฟป่าบริเวณภาคเหนือที่ว่าดับยากแล้ว ก็ยังไม่เท่าป่าภาคใต้ เนื่องด้วยเพราะเป็นป่าพรุ และไฟส่วนใหญ่เกิดใต้ผิวดิน

“ภาคเหนือส่วนใหญ่เป็นป่าไผ่บ้าง ป่าเต็งรังบ้าง พวกนี้มักจะเป็นไฟที่เกิดตามผิวดิน เราเห็นได้ชัด พอเห็นปุ๊บเราก็ทำแนวกั้นแล้วก็ลงมือดับได้เลย แต่ภาคใต้เป็นป่าพรุ ไหม้กันทีเป็นเดือนๆ ส่วนใหญ่เป็นไฟที่ลุกขึ้นมาจากใต้ดิน ดับได้ยากมาก” เจ้าหน้าที่หน่วยเสือไฟกล่าว

GIS เทคโนโลยีช่วยดับไฟป่า

ปัจจุบันนอกจากหน่วยเสือไฟจะต้องฝึกภาคปฏิบัติในการผจญเพลิงแล้ว ยังต้องเรียนรู้เทคโนโลยีที่จะมาช่วยงานของพวกเขาให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น หนึ่งในนั้นคือระบบสารสนเทศทางภูมิศาสตร์ หรือ GIS (Geographic Information System) ซึ่งเป็นระบบข้อมูลข่าวสารที่เก็บไว้ในคอมพิวเตอร์ที่มีลักษณะเป็นข้อมูลเชิงพื้นที่ (Spatial Data) ที่แสดงในรูปของภาพ (Graphic) แผนที่ (Map) ที่เชื่อมโยงกับข้อมูลเชิงบรรยาย (Attribute Data) หรือฐานข้อมูล (Database)

โดยปัจจุบันเทคโนโลยีที่ถือว่าเป็นตัวหลักในการระบุพื้นที่ต้องสงสัยว่าจะเกิดไฟป่าในประเทศไทย คือ Hotspots ที่หมายถึง
การตรวจหาจุดหรือบริเวณที่มีความร้อนเกิดขึ้นสูงผิดปกติบนผิวโลก โดยประเทศไทยได้รับการสนับสนุนข้อมูลรายวันจากองค์การ NASA ประเทศสหรัฐอเมริกา ผ่านดาวเทียม 2 ดวงคือ Terra และ Aqua ซึ่งดาวเทียม Terra จะโคจรผ่านบ้านเราในช่วงเช้า ขณะที่ Aqua จะโคจรผ่านในช่วงบ่าย โดยสามารถรับการแจ้งเตือน Hotspots ได้ทาง E-Mail

เมื่อกรมอุทยานฯ ได้รับข้อมูล Hotspots มาแล้ว จะทำการประมวลผลข้อมูลโดยอ้างอิงข้อมูลล่าสุดที่ดาวเทียมนั้นผ่านประเทศไทย มาวิเคราะห์ว่า Hotspots ดังกล่าวอยู่ในพื้นที่อนุรักษ์กี่จุด และอยู่ในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ใด ตำบล อำเภอ จังหวัด และพิกัดใด จากนั้นใช้เปรียบเทียบกับข้อมูลการตรวจหาไฟป่าภาคพื้นดินในพื้นที่จริง ทั้งนี้เพื่อแยกแยะจุดที่เกิดความร้อนจากสาเหตุอื่นๆ ที่ไม่ใช่ไฟป่าออก นอกจากนี้แล้วยังมีการเผยแพร่ข้อมูลใน http://www.dnp.go.th/forestfire/firepredict.htm เพื่อให้ความรู้แก่ประชาชนอีกด้วย

เป็นที่ทราบกันดีว่าปัญหาไฟป่ารวมไปถึงหมอกควันในหลายๆ พื้นที่มักจะเกิดจากฝีมือมนุษย์ โดยเฉพาะการเผาเศษใบไม้ของเกษตรกรที่ลุกลามเข้าไปยังป่าตามธรรมชาติ ซึ่งในประเด็นนี้ นายเริงชัย ประยูรเวช รองอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช กล่าวว่า ปัจจุบันมีกรมวิชาการเกษตร เข้าไปทำการประชาสัมพันธ์ ให้ข้อมูลกับประชาชนถึงอันตรายจากการเผาใบไม้ดังกล่าว รวมถึงความเป็นไปได้ในการนำเอาเศษวัชพืชเหล่านั้นไปทำประโยชน์ในด้านอื่นๆ เช่น ทำเชื้อเพลิงอัดแท่ง เป็นต้น เช่นเดียวกับคุณอาทรที่ฝากเตือนพี่น้องประชาชนว่าหากจะจุดไฟก็ขอให้ใช้ความระมัดระวัง เพราะหลายครั้งไฟป่าก็เกิดจากความประมาทเช่นกัน

“ในความเป็นจริงเราคงจะห้ามไม่ให้เผาคงไม่ได้ แต่ท่านต้องระวังด้วย อย่าประมาท ถ้าท่านมีความระมัดระวังในการจุดไฟ ในการเผาแต่ละครั้ง ก็จะลดการเกิดไฟป่าได้มาก จะหวังพึ่งแต่เจ้าหน้าที่อย่างเดียวคงไม่ได้ครับ” คุณอาทรกล่าวทิ้งท้าย

ปัจจุบัน ประเทศไทยมีพื้นที่ป่าอนุรักษ์กว่า 70 ล้านไร่ แต่กำลังพลและเครื่องมือยุทโธปกรณ์ของหน่วยเสือไฟนั้น ดูแลได้เพียง 21 ล้านไร่เท่านั้น และกำลังพลเหล่านี้ ยังต้องเดินทางไปดับไฟป่าทั่วทั้งประเทศซึ่งถือว่า เป็นภารกิจที่หนักมาก

ดังนั้นถ้าประชาชนระมัดระวัง ไม่ก่อให้เกิดอัคคีภัยและไฟป่าโดยประมาท ก็จะเป็นการแบ่งเบาภาระของพวกเขาได้มากทีเดียว

ขอบคุณ แนวหน้าออนไลน์

 

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทอ.ดับไฟป่า

กองทัพอากาศส่งเครื่องบิน บล.2 ก ช่วยโปรยน้ำลดฝุ่น PM2.5

รูปภาพที่เกี่ยวข้อง

 กองทัพบกส่งเฮลิคอปเตอร์ ฮท.17 (MI-17) ช่วยโปรยน้ำดับไฟป่า

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ ทบ.ดับไฟป่า

กองทัพบกส่งกำลังพลร่วมดับไฟป่า

ข้อแนะนำในการแก้ไขปัญหาไฟป่าที่ทำให้เกิดหมอกควันและฝุ่น PM2.5

ผลการค้นหารูปภาพสำหรับ อภิวัฒน์ มุทิราง

มีข้อแนะนำจาก ศาสตราจารย์ นายแพทย์ อภิวัฒน์ มุทิรางกูร (Apiwat Mutirangura) อาจารย์ประจำคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย นักวิจัยดีเด่นแห่งชาติ สาขาวิทยาศาสตร์การแพทย์ ประจำปี 2549 นักวิทยาศาสตร์ดีเด่นของไทย ประจำปี 2551 และเมธีวิจัยอาวุโส สกว. ดังนี้

ปัญหาควันไฟในภาคเหนือ การแก้ไขปัญหาระยะยาว
สาเหตุ การประกอบอาชีพและการดำเนินชีวิตของชาวบ้านในพื้นที่ทั้งภูมิภาคทั้งของไทยและประเทศข้างเคียง
ลักษณะปัญหาคล้ายคลึงกับการปลูกฝิ่นของชาวเขาในอดีต

แนวทางการแก้ไข
ควรน้อมนำแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ ๙ โดยทำการศึกษาการใช้ชีวิตการประกอบอาชีพของชาวบ้านอย่างใกล้ชิดแล้วหาวิธีเปลี่ยนแนวทางโดยการส่งเสริมสิ่งที่ดีกว่ามาให้เลือกทำโดยเปลี่ยนแปลงทั้งระบบ

 

ขอร่วมเป็นกำลังใจให้เจ้าหน้าที่ทุกภาคส่วน

 

ที่ร่วมดับไฟป่าในภาคเหนือในเวลานี้

 

ขอให้ปฏิบัติการบรรลุเป้าหมายด้วยดีโดยเร็ว

 

และขอให้ทุกทุกท่านปลอดภัย

โดย สิงห์นอกระบบ

 

กลับไปที่ www.oknation.net