วันที่ เสาร์ เมษายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนัง(สือ)คือชีวิต : 12 Strong 12 ตายไม่เป็น


หนัง(สือ)คือชีวิต

12 Strong 12 ตายไม่เป็น

====================

.

วันที่ 11 กันยายน 2001 ตึกที่สูงที่สุดในโลกอย่างเวิร์ดเทรดเซนเตอร์ที่เปรียบเหมือนตัวแทนของประเทศสหรัฐอเมริกาต้องถล่มลงอย่างราบคาบโดยน้ำมือของผู้ก่อการร้าย 19 คน ที่จี้เครื่องบินและบังคับให้พุ่งชนตึกจนมีผู้เสียชีวิตเกือบ 3,000 คน

“ฉก.ดาบสั้น” คือชื่อภารกิจที่สหรัฐอเมริกาใช้ตอบโต้บินลาเดนในเหตุการณ์ก่อวินาศกรรมครั้งนี้

.

บินลาเดน เป็นมันสมองของการก่อการร้ายก็จริง แต่ผู้ที่รับคำสั่งไปปฏิบัติคือ นักรบตาลีบันและอัลเคด้ากว่า 50,000 คน

ภารกิจลับนี้ จึงได้แก่ การส่งทหารมือดีหนึ่งทีม เข้าไปในอัฟกานิสถานเพื่อแทรกซึมและทำลายฐานที่มั่นของตาลิบันและอัลเคด้า

ซึ่งการแทรกซึมเข้าไปยังดินแดนของศัตรูที่ไม่คุ้นเคยทั้งภูมิประเทศและสภาพอากาศ จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากกองกำลังทหารท้องถิ่นในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งกับผู้ก่อการร้ายตาลีบัน

.

ผู้ที่จะนำทีมไปต้องไปโน้มน้าวใจให้นายพลอับดุล โดสตุมยอมเป็นพันธมิตร

และเพื่อจะทำให้กองกำลังทหารท้องถิ่นไว้วางใจ ทีมที่เข้าไปต้องต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่ ทำลายฐานที่มั่นของตาลีบันไปทีละจุด โดยปราศจากการสนับสนุนจากกองกำลังภาคพื้นดิน มีเพียงกองกำลังทางอากาศที่จะเข้าไปทิ้งระเบิดยังฐานของตาลีบัน ตามพิกัดที่แน่ชัดที่ได้รับแจ้งจากทหารหน่วยนี้เท่านั้น

ภารกิจนี้ต้องทำให้สำเร็จภายในเวลา 6 สัปดาห์ ซึ่งชัดเจนว่าโอกาสรอดกลับมาแทบเป็นศูนย์

.

ภารกิจนี้ถูกประเมินว่า “เป็นไปไม่ได้” โดยนายทหารมือดีจาก 5 หน่วย

มีเพียงผู้พันมิตซ์ เนลสัน กับทีมของเขาเท่านั้นที่คิดว่าแผนการนี้ “เป็นไปได้”

.

และนั่นคือที่มาของ "วีรกรรมรบบนหลังม้า" ที่ถูกถ่ายทอดผ่านหนังสือชื่อ “Horse Soldiers: The Extraordinary Story of a Band of US Soldiers Who Rode to Victory in Afghanistan”

“12 Strong 12 ตายไม่เป็น” จึงกลายเป็นหนังสงครามที่สร้างจากเรื่องจริงของสุดยอดภารกิจตอบโต้การก่อการร้ายที่ได้รับชัยชนะอย่างสวยงามและยิ่งกว่าปาฏิหาริย์

.

เนื่องจากเป็นภารกิจลับระดับชาติ หลังภารกิจเสร็จสิ้นลง ทหารทั้ง 12 นายก็เดินทางกลับบ้านแบบเงียบๆโดยไม่มีการต้อนรับหรือสดุดีในชัยชนะแต่อย่างใด

แต่ในที่สุดวีรกรรมรบบนหลังม้าของทหาร Green Beret หน่วย ODA 595 ทั้ง 12 นายก็ได้รับการเปิดเผย และได้รับการสดุดีด้วยการสร้างอนุสรณ์สถานไว้ที่บริเวณกราวนด์ ซีโร่ (Ground Zero) พื้นที่แห่งการไว้อาลัยของเหตุวินาศกรรม 9/11 ใจกลางมหานครนิวยอร์ก

.

#ดูหนังดูละครแล้วย้อนดูตัว

ในทุกสมรภูมิรบ ทหารต้องเข่นฆ่าคนที่ตนเองไม่รู้จักกันมาก่อน

ทหารทุกนายทำเช่นนั้น ไม่ใช่เพราะ “ความเกลียดชัง” ต่อผู้คนที่อยู่เบื้องหน้า

แต่เพราะ “ความรัก” ต่อผู้คนที่อยู่เบื้องหลัง

.

สิ่งสำคัญที่สุดที่เอาติดตัวไปได้ตอนรบคือเหตุผลที่เราไป

และการไม่อยากให้เหตุการณ์ก่อการร้ายแบบ 9/11 เกิดขึ้นซ้ำรอยไม่มีที่สิ้นสุดนี่เอง

คือเหตุผลให้ผู้พันมิตซ์ และทีมของเขารับภารกิจที่สุดท้าทายนี้

และพวกเขาต้องเข่นฆ่าคนแปลกหน้ามากมายในดินแดนของคนแปลกหน้า

.

หนังเรื่องนี้ นำเสนอเรื่องราวของคนที่มีความเชื่อที่แตกต่างกันและมีจุดมุ่งหมายในการรบที่ต่างกัน

แต่ต้องมาร่วมมือกันเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่มีร่วมกัน

.

นายพลอับดุล โดสตุม บอกกับผู้พันมิตซ์ว่า

“อาวุธที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์คือ หัวใจ”

เขาไม่มีกองกำลังทหาร เขามีแต่ “นักรบ” และนักรบของเขาทุกคนสู้ด้วยหัวใจ

.

แต่ผู้พันมิตซ์ ได้แสดงให้นายพลโดสตุม เห็นว่า การปฏิบัติตามคำสั่งทำให้ “ทหาร” ทำงานเป็นทีม และ “ทหารที่ทำงานเป็นทีม” คืออาวุธที่สำคัญที่ทำให้ชนะสงครามได้ไม่แพ้กัน

.

ตัวผู้พันมิตซ์เอง มีความขัดแย้งที่น่าสนใจที่สุด

เขาสัญญาว่าจะต้องพาทหารในทีมของเขาทั้ง 11 คนรวมตัวเขาด้วยกลับบ้านให้ได้

ตรงนี้คือสิ่งที่นายพลโดสตุมมองว่าเป็น “จุดอ่อน”

เนื่องจากการสู้รบแบบกลัวตายเช่นนี้จะทำให้ไม่สู้สุดหัวใจ

.

แต่ผู้พันมิตซ์ก็ได้แสดงให้เห็นว่า แม้เขาจะสัญญาว่าจะต้องพาทุกคนกลับบ้านให้ได้

แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้เขาไม่โฟกัสในการทำภารกิจให้สำเร็จ

เขาย้ำกับทีมเสมอว่า “ทางเดียวที่ทุกคนจะได้กลับบ้านคือต้องชนะเท่านั้น”

.

จากการต่อสู้ร่วมรบกันในหลายวาระตลอด 21 วัน ทำให้นายพลโดสตุมและผู้พันมิตซ์ที่มีความเชื่อที่ต่างกันและมีจุดมุ่งหมายในการรบที่ต่างกันเริ่มเข้าใจกันและกันมากขึ้น

.

การร่วมกันต่อสู้ด้วย “หัวใจ” ของทั้ง “ทหาร” และ “นักรบ” ได้เปลี่ยนคนแปลกหน้า 2 คนให้กลายเป็นมิตร

ได้เปลี่ยน “กองกำลังนักรบท้องถิ่น” กับ “ทหารอาชีพ” ให้กลายเป็นเพื่อน

นี่คือสิ่งที่สวยงามที่สุดที่ทำให้หนังสงครามเรื่องนี้เป็นยิ่งกว่าหนังแอ๊คชั่น

.

สิ่งสำคัญที่สุดที่คนมีความฝันเอาติดตัวไปได้ตอนเข้าสู่สมรภูมิชีวิตคือเหตุผลที่คุณทำ

แต่ที่หลายคนยังล้มเหลวในชีวิต ไม่เริ่มต้นสักที หรือเริ่มต้นแล้วแต่ทำไม่สุดทางล้มเลิกกลางคันตลอด

เป็นเพราะเหตุผลในการลงมือทำไม่ชัดเจนพอ

.

ผู้พันมิตซ์ บอกกับทีมว่า “ทางเดียวที่เราจะได้กลับบ้านคือต้องชนะเท่านั้น”

เขาต้องทำภารกิจให้สำเร็จในเวลา 3 สัปดาห์ ตามที่สัญญาไว้กับผู้บังคับบัญชา

ขณะเดียวกันก็ต้องรักษาชีวิตของทุกคนในทีมเพื่อพาพวกเขากลับบ้านให้ได้ตามสัญญาด้วย

.

ทั้งสองสิ่งนี้ไม่ใช่ “ภาระ” ที่ถ่วงใจให้นายทหารเสนาธิการอย่างเขากังวล

แต่มันคือ “เหตุผลที่ชัดเจน” ที่ทำให้เขานำพาทีมต่อสู้จนได้รับชัยชนะและสามารถพาทุกคนกลับบ้านได้ตามสัญญา

.

ในสมรภูมิชีวิต ไม่มีใครไม่ต้องการ “กลับบ้านแบบผู้ชนะ”

แต่ที่คนจำนวนมากมายยังต้อง “กลับบ้านอย่างผู้แพ้” วันแล้ววันเล่า

เพราะเหตุผลในการลงมือทำตามความฝันไม่ชัดเจนมากพอนั่นเอง

.

เมื่อคุณมี “ความฝัน” คุณต้องซื่อสัตย์กับสิ่งที่ฝัน

และรับผิดชอบความฝันของตนเองด้วยการยืนหยัดทำ “ความฝัน” ให้กลายเป็น “ความจริง”

ต่อให้ในสมรภูมิชีวิตของคุณจะเต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนามที่ท้าทายมากแค่ไหนก็ตาม

ที่สุดแล้ว คนที่รักษาสัญญาที่ให้ไว้กับตัวเองได้เท่านั้นจะกลายเป็น “ตำนาน” และได้ "กลับบ้่านแบบผู้ชนะ"

.

.

10/10

วิจารณ์หนัง(สือ)โดย >>> แมวเหมียวสิบชีวิต

===========================================

.

ติดตาม “บทความพัฒนาตนเอง” ของโค้ชธนา เพิ่มเติมได้ที่

#FB_Fanpage

>> X-DREAM : เปลี่ยนความต่างให้เป็นพลัง by โค้ชธนา

#Oknationblog

>> โค้ชธนา Excellent Habit Coach

โดย แมวเหมียวสิบชีวิต

 

กลับไปที่ www.oknation.net