วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Trainer Story Ep.9 : การลาออกครั้งสุดท้าย


#การลาออกครั้งสุดท้าย

(หา)เรื่องโดย โค้ชธนา

Trainer Story Ep.9

++++++++++++++

.

“โค้ชว่าหนูลาออกจากงานดีไหมคะ?”

เจ้าของคำถามโลกแตกนี้มีชื่อว่า แองจี้ เธอเป็นหญิงวัยกลางคน มีบุตร 2 คน มีสามีคนเดียวซึ่งควรจะเป็นเช่นนั้น

เพิ่งได้งานใหม่ในบริษัทเอกชนแห่งหนึ่งเมื่อ 5 เดือนก่อน ตำแหน่งและรายได้ไม่สูงนัก สิ่งที่เธอมีมากกว่าประสบการณ์การทำงานคือภาระค่าใช้จ่ายมากมายที่ทำให้เธอกระดิกไปไหนไม่ได้

.

“เดี๋ยวก่อนๆ” โค้ชพยายามชะลอความคิดของเธอให้ช้าลงก่อนจะถามไถ่เรื่องราว “ทำไมคิดจะลาออก?”

“หนูคิดว่าหนูทนต่อไปไม่ไหวแล้วคะ”

“แล้วคาดหวังคำตอบอะไรจากผมครับ” เขาถามแองจี้เพราะนี่ไม่ใช่เคสแรกที่เขาเจอ

.

ประสบการณ์สอนเขาว่า ปัญหานี้มักเกิดขึ้นกับคนที่ทำงานรับใช้ความฝันของคนอื่น และเป็นกลุ่มคนที่ตัดสินใจเลือกอาชีพจากความมั่นคงเป็นหลัก

คนเหล่านี้ล้วนมีคำตอบอยู่ในใจของตนเองอยู่แล้ว แต่นิสัยไม่กล้าหาญพอจะรับผิดชอบผลของการตัดสินใจของตนเอง จึงทำให้พวกเขาขาดความกล้าที่จะตัดสินใจและต้องการใครสักคนที่น่าเชื่อถือมาช่วย “ยืนยันการตัดสินใจ” ให้ตนเองเท่านั้นเอง

.

หากเขาแนะนำแองจี้ให้ลาออก แล้วเธอคนนี้มีชีวิตที่เอาดีไม่ได้เหมือนเดิม หรือบ่อยครั้งก็มักเลวร้ายกว่าเดิม เขาจะตกเป็น “แพะรับบาป” ในการโยนความผิดพลาดของการตัดสินใจมาให้ทันที ...ก็โค้ชคนนั้นบอกให้หนูลาออก

หากเขาแนะนำแองจี้ไม่ให้ลาออก แล้วเธอคนนี้ต้องทนทำงานอย่างไม่มีความสุขต่อไป ก็ไม่ต่างอะไรกับห้ามคนปวดขี้ไม่ให้ขี้ รอแค่เมื่อไหร่จะอั้นไม่ไหวจนทะลักออกมาเท่านั้นเอง

.

“คือหนูติดตามอ่านโพสของโค้ชมานานแล้วคะ เห็นโค้ชปฏิเสธการทำงานในองค์กรแล้วกล้าออกมาใช้ชีวิตในแบบของตนเอง เลยอยากขอคำแนะนำว่าในสถานการณ์นี้ หนูควรแก้ปัญหาอย่างไรดี”

.

“คุณแองจี้ยังไม่ได้ตอบคำถามผมเลยครับว่า อะไรคือเหตุผลแท้จริงที่ทำให้อยากลาออก?”

“ก็ที่ทำงานของหนูมีแต่พวกที่เห็นแก่ตัว ไม่มีความรับผิดชอบ เวลาหนูทำดี ก็จับกลุ่มกันนินทาหาว่า สอพลอบ้างหล่ะ เสนอหน้าบ้างหล่ะ” ระดับน้ำเสียงเริ่มสูงขึ้นตามระดับอารมณ์ที่สูงขึ้น “แล้วหัวหน้างานก็งี่เง่าคะ เป็นพวกปากว่ามือถึง คอยก้อล่อก้อติดหนูตลอดเวลา หนูนี่อย่างเกลียดเลย”

.

“คิดว่าถ้าเปลี่ยนที่ทำงานใหม่จะไม่เจอคนประเภทนี้อีกเหรอครับ?”

“................................” แม้ความเงียบจะเป็นคำตอบที่แองจี้เลือกใช้ แต่เขาก็ปล่อยให้ความเงียบนั้นทำงานต่อไปจนสุดท้ายแองจี้อดรนทนไม่ได้ต้องให้คำตอบที่แท้จริง “มันก็ต้องมีบ้างอีกนั่นแหละคะ”

.

“แล้วถ้าเป็นเช่นนั้นจริงๆ คุณแองจี้จะทำไงต่อไปครับ ลาออกแล้วเปลี่ยนที่ทำงานอีกใช่ไหมครับ?”

“ก็ต้องลาออกซิคะ มันอยู่แล้วไม่มีความสุข” เธอสารภาพน้ำเสียงอ่อนใจ แต่พลังใจอ่อนกว่า

“ถ้างั้นแสดงว่าการลาออกก็ไม่ใช่วิธีแก้ปัญหาที่ทำให้ชีวิตคุณมีความสุขอย่างแท้จริง จริงไหมครับ?”

“น่าจะเป็นเช่นนั้นคะ” คำตอบนี้บอกให้โค้ชรู้ว่าเธอยังยืนกระต่ายขาเดียวที่จะลาออก

.

“คุณแองจี้ทราบไหมครับว่า ทำไมคนเราต้องลาออก?” ปากยิงคำถาม แต่ความคิดโฟกัสไปที่น้ำเสียงที่คู่สนทนาใช้โต้ตอบ

“เพื่อเปลี่ยนงานคะ ไปทำงานที่ให้เงินเดือนสูงกว่าเดิมและมีความมั่นคงมากกว่าเดิม” แม้คำตอบจะฟังดูดี แต่น้ำเสียงที่ไม่มั่นใจสะท้อนถึงความคิดที่ไม่มั่นคง

.

“มีรายได้ มีความมั่นคง ไม่ได้หมายถึง มีอนาคต จริงไหมครับ?” เขาเว้นระยะให้แองจี้ตกผลึกความคิด “และต่อให้เป็นงานที่มีอนาคต หากคุณทำแล้วไม่มีความสุข คุณคิดว่าคุณจะทนทำงานนั้นได้กี่วัน?”

คำถามนี้หนักหน่วงพอที่จะทำให้แองจี้เจ็บปวดไปถึงปีกมดลูกข้างซ้าย

“แล้วหนูต้องทำไงคะ?” เธอร่ำไห้ไม่มีน้ำตาด้วยความสิ้นหวัง

.

“ถ้าคุณตัดสินใจลาออกเพื่อเปลี่ยนงาน ด้วยเหตุผลที่ไม่ถูกต้อง คุณก็ต้องลาออกเพื่อเปลี่ยนงานทั้งชีวิต แต่ถ้าคุณตัดสินใจลาออกเพื่อเปลี่ยนชีวิต การลาออกครั้งนั้นจะเป็นการลาออกครั้งสุดท้ายของคุณ”

.

โค้ชปล่อยให้สติของแองจี้ได้กลับเข้ามาทำหน้าที่อีกครั้งก่อนจะให้คำแนะนำด้วยคำถาม

“คิดว่าที่ตัดสินใจลาออกครั้งนี้ เป็นการลาออกเพื่อเปลี่ยนงานหรือเปลี่ยนชีวิตครับ?”

“แค่เปลี่ยนงานคะ” เธอสารภาพแบบคนจนตรอก

.

“ตอนนี้คุณแองจี้อาจอยากรู้ว่าแล้วเราจะมั่นใจได้อย่างไรว่าการลาออกครั้งไหนคือการลาออกเพื่อเปลี่ยนชีวิตใช่ไหมครับ?”

“อุ้ย!!! ทำไมรู้ล่ะคะ?”

“คุณมีเป้าหมายอะไรในชีวิตครับ?” เขาถามต่อโดยไม่สนใจที่จะตอบคำถามไร้สาระ “ชีวิตนี้อยากจะเอาดีเรื่องอะไรครับ?”

.

“อยากเป็นนักธุรกิจที่มีอิสรภาพทางการเงินค่ะ”

แองจี้ใช้เวลาคิดอยู่ราว 30 วินาทีกว่าที่คำตอบจะถูกเค้นออกมาจากสมอง ซึ่งโค้ชรู้ดีว่านี่ไม่ใช่คำตอบที่มาจากหัวใจ

“แล้วทุกวันนี้ทำอะไรเพื่อให้ความฝันนี้กลายเป็นความจริงหรือยังครับ?”

การไม่มีคำตอบสำหรับคำถามนี้ทำให้โค้ชรู้ว่าคำถามนี้สะเทือนปีกมดลูกอีกข้างที่เหลือของแองจี้มากขนาดไหน

.

“ถ้าทุกวันนี้ คุณยังมีนิสัย ‘ต้องการผลอย่างหนึ่ง แต่สร้างเหตุอีกอย่างหนึ่ง’ อยู่ คุณก็ยังไม่พร้อมจะทำงานรับใช้ความฝันของตัวเองครับ” โค้ชกระทุ้งไปที่ต้นตอของปัญหาทุกอย่างบนโลกนี้ “และเมื่อคุณไม่พร้อมที่จะทำงานรับใช้ความฝันของตัวเอง คุณก็ยังไม่พร้อมที่จะลาออกเพื่อเปลี่ยนชีวิต ชัดเจนแล้วนะครับ”

.

เขารู้ดีว่าคำตอบนี้ไม่ถูกใจแอนจี้ และไม่ใช่คำตอบที่เธอต้องการ

แต่ก็รับคำขอบคุณตามมารยาท ก่อนเธอจะวางสายไป

.

หลังจากวันนั้นไม่นาน เขาก็ได้ข่าวความเคลื่อนไหวของแองจี้ทางหน้าฟีดของเฟสบุ๊กว่า

แองจี้ได้ลาออกจากงานไปสมัครเป็นตัวแทนเต็มเวลาขายเครื่องสำอางให้แบรนด์ดังแบรนด์หนึ่งตามคำแนะนำของคนที่เรียกตนเองว่า “ครู” ที่เป็นเจ้าของแบรนด์ หลังจากอวดความร่ำรวยทางธุรกิจได้ไม่นาน เธอก็เงียบหายไปจากฟีดข่าวแบบสิ้นเชิงโดยมีกระแสโจมตีจากคนที่เสียประโยชน์ว่า เธอหายสาบสูญไปพร้อมกับหนี้สินก้อนใหม่จำนวนหนึ่ง ที่ถึงจะไม่มากมาย แต่มากพอที่จะทำให้เธอสูญเสียอิสรภาพไปตลอดชีวิต

.

“ก่อนที่คุณจะมีอิสรภาพทางการเงิน คุณต้องมีอิสรภาพจากการทำงานเพื่อเงินให้ได้เสียก่อน”

หลังโพสข้อความนี้ในเฟสบุ๊กเสร็จ โค้ชก็วางโทรศัพท์รวมถึงเรื่องราวของแองจี้ลงก่อนไปทำงานชิ้นอื่นในชีวิตต่อไป

.

.

#โค้ชธนา

#Excellent_Writer

#Trainer_Story

 

 

โดย แมวเหมียวสิบชีวิต

 

กลับไปที่ www.oknation.net