วันที่ ศุกร์ พฤษภาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Trümmerfrauen ผู้หญิงสร้างชาติเยอรมันหลังสงครามโลกครั้งที่ 2


 
 
Stunde Null - Trümmerfrauen - ein Mythos?: Dr. Leonie Treber im Interview

 
1.
 
 
 

ช่วงหลังจากการสิ้นสุดของสงครามโลกครั้งที่ 2
หนึ่งในภารกิจหลัก คือ การจัดการพื้นที่ในเมือง
ที่ถูกทำลายล้างแล้วเริ่มสร้างเมืองขึ้นมาใหม่อีกครั้ง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศเยอรมนี
ที่ได้รับความเสียหายรุนแรงและกว้างขวางมากที่สุด
จากการทิ้งระเบิดโจมตีของฝ่ายสัมพันธมิตร
ทำให้หลายเมืองและหลายหมู่บ้านเกือบทุกหนทุกแห่งในเยอรมันนี
อาคารบ้านเรือน อาคารสาธารณะ โรงเรียน วิทยาลัย
โรงงาน  มหาวิหารอายุยาวนานหลายศตวรรษ
บ้านยุคกลางและโครงสร้างประวัติศาสตร์อื่น ๆ
ถูกทำลายล้างด้วยแรงระเบิดและการสู้รบในช่วงนั้น

มีการประมาณการว่า สงครามคราวนั้นได้ก่อให้เกิด
เศษหินเศษทรายเศษวัสดุมากกว่า 400 ล้านลูกบาศก์เมตร
ที่ต้องมีการกวาดล้างออกมาจากพื้นที่เดิมก่อน(เคลียร์พื้นที่)
ก่อนที่จะมีการฟื้นฟูขึ้นมาใหม่ตามแผนงานที่วางไว้
ภารกิจหลักนี้ต้องตกอยู่กับผู้หญิงชาวเยอรมัน
เพราะผู้ชายส่วนใหญ่เสียชีวิตไปแล้วหรือตกเป็นเชลยศึก
ผู้หญิงเหล่านี้ถูกเรียกว่า Trümmerfrauen หรือ ผู้หญิงเศษหินเศษอิฐ

งานเก็บกวาดซากปรักหักพังในครั้งนั้น
รัฐบาลได้มอบหมายให้หน่วยงานเอกชนว่าจ้างผู้หญิง
บางครั้งก็เป็นอาสาสมัครจิตอาสา
งานหลัก คือ การรื้อถอนเก็บกวาดอาคารต่าง ๆ
ที่เหลือรอดจากการระเบิด  แต่ไม่ปลอดภัยกับการอยู่อาศัย
และไม่เหมาะสม กับรอสร้างขึ้นมาใหม่

แต่หลัก ๆ คือ ห้ามการใช้ค้อน ชะแลง เลื่อย ถัง และรอกมือ ทุบทำลาย
ในการรื้อถอนอาคารที่ต้องเก็บกวาดรื้อถอน
เพราะจะทำให้ซากปรักหักพัง พังยับเยินยิ่งขึ้นไปอีก
โดยมีเป้าหมายพยายามนำก้อนอิฐ ก้อนหิน
ให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ในภายหลัง
เพื่อใช้ในการฟื้นฟูบูรณะ/สร้างขึ้นมาใหม่ในภายหลัง

กลุ่มผู้หญิงจะทำการย้ายก้อนอิฐก้อนหินไปกองที่ถนน
โดยกลุ่มผู้หญิงอีกกลุ่มหนึ่งมีหน้าที่ทำความสะอาดและวางซ้อนกัน
คาน ไม้ และเหล็ก เตาผิง อ่างล้างมือ สุขภัณฑ์ห้องน้ำ ท่อน้ำ
และสิ่งของอื่น ๆ ภายในครัวเรือนจะถูกนำมาใช้ซ้ำ
ส่วนที่ไม่เหลือสภาพใช้งานได้อีกแล้ว
จึงจะขนไปทิ้งด้วยรถเข็น รถกะบะ และรถบรรทุก
โดยเศษซากเหล่านี้ถูกนำมาใช้เพื่อถมหลุมระเบิด และสนามเพลาะ
ส่วนเศษซากอื่น ๆ จะถูกกองขึ้นไปเหมือนเนินเขา
ที่รู้จักกันในชื่อ schuttberge  กองภูเขาขยะ

รูปภาพของผู้หญิงเศษหิน/เศษอิฐ
ที่ใช้มือเปล่าในการขนก้อนอิฐ ก้อนหิน และเศษเหล็ก
คือ สัญลักษณ์ของจิตวิญญาณชาวเยอรมันที่ไม่ยอมจำนน
ความกล้าหาญและความปรารถนาที่จะสร้างชาติขึ้นมาใหม่อีกครั้ง

อย่างไรก็ตามการวิจัยเมื่อเร็ว ๆ นี้
โดยนักประวัติศาสตร์ชาวเยอรมัน
แสดงให้เห็นว่า ไม่ใช่ผู้หญิงเศษหิน/เศษอิฐ
ทั้งหมดทุกคนที่เป็นอาสาสมัครจิตอาสา
แม่บ้านที่ยอมเสียสละในการรับใช้ประเทศชาติ
การต้องเป็นผู้ทำหน้าที่ดังกล่าว ทั้งอันตราย/เสี่ยงภัย
เพราะถูกบังคับโดยนาซีเยอรมัน(ช่วงทำสงคราม)
และพวกสัมพันธมิตรรวมทั้งรัฐบาลเยอรมันนีตะวันออก
ที่อยู่ใต้การควบคุมสหภาพโซเวียตรัสเซีย

บางคนต้องไปอยู่ที่ภูเขาเศษขยะ
เพราะสาเหตุการว่างงานและความหิวโหย

ในมหาวิทยาลัยที่ Freiburg
นักศึกษาต้องทำความสะอาดก้อนหินหรือก้อนอิฐก่อน
จึงจะได้รับอนุญาตให้ลงทะเบียนเรียน

ดังนั้นตำนานที่ผู้หญิงหลายคนมีส่วนร่วม
ในการจัดการเศษหินหรือเศษอิฐที่กล่าวขานกันมา
พวกเธอไม่ได้ทำเพราะมีจิตอาสาแต่อย่างใด

Trümmerfrau คือ ตำนานของชาวเยอรมัน
Leonie Treber นักประวัติศาสตร์ กล่าวว่า
เรื่องนี้สร้างภาพขึ้นโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
เป็นการโฆษณาชวนเชื่อที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก
ด้วยการแสดงภาพ Trümmerfrau ที่ร่าเริงในพันที่ทำงาน
ทำให้ภาพเหล่านี้ฝังแน่นอยู่ในความทรงจำของชาวเยอรมัน

ผู้หญิงที่ไปจัดการทำความสะอาด/เก็บเศษหิน/เศษอิฐ
กลายเป็นแบบอย่างสำหรับผู้หญิงทุกคน
ที่ต้องการฝึกฝนทำงานแบบผู้ชายยุคก่อน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหภาพโซเวียตรัสเซีย เยอรมนีตะวันออก
(ในยุคนั้นเยอรมันนีตะวันออกเป็นประเทศบริวารของสหภาพโซเวียตรัสเซีย)
ผู้หญิงหลายหมื่นคนต้องทำงานเก็บกวาดซากปรักหักพัง
เพื่อแลกเปลี่ยนกับอาหารที่ชอบและแยม(ทาขนมปัง) ในปี 1945
ด้วยการทำงานแบบคนงานในยุคกลาง(ที่ไม่มีเครื่องจักรกล)

คนว่างงานถูกผลักไสไปทำงานที่กองภูเขาขยะ
เพราะได้ค่าแรงที่เป็นบัตรปันส่วนอาหารมากกว่างานปกติ
โดยจะได้รับน้ำมันปรุงอาหาร 450 กรัมแทน 210 กรัม

แต่ชาวเยอรมันในเยอรมนีตะวันตกส่วนใหญ่
กลับมองว่าการเก็บกวาดทำขยะนั้นคือ การลงโทษ
เพราะอันตรายจากเศษฝุ่นผง เชื้อโรคตกค้างมาก

Leonie  Treber ระบุว่า
ผู้หญิงไม่ได้มีบทบาทสำคัญเลย
ในการจัดการซากปรักหักพังในเมืองเยอรมันตะวันตก
เพราะงานส่วนใหญ่ทำโดยคนและเครื่องจักร
ตัวอย่างเช่น อาสาสมัครจิตอาสา
ใน Duisburg ในเยอรมันนีตะวันตก
ช่วงเดือนธันวาคม 1945
มีอาสาสมัครผู้ชาย 10,550 คน
และมีอาสาสมัครผู้หญิงเพียง 50 คน

ภาพความแตกต่างที่เห็นได้ชัดคือ ใน Berlin
มีจำนวนผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย
มีอาสาสมัครผู้หญิงประมาณ 60,000 คน
ที่จะจัดการซากปรักหักพังจากภัยสงคราม
แต่ถึงกระนั้นก็มีจำนวนไม่เกิน 5%
ของประชากรหญิงทั้งหมดของเมืองนี้

แต่ในเยอรมนีตะวันออกและตะวันตก
Trümmerfrauen ได้รับการยอมรับ
และมีวาระเฉลิมฉลองโดยรัฐบาล
เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดี
เกี่ยวกับบทบาทของผู้หญิงในการสร้างชาติใหม่
มีการสร้างรูปปั้นระลึกถึงงานของพวกเธอ
และผู้หญิงบางคนยังได้รับเกียรติสูงสุด
Bundesverdienstkreuz 
เครื่องอิสริยาภรณ์ของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี

หลังสงครามสิ้นสุดลง
เยอรมนีได้กลายเป็นประเทศของผู้หญิง
ทหารเยอรมัน 5.3 ล้านคนตาย
เกือบ 11 ล้านคนเป็นเชลยศึก
ผู้ชายอีกหลายล้านคนไม่มีใครรู้ว่า
อยู่ที่ไหนและจะกลับบ้านหรือไม่
และหลายคนที่ยังอยู่ก็มีอาการป่วยหรือบาดเจ็บ
ผู้หญิงและเด็ก ๆ ในเมืองที่ได้รับความเสียหาย
และต้องต่อสู้ดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

เพื่อความอยู่รอดในชีวิตประจำวันโดยไม่มีผู้ชาย
ผู้หญิงต้องดูแลเด็ก ๆ และกำจัดขยะสงคราม
ต้องทำอาหาร ทำความสะอาดและเก็บกวาดก้อนหินก้อนอิฐ
บางคนต้องขับรถบรรทุกและควบคุมรถเครนก่อสร้าง
แทบไม่มีความแตกต่างกันเลยในเรื่องงานของผู้หญิงของผู้ชายเลย

เรียบเรียง/ที่มา

https://bit.ly/2VbTsPo
https://bit.ly/1JHNco6
https://bit.ly/2ZAzykK


2.
 


3.



4.



5.



6.



7.



8.



9.



10.



11.



12.



13.


ไม่ไกลจาก KruppWerke ที่ถูกทำลายไปเพียงบางส่วน ผู้หญิงรายหนึ่งยืนเสนอขายบริการ



14.


ในปี 1947 คำขวัญบนฝาผนังของชาวบ้านใน Essene กับลูกสาว  เขียนด้วยความหวังว่า  วันที่ดีกว่า
 


15.


ท่ามกลางกองซากปรักหักพัง  เด็กรุ่นใหม่ซึ่งดูแลโดยคุณย่า (Essen 1947)


16.

 
บัตรปันส่วนอาหารแต่ละชนิดโดยพันธมิตร  มอบให้ตามภาระงาน/ปริมาณงาน
 ในปี 1947  แม่บ้านทั่วไปใน Essen ต่างใช้วิธีแลกเปลี่ยนอาหารกันในตลาดมืด
เยอรมันตะวันตกได้ยกเลิกบัตรนี้ในปี 1950  ส่วนเยอรมันตะวันออกได้ยกเลิก ในปี 1958



17.


อนุสาวรีย์ Trümmerfrauen ใน Dresden


18.


ในปี 1947 ผู้หญิงคนนี้อาศัยอยู่กับลูกสาวตัวน้อยของเธอในห้องใต้ดิน
David Seymour / Magnum Photos / Agency Focus



19.


 Grüner Heiner จากเศษซากสงคราม ใน Stuttgart-Weilimdorf



20.


Olympiaberg ใน  Olympiapark, Munich



21.


จากที่สูง Birkenkopf ใน Stuttgart



22.


 Teufelsberg ใน Berlin



23.


 Humboldthöhe ใน Berlin



24.


 Volkspark Friedrichshain ใน Berlin






 


 

 








เรื่องเล่าไร้สาระ


Adolf Hitler ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง
ในตอนดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำเยอรมันนี
เพราะใช้พลพรรคนาซีเยอรมันนี
บุกรัฐสภาเพื่อควบคุมเสียงข้างมากในรัฐสภา
ให้ลงคะแนนเสียงให้ตนเป็นผู้นำรัฐ

Adolf Hitler มีผลงานเขียนเรื่อง Mein Kampf (1925–26)
และมีการตีพิมพ์ภาษาเยอรมันครั้งสุดท้ายในปี 1945 
ลิขสิทธิ์หนังสือเล่มนี้ตกเป็นของรัฐ Barvaria และหมดอายุลงในปี 2016
โดยก่อนหน้านี้จะห้ามทำสำเนาหรือตีพิมพ์ในเยอรมันนี
พอตอนนี้มีการรื้อฟื้นตีพิมพ์ขึ้นมาใหม่ในภาษาเยอรมัน
ซึ่งเรื่องแบบนี้ทำให้พวกนีโอนาซี พวกคลั่งผิวขาว/เหยียดผิว ชื่นชอบมาก
และไม่นานมานี้ Munich's Institute of Contemporary History
ได้ตีพิมพ์ฉบับภาษาเยอรมันตามต้นฉบับเดิมพร้อมกับหมายเหตุประกอบทั้งเล่ม
กลายเป็นหนังสือเล่มที่ขายดีที่สุดในเยอรมันนีตอนนี้




New edition of Mein Kampf flying off the shelves in Germany



อนึ่ง หนังสือเล่มนี้มีการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ หลายฉบับแล้ว
มีฉบับแปลเป็นภาษาไทยว่า การต่อสู้ของข้าพเจ้า
ในเล่มเขียนเรื่องราวยกย่องชนเผ่า Germanic ว่าเป็นพวกอารยัน
เคยรุ่งเรืองมาก่อนทั้งภาษาและวัฒนธรรม
และเคยบุกยึดกรุงโรมเป็นเมืองขึ้นได้
แม้ว่าจะถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกชนเผ่าป่าเถื่อน
เป็นการปลุกระดมความคลั่งเชื้อชาติเยอรมันนี
กับแสดงความจงเกลียดจงชังชาวยิวอย่างมาก
พอ ๆ กับการต่อต้านระบอบประชาธิปไตย
ลัทธิคอมมิวนิสต์ และลัทธิทหาร

Adolf Hitler ก็ไม่ต่างกับผู้นำเผด็จการที่ใช้
คุก ทหาร ศาล ตำรวจ โรงเรียน โรงพยาบาลคนบ้า 
เป็นเครื่องมือกดขี่/ปกครองประชาชน
ตามแนวคิดของ Michel Foucault https://goo.gl/uKrQhx

Adolf Hitler เป็นนักปลุกระดมและหาเสียงอย่างดุดัน
โจมตีการแพ้สงครามโลกครั้งที่ 1 ของเยอรมันนี
ว่าเป็นเพราะการสมคบคิดของชาวยิว
ในการทำลายชนชาติเยอรมัน
ชาวยิวร่วมกับประเทศสัมพันธมิตรที่เป็นศัตรู
จึงมีเหตุผลสมควรที่จะกำจัดชาวยิวทั้งหมด
และทำสงครามเพื่อล้างความอัปยศของเยอรมันนี

ยังมีข้อเท็จจริงอีกอย่างคือ
Adolf Hitler เกิดที่ Braunau am Inn
ซึ่งสมัยนั้นเป็นส่วนหนึ่งของอาณาจักรออสเตรีย-ฮังการี
ก่อนย้ายมาทำมาหากินในเยอรมันนี
ด้วยการรับราชการทหารจนได้รับยศสิบโท
และก้าวสู่หัวหน้าพรรคการเมือง/ผู้นำประเทศในที่สุด





ปัญหาที่ตกค้างหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
คือการนำเข้าแรงงานจากประเทศตุรกี
มายังเยอรมันนีฝั่งตะวันตก(ก่อนรวมชาติ)
เพราะภัยพิบัติจากสงคราม
ทำให้ชาติเยอรมันนีขาดแคลนแรงงานอย่างแรง
แต่ก็ไม่ยอมให้สัญชาติเยอรมันกับคนตุรกีอย่างง่าย ๆ

จนทุกวันนี้ยังมีปัญหาคนเชื้อชาติตุรกี
ที่ส่งกลับก็ไม่ได้รับไว้ก็เป็นปัญหา
เพราะบรรดาลูกหลานเชื้อสายตุรกีส่วนมาก
ไม่ยอมกลมกลืนภาษา/วัฒนธรรมกับคนเยอรมัน
กับยังคงความเชื่อทางศาสนาอิสลามที่สืบทอดกันมา
บางคนก็เป็นพวกมุสลิมสุดโต่งไปร่วมกับ Isis 
ทำสงครามในอีรัค ซีเรีย ถูกฆ่าตายก็มาก
หนีกลับประเทศก็มากเช่นกัน

เรื่องเดิม     








เยอรมันแดงหรือเยอรมันตะวันออก
ที่เคยตกอยู่ใต้การปกครองของสหภาพโซเวียตรัสเซีย
Putin ประธานาธิบดีรัสเซีย ก็เคยไปทำหน้าที่
เป็นหน่วยสืบราชการลับ KGB ที่นี่
ทำให้ Putin พูดภาษาเยอรมันได้คล่องแคล่วมาก
สามารถเจรจาโต้ตอบให้สัมภาษณ์เป็นภาษาเยอรมันได้

 

Putin shows German skills, unexpectedly steps in as translator at forum



แต่ในตอนที่พวกทหารสหภาพโซเวียตรัสเซีย
ถอนฐานทัพและทหารออกจากเยอรมันตะวันออก
มีการขนข้าวของกลับไปประเทศตนจำนวนมาก
ทั้งสุขภัณฑ์และข้าวของต่าง ๆ จนเป็นที่เล่าลือกัน
เพราะสหภาพโซเวียตรัสเซียในยุคนั้นใกล้ถังแตกแล้ว
และจมปลักไปหลายปีกว่าจะฟื้นฟูเหมือนทุกวันนี้


เยอรมันมีการรวมชาติได้หลังจากที่มีการทุบกำแพงเบอร์ลิน
มีหลายชาติคาดว่า  เยอรมันต้องล่มจมไปอีกหลายสิบปี
แต่เพียงแค่ไม่เกิน 10 ปี เยอรมันสามารถผงาดขึ้นเป็นรัฐชั้นนำได้
แม้ว่าในช่วงแรกคนเยอรมันตะวันตกจะดูถูกคนเยอรมันแดงว่า
เป็นพวกขี้เกียจ คิดไม่เป็น เพราะเคยชินกับทำตามรัฐสั่งเสมอมา
แต่หลังจากนั้นก็มีการพัฒนาจนกลมกลืนเป็นชาติเดียวกัน
ตัวอย่างเช่น นายกรัฐมนตรีเยอรมันคนปัจจุบัน
ก็มาจากฝั่งเยอรมันตะวันออกในยุคก่อน




อังเกลา แมร์เคิล เติบโตและศึกษาในเยอรมันตะวันออก 
ทำให้พูดภาษารัสเซียได้คล่องในการเจรจากับปูติน ผู้นำรัสเซีย



ข้อมูลเพิ่มเติม  https://bit.ly/2JrUJQi




 

Pink Floyd - Another Brick In The Wall (HQ)


เพลงนี้ได้สร้างแรงบันดาลใจ/ปลุกเร้าใจ
ให้ชาวเยอรมันฝั่งตะวันตกร่วมใจกัน
เดินทางกันไปช่วยกันทุบทำลายกำแพงเบอร์ลิน
ที่เป็นทั้งกำแพงและสัญรูปแบ่งแยกคนเยอรมันเป็นสองชาติ
ในการทะลายกำแพงเบอร์ลิน ปี 1989
และมีการจัดมหกรรมดนตรี The Wall
เพื่อเฉลิมฉลองการล่มสลายของกำแพงเบอร์ลินในปี 1990
แม้ว่าในตอนแรกจะแต่งเพลงนี้ในปี 1979
เพื่อต่อต้านระบบการศึกษาที่เข้มงวดแบบ Old School
ที่เน้นการท่องบ่น จดจำ ไม่ยอมให้อิสระในการเรียน
แต่มีคนนำมาตีนัยการต่อต้านระบอบเผด็จการ

ข้อมูลเพิ่มเติม


https://bit.ly/2DUJ6h6
https://bit.ly/2LrIEwR


 

CHITSWIFT - ธุรกิจการศึกษา

เพลงไทยที่ต่อต้านระบบการศึกษาเฮงซวย








2+2=5 | Two & Two = Five
Nominated as Best Short Film, Bafta Film Awards, 2012



หนังเสียดสีการศึกษาในอิหร่าน
ที่ถูกครอบงำโดยรัฐบาลและผู้นำศาสนาอิสลามนิกายชีอะห์
โดยกลุ่มลูกหลานชาวฟาร์ซี(คนอิหร่านที่พูดภาษานี้มาก)ในสหรัฐ
 

โดย ravio

 

กลับไปที่ www.oknation.net