วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สมศักดิ์-สุริยะมั่นใจพปชร.รวม255เสียงตั้งรัฐบาลอยู่ยาว


สวัสดีครับ

        แต่ละฉาก แต่ละขั้นตอนของการเมืองก่อนจัดตั้งรัฐบาลใหม่ช่างเชื่องช้าเสียจริงๆ คนดูเหตุการณ์ก็ไม่ได้อย่างใจเสียเลย

ได้แต่ทนดูเรื่อยไปเท่านั้น

 

 

'เห็นปาร์ตี้ลิสต์=เห็นรัฐบาล'

    
 

      ผลเลือกตั้งที่เอ้อเร้อ-เอ้อเต่อตั้งแต่ ๒๔ มีนา ๖๒

 

                "ลงเอย" ซะที!

                วานซืน "ส.ส.เขต ๓๕๐ คน" กกต.ประกาศรับรองรายชื่อไปแล้ว ๓๔๙ คน

                เมื่อวาน (๘ พ.ค.) "ส.ส.บัญชีรายชื่อ ๑๕๐ คน" หรือปาร์ตี้ลิสต์ กกต.ก็ประกาศรายชื่อออกมาให้หายคันกันแล้ว ๑๔๙ คน

                เบ็ดเสร็จ ณ บัดนี้.......

                ประเทศไทย มีผู้ทรงเกียรติจากเลือกตั้งเป็น "สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร" รวม ๔๙๘ คน ซึ่งไม่น้อยกว่า ๙๕% ตามรัฐธรรมนูญกำหนด

                เมื่อนาฬิกาการเมืองว่าด้วยการเลือกตั้งเดิน

                ก็หมายความว่า........

                ทุกขั้นตอนไปสู่การมีรัฐสภา มีประธานสภา มีนายกฯ มีคณะรัฐบาลบริหารประเทศ

                นับจากนี้ ต้องเดินไปตาม "เทอมเวลา" ที่รัฐธรรมนูญระบุบ่งไว้ ถอยหลังไม่ได้ ถอยเป็นล้ม!

                ประเดิมตาม มาตรา ๑๒๑ ที่บอกว่า........

                "ภายใน ๑๕ วัน นับแต่วันประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอันเป็นการเลือกตั้งทั่วไป ให้มีการเรียกประชุมรัฐสภาเพื่อให้สมาชิกได้มาประชุมเป็นครั้งแรก"

                นั่นคือ.......

                เมื่อ "พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว" ทรงทำรัฐพิธี เปิดสมัยประชุมสามัญประจำปีเป็นนัดแรกแล้ว

                จากนั้น สู่ขั้นตอนสำคัญ ๒ ขั้นตอน คือ การประชุม ส.ส.เลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร

                เมื่อได้ตัวประธานแล้ว......

                ก็สู่ขั้นตอน ประชุมร่วม ส.ส.-ส.ว. ๗๕๐ คน เลือกตัวนายกฯ อย่างที่ท่านผู้ชมยืดคอรอคอย!

                หยุดไว้แค่นี้ก่อน มาดู "ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์" ว่าเมื่อประกาศแล้วเมื่อวาน ผลตามมาเป็นอย่างไรบ้าง

                ผลขั้นแรก จะมี ๒๖ พรรค ได้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ และเมื่อบวกกับ ส.ส.เขตแล้ว จะเป็นดังนี้

                -พรรคพลังประชารัฐ ปาร์ตี้ลิสต์ ๑๘ + ส.ส.เขต ๙๗ = ๑๑๕ คน

                -พรรคอนาคตใหม่ ๕๐ + ๓๐ = ๘๐ คน

                -พรรคประชาธิปัตย์ ๑๙ +๓๓ = ๕๒ คน

                -พรรคภูมิใจไทย ๑๒ + ๓๙ = ๕๑ คน

                -พรรคชาติไทยพัฒนา ๔ + ๖ = ๑๐ คน

                -พรรคประชาชาติ ๑ + ๖ = ๗ คน

                -พรรครวมพลังประชาชาติไทย ๔ + ๑ = ๕ คน

                -พรรคชาติพัฒนา ๒ + ๑ = ๓ คน

                -พรรคเสรีรวมไทย ๑๐ คน

                -พรรคเศรษฐกิจใหม่ ๖ คน

                -พรรคเพื่อชาติ ๕ คน

                -พรรคพลังท้องถิ่นไท ๓ คน

                -พรรครักษ์ผืนป่าประเทศไทย ๒ คน

                -พรรคพลังปวงชนไทย ๑ คน

                -พรรคพลังชาติ ๑ คน

                -พรรคประชาภิวัฒน์ ๑ คน

                -พรรคไทยศรีวิไลย์ ๑ คน

                -พรรคพลังไทยรักไทย ๑ คน

                -พรรคครูไทยเพื่อประชาชน ๑ คน

                -พรรคประชานิยม ๑ คน

                -พรรคประชาธรรมไทย ๑ คน

                -พรรคประชาชนปฏิรูป ๑ คน

                -พรรคพลเมืองไทย ๑ คน

                -พรรคประชาธิปไตยใหม่ ๑ คน

                -พรรคพลังธรรมใหม่ ๑ คน

                -พรรคไทรักธรรม ๑ คน

                พรรคเพื่อไทย เป็นพรรคที่ ๒๗ มี ส.ส.ระบบเขต ๑๓๖ คน "มากที่สุด" ซึ่งมากกว่าจำนวนพึงมีแล้ว  จึงไม่ได้รับจัดสรรให้มี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เพิ่ม!

                กราดตาดูตัวเลขแวบแรก ๑ พรรค พรรคละ ๑ คน รวม ๑ ส.ส.กลายเป็น "เจ้าเมืองแปร" ไปโดยปริยาย

                ในเสียงก้ำกึ่ง ระหว่างซีกเพื่อไทยกับซีกพลังประชารัฐ ๑ เสียงเข้าไปบวกซีกไหน

                ซีกนั้น "เสียงข้างมาก" ตั้งรัฐบาลได้ทันที!

                เอาแค่ "ตั้งได้" นะ........

                ส่วนจะอยู่ได้หรือไม่ได้ เป็นเรื่องอนาคต จะต้องเอามาคิดรอนปัจจุบันไปเพื่ออะไรล่ะ?

                แล้วแบบนี้ คิดว่าซีกไหนจะเป็นเสียงข้างมากตั้งรัฐบาล?

                ก็ดูซี ว่าฝ่ายไหนโวย?

                โวย คือ "อาการ" ที่บ่งบอกว่าฝ่ายนั้นรู้ตัวเป็นรอง และรอเวลาแพ้!

                พรรคเพื่อไทยกับพรรคอนาคตใหม่ "ไม่สบอารมณ์" อย่างแรง

                กับการที่ กกต.ใช้สูตรคำนวณให้ "พรรคเล็ก" ที่คะแนนไม่ถึง ๗ หมื่น ได้จัดสรรปันส่วน ส.ส.ไปพรรคละ ๑ คน

                มองว่า เป็นการทำที่เอียงไปทางอำนวยให้ซีกรัฐบาล!

                เด็จพี่ปิยบุตร ขู่ กกต.ตั้งแต่เช้าแล้ว บอกว่าใช้สูตรนี้ ทำให้ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์เขาหายไป ๖-๗ คน

                ตกเย็น "เพื่อไทย" ฉุนขาด..........

                ส.ส.สอบตกนั่งเรียงเป็นพระอันดับ ออกแถลงการณ์

                 "....การดำเนินการดังกล่าวมาของคณะกรรมการการเลือกตั้ง เข้าข่ายเป็นการจงใจปฏิบัติหน้าที่

                และใช้อำนาจอันเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

                และจะใช้ช่องทางดำเนินการตามกฎหมายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง ในทุกช่องทางที่จะทำได้ต่อไป"

                เพื่อไทยก็จะฟ้อง อนาคตใหม่ก็จะฟ้อง

                ๗ กกต.ของผม ตูดบวมแน่!

                ว่าแต่ว่า ทั้งเพื่อไทยและอนาคตใหม่ จะไปฟ้องที่ศาลไหนล่ะ?

                จะไปฟ้องศาลรัฐธรรมนูญเอง ที่เรียกว่า "ฟ้องตรง" ก็ทั้งไม่เข้าข่าย และไม่มีช่องให้ฟ้อง

                จะไปฟ้องที่ศาลปกครอง......

                เรื่องเช่นนี้ ไม่อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง

                ครั้นจะไปฟ้องศาลยุติธรรม ทั้งแพ่ง ทั้งอาญา ก็ฟ้องไม่ได้ เพราะ กกต.ใช้อำนาจหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ

                คิดๆ แล้วก็ขำ.......

                ทั้ง "๒ พรรค" นี้ เหมือนคลอดจากทวารเดียวกัน คำก็ไม่เชื่อกฎหมายไทย สองคำก็ไม่เชื่อในระบบยุติธรรมไทย

                แต่..แม่เอ๊ย ใช้กฎหมายไทย และใช้ระบบยุติธรรมไทย เป็นเครื่องมือ เที่ยวขู่คนนั้น ฟ้องคนนี้ มากกว่าใครเขาเพื่อน!

                ใน ๒ พรรค จะว่าไปแล้ว.......

                เหมือนชุมทางนักกฎหมาย มีทุกระดับ ตั้งแต่ระดับอังดรัว ถึงระดับอั้งโล่

                แต่ไม่ยักรู้ว่า รัฐธรรมนูญนอกจากให้ กกต.มีหน้าที่แล้ว ยังให้อำนาจ กกต.ด้วย

                ก็อยากเห็นเป็น "แบบเรียนเร็วใหม่" ในเรื่องนี้เหมือนกันว่า กกต.พิจารณาสูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ด้วยเห็นว่าถูกต้องแล้วตามบทบัญญัติ และเผยแพร่ให้ทราบแล้ว

                แต่ปรากฏว่า มันไม่ตรงใจ ไม่ตรงประโยชน์บางพรรค ก็ไปฟ้องร้อง

                จะฟ้องได้มั้ย ฟ้องศาลไหน ก็อยากรู้ อยากเห็น?

                ถ้าฟ้องได้ พรรคอื่นๆ ทุกพรรค ก็จะฟ้อง "ตามใจอยาก" กันวุ่นไปหมด

                ทั้งปี-ทั้งชาติ จะนัวเนีย อยู่อย่างนี้ เดินหน้าไม่ได้ เพราะไม่มีอะไร-ตรงไหน ให้ยึดเป็นที่ยุติได้

                เรื่องฟ้อง เอาที่แน่ๆ ดีกว่า.......

                ตามรายชื่อ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ที่ประกาศ "นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" กกต.รับรองให้เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อันดับ ๑ ของพรรคอนาคตใหม่

                นั่นไม่ได้หมายความว่า หนังเรื่อง "หุ้นสื่อ" จบแล้วนะ!

                เป็นแค่ กกต. "ปล่อยไปก่อน" เพราะยังมีเวลา ๑ ปีเช็กบิล

                เมื่อรวบรวมหลักฐานเรื่อง "ถือหุ้นสื่อ" เข้าลักษณะต้องห้ามลงสมัครรับเลือกตั้งสมบูรณ์แล้ว

                กกต.ก็จะส่งฟ้องให้ศาลฎีกาตัดสิน!

                อันนี้เจ็บหนัก ถ้าศาลตัดสินว่าเข้าลักษณะต้องห้าม เรื่องจะออกดอก-ออกผล ลามถึงขั้นยุบพรรค

                เผลอๆ ไม่ใครก็ใคร "เข้าคุก" ว่าด้วยการทำเอกสารเป็นเท็จและแจ้งข้อมูลเท็จต่อทางราชการ

                ครับ......

                การเมืองเรื่องถนนลูกรัง ก็ต้องลุยฝุ่น ฝ่าดงโคกกระสุนตำมือ-ตำตีนกันไปอย่างนี้ ไม่ต้องวิตก-หวั่นไหวกันไปหรอก

                เพราะหลักใหญ่ เมื่อการเลือกตั้งถึงขั้นได้ตัวท่านผู้ทรงเกียรติครบแล้ว

                ประชาธิปไตยระบบ "รัฐสภา" เลือกตั้ง มันก็ต้องเดินหน้ากันต่อไป

                เดินไปไหนล่ะ?

                ก็เดินไปให้ "ลุงตู่" เป็นนายกฯ "ตั้งรัฐบาล" สู้กะมันอีกรอบนั่นแหละ. 

'สมศักดิ์-สุริยะ'มั่นใจพปชร.รวม255เสียงตั้งรัฐบาลอยู่ยาว เย้ยหนักมาก!ทรท.ได้เกิน300เสียงแต่อยู่ไม่ครบเทอมเพราะทำไม่ถูกต้อง

    
 

9 พ.ค.62 - ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศา ที่อาคารรัฐสภาใหม่ ย่านเกียกกาย มีคณะส.ส.จากหลายพรรคการเมือง ทยอยเดินทางมารายงานตัวกันอย่างคึกคัก อาทิ กลุ่มสามมิตร ที่นำโดย นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ นายสมศักดิ์ เทพสุทิน นายอนุชา นาคาศัย ขณะที่พรรคเพื่อไทย ประกอบด้วย นายสงวน พงษ์มณี ส.ส.ลำพูน นางสาวละออง ติยะไพรัช ส.ส.เชียงราย ในส่วนของพรรคภูมิใจไทย มีนายศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ส.ส.ศรีสะเกษ พรรคเพื่อชาติ มีนายอารี ไกรนรา นายเพชรวรรต วัฒนพงศิริกุล พรรคประชาธิปัตย์ มีนายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ นายชินวรณ์ บุญยเกียรติส.ส.นครศรีธรรมราช เช่นเดียวกับพรรคการเมืองขนาดเล็ก นายสุรทิน พิจารณ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปไตยใหม่ นายพิเชษฐ์ สถิลชวาล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธรรมไทย ต่างเดินทางมารายงานตัวการเป็นส.ส.

นายสมศักดิ์ เทพสุทิน  ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ให้สัมภาษณ์หลังเข้ารายงานตัวการเป็นส.ส.ถึงความคืบหน้าในการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชารัฐเป็นแกนนำว่า ภายหลังจากที่ คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศตัวเลข ส.ส.อย่างเป็นทางการแล้ว ทำให้เกิดความมั่นใจว่าฝ่ายที่จะพยายามจัดตั้งรัฐบาลตั้งแต่แรก มีตัวเลข ส.ส.ไม่ครบ 250 เสียง ดังนั้นจึงเป็นความชอบธรรมของพรรค พลังประชารัฐที่จะขยับมาจัดตั้งรัฐบาล ถือเป็นความชอบธรรมที่ปรากฏชัดเจนแล้ว ส่วนกรณีพรรคเพื่อไทย พรรคอนาคตใหม่  มองว่าการประกาศ ส.ส.บัญชีรายชื่อของ กกต. ใช้หลักเกณฑ์การคำนวณขัดต่อรัฐธรรมนูญนั้น ไม่ควรพูดถึงประเด็นนี้กันแล้ว หากใครจะไปร้องเรียน ก็เป็นสิทธิที่ทำได้ แต่พรรคพลังประชารัฐ ไม่เกี่ยวข้องแล้ว มั่นใจว่าพรรคพลังประชารัฐตั้งรัฐบาลได้แน่นอน มากว่า100 เปอร์เซ็นต์แล้ว

เมื่อถามว่า ขณะนี้มีกระแสข่าวที่บุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎรคือนายสุชาติ ตันเจริญ ส.ส.ฉะเชิงเทรา พรรคพลังประชารัฐ นายสมศักดิ์ กล่าวว่า เชียร์ทุกคนที่มีคุณสมบัติเหมาะสม นายสุชาติและคนอื่นๆ มั่นใจว่าการบริหารจัดการ ทางการเมืองหลังจากนี้ คงไม่มีอะไรยาก  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ได้เป็นนายกรัฐมนตรีแน่นอน พล.อ.ประยุทธ์ จะมีบุคลากรเพื่อเป็นตัวเลือกในการทำงานมากขึ้นกว่าเดิม ทำให้ประชาชนได้ประโยชน์จากรัฐบาลดีขึ้นกว่าเดิม

นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ ส.ส.บัญชีรายชื่อ  ประธานยุทธศาสตร์ภาคอีสาน พรรคพลังประชารัฐ กล่าวว่า สิ่งที่ห่วงกันเรื่องการเป็นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ แล้วอาจอยู่ได้ไม่นานนั้น มองว่าอยู่ที่ผลงานของรัฐบาลมากกว่า ถ้ารัฐบาลมีผลงานดี แก้ปัญหาประชาชน  ความยากจนได้ ประชาชนก็จะมั่นใจ รัฐบาลและพรรคการเมืองจะอยู่ได้นาน แต่ถ้ามีเสียงข้างมากแล้วเข้าไปทำเรื่องไม่ถูกต้อง เหมือนในอดีต ที่บางพรรคการเมืองมีเสียงมากกว่า 300 เสียง แต่ไปทำเรื่องหรือโครงการที่ไม่ถูกต้องก็อยู่ได้ไม่นาน เพราะมีประชาชนออกมาต่อต้าน   มั่นใจว่าพรรคเล็กๆ อยากมาร่วมงานกับพรรคพลังประชารัฐ ตัวเลขการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค เท่าที่ประเมินในเบื้องต้นมีประมาณ 254-255 เสียง

'ลุงสุทิน'สะกิดความสงสัยทำไมมีบุคคลสำคัญท่านหนึ่งนั่งตรงกลางระหว่างนายกฯกับอดีตนายกฯในงานพระราชพิธี

    
 

9 พ.ค.62 - นายสุทิน วรรณบวร  อดีตนักข่าวการเมืองอาวุโส  แนวร่วมกลุ่มกปปส. เมื่อครั้งชุมนุมขับไล่รัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร  ได้โพสต์ข้อผ่านฟซบุ๊ก Sutin Wannabovorn  Sutin Wannabovorn ระบุว่า "ลำดับที่นั่ง

เห็นภาพคณะบุคคลนั่งตามลำดับในงานราชพิธีสำคัญโดยมีองค์มนตรี ประธานศาลฎีกา ประธานสภานิติบัญญัติ นายกรัฐมนตรี อดีตนายกรัฐมนตรีสองท่าน

ที่สะกิดความสงสัยมีนิดเดียว คือตรงที่มีบุคคลสำคัญคนหนึ่ง มานั่งตรงกลางระหว่างนายกฯกับอดีตนายกฯ ไม่ทราบว่าเพราะนายกฯกับอดีตนายกฯ ไม่สะดวกจะนั่งติดกันหรืออย่างไร

ความสงสัยเกิดจากเรื่องที่อดีตนายกฯชวน หลีกภัย เคยเล่าว่าในงานราชพิธีครั้งหนึ่งท่านนั่งติดกับนายกฯ ในขณะที่นั่งรอ ท่านชวน ได้ถามนายกฯ ว่า "ทำไมตำหนินักเมืองเหมารวมว่าเลวทั้งหมด นักการเมืองดีก็มีนักการเมืองเลวก็มีต้องแยกแยะ คนดีคนไม่ดีมีทุกองค์กรทหารชั่วก็มี"

ถ้านี้เป็นสาเหตุนี้ทำให้ต้องมีคนมานั่งคั่นกลางในงานราชพิธี ถือว่าคนที่เป็นนายกฯหรือไม่ก็อดีตนายกฯต้องมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจิตใจคับแคบมาก และถ้าวันไหนที่คนมีใจคับแคบต้องมาร่วมงานกันในกระบวนการประชาธิปไตย ภาระกิจสำคัญคงไม่อาจราบรื่นและลุล่วงไปด้วยดี"

 

 

หึ่ง!แบ่งเค้กไม่ลงตัว'ปชป.-ภท.-ชทพ.'ผนึกกำลังจัดตั้งรัฐบาลแข่งพปชร.

    

9 พ.ค.62 - แหล่งข่าวจากพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.)  เปิดเผยถึงกระแสข่าวที่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร. ) ประกาศว่าสามารถรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาลได้เสียงเกิน 250 เสียง   โดยตำแหน่งนายกฯ  รมว.มหาดไทย  รมว.กลาโหม และ รมต.กระทรวศรษฐกิจเดิมทั้งหมดอยู่กับพปชร.และมอบ 6 เก้าอี้ให้พรรคประชาธิปัตย์  และพรรคภูมิใจไทย  รวมทั้งยังมอบ 2 เก้าอี้ ให้พรรคชาติไทยพัฒนานั้น  แกนนำพรรคประชาธิปัตย์  รู้สึกแปลกใจกับกระแสข่าวที่เกิดขึ้น  และอยากเรียกร้องให้เจ้าของพรรคตัวจริงของพปชร. คือ  พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ  มาเปิดโต๊ะเจรจากับ แกนนำพรรคการเมืองต่างๆที่ปรากฎเป็นข่าวโดยตรง   ขณะเดียวกัน พรรคประชาธิปัตย์ยังไม่ได้คุยกับแกนนำพปชร.ตัวจริงในการจัดตั้งรัฐบาล เพราะ ปชป. จะคุยเรื่องเหล่านี้ภายหลังคัดเลือกหัวหน้าพรรคแล้วเสร็จภายในวันที่ 15 พ.ค. เสร็จสิ้นเสียก่อน

 นอกจากนี้ ยังไม่เห็นด้วยกับกรณีที่พปชร. ระบุจะเก็บกระทรวงเศรษฐกิจไว้ทั้งหมด   เพราะอาจจะกระทบต่อความเชื่อมั่นจากประชาชนต่อรัฐบาลในอนาคต   ร่วมทั้งยังเปิดช่องให้ถูกโจมตีจากฝ่ายการเมืองฝั่งตรงข้าม เพราะตลอดระยะเวลาการบริหารงานของรัฐบาลคสช. 5 ปีที่ผ่านมา  พบว่าประชาชนระดับล่างและกลางได้รับความยากจนเป็นวงกว้าง เห็นได้ชัดการเก็บภาษีต่ำกว่าเป้า และยอดคนขึ้นทะเบียนคนจนมากขึ้นจาก 11.4 ล้านคนเป็น 14.5 ล้านคน   ดังนั้นหากพปชร. ไม่ยอมคลายกระทรวงเศรษฐกิจเหล่านี้ให้พรรคการเมืองต่างๆ อาจเกิดปัญหา และพรรคการเมืองต่างๆ ก็ไม่สามารถดำเนินนโยบายที่ประกาศไว้ตอนหาเสียงกับประชาชนได้

แหล่งข่าวจากปชป. กล่าวต่อว่า  ขณะที่สูตรการจัดตั้งรัฐบาล ที่ถูกปล่อยออกมา ก็ไม่ถูกต้องทั้งหลักการและประเพณีปฏิบัติ  เพราะ พปชร. มีเสียงเพียง 115 เสียง เท่านั้นแต่กลับยึดกระทรวงหลักไว้ทั้งหมด ทั้งกระทรวงความมั่นคง และ เศรษฐกิจ  แตกต่างจากสมัยพรรคประชาธิปัตย์ในปี 52 ที่เสียงในมือมากถึง163 เสียง   นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการพรรคในขณะนั้น  ใจถึงมอบเก้าอี้สำคัญให้พรรคร่วมรัฐบาลต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มเพื่อนเนวินจำนวน 29 เสียง ก่อนไปกำเนิดเป็นพรรคภูมิใจไทยได้เก้าอี้สำคัญอย่าง กระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงคมนาคม  เป็นต้น  ก่อนที่จะผลักดัน นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เป็นนายกฯได้สำเร็จ  ดังนั้น เงื่อนไขที่พปชร.ปล่อยออกมา จึงยากที่จะยอมรับ

นอกจากนี้ ยังมีกระแสข่าวว่าหากพปชร. ยังไม่ยอมคลายกระทรวงสำคัญ  พรรคประชาธิปัตย์  52 เสียง  พรรคภูมิใจไทย(ภท.) 51 เสียง  พรรคชาติไทยพัฒนา(ชทพ.) 10 เสียง  รวมประมาณ 113 เสียง  จะอาสาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเป็นขั้วที่ 3 ไปเชิญชวนพรรคการเมืองต่างๆเพื่อจัดตั้งรัฐบาลแข่งกับ พปชร.   และพรรคเพื่อไทย   และยังถือเป็นสูตรการเมืองขั้วที่ 3 ที่ไม่มีความขัดแย้งกับใคร และเปิดกว้างการร่วมรัฐบาลกับทุกฝ่าย ซึ่งเชื่อว่าจะได้รับการยอมรับจากพรรคการเมืองต่างๆ และถือเป็นอีกหนึ่งทางออกของประเทศได้อีกด้วย

เจออีก!'ธนาธร'ถือหุ้น2บ.ไทยซัมมิท แจ้งวัตถุประสงค์ทำหนังสือพิมพ์

    
 

9 พ.ค.62 - สำนักข่าวอิศรา รายงานว่าเป็นประเด็นว่าด้วยคุณสมบัติการเป็นผู้สมัคร ส.ส. ของ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ อันเนื่องมาจากถือครองหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ประกอบกิจการสื่อ มีประเด็นพิจารณาคือ การโอนหุ้น บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด ให้นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ มารดา เกิดขึ้นในวันไหนกันแน่? ระหว่างวันที่ 21 มี.ค.2562 ตามสำเนาบัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (แบบ บอจ.5) ที่บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด นำส่งต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัทกรุงเทพมหานคร ระบุคัดจากสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้นเมื่อวันที่ 21 มี.ค.2562 และ ระบุวันลงทะเบียนผู้ถือหุ้น วันที่ 21/03/2562) กับ วันที่ 8 ม.ค.2562 ตามคำชี้แจงของนายธนาธร ประกอบเอกสารตราสารการโอนหุ้น และเช็คค่าซื้อขายหุ้น จำนวน 675,000 บาท ลงวันที่ 8 ม.ค.2562 ปัจจุบันอยู่ระหว่างการตรวจสอบของคณะกรรมการ การเลือตั้ง (กกต.)

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา www.isranews.org ตรวจสอบพบว่า ปัจจุบันนายธนาธรถือหุ้นธุรกิจเครือไทยซัมมิทประมาณกว่าสิบแห่ง ในจำนวนนี้อย่างน้อย 2 แห่ง แจ้งรายละเอียดวัตถุประสงค์ของบริษัทข้อหนึ่งประกอบกิจการโรงพิมพ และออกหนังสือพิมพ์

1.บริษัท ไทยซัมมิท ระยอง โอโตพาร์ท อินดัสตรี จำกัด จดทะเบียนวันที่ 12 มี.ค. 2553 ทุน 350 ล้านบาท (ปัจจุบัน 750 ล้านบาท ) ที่ตั้งเลขที่ 500/82 หมู่ที่ 3 ต.ตาสิทธิ์ อ.ปลวกแดง จ.ระยอง แจ้งวัตถุปะสงค์ 15 ข้อ ระบุ ข้อ (11) ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่าย และออกหนังสือพิมพ์ (ดูเอกสาร) นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ และ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นกรรมการ นายธนาธรถือ 700,000 หุ้น จากทั้งหมด 3,500,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ณ วันที่ 30 เม.ย.2561 นายธนาธร ถือ 1,500,000 หุ้น (20%) จากจำนวนทั้งหมด 7,500,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ยังไม่เปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นจนถึงปัจจุบัน (ดูเอกสาร)

2. บริษัท ไทยซัมมิท บ้านโพธิ์ จำกัด จดทะเบียนวันที่ 26 มีนาคม 2556 ทุน 380 ล้านบาท ทุนปัจจุบัน 500 ล้านบาท ที่ตั้งเลขที่ 102/1 หมู่ที่ 3 ต.แสนภูดาษ อ.บ้านโพธิ์ จ.ฉะเชิงเทรา แจ้งวัตถุประสงค์ 15 ข้อ ระบุข้อ (11) ประกอบกิจการโรงพิมพ์ รับพิมพ์หนังสือ พิมพ์หนังสือจำหน่าย และออกหนังสือพิมพ์ (ดูเอกสาร) มี นางสมพร จึงรุ่งเรืองกิจ และ น.ส.ชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นกรรมการ ณ วันที่ 27 เม.ย.2561 นายธนาธร ถือ 1,000,000 หุ้น(20%) จากจำนวนทั้งหมด 5,000,000 หุ้น มูลค่าหุ้นละ 100 บาท ยังไม่เปลี่ยนแปลงรายชื่อผู้ถือหุ้นจนถึงปัจจุบัน  อ่านต้นฉบับ

จี้ ทอท. ประมูลดิวตี้ฟรี ยึดหลักธรรมมาภิบาล หวั่นฉุดภาพลักษณ์ พล.อ.ประยุทธ์

    
 

 คมนาคม จี้ ทอท. ประมูลดิวตี้ฟรี ยึดหลัก ธรรมมาภิบาลประมูลดิวตี้ฟรีสุวรรณภูมิ หลังพบบริษัท- จอยท์ เวนเจอร์ ประวัติเก่าสุดฉาวโฉ่ หวั่นฉุดภาพลักษณ์ พล.อ.ประยุทธ์ กระทบจัดตั้งรัฐบาล และสังคมประณามซ้ำรอยค่าโง่โฮปเวลล์

9 พ.ค.62 - รายงานข่าวจากกระทรวงคมนาคม เปิดเผยว่า ภายหลังที่บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. เปิดเผยรายชื่อ จอยท์ เวนเจอร์ ที่ผู้ยื่นซองประมูลโครงการจำหน่ายสินค้าปลอดอากร (ดิวตี้ฟรี) ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ จำนวน 3 ราย จากผู้ร่วมประมูลทั้งหมด 5 รายขณะนี้ ผู้บริหารกระทรวงคมนาคมในระดับสูงได้หารือกันและรู้สึกเป็นกังวลกับกระแสข่าวและข้อครหาต่างๆของบริษัทที่เสนอตัวเข้าร่วมประมูลในขณะนี้ จึงเรียกร้องให้ ทอท. ยึดหลักธรรมมาภิบาลตามที่เคยประกาศไว้คือซื่อสัตย์ สุจริต โปร่งใส ตรวจสอบได้ มาเป็นหลักเกณฑ์สำคัญในการพิจาณาควบคู่กับผลงานด้านเทคนิคและผลต่อตอบแทนที่จะมอบให้รัฐตามระยะเวลาที่ทอท.กำหนดไว้เปิดรับซองประมูลดิวตี้ฟรี ในวันที่ 22 พ.ค.นี้ และ เปิดซองผลตอบแทนรัฐในวันที่ 31 พ.ค.นี้และคาดว่าจะได้ผู้ชนะประมูลในเดือนมิ.ย.นี้

"ผู้บริหารในกระทรวงคมนาคมรู้สึกไม่สบายใจที่รัฐวิสาหกิจต่างๆในกระทรวง ถูกมองว่าเป็นแหล่งทำมาหากิน ของผู้ที่เข้ามาหวังกอบโกยผลประโยชน์ ผ่านการทำสัญญาที่ภาครัฐมักจะเสียเปรียบอยู่เสมอ หลังจากก่อนหน้านี้ถูกสังคมโจมตีอย่างหนักเมื่อศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งให้การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) สั่งชดใช้เงินให้บริษัท โฮปเวลล์ (ประเทศไทย) จำกัด เป็นเงิน 11,888.75 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี  หรือเสียค่าโง่สุทธิ 2.5 หมื่นล้านบาท จึงไม่อยากให้การประมูลดิวตี้ฟรี และเกิดปัญหาซ้ำรอยเดิมเพราะอาจถูกโจมตีเป็นประเด็นทางการเมืองลามไปกระทบต่อภาพลักษณ์ของรัฐบาล ในขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ก็กำลังสร้างความชอบธรรมในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งต้องไร้ปัญหาเรื่องการทุจริตในช่วงนี้เพื่อกลับมาเป็นนายกฯต่อไป”

นอกจากนี้ยังพบบริษัทผู้ร่วมประมูลอีกแห่ง ผู้บริหารเคยถูกกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) แจ้งความดำเนินคดีทางแพ่ง ข้อหาสร้างราคาหุ้นของบริษัท หรือ ปั่นหุ้น และขณะนี้ จอยท์ เวนเจอร์ กับบริษัทต่างชาติ ที่แจ้งไปกับทอท. ก็เคยถูกจับคดีคอรัปชั่น และผู้บริหารต้องฆ่าตัวตายหนีความผิดมาแล้ว และบริษัทที่สาม ที่ร่วมประมูลครั้งนี้ ผู้บริหารยังถูกตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชี่ยวชาญในการบริหารงานพื้นที่ดิวตี้ฟรี ให้มีประสิทธิภาพได้หรือไม่ เพราะที่ผ่านมาเป็นนักลงทุนเพื่อแสวงหากำไรเพียงอย่างเดียว ไม่ได้มุ่งเน้นบริหารองค์กรให้ธุรกิจและภาครัฐเติบโตอย่างยั่งยืน ซึ่งประเด็นต่างๆเหล่านี้ จึงอยากให้ทอท. นำมาพิจารณาอย่างเคร่งครัดเพื่อไม่ให้ปัญหาบานปลาย

สำหรับรายชื่อ บริษัท และ  จอยท์ เวนเจอร์ ที่ผู้ยื่นซองประมูลดิวตี้ฟรีสนามบินสุวรรณภูมิ  ได้แก่ 1.บริษัทสรรพสินค้าเซ็นทรัล จำกัด และ บริษัท ดีเอฟเอส เวนเจอร์ สิงคโปร์ จำกัด 2.บริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ยื่นรายชื่อบริษัทการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) บริษัท โฮเต็ล ล็อตเต้ จำกัด และบริษัท บางกอกแอร์เวย์สโฮลดิ้ง จำกัด 3.บริษัทโรงแรมรอยัลออคิด (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) บริษัท เอ็มไพร์ เอเชีย กรุ๊ป จำกัด และ WDFG UK LIMITED ที่เป็นผู้ประกอบการ ดิวตี้ฟรีรายใหญ่สุดในโลก   ขณะที่ อีก 2 บริษัทที่ซื้อซองประมูลดิวตี้ฟรีคือ 1.บริษัท คิงเพาเวอร์ ดิวตี้ฟรี จำกัด 2.บริษัทไมเนอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ไม่ยื่นรายชื่อจอยท์ เวนเจอร์


 

 

รัฐบาลพลังประชารัฐ!

    
 

                 ที่จริงก็ชัดเจนตั้งแต่เช้าวานนี้ (๘ พฤษภาคม) ว่า กกต.จะใช้สูตรคำนวณ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์แบบไหน

                จากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติเป็นเอกฉันท์มีอยู่สองขยัก

                ขยักแรก...รัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑ และ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา ๑๒๘ เป็นบทบัญญัติที่มีหลักการเกี่ยวกับการกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการคำนวณ และคิดอัตราส่วนของ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ เพื่อให้ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อจำนวน ๑๕๐ คน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา ๘๓ วรรคหนึ่ง (๒)

                ขยักที่สอง...แม้บทบัญญัติ พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. มาตรา ๑๒๘ มีการบัญญัติรายละเอียดเพิ่มเติมจากรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑ แต่ก็เป็นเพียงการกำหนดรายละเอียดหลักเกณฑ์และวิธีคำนวณ คิดอัตราส่วนเพื่อให้ได้ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด 

                โดยกำหนดวิธีการคิดคำนวณในกรณีที่ไม่สามารถจัดสรรครบ ๑๕๐ คน ตามมาตรา ๑๒๘ วรรคหนึ่ง (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) และ (๗) ซึ่งเป็นไปตามหลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญมาตรา ๙๑  วรรคหนึ่ง และวรรคสาม

                ตีความได้ว่า กกต.ใช้สูตรคำนวณ ๒๖ พรรคได้ เพื่อสามารถจัดสรร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ครบ ๑๕๐ คน

                โดยไม่ขัดรัฐธรรมนูญ

                และสูตรนี้ กรธ.เผยแพร่ตั้งแต่ปี ๒๕๖๑

                แต่หากพรรคการเมืองไหนไม่พอใจ จะใช้สิทธิ์ฟ้อง กกต. ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก โดยเฉพาะพรรคอนาคตใหม่ เพราะเป็นพรรคที่เสียประโยชน์โดยตรง  

                เมื่อใช้สูตร ๒๖ พรรคผลก็ออกมาดังนี้

                อนาคตใหม่ ๕๐ คน

                ประชาธิปัตย์ ๑๙ คน

                พลังประชารัฐ ๑๘ คน

                ภูมิใจไทย ๑๒ คน

                เสรีรวมไทย ๑๐ คน

                เศรษฐกิจใหม่ ๖ คน

                เพื่อชาติ ๕ คน

                รวมพลังประชาชาติไทย ๔ คน

                พลังท้องถิ่นไท ๓ คน

                ชาติพัฒนา ๒ คน

                รักษ์ผืนป่าประเทศไทย ๒ คน

                พรรคละ ๑ ที่นั่ง ประกอบด้วย ประชาชาติ, พลังปวงชนไทย, พลังชาติไทย, ประชาภิวัฒน์, ไทยศรีวิไลย์, พลังไทยรักไทย, ครูไทยเพื่อประชาชน, ประชานิยม, ประชาธรรมไทย, ประชาชนปฏิรูป, พลเมืองไทย, ประชาธิปไตยใหม่, พลังธรรมใหม่, ไทรักธรรม

                ๑๔ พรรค ๑๔ คน

                นี่จะส่งผลให้พรรคพลังประชารัฐตั้งรัฐบาลได้ง่ายขึ้น

                เมื่อจับขั้วการเมืองรวม ส.ส.ระบบเขตเลือกตั้งเข้าไปด้วย ผลจะออกมาเป็นดังนี้

                ฝั่งเพื่อไทย ประกอบด้วย

                เพื่อไทย ๑๓๖ คน

                อนาคตใหม่ ๘๐ คน

                ประชาชาติ ๗ คน

                เสรีรวมไทย ๑๐ คน

                เพื่อชาติ ๕ คน

                เศรษฐกิจใหม่ ๖ คน

                พลังปวงชนไทย ๑ คน

                รวม ๒๔๕ คน

                อีกฝั่ง....                   

                พลังประชารัฐ ๑๑๕ คน

                ประชาธิปัตย์ ๕๒ คน

                ภูมิใจไทย ๕๑ คน       

                ชาติไทยพัฒนา ๑๐ คน

                ชาติพัฒนา ๓ คน

                รวมพลังประชาชาติไทย ๕ คน

                รักษ์ผืนป่าประเทศไทย ๒ คน

                พลังท้องถิ่นไท ๓ คน

                รวม ๒๔๑ คน

                ส่วน ๑๒ ที่นั่งจาก ๑๒ พรรคเล็ก มีแนวโน้มสูงมากรวมกับขั้วพลังประชารัฐ

                ฉะนั้นเบื้องต้นรัฐบาลพลังประชารัฐจะมี ๒๕๓ เสียง จาก ๒๐ พรรค

                แต่...ถัดไปยังจะมีการล็อบบี้ จะมีงูเห่าหรือไม่ นี่คือการเมืองเพื่อให้รัฐบาลมีเสถียรภาพมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ 

                สำหรับพรรคอนาคตใหม่ เคยประกาศเกลียดรัฐธรรมนูญฉบับนี้ยิ่งกว่าขี้ อ้างว่าเป็นมรดกเผด็จการ คสช.

                แต่วันนี้พรรคอนาคตใหม่กลับได้ประโยชน์จากรัฐธรรมนูญมากที่สุด

                และกำลังปกป้องมรดกที่เผด็จการมอบให้อย่างบ้าเลือดที่สุด.

 

ประมงน้ำโขงปรับตัว นำ'วิถีหาปลา'หนุนเที่ยวเชียงคาน

    
 

ชาวประมงเชียงคานโชว์ปลาไนและปลาเอินที่หาได้จากน้ำโขง

     เมืองเชียงคาน อ.เชียงคาน จ.เลย เป็นเมืองเล็กๆ แต่ได้รับความนิยมจากนักท่องเที่ยวอย่างมากทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ นอกจากจะโดดเด่นด้วยสภาพบ้านเรือนที่คงวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม มีอาคารเรือนไม้เก่าริมชายโขงที่ทอดยาว ที่ดึงดูดผู้มาเยือนแล้ว ยังมีอีกมิติหนึ่งที่สำคัญคือ เรื่องราวประมงแม่น้ำโขง อาชีพหลักตั้งแต่บรรพกาลที่หล่อเลี้ยงชีวิตชาวเชียงคานและสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน 

      ภูมิปัญญาในการดำรงชีพของประมงริมโขง ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น ทั้งการรู้จักภูมินิเวศของแม่น้ำสายนี้ และระบบภูมินิเวศย่อยๆ อย่าง แก่งหาด คก วังน้ำและดอนทรายเกาะกลางน้ำ ซึ่งแต่ละพื้นที่ลักษณะการใช้ประโยชน์แตกต่างกันไป ที่น่าสนใจการหาปลาของประมงเชียงคาน มีความรู้และภูมิปัญญาที่ซ่อนอยู่ เห็นได้ชัดจากเครื่องมือหาปลาแต่ละชนิด ที่ยังใช้สอยจนถึงทุกวันนี้ ความเข้าใจการขึ้นลงน้ำ และการมาของปลาตามฤดูกาล ลักษณะแหล่งที่อยู่อาศัยของปลา รวมถึงการปลูกพืชผักริมน้ำโขงแบบไม่ง้อปุ๋ยอันแสนชาญฉลาด นับเป็นวิถีคนริมโขงที่สืบทอดมานาน

 

เกษตรริมโขง อีกวิถีชุมชนที่กระทบจากระดับน้ำโขงผันผวน

      จากวิถีชีวิตของคนเชียงคานที่มีความเกี่ยวข้องและผูกพันกับแม่น้ำเลยและแม่น้ำโขง ทำให้ชุมชนเป็นแหล่งสะสมถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้เกี่ยวกับระบบนิเวศแม่น้ำโขง รวมทั้งวิธีการทำประมงและการเกษตรริมฝั่งโขง  แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าโครงการพัฒนาแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นทั้งการกั้นฝายแม่น้ำเลย ได้ส่งผลสัตว์น้ำลดลง หรือเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงของจีน ทำให้ระดับน้ำโขงขึ้นลงผิดปกติ กระทบต่อการอพยพของปลา ซึ่งประมงที่นี่เรียกว่า ‘ปลาหลงน้ำ’   ทำให้ชาวประมงส่วนหนึ่งหันหลังวางอวน เลิกอาชีพจับปลา ปัจจุบันจึงเหลือชาวประมงริมโขงไม่ถึงครึ่งร้อยจากเดิมที่มีมากกว่า 400 คน

      จากวิกฤติดังกล่าว มีผลพวงด้านลบตามมาอย่างปฏิเสธไม่ได้ นั่นก็คือ ทำให้ความรู้ด้านการประมงพื้นบ้านค่อยๆ เลือนหายไปจากชุมชน ผนวกกับการท่องเที่ยวอำเภอเชียงคานที่บูมถึงขีดสุด ยิ่งซ้ำเติมให้คนเลิกทำอาชีพประมงพื้นบ้านมากขึ้น สถานการณ์ล่อแหลมนี้ ผลักดันให้ชาวประมงปากแม่น้ำเลยและแม่น้ำโขงตำบลเชียงคาน จำเป็นต้องผนึกกำลังกันทำวิจัยท้องถิ่น หวังใช้เป็นเครื่องมือสร้างกระบวนการเรียนรู้เกี่ยวกับประมง เพื่อแก้ไขปัญหาการสูญหายของประมงพื้นบ้าน ก่อนที่จะสายเกินไป ภายใต้การสนับสนุนของสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

ยุทธนา วงศ์โสภา ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดเลย ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว.

      ยุทธนา วงศ์โสภา ผู้ประสานงานศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดเลย ฝ่ายวิจัยเพื่อท้องถิ่น สกว. กล่าวถึงโครงการศึกษาวิถีชีวิตชาวประมงในปากแม่น้ำเลยและแม่น้ำโขงเพื่อสร้างการเรียนรู้ให้กับชุมชนกรณีตำบลเชียงคานว่า มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมแม่น้ำโขง  ทำให้พบว่าเขื่อนกั้นแม่น้ำโขงในจีนส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศ ทำให้ระดับน้ำเปลี่ยนแปลงผันผวนแค่ชั่วข้ามคืน และการขนส่งของเรือสินค้าขนาดใหญ่และจำนวนที่มากขึ้นเรื่อยๆ ทำให้การจับปลาถูกรบกวนจากคลื่นและยังทำให้เครื่องมือประมงเสียหาย ปัญหาเหล่านี้มีผลต่ออาชีพประมง งานวิจัยยังพบภูมิปัญญาที่เกี่ยวกับวิถีประมงแยกเป็นความรู้เรื่องสัตว์น้ำ, เครื่องมือหาปลา, เครื่องมืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการหาปลา, ความรู้วิถีชีวิตชาวประมงและพิธีกรรมหาปลาก็นำไปสร้างการเรียนรู้ให้กับเด็กนักเรียนในพื้นที่ อีกทั้งปรับปรุงแพเก่าของชาวประมงสร้างศูนย์เรียนรู้ภูมิปัญญาชาวประมจากงานวิจัยวิถีประมงไม่หยุดเท่านี้ แต่เหล่านักวิจัยท้องถิ่นนำมาสร้างโอกาสใหม่ๆ ให้ตอบโจทย์เชียงคาน เดสติเนชั่น เมืองท่องเที่ยววัฒนธรรม ยุทธนาบอกว่า มีโครงการปรับตัวต่อการเปลี่ยนเแปลงของแม่น้ำโขงเพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศวัฒนธรรมของชาวประมงในแม่น้ำโขง นำมาสู่การตั้งศูนย์เรียนรู้ประมงพื้นบ้านเชียงคาน ดัดแปลงแพชาวประมงเป็นพิพิธภัณฑ์ให้นักท่องเที่ยวเยี่ยมชมโชว์ภาพวิถีชีวิตแม่น้ำโขง โมเดลปลานานาชนิดแล้ว ยังมีอุปกรณ์หาปลาทั้งมองเบ็ดซ้อน เป็นอีกสถานที่ใหม่ห้ามพลาดถ้ามาเที่ยวเชียงคาน มีผู้เข้าชมทุกวัน

 

พิพิธภัณฑ์ชาวประมงเชียงคานริมน้ำโขง แหล่งเรียนรู้ใหม่น่าสนใจ 

      ประยูน แสนแอ ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวเกษตรริมโขงประมงพื้นบ้านเชียงคานกล่าวว่า ขณะนี้ชาวประมงทดลองจัดท่องเที่ยวทางเรือ 3 รูปแบบ ได้แก่ ระยะสั้นชมพระอาทิตย์ขึ้นหรือตกใช้เวลาไม่เกิน 2 ชั่วโมง ค่าบริการ 400 บาท นั่งเรือได้ 3 คน ระยะกลางล่องเรือชมธรรมชาติแม่น้ำโขงถึงปากแม่น้ำเลย ชมพื้นที่ระบบนิเวศที่สำคัญ เล่าตำนานความเชื่อ ดูเกษตรริมโขง ไม่เกิน 5 ชม.  ค่าบริการ 800 บาท และระยะยาวตลอดทั้งวัน เรียนรู้วิถีชีวิตการหาปลา ชมพระอาทิตย์ตกกลางแม่น้ำโขง  สนนราคา 1,000 บาท โดยมีเครือข่ายที่พักโรงแรมแนะนำให้ลูกค้ามาเที่ยวทางเรือ

 

ลุงประยูร แสนแอ ร่วมทำงานวิจัยท้องถิ่น ต่อลมหายใจประมงเชียงคาน

   ลุงประยูนบอกปัจจุบันมีเรือชาวประมง 13 ลำ พานักท่องเที่ยวล่องเรือชมวิถีชาวประมง อีกงานวิจัยที่ตนร่วมเป็นโครงการเสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายด้านการสื่อสารเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวทางเรือของชาวประมง พบว่าปี 60 มีนักท่องเที่ยว 4.5 แสนคน มาอำเภอเชียงคานส่วนใหญ่เป็นคนไทย ส่วนที่มาเที่ยวทางเรือมีมากกว่า 700 คน สร้างรายได้เข้าท้องถิ่นกว่า 3 แสนบาท

      “ เราจะพัฒนาการเที่ยวทางเรือต่อไป เวลานี้ส่งเสริมให้ชาวประมงฝึกภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารบริการการท่องเที่ยวด้วย ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นเพราะชาวประมงชุมชนริมโขงปรับตัวนำงานวิจัยท้องถิ่นมาต่อลมหายใจประมงเชียงคาน" ลุงประยูนประมงเชียงคานกล่าวในท้ายก่อนออกเรือพานักท่องเที่ยวไปชมความงดงามของพระอาทิตย์ลับขอบฟ้า

 

 

 ........................................................

9 พฤษภาคม 2562

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net