วันที่ เสาร์ เมษายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พิธีพลีกรรมตัก “น้ำศักดิ์สิทธิ์” โบราณราชประเพณี ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก


โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 

พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้เป็นน้ำอภิเษกและน้ำสรงมุรธาภิเษกของจังหวัดเพชรบุรี บริเวณท่าน้ำวัดท่าไชยศิริ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด ซึ่งแม่น้ำเพชรบุรีเป็น 1 ในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ 5 สาย เรียกว่า “เบญจสุทธคงคา” ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำราชบุรีและแม่น้ำเพชรบุรี
 
พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อใช้เป็นน้ำอภิเษกและน้ำสรงมุรธาภิเษกของจังหวัดเพชรบุรี บริเวณท่าน้ำวัดท่าไชยศิริ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด ซึ่งแม่น้ำเพชรบุรีเป็น 1 ในแม่น้ำศักดิ์สิทธิ์ 5 สาย เรียกว่า “เบญจสุทธคงคา” ได้แก่ แม่น้ำบางปะกง แม่น้ำป่าสัก แม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำราชบุรีและแม่น้ำเพชรบุรี
 

ผู้จัดการสุดสัปดาห์ - นับเป็นที่ปลื้มปีติยินดียิ่งสำหรับปวงพสกนิกรชาวไทยที่มีโอกาสได้สัมผัสกับ “พิธีพลีกรรม” ตักน้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อทำ “น้ำอภิเษก” และ “น้ำสรงพระมุรธาภิเษก” ในพระราชพิธีศักดิ์สิทธิ์ของแผ่นดิน นั่นคือพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร ขึ้นเสวยราชสมบัติอย่างสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี ซึ่งกำหนดจัดขึ้นในวันที่ 4 - 6 พฤษภาคม 2562

พระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นวัฒนธรรมที่คู่กับราชอาณาจักรไทยมาตั้งแต่มีพระมหากษัตริย์พระองค์แรกในสมัยกรุงสุโขทัย จวบจนในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ถือเป็นโบราณราชประเพณีที่ต้องทำเพื่อความเป็นพระมหากษัตริย์อย่างสมบูรณ์ อันประกาศถึงความเห็นชอบและยอมรับของปวงอาณาประชาราษฎร์
 
ดังความใน “จดหมายเหตุพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว” ความว่า

“...ตามราชประเพณีในสยามประเทศนี้ ถือเปนตำราแต่โบราณว่า พระมหากระษัตริย์ซึ่งเสด็จผ่านพิภพต้องทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกก่อน จึงจะเปนพระราชาธิบดีโดยสมบูรณ์ ถ้ายังมิได้ทำพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอยู่ตราบใด ถึงจะได้ทรงรับรัชทายาทเมื่อเสด็จเข้าไปประทับอยู่ในพระราชวังหลวง ก็เสด็จอยู่เพียง ณ ที่พักแห่งหนึ่ง

พระนามที่ขานก็คงใช้พระนามเดิม เปนแต่เพิ่มคำว่า “ซึ่งทรงสำเร็จราชการแผ่นดิน” เข้าข้างท้ายพระนาม แลคำรับสั่งก็ยังไม่ใช้พระราชโองการ จนกว่าจะได้สรงมุรธาภิเษก ทรงรับพระสุพรรณบัฏจารึกพระบรมราชนามาภิธัยกับทั้งเครื่องราชกกุธภัณฑ์จากพระมหาราชครูพราหมณ์ผู้ทำพิธีราชาภิเษกแล้ว จึงเสด็จขึ้นเฉลิมพระราชมณเฑียร ครอบครองสิริราชสมบัติสมบูรณ์ด้วยพระเกียรติยศ แห่งพระราชามหากระษัตริย์แต่นั้นไป...”
 


จังหวัดนครศรีธรรมราชจัดพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ จำนวน 6 แหล่ง พร้อมจัดริ้วขบวนแห่จากศาลากลางจังหวัดไปยังวัดพระศรีมหาธาตุ วรมหาวิหาร เพื่อ ประกอบพิธีทำน้ำอภิเษกและพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก
 
จังหวัดนครศรีธรรมราชจัดพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ จำนวน 6 แหล่ง พร้อมจัดริ้วขบวนแห่จากศาลากลางจังหวัดไปยังวัดพระศรีมหาธาตุวรมหาวิหาร เพื่อประกอบพิธีทำน้ำอภิเษกและพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก
 
 

พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดร้อยเอ็ดที่ “สระชัยมงคล” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหอไตรมิ่งเมือง กลางสระชัยมงคล วัดบึงพระลานชัย พระอารามหลวง
 
พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดร้อยเอ็ดที่ “สระชัยมงคล” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณหอไตรมิ่งเมือง กลางสระชัยมงคล วัดบึงพระลานชัย พระอารามหลวง
 

พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
 
พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ของจังหวัดแม่ฮ่องสอน
 

สำหรับพิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ งานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก เป็นพิธีกรรมทางศาสนาพราหมณ์ - ฮินดู ตามคติความเชื่อของพราหมณ์ ถือว่าการยกให้ผู้ใดเป็นใหญ่ทรงสิทธิ์อำนาจนั้นจะต้องทำด้วยพิธีรดน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยใช้น้ำจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์เพื่อนำมาทำ “น้ำอภิเษก” และ “น้ำสรงมูรธาภิเษก”

ทั้งนี้ คำว่า “บรมราชาภิเษก มาจากคำว่า บรม + ราชา + อภิเษก ซึ่ง “อภิเษก” แปลว่า “รดน้ำ” ส่วนน้ำที่ใช้ในพิธีเรียกว่า “น้ำมุรธาภิเษก” มาจากคำว่า มุรธา + อภิเษก “มุรธา” แปลว่า “พระเศียร” ซึ่ง “น้ำมุรธาภิเษก” หมายถึง “น้ำรดพระเศียร”

ตามตำราโบราณของพราหมณ์ ระบุว่า “น้ำมุรธาภิเษก” จะต้องเป็นน้ำที่มาจาก “ปัญจมหานที” คือแม่น้ำสำคัญ 5 สายในชมพูทวีป ที่ไหลลงมาจากเขาไกรลาส สถานที่ซึ่งศาสนาพราหมณ์และฮินดูถือว่าเป็นที่สถิตของพระอิศวร

ดร.นนทพร อยู่มั่งมี อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ผู้เรียบเรียงหนังสือ เสวยราชสมบัติกษัตรา ให้ข้อมูลว่า
 
แหล่งน้ำที่ใช้ในพิธีสำคัญในประวัติศาสตร์ครั้งนี้ อาทิ สระแก้ว สระเกษ สระคา และสระยมุนา ในจังหวัดสุพรรณบุรี คือสระศักดิ์สิทธิ์ 4 สระที่อยู่ในอาณาบริเวณเดิมของแคว้นสุพรรณภูมิ โดยใช้มาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา แล้วสืบต่อมาจนถึงปัจจุบัน
 
เพราะถือว่าเป็นน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแคว้นที่มีพระราชอำนาจยิ่งใหญ่ในอดีต และหากพิจารณาจากชื่อของสระดังกล่าว จะพบว่าชื่อ สระคา และสระยมุนา พ้องกับ “ปัญจมหานที” หรือแม่น้ำ 5 สายศักดิ์สิทธิ์ในอินเดีย ได้แก่ แม่น้ำคงคา ยมุนา มหิ สรภู และอจิรวดี ซึ่งเชื่อว่าไหลจากภูเขาไกรลาสอันเป็นที่สถิตของพระอิศวร

ต่อมา ในสมัยรัตนโกสินทร์ใช้น้ำจากแม่น้ำ 5 สายในไทย ได้แก่ แม่น้ำเจ้าพระยา ป่าสัก บางปะกง เพชรบุรี และราชบุรี เรียกว่า “เบญจสุทธคงคา”
 
ครั้นในสมัยรัชกาลที่ 5 มีการใช้น้ำจากแม่น้ำในชมพูทวีปจริงๆ จากการเสด็จประพาสอินเดีย จากนั้นในรัชกาลที่ 6 และรัชกาลที่ 7 มีการเพิ่มแหล่งน้ำตามมณฑลต่างๆ อีก โดยในสมัยรัชกาลที่ 9 ยังคงใช้ตามรัชกาลที่ 7
 
ส่วนในรัชกาลปัจจุบันถือเป็นครั้งแรกที่ใช้น้ำจากทุกจังหวัด จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่มีความหมายเป็นมงคล โดยรวบรวมมาจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์หลายแห่งตามโบราณราชประเพณี ตามความเชื่อของพราหมณ์ น้ำทำให้เกิดสิริมงคลทั้งน้ำสรงพระมุรธาภิเษกและน้ำอภิเษก น้ำจึงมีความสำคัญต่อพิธีกรรมต่างๆ


พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ บ่อน้ำผุดคำชะโนด ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
 
พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ ณ บ่อน้ำผุดคำชะโนด ต.บ้านม่วง อ.บ้านดุง จังหวัดอุดรธานี
 

ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ เชิญน้ำอภิเษกทยอยเดินทางมาถึงกระทรวงมหาดไทย
 
ผู้ว่าราชการจังหวัดต่างๆ เชิญน้ำอภิเษกทยอยเดินทางมาถึงกระทรวงมหาดไทย
 
 

พระมหาราชครูพิธีศรีวิสุทธิคุณ ประธานพระครูพราหมณ์ อธิบายความพิธีพลีกรรมตักน้ำว่า คือการขออนุญาตตักน้ำขึ้นมาในส่วนน้อย โดยน้ำที่จะนำมาใช้เป็นน้ำอภิเษกและน้ำสรงพระมุรธาภิเษก ในพระราชพิธีบรมราชาภิเษก ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ ตามโบราณราชประเพณีที่มีมาแต่อดีต ตามความเชื่อของศาสนาพราหมณ์ที่ว่า น้ำทำให้เกิดความเป็นสิริมงคล

น้ำสรงพระมุรธาภิเษก มาจาก 9 แหล่งน้ำ คือ น้ำเบญจสุทธคงคา หรือแม่น้ำบริสุทธิ์ทั้ง 5 สาย ประกอบด้วย
 
แม่น้ำบางปะกง ตักที่ตำบลพระอาจารย์ จังหวัดนครนายก
แม่น้ำป่าสัก ตักที่ตำบลท่าราบ จังหวัดสระบุรี
แม่น้ำเจ้าพระยา ตักที่บางแก้ว จังหวัดอ่างทอง
แม่น้ำราชบุรี ตักที่ตำบลดาวดึงส์
จังหวัดสมุทรสงคราม แม่น้ำเพชรบุรี ตักที่ตำบลท่าไชย จังหวัดเพชรบุรี
และน้ำจากสระน้ำศักดิ์สิทธิ์ 4 สระ จังหวัดสุพรรณบุรี ได้แก่ สระเกษ สระแก้ว สระคา สระยมนา

น้ำอภิเษก มาจากแหล่งน้ำ 107 แหล่งทั่วประเทศ ซึ่งเป็นแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 76 จังหวัด และ 1 แหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์จากหอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร

สำหรับภาชนะและอุปกรณ์สำคัญในพลีกรรมตักน้ำ ประกอบด้วย

ขันน้ำสาคร เป็นภาชนะใช้บรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์จากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ โดยตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ปริมาณร้อยละ 80 ของขันน้ำสาครตามฤกษ์ จากนั้นปิดฝาขันน้ำสาคร ห่อด้วยผ้าขาว ผูกริบบิ้นสีขาว นำไปเก็บ ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์สำคัญ

ที่ตักน้ำ เป็นทองเหลืองขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 นิ้ว พร้อมด้ามจับยาว 6 นิ้ว

คนโทน้ำอภิเษก สำหรับใช้บรรจุน้ำศักดิ์สิทธิ์ที่ผ่านพิธีทำน้ำอภิเษก สามารถบรรจุน้ำได้ 4.5 ลิตร เป็นคนโทเซรามิก มีลวดลายกระจังเป็นลายน้ำทอง เคลือบสีขาวทั้งใบ โดยด้านหน้าจะมีตราสัญลักษณ์พระราชพิธีบรมราชาภิเษก 2562 ส่วนด้านหลังจะมีภาพเครื่องหมายราชการแต่ละจังหวัด นอกจากนี้ยังประกอบด้วย เทียนชัย เทียนมหามงคล และเทียนพุทธาภิเษก
 


คนโทน้ำอภิเษกถูกเก็บไว้ที่ห้องดอกแก้ว ภายในกระทรวงมหาดไทย ก่อนนำไปประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์รวม ณ วัดสุทัศนเทพวรารามฯ ในวันที่ 18 เมษายนนี้ 
 
คนโทน้ำอภิเษกถูกเก็บไว้ที่ห้องดอกแก้ว ภายในกระทรวงมหาดไทย ก่อนนำไปประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์รวม ณ วัดสุทัศนเทพวรารามฯ ในวันที่ 18 เมษายนนี้ 
 

กระทรวงมหาดไทย (มท.) จัดพิธีซ้อมเสมือนจริงขบวนเชิญน้ำอภิเษก จากกระทรวงมหาดไทย ไปยังวัดสุทัศนเทพวรารามฯ เมื่อวันที่ 11เมษายน 2562
 
กระทรวงมหาดไทย (มท.) จัดพิธีซ้อมเสมือนจริงขบวนเชิญน้ำอภิเษก จากกระทรวงมหาดไทย ไปยังวัดสุทัศนเทพวรารามฯ เมื่อวันที่ 11 เมษายน 2562
 
 

โดยทั่วประเทศประกอบพิธีพลีกรรมตักน้ำอย่างพร้อมเพรียงตามฤกษ์เวลา 11.52 - 12.38 น. เมื่อวันที่ 6 เมษายน 2562 จากนั้นเริ่มพิธีทำน้ำอภิเษกของแต่ละจังหวัดในวันที่ 8 เมษายน 2562 ต่อมา วันรุ่งขึ้น 9 เมษายน 2562 จะมีพิธีเวียนเทียนสมโภชน้ำอภิเษก และวันที่ 10 เมษายน 2562 จะมีการเชิญคนโทน้ำอภิเษกของทุกจังหวัดมาเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงมหาดไทย
 
ส่วนน้ำศักดิ์สิทธิ์ในกรุงเทพมหานคร ทำพิธีตักน้ำศักดิ์สิทธิ์ในวันที่ 12 เมษายน 2562 แล้วแห่เชิญมาเก็บรักษาไว้ที่กระทรวงมหาดไทยเช่นเดียวกัน

กระทั่ง 18 เมษายน 2562 ประกอบพิธีเสกน้ำอภิเษกรวม จัดริ้วขบวนจากกระทรวงมหาดไทยไปยังวัดสุทัศนเทพวรารามราชวรมหาวิหาร ระยะทางรวมประมาณ 740 เมตร อัญเชิญ คนโทน้ำอภิเษก ทั้งสิ้น 86 ใบ อันประกอบด้วย คนโทน้ำอภิเษก จำนวน 77 ใบ ซึ่งตักมาจากแหล่งน้ำศักดิ์สิทธิ์ 107 แหล่งน้ำทั้ง 76 จังหวัด
 
และน้ำศักดิ์สิทธิ์จากหอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวัง กรุงเทพมหานคร จำนวน 1 แหล่งน้ำ และ คนโทน้ำสรงมุรธาภิเษก จำนวน 9 ใบ ซึ่งตักจากน้ำศักดิ์สิทธิ์จาก 9 แหล่งน้ำ เคลื่อนขบวนฯ จากกระทรวงมหาดไทย ไปตาม ถ.อัษฎางค์ เลี้ยวขวาเข้าสู่ ถ.บำรุงเมือง ตรงไปยัง พระวิหารหลวง วัดสุทัศนเทพวรารามฯ

 

พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นประธานการซักซ้อมเสมือนจริง พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์และอัญเชิญคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร จากหอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวังไปยังกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2562
 
พล.ต.อ.อัศวิน ขวัญเมือง เป็นประธานการซักซ้อมเสมือนจริง พิธีพลีกรรมตักน้ำศักดิ์สิทธิ์และอัญเชิญคนโทน้ำศักดิ์สิทธิ์ของกรุงเทพมหานคร จากหอศาสตราคม ในพระบรมมหาราชวังไปยังกระทรวงมหาดไทย เมื่อวันที่ 4 เมษายน 2562
 
 

สำหรับรายละเอียดพิธีเสกน้ำอภิเษกรวม ประกอบด้วยน้ำพระพุทธมนต์และน้ำเทพมนต์ ลำดับแรกจัดทำพิธีเสกน้ำเทพมนต์โดยพิธีเสกสวดคาถาเทพมนต์ ประกาศชุมนุมเทวดา เพื่อประสิทธิ์ประสาทชัยมงคล บังเกิดความศักดิ์สิทธิ์ตามธรรมเนียมของศาสนาพราหมณ์-ฮินดู ลำดับต่อมาประกอบพิธีเสกน้ำพระพุทธมนต์โดยพระสงฆ์ร่วมเจริญพระพุทธมนต์

รุ่งขึ้นในวันที่ 19 เมษายน 2562 ตั้งริ้วขบวนแห่เชิญ คนโทน้ำอภิเษก จำนวน 86 ใบ จะเคลื่อนขบวนฯ จากวัดสุทัศน์ฯ ไปตาม ถ.ดินสอ เลี้ยวซ้ายเข้าสู่ ถ.ราชดำเนินกลาง และเข้าสู่ ถ.ราชดำเนินใน แล้วตรงไปยังประตูสวัสดิโสภา วัดพระศรีรัตนศาสดาราม เพื่อเก็บรักษาไว้รอถวายการพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในวันที่ 4 พฤษภาคม 2562

ส่วนพิธีการในวันที่ 18 - 19 เมษายน 2562 โทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย ถ่ายทอดสดเพื่อให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศและทั่วโลกได้เห็นพระราชพิธีสำคัญเป็นไปอย่างสมพระเกียรติ หลังจากพระราชพิธีบรมราชาภิเษกว่างเว้นมา 69 ปี

นอกจากนี้ มีการเปิดรับสมัครจิตอาสาใหม่และจิตอาสาเฉพาะกิจ “เราทำความดี ด้วยหัวใจ” สำหรับเข้าร่วมกิจกรรมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกในแต่ละจังหวัดอีกด้วย โดยศูนย์อำนวยการใหญ่จิตอาสาพระราชทาน 904 วปร. เปิดให้มีการลงทะเบียนรับสมัครจิตอาสา สำหรับงานพระราชพิธีบรมราชาภิเษก
 
เพื่อให้ประชาชนจิตอาสาได้มีส่วนร่วมในการจัดพระราชพิธีฯ ร่วมกับส่วนราชการ เข้าร่วมปฏิบัติในพิธีการต่างๆ ตลอดการกิจกรรมพระราชพิธีบรมราชาภิเษกของแต่ละจังหวัด

โดยแบ่งจิตอาสาใหม่และจิตอาสาเฉพาะกิจเป็น 7 กลุ่มงาน ได้แก่ กลุ่มงานรักษาความปลอดภัยและการจราจร, กลุ่มงานแพทย์และสาธารณสุข, กลุ่มงานขนส่ง, กลุ่มงานบริการและส่งกำลังบำรุง, กลุ่มงานนิทรรศการและพิธีการ, กลุ่มงานโยธา และกลุ่มงานโครงการและกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ

ทั้งนี้ หลังเปิดรับสมัคร มีประชาชน นิสิต นักศึกษา สนใจเข้าร่วมกิจกรรมจิตอาสาเป็นจำนวนมาก เพื่อแสดงความจงรักภักดีและเทิดทูนพระเกียรติ เป็นส่วนหนึ่งในประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญของชาติไทย เนื่องในโอกาสมหามงคลพระราชพิธีบรมราชาภิเษก สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร รัชกาลที่ ๑๐ อันเป็นสวัสดิมงคลแห่งราชอาณาจักรไทย
 
 
ขอบคุณ MGR Online
 
สิริสวัสดิ์สงกรานต์วารค่ะ

โดย vinitvadee

 

กลับไปที่ www.oknation.net