วันที่ อาทิตย์ เมษายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

๘ ราชวงศ์ของราชอาณาจักรไทย ราชวงศ์จักรีบ้านเมืองสุขสงบ


โดย: โรม บุนนาค

 

 

ประเทศไทย ก่อตั้งประเทศมาด้วยระบอบกษัตริย์ และยังรักษาสถาบันนี้อย่างมั่นคงมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัยจนถึงปัจจุบันเป็นเวลาถึง ๗๗๐ ปีแล้ว โดยมีกษัตริย์ผลัดเปลี่ยนครองราชย์สืบต่อ ๘ ราชวงศ์

กษัตริย์พระองค์แรกของราชอาณาจักรไทยคือ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ.๑๗๙๒
เป็นปฐมกษัตริย์ของราชวงศ์พระร่วง มีกษัตริย์ในราชวงศ์นี้ ๙ พระองค์ แต่พระองค์ที่ ๗ เป็นต้นมา
อยู่ใต้การปกครองของกรุงศรีอยุธยาในสมัยพระเจ้าอู่ทอง จนถึงรัชกาลที่ ๙ จึงผนวกเข้ากับกรงศรีอยุธยาในสมัยสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ ทรงได้รับยกย่องเป็นมหาราช ๑ พระองค์

คือ พ่อขุนรามคำแหงมหาราช ซึ่งเป็นรัชกาลที่ ๓

แม้ไม่ปรากฏหลักฐานว่ากษัตริย์ของกรุงสุโขทัยใช้พระนามราชวงศ์ว่าอย่างไร แต่นักประวัติศาสตร์พบว่าผู้คนในกรุงสุโขทัยหรือแว่นแคว้นใกล้เคียง จะเรียกกษัตริย์ของกรุงสุโขทัยว่า“พระร่วง” ทุกพระองค์เหมือนกันพอสิ้นรัชกาลที่ ๕ ก็มีการชิงราชสมบัติกันแล้ว ปรากฏหลักฐานในศิลาจารึกจารึกวัดป่ามะม่วง (ภาษาเขมร) กล่าวว่า

“...เมื่อเสด็จมีพระบัณฑูรให้ไพร่พลทั้งหลายเข้าระดมฟันประตูประหารศัตรูทั้งหลาย บัดนั้นจึงเสด็จพระราชดำเนินเข้าเสวยราชย์ไอสูรยาธิปัตย์ในเมืองสุโขทัยนี้แทนพระบิดา พระอัยกา...”

เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในปี พ.ศ.๑๘๙๐ เมื่อ พระยางั่วนำถม กษัตริย์พระองค์ที่ ๕ ของกรุสุโขทัยสวรรคต ได้เกิดการจลาจลชิงราชสมบัติกันขึ้น พระยาลิไท ผู้เป็นโอรสของพระเจ้าเลอไท กษัตริย์พระองค์ที่ ๒ และเป็นหลานปู่ของพ่อขุนรามคำแหงมหาราช ขณะนั้นดำรงตำแหน่งอุปราช ครองเมืองศรีสัชนาลัย
 
จึงยกกำลังเข้ามาปราบปราม และขึ้นครองราชย์ ทรงพระนามว่า พระมหาธรรมราชาที่ ๑เ ป็นการชิงราชบัลลังก์กันเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ชาติไทย

การสืบทอดราชบัลลังก์ แม้จะมีกฎมณเฑียรบาลเป็นกฎกติกากำหนดไว้ แต่ตำแหน่งผู้นำแห่งรัฐควรจต้องเป็นผู้ที่เข้มแข็งที่สุด เมื่อได้ผู้นำที่อ่อนแอจึงมักถูกผู้เข้มแข็งกว่าชิงอำนาจ ซึ่งเกิดขึ้นมาตลอด

ในสมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อพระเจ้าอู่ทองสวรรคต พระราเมศวร พระราชโอรส เสด็จจากเมืองลพบุรี มาครองราชย์สืบราชวงศ์อู่ทองแทน พระราเมศวรครองราชย์อยู่เกือบปี ขุนหลวงพะงั่วผู้เป็นพระเชษฐาของพระมารดา ก็เสด็จมาจากเมืองสุพรรณบุรีพร้อมกองทัพ
 
สมเด็จพระราเมศวรออกไปต้อนรับอัญเชิญเข้าพระนคร แล้วถวายราชสมบัติให้ จากนั้นก็เสด็จกลับไปครองเมืองลพบุรีตามเดิม

ขุนหลวงพะงั่วขึ้นครองราชย์ เป็น สมเด็จพระบรมราชาธิราช ปฐมราชวงศ์สุพรรณภูมิ สมเด็จพระบรมราชาธิราชครองราชย์อยู่ ๑๓ ปีสวรรคต เจ้าทองจันทร์ หรือ ทองลัน ราชโอรสวัย ๑๕ พรรษาขึ้นครองราชย์แทน นับเป็นยุวกษัตริย์พระองค์แรกของกรุงศรีอยุธยา แต่ครองราชย์อยู่ได้เพียง ๗ วันเท่านั้น พงศาวดารบันทึกไว้ว่า       

 “สมเด็จพระราเมศวรเสด็จลงมาแต่เมืองลพบุรี เข้าในพระราชวังได้ กุมเอาเจ้าทองจันทร์ได้ ให้พิฆาตเสียวัดโคกพระยา แล้วพระองค์ได้เสวยราชสมบัติ” ราชวงศ์ที่ครองกรุงศรีอยุธยาจึงกลับไปเป็นราชวงศ์อู่ทองตามเดิม

สมเด็จพระราเมศวรครองราชย์อีก ๗ ปีสวรรคต สมเด็จพระรามราชา ราชโอรสขึ้นครองราชย์สืบราชวงศ์อู่ทองได้ ๑๕ ปี เกิดขัดแย้งกับเจ้าพระยาเสนาบดี ฝ่ายเจ้าพระยาเสนาบดีจึงหนีไปคบคิดกับพระยานครอินทร์ ซึ่งเป็นนัดดาของขุนหลวงพะงั่วและยกกำลังจากสุพรรณบุรีเข้ามาชิงราชสมบัติได้
 
พระยานครอินทร์ขึ้นครองราชย์เป็นสมเด็จพระนครอินทราธิราชที่ ๑ ราชวงศ์สุพรรณภูมิจึงกลับมาครองกรุงศรีอยุธยาอีกครั้ง และสืบต่อมาอีก ๑๐ รัชกาล จนถึงรัชสมัยของสมเด็จพระมหินทราธิราช ที่เสียกรุงแก่พระเจ้าบุเรงนองจึงมีกษัตริย์ในราชวงศ์สุพรรณภูมิ ๑๓ พระองค์

ต่อจากนั้น สมเด็จพระมหาธรรมราชาธิราช อดีตขุนพิเรนทรเทพ ซึ่งมีเชื้อสายราชวงศ์พระร่วงได้ขึ้นครองราชย์ และถือว่าเป็นปฐมกษัตริย์ของ ราชวงศ์สุโขทัย มีกษัตริย์ในราชวงศ์นี้ ๗ พระองค์ คือ สมเด็จพระนเรศวรมหาราช สมเด็จพระเอกาทศรถ สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม สมเด็จพระเชษฐาธิราช และสมเด็จพระอาทิตย์วงศ์

เหตุการณ์ในช่วงราชวงศ์นี้ บ้านเมืองสงบสุขร่มเย็นในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช จนถึงสมัยสมเด็จพระเอกาทศรถ ซึ่งครองราชย์ต่อจากพระเชษฐาได้ ๕ ปีเท่านั้น

เมื่อสมเด็จพระเอกาทศรถสวรรคต เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ พระราชโอรส ขึ้นครองราชย์ต่อได้เพียง ๑ ปี ๒ เดือน จมื่นศรีสรรักษ์ โอรสลับของสมเด็จพระเกาทศรถกับสาวบางปะอิน ก็สมคบกับพระพิมลธรรม โอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถที่ประสูติจากพระสนม ซึ่งครองเพศบรรพชิต สึกออกมาชิงราชย์บัลลังก์สำเร็จโทษสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ ขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม

จมื่นศรีสรรักษ์มีความดีความชอบได้เลื่อนขึ้นเป็น ออกญาศรีวรวงศ์

ตอนปลายรัชสมัยของพระเจ้าทรงธรรม ซึ่งครองราชย์อยู่ ๑๗ ปี ขณะประชวรหนักมีพระราชประสงค์จะมอบราชสมบัติให้พระราชโอรสองค์ใหญ่ คือ พระเชษฐาธิราชกุมาร พระชนมายุ ๑๔พรรษา โดยทรงมอบให้ออกญาศรีวรวงศ์จัดการให้เป็นไปตามพระราชประสงค์ ไม่ให้ราชสมบัติตกแก่พระอนุชาตามกฎมณเฑียรบาล
 
ซึ่งออกญาศรีวงวงศ์ก็ทำสำเร็จ สมเด็จพระเชษฐาธิราชทรงตอบแทนความดีความชอบของออกญาศรีวรวงศ์เลื่อนขึ้นเป็นเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ ออกญาศรีวรวงศ์ทุ่มสุดตัวผลักดันให้พระเชษฐาธิราชกุมารขึ้นเป็นยุวกษัตริย์ก็หวังอยู่ว่าจะขึ้นครองตำแหน่งนี้ได้ในวันหนึ่ง
 
โอกาสนั้นก็มาถึงเมื่อสมเด็จพระเชษฐาธิราชเกิดหูเบาเชื่อขุนนางสอพลอ ว่าที่เจ้าพระยากลาโหมจัดงานฌาปนกิจศพมารดาอย่างยิ่งใหญ่ ที่วัดไชยวัฒนาราม มีขุนนางไปชุมนุมกันพร้อมหน้านั้น ก็เพื่อจะยกกำลังเข้ามาชิงราชสมบัติ
 
ยุวกษัตริย์จึงรับสั่งเตรียมพร้อมจัดคนขึ้นประจำป้อม เมื่อมีคนส่งข่าวไปถึงเจ้าพระยากลาโหมในงานจึงเป็นโอกาสให้เจ้าพระยากลาโหมบอกกล่าวให้ข้าราชการทั้งหลายเห็นว่า อุตส่าห์รับราชการสนองพระเดชพระคุณถึงขั้นนี้ก็ยังไม่มีความไว้ใจกลายเป็นโทษ ไหนๆจะต้องร่วมชะตากรรมเป็นกบฏด้วยกันแล้ว จึงยกกำลังเข้ามาจับสมเด็จพระเชษฐาสำเร็จโทษได้สำเร็จ

แม้ราชบัลลังก์มาถึงมือเอื้อม แต่เจ้าพระยากลาโหมก็ยังไม่ผลีผลามแสดงให้คนทั้งหลายเห็นว่าไม่ได้มักใหญ่ใฝ่สูง จึงอัญเชิญ พระอาทิตยวงศ์ ราชโอรสพระองค์ที่ ๓ ของพระเจ้าทรงธรรม ขึ้นครองราชย์ขณะพระชนมายุเพียง ๙ พรรษา
 
แต่ด้วยทรงพระเยาว์เกินกว่าจะว่าราชการได้ จึงทรงสนุกตามประสาเด็กไปวันๆ มหาดเล็กต้องคอยนำเครื่องเสวยตามเสด็จอยู่ตลอด ผ่านไปเพียง ๖ เดือนเหล่ามุขมนตรีทั้งหลายก็เห็นพร้อมกันว่า ควรถอดพระอาทิตย์วงศ์ออกถวายราชสมบัติให้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จะเหมาะกว่า ด้วยเหตุนี้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์จึงขึ้นครองราชย์ในพระนาม พระเจ้าปราสาททอง

แม้จะถูกปลดจากกษัตริย์แล้ว พระเจ้าปราสาททองก็ยังทรงปราณีให้พระอาทิตย์วงศ์ประทับอยู่ในพระราชวังต่อไป

แต่ในวันหนึ่งขณะที่พระเจ้าปราสาททองเสด็จไปนมัสการพระศรีสรรเพชญดาญาณ ทอดพระเนตรเห็นพระอาทิตย์วงศ์ขึ้นไปนั่งบนกำแพงแก้ว จึงชี้พระหัตถ์ตรัสว่า “อาทิตยวงศ์องอาจมิได้ลงจากกำแพงแก้วให้ต่ำ” จึงให้ลดพระยศไปอยู่เรือนเสาไม้ไผ่ ๒ ห้องข้างวัดมีคนคอยหุงข้าวตักน้ำรับใช้เพียง ๒ คน

พระอาทิตย์ยามนั้นพระชนม์ก็เพิ่ง ๑๓ พรรษา แต่ก็คงรับรู้ได้ถึงความเจ็บช้ำในพระทัยทรงทนความขมขื่นต่อมาอีก ๔ ปี จึงคบคิดกับขุนนางที่ถูกออกจากราชการ รวมสมัครพรรคพวกได้ราว ๒๐๐ คน บุกเข้าพระราชวัง
 
พระเจ้าปราสาททองต้องเสด็จหนีลงเรือ แต่พอทรงตั้งหลักได้จึงให้ขุนนางเข้าต่อสู้ และจับพระอาทิตย์ไปสำเร็จโทษ เป็นการสิ้นสุดราชวงศ์สุโขทัย

ราชวงศ์ใหม่คือ ราชวงศ์ปราสาททอง ซึ่งที่แท้ก็คือโอรสลับของสมเด็จพระเอกาทศรถนั่นเอง มีพระมหากษัตริย์ในราชวงศ์นี้ต่อมาอีก ๓ พระองค์ คือ สมเด็จเจ้าฟ้าไชย ซึ่งพระราชบิดามอบพระขรรค์ชัยศรีให้ก่อนสวรรคตเพียง ๓ วัน แต่ครองราชย์ได้เพียง ๙ เดือนก็ถูกพระศรีสุธรรมราชา พระอนุชาของพระเจ้าปราสาททอง ร่วมกับพระนารายณ์ พระอนุชาต่างพระมารดาสมคบกันชิงราชบัลลังก์
 
แต่สมเด็จพระศรีสุธรรมราชาครองราชย์ได้ ๒ เดือน ๒๐ วัน ก็ถูกพระนารายณ์ซึ่งเป็นวังหน้า ชิงราชสมบัติจับสมเด็จพระศรีสุธรรมราชาสำเร็จโทษ

สมเด็จพระนารายณ์มหาราช ทรงเป็นกษัตริย์พระองค์สุดท้ายของราชวงศ์ปราสาททองราชวงศ์ใหม่ และเป็นราชวงศ์สุดท้ายของกรุงศรีอยุธยา ก็คือ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง ซึ่งมาจากชื่อหมู่บ้านในเมืองสุพรรณบุรี ซึ่งเป็นถิ่นกำเนิดของสมเด็จพระเพทราชาและมีกษัตริย์ในราชวงศ์นี้ ๖ พระองค์ คือ

1. สมเด็จพระเพทราชา
2. พระเจ้าสุริเยนทราธิบดี หรือ พระเจ้าเสือ
3. พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระ
4. พระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ
5. สมเด็จพระเจ้าอุทุมพร หรือ ขุนหลวงหาวัด
6. สมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ หรือ พระเจ้าเอกทัศน์

ราชวงศ์นี้แม้จะครองราชย์ยาวนานถึง ๘๐ ปี แต่บ้านเมืองก็ไม่ได้สงบร่มเย็น มีความขัดแย้งกันภายในราชวงศ์มาตลอด พระเจ้าเสือ ซึ่งก็คือพระราชโอรสลับของสมเด็จพระนารายณ์ ทรงยกให้เป็นลูกเลี้ยงของพระเพทราชา ก็ได้ชื่อว่าเป็นกษัตริย์ที่โหดร้ายที่สุดในประวัติศาสตร์และเข่นฆ่าคนที่จะมีสิทธิ์ในราชบัลลังก์ต่อจากพระเพทราชา

พระเจ้าอยู่หัวท้ายสระกับเจ้าฟ้าพร พระอนุชาที่ทรงตั้งเป็นวังหน้า ต่างเป็นโอรสของพระเจ้าเสือ
 
ต่อมาก็มีเรื่องขัดแย้งกัน เมื่อพระเจ้าท้ายสระได้แต่งตั้งพระราชโอรสเป็นรัชทายาท แต่เจ้าฟ้าพร ซึ่งเป็นมหาอุปราชไม่ยอม พระเจ้าอากับพระเจ้าหลานต้องรบกันเป็นปี

ในที่สุดกรุงศรีอยุธยาก็ย่อยยับไปพร้อมกับราชวงศ์บ้านพลูหลวง เมื่อพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ หรืออดีตเจ้าฟ้าพร ทรงมอบราชสมบัติให้พระเจ้าอุทุมพร ราชโอรสองค์รอง และให้เจ้าฟ้าเอกทัศน์ พระราชโอรสองค์โตผนวช ตัดปัญหาการเป็นรัชทายาท เพราะทรงเห็นว่าไร้ทั้งสติปัญญาและความเพียร

แต่เมื่อพระราชบิดาประชวร เจ้าฟ้าเอกทัศน์ได้สึกออกมาเตรียมขึ้นครองราชย์และขึ้นครองพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ ที่ประทับของกษัตริย์ ฝ่ายพระเจ้าอุทุมพรก็เห็นแก่วงศาคณาญาติมากกว่าประเทศชาติ ทรงสละราชบัลลังก์ที่ครองราชย์มาได้เพียง ๑๐ วันไปผนวช ได้สมญาว่า “ขุนหลวงหาวัด” ให้พระเชษฐาขึ้นครองราชย์แทนสมอยากจนเป็นความย่อยยับของกรุงศรีอยุธยา
 
ราชวงศ์กรุงธนบุรี เป็นราชวงศ์ที่มีอายุสั้นเพียง ๑๔ ปี ๙๙ วัน จึงสิ้นสุดราชวงศ์และเมืองหลวงแห่งนี้ในช่วงระยะเวลาอันสั้นนี้ ยังเป็นช่วงลำบากยากเข็นของประเทศไทย ที่ต้องฟื้นฟูบ้านเมืองขึ้นใหม่หลังเสียกรุงและแตกเป็นก๊กเป็นเหล่า แต่เมื่อมีผู้นำที่เข้มแข็งก็สามารถขยายพระราชอาณาจักรได้กว้างใหญ่ไพศาล

ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ราชวงศ์จักรีครองราชย์ติดต่อกันมา ๑๐ รัชกาล เป็นเวลา ๒๓๗ ปี

นับเป็นช่วงเวลาที่มั่นคงและสงบสุขที่สุดของประเทศไทย ไม่เคยมีอริราชศัตรูรายใดเข้ามาเหยียบถึงชานพระนครได้ประเทศชาติมั่นคงและก้าวเข้าสู่ความรุ่งเรืองเป็นระยะกษัตริย์ทุกพระองค์ทรงทำหน้าที่ประมุขของชาติอย่างน่าสรรเสริญ
 
ทรงนำประเทศก้าวทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลก แม้ในยุคที่ลัทธิล่าอาณานิคมโหมเข้ามาในเอเชียก็ยังทรงนำประเทศฝ่ารอดไปได้ด้วยพระวิริยะอุตสาหะและกุศโลบายที่ล้ำเลิศ
 
ส่วนการเปลี่ยนรัชกาลแม้จะเป็นการสืบทอดโดยทางสายเลือด ไม่ใช่การเลือกตั้ง ก็ไม่มีการช่วงชิงอำนาจแม้แต่ครั้งเดียวทั้งส่วนใหญ่ยังทรงมอบอำนาจให้พระบรมวงศานุวงศ์และขุนนางข้าราชการปรึกษาหารือกันเพื่อหาผู้เหมาะสมที่สุดสำหรับการเป็นผู้นำประเทศ

ประเทศไทยจึงร่มเย็นเป็นสุข และเป็นปึกแผ่นมั่นคงมาได้ถึงวันนี้ นับเป็นบุญของประชาชนคนไทยที่มีราชวงศ์จักรี
 
 
ขอบคุณ MGR Online
คุณโรม บุนนาค
 
อาทิตยวารสิริสวัสดิ์ค่ะ
 

โดย vinitvadee

 

กลับไปที่ www.oknation.net