วันที่ พฤหัสบดี พฤษภาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มี “พระวิษณุนาฏราช” ร่ายรำกับเขาด้วยหรือ ?


          ห่างไปทางใต้ตามเส้นทางหมายเลข 2 ประมาณ 35 กิโลเมตร จากกรุงพนมเปญ เป็นที่ตั้งของปราสาทตาพรหมแห่งโตนเลบาติ (Ta Prohm Tonle bati) ทางใต้ของทะเลสาบแม่น้ำบาติ ในจังหวัดตาแก้ว 
.
           ในพื้นที่บริเวณนี้ เคยมีปราสาทอิฐในยุคพุทธศตวรรษที่ 11 จากหลักฐาน “จารึกวัดบาติ” (K.40) อักษรสมัยก่อนพระนคร ภาษาสันสกฤต ระบุพระนามของพระเจ้ารุทรวรมัน ซึ่งต่อมาปราสาทอิฐในยุคเก่าแก่นี้คงได้พังทลายไป จนมาถึงสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จึงได้มีการสร้างปราสาทเพื่อการแสดงอานุภาพบารมี แบบ 5 ยอด โดยมีโคปุระก่อเป็นยอกปราสาท 4 ทิศ ล้อมรอบด้วยระเบียงคด และนำชิ้นส่วนของปราสาทเก่าแก่มาผนวกเข้าไว้ครับ
.

.

.
           ในคูหาของปราสาทประธาน เคยประดิษฐานรูปประติมากรรม “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งอานุภาพบารมี” (Bodhisattva Avalokitesvara Irradiant) ตามขนบแบบแผนองค์ประกอบของปราสาทเพื่อการแสดงอานุภาพ เช่นเดียวกับที่พบจากปราสาทพนมบานอน ปราสาทนากอร์บาเจ็ย ปราสาทบันเตียทัพ ปราสาทพระถกล ในประเทศกัมพูชา หรือที่ปราสาทเมืองสิงห์ จอมปราสาท ปราสาทวัดกำแพงแลงในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันรูปประติมากรรมประธานนี้ดุถูกนำไปจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติกรุงพนมเปญ

.


.
            ที่น่าตื่นตาก็คือ ลวดลายสลักพระพุทธรูปและพระโพธิสัตว์ที่ปราสาทตาพรหมแห่งทะเลสาบแม่น้ำบาตินี้ ยังไม่ถูกขูดทำลายหรือดัดแปลงเหมือนกับที่ปราสาทพุทธวัชรยานบายนหลังอื่น ๆ จึงเป็นตัวอย่างของภาพสลักที่ยังคงมีชีวิต มีความงดงามสมบูรณ์ตามแบบศิลปะบายนแม้ ๆ ที่สามารถนำไปใช้เปรียบเทียบจินตนาการเข้ากับปราสาทในยุคสมัยเดียวกัน (ที่ถูกขูดทำลายในยุคพระเจ้าชัยวรมันที่ 8) ได้เป็นอย่างดีครับ 
.
            แต่ประเด็นวันนี้ ไม่ใช่เรื่องของปราสาทตาพรหม แต่มาอยู่ที่อาคารก่อหินหลังหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ในเขตวัดทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือของตัวปราสาทใหญ่ มีแผนผังเป็นรูปกล่องสี่เหลี่ยมผื่นผ้า มีมุขหน้ายาว ส่วนมุขหลังยกเก็จออกมาเป็นประตูหลอก ไม่มีเรือนยอดวิมาน มุงหลังคาลอนโค้งแบบบรรณาลัย แต่ยกผนังข้างสูง เรียกกันว่า “ปราสาทยายปึว” (Yeay Pow) 
.

.

.
           มโนวิทยากันไปเรื่อยเปื่อย เพราะไม่รู้จะไปหาอ่านจากที่ไหน ปราสาทยายปึวคงเป็นปราสาทพุทธแบบวัชรยาน แบบหลังโดด ๆ แบบหอพระ หอไตรหรือศาลเพียงตา ที่มีแต่รูปสลักพระพุทธเจ้า (โชคดีว่าไม่ได้ถูกขูดทำลาย) เป็นงานศิลปะนิยมและคติความเชื่อในยุคบายน ช่วงกลางพุทธศตวรรษที่ 18 (ปลายรัชสมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แล้ว) ด้านหน้าอาคารทำเป็นมุขยาวยื่นออกมาจากตัวคูหา หน้าบันด้านหน้าไม่ได้สลักลวดลายอะไร แต่มีรูของคานไม้อกไก่ที่ด้านบน และรูของคานอะเสที่บัวหัวเสาด้านข้าง ที่แสดงให้เห็นว่าเป็นการเข้าโครงสร้างหลังคาอาคารเครื่องไม้ประกบอยู่ที่ด้านหน้า ส่วนของหน้าบันเหนือคานอกไก่หลังคา สลักเป็นภาพโกลนพระพุทธเจ้าหลังใบไม้คล้ายนาคปรก ที่มีร่องรอยของการปั้นปูนประดับ เหนือขึ้นไปเป็นใบพวยระกาที่มีภาพของพระวัชรสัตว์แทรกอยู่ตรงกลางลายใบม้วน

.


.


           ภาพสลักทับหลังด้านหน้า มีการจัดวางลวดลายที่แตกต่างไปจากขนบศิลปะบายนแท้ ๆ ย้อนยุคไปคล้ายคลึงกับความนิยมในขนบแบบแผนการแกะสลักทับหลังในยุคก่อนหน้า โดยจัดวางหน้ากาล (จับขาสิงห์) คายท่อนพวงมาลัยมาแบ่งใบม้วนด้านล่างกับใบตั้งด้านบน แทรกรูปบุคคลที่หมายถึงเทพยดาแสดงอัญชุลีในห่อปลายใบม้วนด้านล่าง 
.
           ตรงกลางทับหลังเป็นรูปพระอมิตาภะที่มีใบไม้รูปคล้ายตัวนาคปรก มีบุคคลชายหญิงสามคน ค้ำยันอยู่ที่ฐานในความหมายของความเป็นพุทธมามกะ ด้านข้างติดขอบยังแทรกลายพระพุทธเจ้าแบบเดียวกัน เพื่อสร้างลวดลายที่มีความสมมาตรให้กับภาพสลัก
.

.
            ที่มุขซุ้มประตูด้านหลัง (ตะวันตก) ของปราสาท มีภาพทับหลังที่สลักเป็นภาพพุทธประวัติตอนตัดพระเมาฬี เสด็จออกบรรพชา ตามคติความเชื่อแบบวัชรยาน-บายน ที่จะมีรูปของอสูรสองตนถือเลื่อยยาวตัดส่วนมวยผมและภาพฤๅษีถือไม้เท้าเป็นประธานประกอบ (ไม่พบรูปแบบศิลปะและคตินี้ในที่อื่นเลย) แวดล้อมด้วยรูปบุคคลสตรี (สมเสื้อคลุมปลายปีกนก) แสดงการสาธุการอัญชุลี มีดอกบัวในมืออยู่โดยรอบ โดยวางภาพของเหล่าเทพยดาแสดงอัญชุลีอยู่ด้านล่าง ซึ่งตามปกติของภาพสลักที่พบในคตินี้จะมีแต่รูปเทพพยดาล้อมรอบเท่านั้น 
.

.
            การจัดวางภาพแบบผิดลำดับที่เอารูปเทพยาดามาวางเรียงไว้ด้านล่างของภาพสลักนี้ อาจเป็นหลักฐานร่องรอยสำคัญที่แสดงว่า ผู้ให้สร้างปราสาทยายปึวหลังนี้ อาจเป็นสตรีชนชั้นสูงในราชสำนักและกลุ่มฝ่ายในผู้ศรัทธาในยุคสมัยนั้น ก็เป็นได้ครับ 
.
          ไฮไลท์ของเรื่องก็อยู่ที่หน้าบันของซุ้มประตูด้านหลังนี่แหละ ที่หากไม่ยืนพิจารณาพินิจพิเคราะห์ให้ดีแบบเดินเที่ยวผ่าน ๆ เพื่อเซลฟี่ ก็จะเห็นเป็นรูป “พระศิวะ-นาฏราช” (Shiva Natarāja) ที่คุ้นเคย แต่ ที่นี่ไม่ใช่แน่ ๆ ช่างสลักในยุคบายนไม่รู้คิดอะไร ไปเอาภาพการฟ้อนรำของพระศิวะในแบบแผนไศวะนิกาย มาดัดแปลงเป็นภาพแบบไวษณพนิกายผสมวัชรยานตันตระ 
.
           ตรงกลางเป็นภาพของพระวิษณุกำลังร่ายรำ ถือสังข์และจักรอย่างชัดเจน อีกสองพระหัตถ์เอามาจีบนิ้วชนกันที่ตรงพระอุระ ด้านล่างทางซ้ายเป็นภาพพระวิษณุตีฉิ่ง และ รูปบุคคลถือกรับ (เครื่องดนตรี ?) ทางขวา ซึ่งตามปกติวรรณกรรมเรื่องศิวนาฏราชในคติฮินดู พระวิษณุที่เป็นบริวารจะนั่งตีกกลองทางด้านขวา 
.

.
           ในขนบทางศิลปะของฝ่ายฮินดู ภาพสลักของพระศิวะหรือนฤตตมูรติ (Nritta murti) ที่คุ้นเคย จะแสดงในท่า “จตุระ” (Chatura) คือการฟ้อนจีบนิ้ว แยกพระเพลาตรงพระชานุออกแบบกำลังย่อตัว ยกพระบาทข้างหนึ่งตั้งขึ้นจิกปลายพระกรไว้กับพื้น ไม่ลอยเหนือพื้น แต่ในภาพสลักนี้ พระวิษณุกำลังร่ายรำในท่า “อรรธปรยังกะ” หรือท่ารำ “ยินดีปรีดาในชัยชนะเหนือความชั่ว” ยกเท่าข้างหนึ่งลอย ตามแบบศิลปะนิยมแบบบายน เช่นท่ารำของนางโยคิณี (Yogini) หรือท่ารำของพระเหวัชระ (Hevajra)

.
สรุปตามแบบมนโนวิทยาก็คือ ช่างผู้สลักคงประทับใจภาพศิวนาฏราช แต่ไม่เป็นคติความเชื่อที่นิยมในยุคนั้น ครั้นจะไปเอาภาพนางยักษ์โยคิณี ธิดาพระเหวัชระมาร่ายรำก็คงดูไม่งาม พระเทวีผู้สั่งสร้างอาจไม่ชอบใจ หวยก็เลยไปตกอยู่ที่พระวิษณุ ที่มีคติความเชื่ออันสอดคล้องและเชื่อมสัมพันธ์กับคติวัชรยานตันตระได้ดีที่สุด 
.

.
         กลายมาเป็นภาพสลัก “พระวิษณุนาฏราช” เพียงแห่งเดียวในโลก ที่ไม่มีคำอธิบายในคัมภีร์ปุราณะ ไม่เคยมีงานศิลปะในอินเดียต้นทาง ไม่มีในที่ไหน ๆ 
.

.
           มีเพียงที่นี่ที่เดียวจริง ๆ ครับ !!!

โดย ศุภศรุต

 

กลับไปที่ www.oknation.net