วันที่ จันทร์ พฤษภาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หญิงหน่อยโพสปปช.เคยบอกไม่หนุนลุงตู่ //อำนาจ-ผลประโยชน์การเมืองจับขั้ว


สวัสดีครับ

         บทบาทการต่อสู้กับพรรคอื่นที่ 'หญิงหน่อย' ถนัด คือ การหยิบเอาคำพูดเก่าๆที่ต่างสถานะการณ์มาดักคอ ซึ่งเรื่องนี้

นายจุรินทร์ก็เคยซัดกลับบนเวทีมาแล้ว แต่'หญิงหน่อย' ก็ยังจะใช้ลูกไม้เดิมอยู่อีกนั่นเอง แต่จะว่าไปแล้ว แม้เจ้าของพรรคเพื่อ

ไทยทางดูไบจะไม่หนุนเธอสักเท่าไรเลยก็ตาม แต่'หญิงหน่อย' ก็ยังมานะบากบั่นทำเพื่อพรรคเพื่อไทยไม่ส่างซา

 

คนคอยคิว ... ไม่เปิดช่องให้บ้างก็แล้วไป !

 

'พระอุปคุต' ผู้ขจัดมารประเทศ

    
วันนี้ จันทร์ที่ ๒๐ พฤษภาคม ๒๕๖๒ 
 

    หยุดงาน.......
    เพราะราชการหยุด!
    หยุดด้วยเหตุผลว่า วันหยุด "วิสาขบูชา" ปีนี้ ตรงกับวันเสาร์ ฉะนั้น ต้องหยุด "ชดเชย"
    คือ สังคมไทยถือคติว่า คนทำงานเอาเปรียบเวลางานได้ แต่เวลางานจะเอาเปรียบคนไม่ได้!
    ประเทศไทยจึงเจริญมาก..... 
    และเพลิดเพลินด้วยวันหยุดราชการมาก นอกจากหยุด "เสาร์-อาทิตย์" แล้ว 
    ใน ๓๖๕ วัน ยังเพียบพูนด้วย "หยุดชดเชย" รวมๆ แล้ว ๑ ปี ทำงานกันถึง ๑๐๐ วันหรือเปล่า 
    ........ก็ยังสงสัย?
    "วันวิสาขบูชา" มีโอกาสได้ตามคณะ ๒ ท่านผู้เฒ่า "พลเอกนิพนธ์ ภารัญนิตย์" และ "คุณบรรพต  หงษ์ทอง" ไปเวียนเทียนกลางทะเลสาบ
    ขอให้อานิสงส์จากครั้งนี้ จงมี จงบังเกิดแก่ทุกท่านด้วย
    ก็โน่นแน่ะ.........
    วัดผ่องด่ออู ซึ่งอยู่กลางทะเลสาบอินเล แถบเทือกเขาเมืองตองยี ในรัฐฉาน 
    นั่งเรืออาบแดดเปรี้ยงร่วมชั่วโมง ชนเผ่าและชาวพม่านี่ ศรัทธาในพระพุทธศาสนากล้าแข็งและเคร่งครัดมาก
    กราบ "พระบัวเข็ม" หรือ "พระอุปคุต" แล้ว พลเอกนิพนธ์นำเดินเวียนเทียนตอนเที่ยง ๓ รอบ 
    จากนั้น นั่งเพ่งดูพระบัวเข็มทั้ง ๕ องค์ จนจิตปีติ เอิบอาบดีแล้ว ก็พากันนั่งเรืออาบแดดกลับ
    "พระบัวเข็ม" น่าจะเคยได้ยินชื่อกันมาบ้างกระมัง?
    ตอนเด็กๆ เคยเห็นที่วัด เขาเอาหล่อน้ำไว้ ก็สงสัยมานาน ว่าทำไมต้องเอาพระหล่อน้ำ? 
    เพิ่งรู้ชัดตอนนี้เอง!
    พระบัวเข็มกลางทะเลสาบอินเลนี้ มี ๕ องค์ แกะจากกิ่งต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประเทศอินเดีย  
    เป็นรูปพระเถระนั่งก้มหน้า มีใบบัวคลุมศีรษะ มีเข็มหมุดปักอยู่ตามตัวหลายจุด นั่งบนฐานบัวหงาย-บัวคว่ำ 
    แต่ตอนนี้ ชาวบ้านปิดทองจนไม่เห็นองค์เดิมแล้ว เขาทำครอบแก้วครอบไว้ จะปิดทองหรือเข้าไปสัมผัสแบบเดิมไม่ได้
    ทั้ง ๕ องค์นี้ มีประวัติและความเป็นมาพิสดาร กว้างขวางมาก หาอ่านได้ทั่วไปอยู่หรอก
    ทั้ง ๕ นี้ คือพระพุทธเจ้าที่อุบัติแล้วในโลกมนุษย์ ๔ พระองค์ 
    ส่วนอีกองค์ เขาบอกว่า จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ ที่ ๕ คือ "พระศรีอริยเมตไตรย"
    ทีนี้ มาทำความรู้จักในรูปลักษณ์ "พระบัวเข็ม" หรือ "พระอุปคุต" กันสักนิด 
    ก็นี่แหละ ที่ต้องไปบูชาวิสาขะที่นี่ในปีนี้ ก็หวังขอบารมีให้ท่านมาปัดเป่ามารร้ายบ้านเมือง ช่วยพลิกวิกฤติเศรษฐกิจประเทศ ให้ทำมาค้าขายร่ำรวยกัน
    พระอุปคุต ท่านเกิดสมัย "พระเจ้าอโศกมหาราช" หลังพระพุทธเจ้านิพพานแล้ว ๒๐๐ กว่าปี 
    ตามประวัติมีว่า..........
    "พระอุปคุต" เป็นพระอรหันต์ที่เปี่ยมด้วยอิทธิปาฏิหาริย์มากมาย
    ท่านมักน้อยสันโดษ จึงเนรมิตเรือนแก้วขึ้นในสะดือทะเล ลงไปจำพรรษาในที่นั้นตลอดอายุขัยของท่าน
    เมื่อพระเจ้าอโศกฯ ทรงสร้างพระวิหารและพระสถูปเจดีย์ ๘๔,๐๐๐ องค์ 
    อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุที่ทรงขุดหาจากเจดีย์ต่างๆ นำมารวมไว้ที่สถูปเจดีย์นี้ 
    จากนั้นให้มีการฉลองสมโภช ๗ ปี ๗ เดือน ๗ วัน 
    เพื่อให้การฉลองสมโภชเป็นไปด้วยความเรียบร้อย จึงใคร่จะอาราธนาพระสงฆ์ที่ทรงอิทธิฤทธิ์มาคุ้มครองงาน ให้ปราศจากการรบกวนของพวกมารร้ายต่างๆ 
    แต่พระสงฆ์ในนครปาตลีบุตร ไม่มีรูปใดสามารถเป็นผู้คุ้มครองงานได้ (โดยเฉพาะภัยจากพญาวัสสวดีมาร ผู้มีฤทธิ์ยิ่งกว่าภูตผีปีศาจทั้งหลาย) 
    มีแต่ "พระอุปคุตเถระ" รูปเดียวเท่านั้น 
    จึงตั้งพระตัวแทน ๒ รูป ลงไปนิมนต์พระอุปคุตจากใต้สะดือทะเลขึ้นมาคุ้มครอง
    การอัญเชิญพระอุปคุตขึ้นมาช่วยรักษาความสงบไม่ให้พญามารมารบกวนในครั้งกระนั้น
    ในประเทศไทยเรา เป็นประเพณีปฏิบัติดังเห็นทุกวันนี้ ในภาคอีสาน จะมีการทำบุญใหญ่ๆ  
    อย่างเช่น ทำบุญพระเวสสันดร ทำบุญเดือน ๖ ทำบุญสงกรานต์ ทำบุญนมัสการประจำปีวัด 
    เช่นวัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร จ.นครพนม จะมีการทำบุญนมัสการพระธาตุพนมประจำปี ขึ้น  ๑๐ ค่ำ เดือน ๓ การทำบุญแต่ละครั้ง จะต้องมีพิธีอัญเชิญพระอุปคุตที่ริมแม่น้ำโขงให้ขึ้นมาช่วยปกปักรักษาคุ้มครองงานให้ดำเนินไปด้วยดี 
    อย่ามีอุปสรรคและสิ่งชั่วร้ายบังเกิดขึ้นในขณะทำบุญและการจัดงาน   
    ผู้ใดใส่บาตรพระอุปคุตหรือบูชาท่านสม่ำเสมอ ชีวิตจะประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรือง ร่ำรวยได้อย่างรวดเร็ว     
    ก็อาจสงสัย.........
    ว่าทำไมเมื่อตักบาตรพระอุปคุตหรือบูชาท่านแล้ว จะพบกับความสำเร็จและร่ำรวย  
    ในความเชื่อทางพุทธศาสนามีอยู่ว่า การทำบุญวันพระใหญ่ ในคืนวันขึ้น ๑๕ ค่ำ ซึ่งตรงกับวันพุธ จะมีสิ่งมหัศจรรย์เกิดขึ้น
    นั่นคือ "พระอุปคุต" ท่านจะออกมาบิณฑบาตโปรดสัตว์ หลังจากบำเพ็ญฌานสมาบัติเสวยวิมุตติสุข  ณ โลกใต้สมุทรภายในปราสาทแก้วที่เนรมิตขึ้น เหนือรัตนบัลลังก์ในค่ำคืนวันนั้น 
    ท่านจะแปลงกายเป็นสามเณร ออกจากสมาบัติ ขึ้นมาบิณฑบาตบนโลกมนุษย์ โปรดสัตว์ผู้ทุกข์ยาก 
    จึงนำมาซึ่งความเชื่อ เกิดเป็นประเพณี "ตักบาตรเที่ยงคืน" ถือปฏิบัติสืบมาหลายร้อยปี ตามวัดต่างๆ ในประเทศนับถือพระพุทธศาสนา 
    โดยเฉพาะทางภาคเหนือของไทย เช่นที่ เชียงใหม่ จะมีคนรวมตัวกันที่วัดอุปคุต ตักบาตรพระจำนวนมาก ซึ่งนิมนต์มาจากท้องที่ต่างๆ ทั้งในเมืองและนอกเมือง 
    การตักบาตรในค่ำคืนกับพระสงฆ์ ที่สมมติว่าเป็น "พระอุปคุต" นี้ หากใครได้ตักบาตรและอธิษฐานขอพรสิ่งใดไว้ 
    จะสำเร็จผลโดยง่ายกว่าการอธิษฐานในเวลาปรกติ! 
    "พระอุปคุต" ที่บางพื้นที่เรียก "พระบัวเข็ม" นี้..........  
    การตั้งบูชา ควรตั้งบนฐาน อยู่กลางภาชนะใส่น้ำลอยดอกมะลิ เป็นการจำลองที่ท่านจำพรรษาอยู่ในมหาสมุทร ตำแหน่งการจัดวางพระอุปคุตในที่บูชา....
    "ต้องตั้งต่ำกว่าพระพุทธรูป" 
    เพราะพระอุปคุต เป็นระดับพระอรหันตสาวกของ "พระพุทธเจ้า"
    ครับ...ก็เล่าสู่กันฟัง 
    ชาวคณะผมได้อาราธนาขอบารมีธรรมจากพระอุปคุตที่กลางทะเลสาบอินเลให้มาปราบมารประเทศ 
    นำความเจริญรุ่งเรืองสู่เศรษฐกิจและชีวิตคนไทย ผู้ตั้งมั่นในคุณธรรม ศีลธรรม และความดีงามด้วยกันทุกคน    
    ที่เล่านี่ ย่นย่อพอรู้ที่มา-ที่ไปเท่านั้น ความพิสดารของพระอุปคุต มีมากมายเป็นพันเท่า 
    ผมเก็บความจาก internet University of Thailand ฉะนั้น เปิดอ่านความเต็มได้จากเว็บนะครับ.

วัดใจ'จุรินทร์'หญิงหน่อยโพสต์จี้'ปชป.'เคยประกาศไม่หนุนลุงตู่

    
 

20 พ.ค.62-  คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์การเลือกตั้งพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊ก "คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ Sudarat Keyuraphan" ระบุ "ถ้าเราต้องการได้ประชาธิปไตยกลับคืน ถ้าเราต้องการหยุดการสืบทอดอำนาจ เราต้องทวงคืนคะแนนจากบัตรเลือกตั้งของคนที่ #ไม่เอาลุงตู่ จากทุกพรรคฯการเมืองให้ได้ค่ะ

พรรคที่ประกาศนโยบายว่าจะสนับสนุนลุงตู่เป็นนายกฯ ได้คะแนนจากการเลือกตั้ง คิดเป็นจำนวน สส.รวมกันเพียง 120 กว่าคน ในขณะที่ พรรคที่ประกาศนโยบายว่าจะ #ไม่เอาลุงตู่เป็นนายก ได้คะแนนคิดเป็น สส.รวมกันถึง 297 คน มากกว่าเกินหนึ่งเท่าตัว และในจำนวนนี้ มี 52 คน คือ สส.ของพรรคประชาธิปัตย์ รวมอยู่ด้วยค่ะ 297:121 คือคะแนนเสียงที่สะท้อนว่า คนส่วนใหญ่ของประเทศเห็นว่าลุงตู่ควรหยุดได้แล้ว และปล่อยให้ประชาธิปไตยได้ไปต่อ ตามมาตรฐานสากล เช่นเดียวกับประเทศที่พัฒนาแล้วทั่วโลก
ก่อนการเลือกตั้งไม่กี่วัน หัวหน้าประชาธิปัตย์ได้ประกาศคำมั่นสัญญากึกก้องว่า... “พรรคประชาธิปัตย์จะไม่สนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯ และไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจ” ปรากฏมีเสียงปรบมือจากกองเชียร์ดังสนั่น นั่นคือสิ่งที่ยืนยันว่า 3.9 ล้านคะแนนที่เลือกพรรคประชาธิปัตย์ คือเสียงของคนที่ไม่ต้องการให้ลุงตู่เป็นนายกฯต่อไป

“นิด้าโพล” ระบุคนไทยกว่า 98% ไม่เคยอ้างเพื่อน/ยศ มาเบ่ง เวลาถูกขอดูใบขับขี่

    

จากการสำรวจเมื่อถามประชาชนถึงการมีใบอนุญาตขับรถ (ใบขับขี่) พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 68.75 ระบุว่า มีใบอนุญาตขับรถ (ใบขับขี่) ขณะที่ ร้อยละ 31.25 ระบุว่า ไม่มีใบอนุญาตขับรถ (ใบขับขี่)

เมื่อถามผู้ที่มีใบอนุญาตขับรถ (ใบขับขี่) ว่าถ้าถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจขอดูใบอนุญาตขับรถจะทำอย่างไร พบว่า ส่วนใหญ่ ร้อยละ 88.49    ระบุว่า ให้ดูใบอนุญาตขับรถ ตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอทันที รองลงมา ร้อยละ 10.93 ระบุว่า ถามถึงข้อหาที่ได้รับ ก่อนตัดสินใจว่าจะให้ดูใบอนุญาตขับรถ ตามที่เจ้าหน้าที่ร้องขอหรือไม่ ร้อยละ 0.34 ระบุว่า ถามถึงข้อหาที่ได้รับ แต่อย่างไรก็ไม่ให้ดูใบอนุญาตขับรถ และร้อยละ 0.12 ระบุว่า ไม่ให้ดูใบอนุญาตขับรถแน่นอน และให้ดูสำเนาใบอนุญาตขับรถ ในสัดส่วนที่เท่ากัน

เมื่อถามถึงการเคยอ้างยศ/ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองหรือของผู้อื่น เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจใบอนุญาตขับรถหรือถูกออกใบสั่งจากการกระทำผิดกฎจราจร พบว่า ผู้ที่มีใบอนุญาตขับรถ (ใบขับขี่) ส่วนใหญ่ ร้อยละ 98.61 ระบุว่า ไม่เคยอ้าง รองลงมา ร้อยละ 0.81 ระบุว่า เคยอ้าง และร้อยละ 0.58 ระบุว่า ไม่เคยถูกเรียกดูใบอนุญาตขับรถ 

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความคิดเห็นของประชาชนเกี่ยวกับผู้ขับขี่ยานพาหนะ ที่อ้างยศ/ตำแหน่งหน้าที่ของตนเองหรือของผู้อื่น  เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกตรวจใบอนุญาตขับรถหรือถูกออกใบสั่งจากการกระทำผิดกฎจราจร พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 52.04 ระบุว่า      เป็นการใช้ยศ/ตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง/ผู้อื่น ในทางที่ผิด รองลงมา ร้อยละ 25.26 ระบุว่า เป็นเรื่องของการใช้ระบบพรรคพวก/เส้นสาย   ในทางที่ผิด ร้อยละ 17.11 ระบุว่า เป็นเรื่องธรรมดาปกติของสังคมไทยแต่ยอมรับไม่ได้ ร้อยละ 16.39 ระบุว่า เป็นการสร้างความลำบากใจในการบังคับใช้กฎหมายของตำรวจ ร้อยละ 6.31 ระบุว่า เป็นเรื่องธรรมดาปกติของสังคมไทยและยอมรับได้ ร้อยละ 4.56 ระบุว่า เป็นการใช้ยศ/ตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง/ผู้อื่น เพื่อขอความสะดวก ร้อยละ 4.24 ระบุว่า เป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีให้กับคนในสังคม ร้อยละ 3.52 ระบุว่า ทุกคนต้องเคารพกฎหมายอย่างเท่าเทียมกัน ร้อยละ 2.80 ระบุว่า เป็นแค่การขอความอะลุ่มอล่วยจากตำรวจ ร้อยละ 0.80  ระบุว่า เป็นเรื่องของการสร้างเครือข่ายเพื่อการช่วยเหลือซึ่งกันและกันในวันข้างหน้า และร้อยละ 1.60 ไม่แน่ใจ/ไม่ระบุ/ไม่แสดงความคิดเห็น   

'พีระพันธุ์'ประจักษ์แล้ว!ผู้ใหญ่บางคนที่เคารพนับถือมาเกือบ30ปี เชื่อว่าดีแต่แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงภาพลวงตา

    
 

20 พ.ค.62 - นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความเรื่อง "พลังเล็กๆจากหัวใจที่ยิ่งใหญ่" ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว โดยมีเนื้อหาดังนี้

ผมขอใช้พื้นที่ตรงนี้กล่าวคำขอบคุณจากใจถึงเพื่อนสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ทุกระดับทุกสถานะรวมทั้งพี่น้องประชาชนทั่วไป ที่เป็นกำลังใจและแสดงออกถึงการสนับสนุนผมให้เป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ในการเลือกหัวหน้าพรรคเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ที่ผ่านมา
ช่วงเวลาหกวันนับแต่วันที่ผมประกาศอย่างเป็นทางการเมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2562 ว่าผมจะลงสมัครเป็นหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์นั้น ผมได้รับกำลังใจและการสนับสนุนอย่างท่วมท้นอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน ทั้งจากสมาชิกพรรคและประชาชนทั่วไป ทั้งจากการติดต่อพูดคุยกันโดยตรงและจากข้อความทางโทรศัพท์และทางโซเชียลมีเดีย 

มีผู้ใหญ่หลายท่านกรุณาโพสต์ข้อความสนับสนุนผม เช่น ท่านชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกาที่รู้จักผมมากว่า 30 ปี คุณชัย ราชวัตร ที่ผมไม่เคยรู้จักพูดคุยเป็นการส่วนตัวมาก่อน เพียงแค่ชื่นชมในผลงานและจุดยืนของท่านผ่านสื่อเท่านั้น หลังสุดคือ

“ท่านใหม่” ม.จ.จุลเจิม ยุคล ที่ผมไม่เคยรู้จักกับท่านมาก่อน แต่คงเป็นเพราะท่านเห็นด้วยกับแนวทางที่ผมเสนอว่าประโยชน์ของชาติต้องมาก่อน และต้องธำรงไว้ซึ่งชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ท่านคงเชื่อมั่นว่าผมจะนำพาพรรคประชาธิปัตย์ไปในทิศทางที่ตอบสนองความมุ่งหวังของประชาชนได้จริง ไม่ใช่เพราะท่านสนับสนุนผมเป็นการส่วนตัว ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านและท่านอื่นๆจากใจจริงๆครับ 

หกวันของการหาคะแนนเสียงนั้น ผมได้เห็นได้เรียนรู้อะไรต่ออะไรเพิ่มขึ้นมากมายหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมได้เรียนรู้ตัวตนที่แท้จริงของคนหลายๆคน

ผมเพิ่งจะประจักษ์ ด้วยตัวผมเองว่าผู้ใหญ่บางคนที่ผมเคยเคารพนับถือมาเกือบ 30 ปี ที่ผมเคยเชื่อว่าดี แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงภาพลวงตา ใครไม่ยอมอยู่ในอาณัติหรืออยู่ฝ่ายตรงข้ามกันเมื่อใดก็กลายเป็นคนที่ต้องถูกพิฆาต แผ่บารมีต่อต้านวาดภาพให้เป็นคนไม่ดี เป็นคนของคนนั้นคนนี้ เพื่อให้ดูไม่ดีในสายตาเพื่อน 

บารมีมากล้นที่ควรจะวางตัวเป็นกลางเพื่อสร้างเอกภาพกลายเป็นตัวตอกลิ่มให้เกิดความแตกแยกมากขึ้น

แต่ก็น่าชื่นใจที่ยังมีผู้ใหญ่อีกหลายคนที่ผมไม่เคยสนิทสนมด้วยกลับกลายเป็นนักสู้ใจเด็ดที่ไม่ยอมสยบให้กับอำนาจบารมีที่มากล้นอย่างที่ผมไม่เคยคาดคิดมาก่อน

สิ่งเหล่านี้ทำให้ผมและทีมงานซึ่งเป็นเพียงสมาชิกพรรคตัวเล็กๆฮึดสู้ สู้ทั้งที่รู้ว่ากำลังเผชิญกับอะไรและจะเผฃิญกับอะไรต่อไปในอนาคต

เมื่อผลการเลือกหัวหน้าพรรคออกมา ผมได้รับกำลังใจอย่างมากมาย บ่นเสียดายบ้าง ขออย่าท้อถอยบ้าง และพยายามปลอบผมว่า “ไม่ต้องเสียใจ” 

ผมขอกราบเรียนตรงๆ ณ ที่นี้ว่าผมไม่มีความรู้สึกเสียใจใดๆ เลย ตรงกันข้ามผมติดต่อให้กำลังใจเพื่อนๆทุกวัน ว่าอย่าหมดกำลังใจ อย่าท้อถอย และอย่าเสียใจ เพราะเราทำได้ดีที่สุดแล้วในระยะเวลาเพียงแค่หกวัน พลังเล็กๆที่มาจากหัวใจที่ยิ่งใหญ่ของพวกเราและเพื่อนๆในครั้งนี้จะเป็นจุดเริ่มต้นของก้าวสำคัญที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงใหญ่ในวันข้างหน้า

ผมบอกเพื่อนๆว่าเราควรดีใจและภูมิใจอย่างยิ่งที่สมาชิกพรรคตัวเล็กๆอย่างพวกเราและเพื่อนๆที่ร่วมทำงานกันมาเพียงแค่หกวันกลับได้รับเสียงสนับสนุนจากเพื่อน ส.ส. ถึง 20 เสียง น้อยกว่าทีมผู้ชนะเพียง 5 เสียงเท่านั้น
พวกเขาต่างหากที่ควรจะต้องเสียใจและหมดกำลังใจ เพราะแสดงให้เห็นว่าพลังแห่งอำนาจบารมีที่สั่งสมร่วมกันมาหลายสิบปีนั้น บัดนี้เริ่มเสื่อมถอยลงแล้ว สามารถสนับสนุนเอาชนะพลังเล็กๆของพวกเราที่ทำงานกันมาเพียงแค่หกวัน ได้เพียงแค่ 5 คะแนนในส่วนของ ส.ส.

52 คน และเพียงแค่ 50 คะแนน ในส่วนขององค์ประชุมอื่นประมาณ 250 คน !!!

บารมีอันมากล้นชนะพวกเราได้เพียงเท่านั้นเองจริงๆ!!! 

และไม่แน่ กลุ่มบารมีมากล้นนี้อาจแตกคอกันในเรื่องการร่วมหรือไม่ร่วมรัฐบาลก็อาจเป็นได้ ซึ่งก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของอีกปัญหาหนึ่งต่อไป

ผมขอให้กำลังใจคุณกรณ์ จาติกวณิช และคุณอภิรักษ์ โกษะโยธิน และขอแสดงความยินดีกับท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฐ์ ผู้ที่ผมให้ความเคารพรักเหมือนพี่ชายตลอดมา ผมขอให้ท่านนำพาพรรคประชาธิปัตย์กลับมาอยู่ในใจของประชาชนอีกครั้งหนึ่งให้ได้ครับ

ตอนนี้ยังไม่หายเหนื่อยครับ ตลอดหกวันของหาคะแนนเสียงนั้นแทบไม่ได้พักผ่อนเลย เดี๋ยวก็ต้องไปช่วยหาเสียงเลือกตั้งใหม่ที่เชียงใหม่อีกด้วยครับ ขอเวลาให้หายเหนื่อยก่อนครับ ผมจะเล่าเรื่องการเลือกหัวหน้าของพรรคที่ไม่มีเจ้าของ และเบื้องหลังการทำงานของผมและเพื่อนๆตั้งแต่ต้นจนถึงวันเลือกหัวหน้าเมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 ว่าพวกเราทำงานอย่างไร ต้องเผชิญอุปสรรค และต้องต่อสู้กับอะไรอย่างไร แล้วจะเล่าให้ฟังนะครับ.

"อำนาจ-ผลประโยชน์"ยังหอมหวาน การเมือง"จับขั้ว-แย่งชามข้าว"

    
 

 

      ทุลักทุเลกันพอสมควรกับการจัดตั้งรัฐบาล ที่สองขั้วล้วนมีคะแนนเสียงปริ่มน้ำ หากฝ่ายใดได้มาเป็นรัฐบาลเข้ามาบริหารประเทศในที่สุด จนทำให้บรรยากาศ ณ ขณะนี้ไม่ต่างจาก "การเมืองน้ำเน่า" ที่คนไทยได้เห็นมาตลอดชั่วชีวิต

                ตรรกะในการก่อกำเนิดของการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคพลังประชารัฐที่หนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกรัฐมนตรี อาจถูกอธิบายด้วยเรื่องยุทธศาสตร์ที่สำคัญกว่ายุทธวิธี เพราะเป้าหมายคือ "อำนาจ" ในการเข้ามาบริหารประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ 20 ปีที่ต้องการวางรากฐานให้การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขเป็นรากฐานที่หยั่งรากลึก

                ขณะที่ อีกฝ่ายมีตรรกะการสร้างการเมืองในระบอบประชาธิปไตยที่ให้ความสำคัญกับกระบวนการในการได้มาซึ่งเสียงสนับสนุนจากประชาชนด้วยวิธีการเลือกตั้ง ภายใต้เงาของกลุ่มการเมืองที่เสียประโยชน์สิงสถิตเป็นร่างทรง เพื่อโค่นล้มอำนาจในระบบเดิมที่กำลังผนวกเข้ากับกลุ่มทุนอย่างแน่นหนา

                สภาพการณ์ที่คนไทยจะได้เห็น "การเมืองใหม่" ในชาตินี้คงเป็นไปได้ยาก เมื่อโครงสร้างของอำนาจยังเป็นเหมือนเดิม การต่อสู้เรื่องปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง การสร้างประชาธิปไตยโดยไม่มีการบิดเบือนกลายเป็นเพียงความฝัน แถมผลผลิตที่ได้คืนคือ อำนาจประชาชนเล็กลง ระบบราชการใหญ่ขึ้น พรรคการเมืองอ่อนแอ

                "สมดุล" และ "ถ่วงดุล" ถูกพังทลายด้วยความเข้มแข็งของคนกลุ่มหนึ่งที่มีกลุ่มทุนเป็นพันธมิตร

                หันมาดูปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เมื่อโหมดการเมืองเริ่มเข้มข้น ทั้งการปรากฏตัวของ 11 พรรคการเมืองจิ๋วที่ประกาศสนับสนุนพรรคพลังประชารัฐเป็นไปตามที่คาดหมาย มิพักที่ต้องมีคนสัพยอกว่าไม่ต่างจากการรวมกลุ่มเพื่อรอชิ้นเนื้อ

                ขณะที่พรรคการเมืองต่างๆ นั่งนับเลขคำนวณสูตร ส.ส.แลกกระทรวงเกรดเอ บี ซี ไม่ต่างจากยุคลุง ป้า น้า อา ที่ถือเป็นผลตอบแทนในการกรำศึกเลือกตั้ง พา ส.ส.เข้ามานั่งในสภาได้ เพื่อใช้ในการต่อรองจับขั้วรัฐบาลของผู้มีอำนาจ

                ตัวละครที่เป็น "นักการเมืองอาชีพ" หน้าเดิม ตระกูลเดิม ก็ยังวนเวียนอยู่ในระบบพรรค มีการแตะมือหรือผสมผสานระหว่างคนรุ่นพ่อกับรุ่นลูกเข้ามาทำงาน  ภายใต้การต่อรองเรื่องเก้าอี้รัฐมนตรี ที่ไม่ได้ต่างจากที่เคยเห็นมาในช่วงหลายสิบปี

                ต่างก็ตรงที่ คนที่จัดสูตรรัฐบาลและมีอำนาจตัดสินใจคือ กลุ่มทหารที่เคยยึดอำนาจ และเข้ามาบริหารประเทศแล้ว 5 ปี

                แม้ขณะนี้การจัดตั้งรัฐบาลยังไม่เสร็จสิ้น แต่การแบ่งโควตาให้กับพรรคการเมือง กลุ่มการเมือง ก็ทำให้เห็นถึงการยึดเรื่องผลประโยชน์ที่เกี่ยวข้องกับงบประมาณและโครงการต่างๆ ที่ประชาชนเห็นแล้วก็คงได้แต่เบือนหน้าหนี

                เช่น กรณีที่มีกระแสข่าวแกนนำพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ต้องการดูแลกระทรวงสำคัญทั้งด้านเศรษฐกิจและกระทรวงที่จะสร้างผลงาน สร้างคะแนนนิยมในการเลือกตั้งครั้งหน้า ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นไปตามโควตาที่แบ่งให้กับพรรคร่วมรัฐบาล โดย พปชร. 15 ตำแหน่ง ปชป.และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคละ 7 ตำแหน่ง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 2 ตำแหน่ง นอกจากนี้ก็จะเกลี่ยให้กับพรรคที่ร่วมรัฐบาล

                แต่ พปชร.ยังคงยืนยันที่จะดูแลกระทรวงด้านเศรษฐกิจ กระทรวงด้านความมั่นคง ส่วนให้ตำแหน่ง รมช.เป็นของ ปชป.และ ภท. สำหรับกระทรวงเศรษฐกิจ แกนนำ พปชร.ยังยืนยันที่จะดูแล ก.คลัง ก.คมนาคม ก.พาณิชย์ โดยเปิดให้ ปชป.และ ภท.เข้ามาเป็น รมช. ส่วนกระทรวงเศรษฐกิจอื่นๆ ได้แก่ รมว.อุตสาหกรรม รมว.พลังงาน คาดว่าจะปล่อยให้กับพรรคร่วมรัฐบาลเข้ามาทำงาน

                หรือแม้กระทั่งรายชื่อ 250 สมาชิกวุฒิสภาที่เต็มไปด้วย 101 นายพลทหาร-ตำรวจ มีแต่คนกันเองที่ถูกเลือกมาเพราะเคยทำงานใน สปช. สปท. และ สนช. จนมีผลงานมาแล้ว จึงได้ทำงานต่อ ทั้งที่สมาชิกวุฒิสภาหรือสภาสูงควรต้องมีบุคคลที่มีความหลากหลาย มีความรู้ทุกด้าน และส่วนหนึ่งช่วยในการตรวจสอบ ถ่วงดุล ให้กระบวนการทางรัฐสภาเป็นไปด้วยความถูกต้อง ไม่ตกเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นแค่ "เก้าอี้" ที่ใช้ตบรางวัลคนใกล้ชิดที่ได้งานต่อ มีเงินเดือน เบี้ยประชุมหลังเกษียณต่อไปอีก 5 ปี

                ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี "ไม่กลัวเสื่อม" พร้อมกระเตงเพื่อนพ้องน้องพี่เข้ามาอยู่ในกลไกอำนาจต่างๆ อย่างไม่แคร์กระแสวิพากษ์วิจารณ์เช่นกัน ทั้งที่ในอดีตก็มีให้เห็นเป็นตัวอย่างว่าผลลัพธ์ออกมาจะเป็นไปอย่างไร

                ยิ่งล่าสุดประกาศเป็นนัย อยากให้ "บิ๊กป้อม" พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม และ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้ามาร่วมคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง ตอกย้ำความเป็น อยู่ คือ ของ 3 ป. ที่ไม่สามารถแตกกอกันได้

                “ถ้าพูดถึงอยาก ก็โอเค อยาก เพราะไว้ใจกันมา แต่ก็ขึ้นอยู่กับตัวท่านเองด้วยว่าจะรับแค่ไหนอย่างไร รวมถึงเรื่องสุขภาพด้วย ผมเป็นห่วงกังวลตรงนี้” เมื่อถามอีกว่าได้ชวน พล.อ.ประวิตรมาร่วมงานแล้วหรือยัง พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “เรื่องอย่างนี้ไม่ต้องชวน ถึงเวลาก็คุยกัน ส่วนจะมีแนวโน้มที่จะมาช่วยงานหรือไม่ ยังไม่ทราบ พล.อ.ประวิตรก็ตอบสื่อแล้วว่าไม่รู้เหมือนกัน ซึ่งส่วนตัวยังไม่ได้ถามท่าน รวมถึง พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย จะมาช่วยงานหรือไม่ ก็แล้วแต่ท่าน เพราะวันนี้ไม่ใช่แค่ผมเพียงคนเดียว"พล.อ.ประยุทธ์กล่าวเมื่อถูกถามว่าอยากให้ พล.อ.ประวิตรอยู่ช่วยงานต่อไปอีกหรือไม่

                หรืออาจเป็นไปเพราะ ธรรมชาติของ "อำนาจ" เมื่อมาอยู่กับใคร ผู้นั้นจะไม่ระวัง ส่งผลให้ "เหลิง" หรือ "ตาบอด" ได้ง่าย ด้วยเหตุผลที่คนใกล้ชิดล้วนรับอานิสงส์ ได้ประโยชน์ ไม่กล้าเตือนให้เห็น "ข้อดี-ข้อเสีย" ในเรื่องต่างๆ อย่างตรงไปตรงมา

                ขณะที่ พรรคการเมืองอีกขั้วยังคงเดินเกมจัดตั้งรัฐบาลในอากาศ ผ่านกระแสการก่อกำเนิดของ "ขั้วที่ 3" สร้างฝันให้กับ "แฟนคลับ" ที่หวังจะล้ม "รัฐบาลทหาร" ที่แปลงสภาพสวมเสื้อ ส.ส.เข้ามาบริหารประเทศ

                จับกระแส "พ่อของฟ้าฟีเวอร์" ดันก้น "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่เป็นนายกรัฐมนตรี จนกระทั่ง "ธนาธร" เองก็ตวัดลิ้นหลายหน ตามกระแสชูตัวเองเป็นนายกฯ กลืนน้ำลายคำประกาศของตัวเองอยู่หลายรอบ

                กวนกระแสให้เกิดความหวาดระแวง และหวังให้ "ส้มหล่น" จากปรากฏการณ์ "ฟ้าผ่า" ล้มกระดานเลือกตั้งที่ยังมั่วอยู่กับการจัดตั้งรัฐบาล

                จากปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในห้วงระยะเวลา 1-2 สัปดาห์ที่ผ่านมา การเมืองไทยที่คาดหวังว่าจะมีทิศทางที่ดีขึ้น การปฏิรูปให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างการเมือง สังคม เศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำได้อย่างแท้จริง อำนาจอยู่ที่ประชาชน พรรคการเมืองยึดมั่นในอุดมการณ์ ละวางเรื่องผลประโยชน์ ผู้นำยึดในผลประโยชน์ส่วนรวม ไม่คำนึงถึงพรรคพวก เครือญาติ กลายเป็นเรื่องเพ้อฝัน

                ความจริงคือ ระบบอุปถัมภ์ยิ่งฝังรากลึก กลุ่มทุนเฟื่องฟู ระบบราชการเข้มแข็ง พรรคการเมืองแตกแยก อ่อนแรง!!!.

         ทีมข่าวการเมือง

 


    
 

(เครื่อง “High Power Laser Therapy” หรือเครื่องเลเซอร์กำลังสูง จะช่วยซ่อมแซมเซลล์ที่เสื่อม ซึ่งเป็นสาเหตุของการปวดเมื่อยร่างกายให้ฟื้นตัวและกลับมาใช้งานได้ปกติ จึงช่วยย่นระยะเวลา ของการเจ็บป่วยให้ดีขึ้น)

    ประเด็นการดูแลสุขภาพผู้สูงวัยเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ จากจำนวนของคนวัยเกษียณที่เพิ่มมากขึ้น เห็นได้จาก “ศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ สภากาชาดไทย” ซึ่งตั้งอยู่ ต.บางพระ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ที่เปิดให้บริการเป็นเวลา 3 ปี สำหรับคนที่อายุ 50 ปีขึ้นไป โดยอยู่ภายใต้สังกัดของโรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย โดยจุดประสงค์ของศูนย์มุ่งเน้นการฟื้นฟูและดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ และเพื่อให้เป็นต้นแบบของการดูแลผู้สูงวัยที่ครบวงจร 
    เนื่องจากโรงพยาบาลทั่วไปจะเน้นการรักษาโรค แต่การดำเนินงานของศูนย์เน้นเตรียมความพร้อมให้ผู้สูงวัยสามารถดูแลตนเองได้ที่บ้าน หรือเป็นจุดเชื่อมต่อให้กับผู้ป่วยสูงวัยที่ได้รับการรักษาจาก รพ.ในพื้นที่ ก่อนกลับไปใช้ชีวิตที่บ้าน ที่สำคัญยังพบว่าคนอายุ 50 ปีขึ้นไปนั้นมักจะเจ็บป่วยด้วยอาการผิดปกติของสมอง รวมถึงโรคหลอดเลือด โรคปวดข้อต่างๆ รวมถึงโรคหัวใจ ตลอดจนคนวัยนี้จำเป็นต้องได้รับการเช็กอัพร่างกาย เพื่อตรวจหาโรคที่กล่าวมาข้างต้น จึงจำเป็นต้องได้รับการส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพ

(นพ.ชัชวาล วัตนะกุล)

    นพ.ชัชวาล วัตนะกุล ผู้อำนวยการ “ศูนย์ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ สภากาชาดไทย” ให้ข้อมูลว่า “ศูนย์นี้เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดของ “โรงพยาบาลสมเด็จพระบรมราชเทวี ณ ศรีราชา สภากาชาดไทย” โดยก่อตั้งขึ้นเมื่อปี 2554 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงวัย ที่ต้องการเตรียมความพร้อมในการดูแลตัวเอง อันเนื่องมาจากการป่วยโรคยอดฮิตที่พบได้ในคนวัยหลัก 5 ขึ้นไปอย่าง ความผิดปกติของสมอง, โรคเกี่ยวกับหลอดเลือด, โรคข้อ และโรคหัวใจ กับโรงพยาบาลในพื้นที่ และจำเป็นต้องได้รับการทำกายภาพต่อเนื่อง เพื่อให้กลับไปใช้ชีวิตได้เองที่บ้าน เนื่องจากโรงพยาบาลส่วนใหญ่จะเน้นไปที่การรักษาโรค ดังนั้นศูนย์ของเราจึงเปรียบเสมือนจุดเชื่อมต่อกับโรงพยาบาลในพื้นที่ ก่อนที่ผู้ป่วยจะกลับไปดูแลตัวเองที่บ้านได้
    “การดำเนินงานหลักๆ ของเรานั้นมุ่งเน้นที่การรักษาคน ซึ่งต่างจาก รพ.ทั่วไปที่เน้นการรักษาโรค โดยเริ่มจาก 1.การดูแลสุขภาพ 2.การป้องกันโรค 3.การรักษา 4.ฟื้นฟูสุขภาพที่เน้นการให้บริการทั้งแพทย์แผนไทยและแพทย์แผนจีน 
    รวมถึงยังเปิดสอน “หลักสูตรฝึกอบรมการดูแลผู้สูงอายุ 420 ชั่วโมง” ตามหลักสูตรของกระทรวงสาธารณสุขและสภาชาดไทยให้กับผู้ที่สนใจเข้ามาเรียน ทั้งผู้ที่เป็นลูกหลานเพื่อให้กลับไปดูแลผู้สูงอายุที่บ้าน กระทั่งผู้ที่เข้ามาศึกษาหลักสูตรดังกล่าว และอยากร่วมงานกับ “ศูนย์ส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ สภากาชาดไทย” ของเรา นอกจากนี้ยังมี “บริการดูแลฟื้นฟูสุขภาพผู้สูงอายุ ทั้งการพักค้างระยะสั้นและระยะยาว” ที่ปัจจุบันมีทั้งหมด 40 ห้องพัก และมีผู้ใช้บริการ 28 ห้อง และคาดว่าจะขยายให้ครอบคลุม โดยเปิดให้ได้ 120 ห้องในอนาคต ตลอดจนบริการเยี่ยมบ้านผู้ป่วย”

(“สลิงสำหรับพยุงตัวผู้สูงอายุในการฝึกเดิน” สำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาขา ไม่แข็งแรง เดินไม่ถนัด)

    ยกตัวอย่างเครื่องมือเด่นๆ สำหรับศูนย์ดังกล่าว อาทิ “สลิงสำหรับพยุงตัวผู้สูงอายุในการฝึกเดิน” ไปในจุดต่างๆ เช่น ไปห้องน้ำ ห้องกินข้าง ห้องนอน เครื่องนี้จะช่วยทำให้ผู้สูงอายุมีความมั่นใจในการเดิน โดยรับน้ำหนักได้ไม่เกิน 250 กิโลกรัม สำหรับเครื่องมือนี้มีประโยชน์เพื่อผ่อนแรงพยุงผู้ดูแลผู้สูงอายุที่มีน้ำหนักตัวมาก ป้องกันการหกล้ม ซึ่งผู้ป่วยที่มารับบริการนั้นมักมาด้วยอาการเดินไม่ได้ ขาไม่แข็งแรง และเดินไม่ถนัด ซึ่งเครื่องนี้เพื่อนำไปอยู่ที่บ้าน หรือผู้ป่วยที่มีกำลังในการซื้อ จะช่วยให้สะดวก ช่วยพยุงผู้ป่วยไปยังจุดต่างๆ เขารู้สึกสบาย พาตัวเองไปห้องต่างได้ โดยให้ฝึกวันละ 30 นาที 

    ถัดมาเป็น เครื่อง “Multisensory Stimulation” หรือเครื่องมือสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องสมองเสื่อม ซึ่งเครื่องมือนี้จะช่วยฝึกสมาธิในผู้สูงอายุเพื่อเรียกความจำกลับคืนมา เช่น สีแดง ให้ผู้สูงอายุกดสีหนึ่งขึ้นมาและหยุด โดยให้ท่านพูดว่าสีอะไร ในผู้สูงอายุที่ยังจำได้ก็มักจะตอบได้เร็ว ที่สำคัญเครื่องมือดังกล่าวจะใช้ดนตรีร่วมด้วย ผลักดันให้สมองผ่อนคลาย และแสงสีต่างๆ จะช่วยเรียกสมาธิ และทำให้ผู้ป่วยมีความสุข 

(เครื่อง “Optic Music” ที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยฝึกความคิด ความเข้าใจ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุจะมีความเสื่อมทางด้านร่างกาย และความคิด ความเข้าใจ)

    นอกจากนี้ยังมี เครื่อง “Optic Music” ที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยฝึกความคิด ความเข้าใจ เนื่องจากเมื่ออายุมากขึ้น ผู้สูงอายุจะมีความเสื่อมทางด้านร่างกายและความคิด ความเข้าใจ จะใช้เครื่องนี้ ซึ่งความพิเศษคือสามารถฝึกได้ทั้งการเคลื่อนไหวและการฝึกความทรงจำ เช่น การเล่นเกม และการแก้ไขปัญหา โดยใช้หลักการสะท้อนของแสง ภายใต้การควบคุม ทั้งนี้ แสงสีต่างๆ สามารถกระตุ้นความคิดของผู้สูงอายุ เช่น ผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม และโรคอัลไซเมอร์ หรือผู้ป่วยที่ข้อจำกัดเกี่ยวกับการเคลื่อนไหว ขาและแขนที่อ่อนแรง และเคลื่อนไหวได้เอง ผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการสื่อสารคำพูด การเข้าใจ สามารถใช้เครื่องมือนี้ได้หมดเลย เนื่องจากเครื่องมือนี้มีหลายโปรแกรม เช่น กระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหว ใช้เพลงเป็นสื่อเกิดแรงจูใจการเคลื่อนไหวในหลายทิศทาง” 
    ปิดท้ายกันที่ หุ่นยนต์ “Sensibletab” ที่คิดค้นและผลิตโดยโรงพยาบาลสำโรง เพื่อให้คนไทยได้ใช้กัน ประโยชน์ของเครื่องมือนี้จะช่วยฟื้นฟูพัฒนาการของมือ ตั้งแต่คนไข้ที่ไม่มีแรงเลย และผู้ป่วยที่ยังสามารถต้านแรงได้ โดยหุ่นยนต์ดังกล่าวจะพาผู้ป่วยให้เคลื่อนไหวและบังคับมือไปในทิศทางที่โปรแกรมกำหนด โดยช่วยให้ทั้งแขนและไหล่ทำงานได้ ซึ่งผู้ป่วยที่มารับการบำบัดมีทั้งกลุ่มของระบบประสาท เช่น หลอดเลือดสมองแตก ตีบ ตัน ซึ่งจะความหลงเหลือไว้ซึ่งความอ่อนแรง รวมถึงกลุ่มคนไข้ที่มีภาวะเสื่อมตามร่างกายส่วนต่างๆ ที่สำคัญเครื่องมือนี้ยังมีการนำเกมเข้ามาช่วยจูงใจ เช่น การที่นักกายภาพบำบัดสมมุติให้มือคนไข้เป็นนกและเคลื่อนไหวไปในทิศทางต่างๆ เพื่อไปชนลูกโป่งให้แตก”. 

....................................................

"หญิงหน่อย" ขุดภาพร่วมพฤษภาทมิฬ ลั่นยุคนี้เลวร้ายกว่า ประกาศไม่ขอรับตำแหน่งใดๆ

19 พ.ค. 62 (06:17 น.)
S! News (Exclusive)

สนับสนุนเนื้อหา

(18 พ.ค.62) คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย โพสต์ข้อความผ่าน เฟซบุ๊ก Sudarat Keyuraphan โดยมีเนื้อหาดังนี้...

รูปนี้ เมื่อ 27 ปีที่แล้วค่ะ 
ขอคารวะต่อดวงวิญญาณของนักสู้
ผู้องอาจทุกท่าน

เมื่อวานนี้ 17 พฤษภาคม ถือเป็นวันครบรอบ 27 ปีของเหตุการณ์พฤษภา35 ที่พลังประชาชนได้ออกมาขับไล่เผด็จการที่ยึดอำนาจจากประชาชน แล้วใช้การเลือกตั้งเป็นข้ออ้างชุบตัวเพื่อสืบทอดอำนาจต่อไป

ไม่น่าเชื่อว่าแม้จะผ่านมา 27 ปีแล้ว แต่เราก็ยังคงวนเวียนอยู่ที่เดิม ในวันนี้ พวกรัฐประหารยึดอำนาจจากประชาชน เขียนรัฐธรรมนูญใหม่เพื่อไปสู่การเลือกตั้ง โดยใส่กติกาที่เอื้อให้ตนเองสืบทอดอำนาจต่อ ยิ่งกว่านั้นยังเขียนกติกาให้ตัวเองมีอำนาจแต่งตั้ง สว. 250 คน เพื่อการันตีการสืบทอดอำนาจ.

และเหลือเชื่อว่าคนที่เป็นกำลังหลักในการทำการรัฐประหารเมื่อครั้งพฤษภา35 แทบจะเป็นกลุ่มเดียวกันกับรัฐประหารเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมา

เวลาไม่ได้ทำให้ความคิดของคนเหล่านี้เปลี่ยนแม้แต่น้อย!! เพียงแต่ครั้งนั้นคนเหล่านี้ยังมียศน้อยจึงเป็นเพียงผู้ปฏิบัติการ แต่ครั้งนี้ได้เติบโตยิ่งใหญ่ จึงเป็นตัวการในการยึดอำนาจจากประชาชนเสียงเอง

ผิดกันแต่ ในครั้งนี้ พ.ศ.2562 เลวร้ายกว่า พ.ศ.2535 มาก ถือว่าไม่เห็นหัวประชาชนเลย ไม่สนใจว่าการกระทำต่างๆ จะขัดหลักการประชาธิปไตย หลักนิติธรรม และลิดรอนสิทธิของประชาชนเพียงใด

แม้จะอ้างได้ว่า รัฐธรรมนูญผ่านประชามติแล้ว แต่ก็ผ่านแบบปิดหู ปิดตา ปิดปากประชาชน ไม่มีการเผยแพร่ข้อมูลให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ในทุกด้าน คนออกไปรณรงค์ออกเผยแพร่เนื้อหาในรัฐธรรมนูญที่แตกต่างจากผู้มีอำนาจกลับถูกจับติดคุกหลายคนโดยเฉพาะ ส.ส. พรรคเพื่อไทย ทั้งยังเขียนบทเฉพาะกาลให้การกระทำของคณะรัฐประหารทั้งอดีต ปัจจุบัน อนาคต ชอบด้วยกฎหมาย และรัฐประหารทั้งสิ้น เป็นการนิรโทษกรรมแบบเหมาเข่งข้ามกาลเวลา

รวมทั้งการใช้อำนาจ ม.44 ปลด เปลี่ยน ตั้ง ต่ออายุกรรมการในองค์กรอิสระที่สำคัญ ทั้ง ป.ป.ช. ก.ก.ต. ศาลรัฐธรรมนูญโดยมีปัญหาว่าเป็นไปตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญหรือไม่ หรือให้คนใกล้ชิดเข้าไปทำหน้าที่หรือไม่

เลื่อนการเลือกตั้งนับครั้งไม่ถ้วน แต่พอมีการเลือกตั้ง ก็มีปัญหาว่าได้เป็นไปอย่างสุจริต ยุติธรรม และเสรีจริงหรือไม่ มีการเสนอข่าวว่า มีการร้องว่ามีใช้อำนาจบีบบังคับนักการเมืองท้องถิ่น ให้เข้ามาช่วยสนับสนุนตน ข่มขู่คู่แข่งและผู้สนับสนุนโดยการใช้ทั้งอิทธิพลและคดีความ ใช้อำนาจรัฐทำโครงการประชานิยมแจกเงินสารพัด ทั้งที่อยู่มาเกือบ 5 ปี ไม่คิดจะทำจริงหรือไม่

ตลอดช่วงเวลาการเลือกตั้ง มีผู้สมัครหลายรายไปร้องเรียน ทั้งเรื่องการซื้อเสียงอย่างโจ่งครึ่ม การใช้อำนาจรัฐโกงการเลือกตั้งสารพัดมากมาย

ทำขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังแพ้พรรคเพื่อไทยที่ส่งเพียง 250 เขตเท่านั้น เมื่อแพ้จึงต้องใช้อภินิหารจากองค์กรอิสระต่างๆ

ผลจึงออกมาอย่างที่เห็น ไม่ว่าจะเป็น การนับคะแนน การประกาศผลคะแนน ที่ล้วนแปลกประหลาดและไม่สามารถอธิบายประชาชนได้ ทั้ง #บัตรเกิดใหม่ในหีบ #บัตรเขย่ง #บัตรที่ระลึก

โดยเฉพาะสูตรการคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อที่พรรคซึ่งได้คะแนนต่ำกว่าคะแนน ส.ส.พึงมี คือ 71,000 คะแนนก็ได้ 1 ที่นั่ง รวม 10 กว่าพรรคที่เขาเรียกกันว่า #สส_เอื้ออาทร ได้รวมตัวกันสนับสนุนนายกสืบทอดอำนาจ ยิ่งไปกว่านั้นคือ ส.ว. อีก 250 คน ส่วนใหญ่มาจาก #สว_วงศาคณาญาติ และเพื่อนพวกพ้อง

ทำถึงขนาดนี้ ยังได้เสียงเพียง 135 ที่นั่ง แต่จะเป็นนายกฯ ให้ได้ ด้วยเสียง ส.ว. ที่ประชาชนไม่ได้เลือก

#เอากันให้สบายใจค่ะ ขณะที่ผลการเลือกตั้งได้สะท้อนเจตนารมณ์ของพี่น้องประชาชนส่วนใหญ่ชัดเจนว่าต้องการการเปลี่ยนแปลง ไม่ต้องการเห็นการสืบทอดอำนาจ แต่เสียงของประชาชนกลับไม่มีความหมาย “การเลือกตั้งจึงเป็นเสมือนเพียงพิธีกรรมชุบตัวเผด็จการ”

ในสถานการณ์เช่นนี้นักการเมือง พรรคการเมืองฝั่งประชาธิปไตยต้องอดทนให้ได้นะคะ

 

AFP

พี่น้องคะ ดิฉันเคยประกาศเจตนารมณ์ตั้งแต่ก่อนเลือกตั้งที่ลานโพธิ์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์แล้วว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ไม่ใช่การเข้าไปเพื่อแสวงหาอำนาจ หาตำแหน่งต่างๆ แต่จะต้องเข้าไปทำงานเพื่อให้ประชาธิปไตยได้กลับมาลงหลักปักฐานอีกครั้ง

เราพร้อมที่จะทำงานอย่างหนัก ด้วยความเสียสละ เพื่อขจัดอุปสรรคที่ขวางกั้นการพัฒนาประเทศ #เอาเผด็จการแปลงร่างออกไป และนำพาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และหลักการบ้านเมืองที่ดีที่ถูกต้องกลับคืนมา เพื่อให้เศรษฐกิจปากท้องและสิทธิเสรีภาพของประชาชนดีขึ้น

พี่น้องคะ “โอกาสของประเทศ สำคัญมากกว่าโอกาสของเพื่อไทย”

โอกาสของประชาธิปไตยที่จะได้กลับมาลงหลักปักฐานให้มั่น คือภารกิจสำคัญยิ่งกว่าการแสวงหาอำนาจทางการเมือง

“เพื่อไทยยอมเสียสละ” เพื่อไม่ให้เป็น เงื่อนไขในการต่อรองทางการเมืองใดๆ ขอเพียงประเทศเดินหน้าได้อย่างถูกต้อง

ดิฉันขอประกาศว่า “จะไม่รับตำแหน่งใดๆ ทั้งสิ้น” และขอให้ทุกพรรคการเมืองที่เคยประกาศไม่สนับสนุนการสืบทอดอำนาจเผด็จการมาร่วมกัน นำพาประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของเรากลับคืนมา นำความสุข และความหวังกลับคืนสู่ประชาชน

ขอเพียงพรรคขั้วที่ 3 ตัดสินใจเลือกข้างประชาชน อย่างที่เคยพูดไว้ตอนหาเสียง เราก็จะ #เอาเผด็จการแปลงร่างออกไป ด้วยเสียงผู้แทนราษฏรของเราได้แล้วค่ะ

ดิฉันขอกราบขอบพระคุณทุกกำลังใจ จากพี่น้องประชาชน ขอขอบพระคุณ ส.ส. และสมาชิกพรรคเพื่อไทย ที่พร้อมเสียสละเพื่อบ้านเมือง

ขอคารวะทุกดวงจิตที่มีอุดมการณ์อันแน่วแน่ ตั้งแต่ครั้งพฤษภา 35 จนถึงปัจจุบัน แม้หนทางข้างหน้ายังมีขวากหนามอีกมาก ดิฉันขอให้ทุกท่านเชื่อมั่นค่ะว่า การยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้องจะทำให้เรายืดอกได้อย่างภาคภูมิใจ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใด และบ้านเมืองของเราจะก้าวหน้าไปได้อย่างมั่นคง ยั่งยืน สังคมมีความถูกต้อง ยุติธรรม แล้วสิ่งเหล่านี้จะทำให้ ประชาชน มีความสุข มีความมั่นใจในอนาคตของตนและลูกหลาน.

.........................................................

20 พฤษภาคม 2562

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net