วันที่ อังคาร พฤษภาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แสตมป์ไทย-รัสเซีย 120 ปีทางการทูต ร.5 เสด็จฯ เยือนรัสเซียและประวัติ


 

 

แสตมป์รัสเซีย

 แสตมป์ไทย

แสตมป์ที่ระลึก ฉลองครบรอบ ๑๒๐ ปี

วันสถาปนาความสัมพันธ์ทางการฑูตไทย-รัสเซีย 

รัชกาลที่ ๕ เสด็จฯ เยือนรัสเซีย

และทรงฉายพระรูปร่วมกับสมเด็จพระจักรพรรดินิโคลัสที่ ๒

 



 

การเจริญพระราชไมตรีกับจักรวรรดิรัสเซียในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความจำเป็นในการเจริญพระราชไมตรีกับจักรวรรดิรัสเซีย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวนั้นมีมูลเหตุจากหลายด้าน

ทั้งด้านความมั่นคง ความสัมพันธ์ส่วนพระองค์และการนำวิทยาการของตะวันตกมาพัฒนาประเทศ โดยความจำเป็นเร่งด่วนที่สุดในช่วงเวลานั้นคือความจำเป็นด้านความมั่นคงที่อยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการสูญเสียอธิปไตยให้แก่มหาอำนาจตะวันตก

จึงต้องทรงใช้ความสัมพันธ์ส่วนพระองค์ที่ทรงได้วางรากฐานเอาไว้ ในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระ
ราชอาณาจักรสยามของมกุฎราชกุมารนิโคลัส อเล็กซานโดรวิช (Nikolas Aleksandrovich) แห่งจักรวรรดิรัสเซียมาช่วยลดกระแสกดดันของมหาอำนาจนักล่าอาณานิคม

ส่วนความจำเป็นด้านการนำวิทยาการมาพัฒนาประเทศนั้น ในกรณีของการเจริญพระราชไมตรีกับจักรวรรดิรัสเซียเป็นผลที่เกิดขึ้นในภายหลัง

ความไม่มั่นคงของราชอาณาจักรสยามนั้น ได้เกิดขึ้นทั้งก่อนและหลังวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 (พ.ศ.2436 หรือ ค.ศ.1893) จากการที่สยามถูกอังกฤษและฝรั่งเศสกดดันให้สยามต้องจับอาวุธขึ้นต่อสู้กับมหาอำนาจ เพื่อที่มหาอำนาจจะใช้เป็นเหตุผลที่จะสามารถยึดครองดินแดนของสยาม

จากความกดดันดังกล่าว ทำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวต้องทรงดำเนินนโยบายต่างประเทศโดยนำรัสเซียเข้ามาคานอำนาจกับมหาอำนาจตะวันตก

โดยเริ่มต้นจากการใช้ความพยายามในการที่ จะทำข้อตกลงว่าด้วยการค้ากับรัสเซียและการเชิญมกุฎราชกุมารนิโคลัส อเล็กซานโดรวิชแห่งจักรวรรดิรัสเซีย เสด็จพระราชดำเนินเยือนราชอาณาจักรสยาม

ถึงแม้ว่าความพยายามแรกจะไม่ได้รับการตอบสนองและความพยายามที่สองก็ถูกขัดขวางทุกวิถีทางจากอังกฤษมหาอำนาจในภูมิภาค “ซึ่งมิอิทธิพลอย่างมากในสยาม เมื่อรู้ว่าซาเรวิตช์จะมาเยือนกรุงเทพฯ ถึงกับปล่อยข่าวโคม
ลอยในหน้าหนังสือพิมพ์ว่ามีอหิวาตกโรคระบาดอยู่ที่นั่น เพื่อปลุกปั่นว่าไม่ปลอดภัยที่จะมากรุงเทพฯ”

การทุ่มเททรัพยากรที่มีอยู่เพื่อการต้อนรับพระราชอาคันตุกะอย่างสมพระเกียรติ เพื่อให้ทรงซาบซึ้งในพระราชไมตรีนั้นก็ประสบความสำเร็จตามพระราชประสงค์ในระดับหนึ่ง ซึ่งนับเป็นความจำเป็นที่สยามพึงปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งในช่วงเวลานั้น

และเป็นพระปรีชาญาณของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวอย่างแท้จริงที่ทรงมีวิเทโศบายดังกล่าว ตามบทบันทึกของสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า

“เปนความยินดีที่เหนได้แน่ว่า พระราชทรัพย์และพระราชอุตสาหะที่ได้ออกไปในการรับซารวิตช์ไม่ขาดทุนเลย”

จากรายงานของ อา. แอ็ม วืยวอดเซฟ กงสุลใหญ่รัสเซียประจำสิงคโปร์ ถึงกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเกี่ยวกับการเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระราชอาณาจักรสยามของมกุฎราชกุมารนิโคลัส อเล็กซานโดรวิชแห่งจักรวรรดิรัสเซีย ระหว่างวันที่ 7-13 มีนาคม พ.ศ. 1891 เมื่อวันที่ 20 มีนาคม ค.ศ. 1891

มีความตอนหนึ่งว่า (การเสด็จพระราชดำเนินเยือนพระราชอาณาจักรสยามของมกุฎราชกุมารนิโคลัส) “ซึ่งไม่เป็นที่พอใจของชาวอังกฤษเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากประเทศอังกฤษพยายามที่จะให้อิทธิพลของประเทศอื่นๆหมดไปจากภูมิภาคตะวันออก”

และในรายงานถึงกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียเกี่ยวกับการที่สยาม ขอทำสนธิสัญญาทางการค้ากับรัสเซียเมื่อวันที่ 21 มีนาคม ค.ศ. 1891 นายอา.แอ็ม วืยวอดเซฟ ได้ให้ข้อเสนอแนะแก่ทางรัฐบาลรัสเซียว่า “สยามเป็นฝ่ายที่จะได้รับผลประโยชน์จากข้อตกลงเพียงฝ่ายเดียว และการที่สยามต้องการทำสนธิสัญญาก็เพียงเพื่อให้มีผู้ปกป้องคุ้มครองเมื่อเกิดความจำเป็นเท่านั้น”

และในรายงานลงวันที่ 15 กรกฎาคม ค.ศ. 1891 นายอา.แอ็ม วืยวอดเซฟ ได้กล่าวถึงภัยของการล่าอนานิคมที่กำลังคุกคามสยามว่า

“ในรายงานของข้าพเจ้าฉบับหนึ่ง ข้าพเจ้าได้รายงายถึงสถานการณ์ในราชอาณาจักรสยาม ความสำเร็จของสยามที่เกิดจากการพัฒนาที่ถูกต้อง ความก้าวหน้าด้านการเงิน การคลังตลอดจนความสำเร็จยิ่งๆขึ้นไปตามลำดับ บนเส้นทางแห่งความเจริญรุ่งเรืองทั้งปวงขึ้นอยู่กับการรักษาสันติภาพ แต่สันติภาพดังกล่าวได้ถูกคุกคามจากฝ่ายฝรั่งเศสอย่างรุนแรง”

การดำเนินนโยบายต่างประเทศดังกล่าวถึงจะประสบความสำเร็จช้าไปบ้าง เพราะในอีก 2 ปีต่อมาได้เกิดวิกฤตการณ์ ร.ศ. 112 ขึ้น แต่ถึงกระนั้นความสำเร็จก็มีความชัดเจน ซึ่งเห็นได้จากการที่รัสเซียได้ส่งอุปทูตมาประจำที่บางกอกในปีต่อมาหลังจากพระบาสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินเยือนรัสเซีย

จากร่างคำสั่งลับของกระทรวงการต่างประเทศรัสเซียซึ่งพระเจ้าซาร์ นีโคลัสที่ 2 ทรงเห็นชอบ (มีหมายเหตุของพระเจ้าซาร์นีโคลัสที่ 2 ในหน้าที่ 12 ว่า : ดีมาก! ) ถึงนายอา.เย. โอลารอฟสกี อุปทูตรัสเซียประจำบางกอก ลงวันที่ 21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1898 ได้สะท้อนความสำเร็จดังกล่าวดังข้อความต่อไปนี้

“...การทะเลาะกันระหว่างรัฐบาลสยามกับฝรั่งเศส จากการที่ฝรั่งเศสตีความอย่างไม่ยุติธรรมอย่างเห็นได้ชัดของความตกลงที่ทำกับราชอาณาจักรใน ค.ศ. 1893 หลังจากที่ได้รับชัยชนะจากการปะทะกันของเรือลาดตระเวนฝรั่งเศสสองลำกับกองเรือรบของสยาม

อำนาจของข้อตกลงนี้ได้รับการรับรองโดยคำประกาศซึ่งแลกเปลี่ยนกับอังกฤษใน ค.ศ. 1896 และเงื่อนไขที่สำคัญที่สุดของข้อตกลงนี้

ประกอบด้วยการรับรองว่า แม่น้ำโขงเป็นพรมแดนประเทศกั้นระหว่างดินแดนที่เป็นกรรมสิทธิ์ของฝรั่งเศสและสยาม ในการนี้ห้ามราชอาณาจักรสร้างป้อมปราการและมีทหารชายแดนไว้ในแนวที่ว่างมีความกว้าง 25 กิโลเมตรไปตลอดแนวฝั่งขวาของแม่น้ำ

การกำจัดสิทธิสูงสุดของพระมหากษัตริย์เช่นนี้ เป็นการตีความโดยชาวฝรั่งเศส เพื่อประโยชน์ของตนและในทางปฏิบัติพวกเขาพยายามทุกวิถีทางที่จะกำหนดอำนาจสูงสุดของตนในเขตนี้

นอกจากนี้แล้ว พวกเขายังอ้างสิทธิในเขตหลวงพระบาง ซึ่งเป็นเขตที่มั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์เป็นอันมาก เนื่องจากเขตนี้ครั้งหนึ่งเคยเป็นส่วนหนึ่งของอันนัม ซึ่งเป็นรัฐในอารักขาของฝรั่งเศส ปัญหานี้มีความสำคัญซึ่งหากตระหนักว่าการยินยอมใดๆก็ตามในกรณีนี้เป็นแบบอย่างซึ่งจะทำให้มีการยึดถือเป็นหลักปฏิบัติอันชอบธรรม ในการยึดครองและอ้างสิทธิในพื้นที่อื่นๆต่อไปในอนาคต

ท้ายที่สุด หลังการทำความตกลง ค.ศ. 1893 บรรดาผู้แทนกงสุลฝรั่งเศสเริ่มให้ความอนุเคราะห์ของฝรั่งเศสหรือถ้าจะกล่าวให้ชัดเจนกว่าคือ การนำชื่อของคนที่มีสัญชาติสยามแท้ๆ เป็นจำนวนมากเขียนลงในบัญชีรายชื่อของคนในบังคับของสาธารณรัฐฝรั่งเศส

โดยอ้างว่าพวกเขาเป็นญาติกับชาวพื้นเมืองซึ่งแยกออกไปอยู่ในเขตของฝรั่งเศส พฤติการณ์เช่นนี้ทำลายอำนาจของ
เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอย่างมาก สร้างความยากลำบากอย่างยิ่งในการรับภาระเกี่ยวกับพิจารณาคดี

ปัญหาเกี่ยวกับการเกณฑ์ทหารและที่สำคัญคือ ทำให้ฝรั่งเศสมีพื้นฐานอันถาวรในการแทรกแซงกิจการภายในสร้างความกดดัน และพยายามทำให้รัฐบาลสยามตกอยู่ใต้อิทธิพลของตน

ความเข้าใจผิดทั้งหลายที่ปรากฏขึ้นเกี่ยวกับกรณีที่กล่าวถึงข้างต้นนี้ มองไม่เห็นข้อยุติ เพราะไม่มีใครใส่ใจคำร้องและคำอธิบายของสยามและดูเหมือนว่ารัฐบาลฝรั่งเศสจะไม่รีบเร่งแก้ไขปัญหา ความสัมพันธ์ของตนกับราชอาณาจักรสยามให้เด็ดขาด ตามมาตราที่ 5 ซึ่งได้กำหนดไว้ในข้อตกลง ค.ศ. 1893

และลงมือกำหนดระเบียบทางด้านศุลกากรและกฎเกณฑ์เกี่ยวกับการค้าในบริเวณพรมแดนและเริ่มลงมือทบทวนข้อตกลง ค.ศ. 1856 ด้วยเช่นกัน ราวกับจะรักษาความไม่ชัดเจนในภารกิจทั้งหมดดังกล่าวโดยเจตนา เพื่อจะใช้เหตุการณ์เหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ของนโยบายของตน

นอกจากนี้ชาวฝรั่งเศสยังดำเนินการเข้ายึดครองจังหวัดที่ติดกันของสยาม ที่ยึดครองไว้ตั้งแต่ช่วง ค.ศ. 1891 คือพระตะบอง อันกอร์ และชิมบุน การที่ฝรั่งเศสยังยึดครองสามจังหวัดนี้ ทำให้ฝรั่งเศสยังคงมีเครื่องมือที่สำคัญมากอยู่ในมือที่จะใช้กดดันรัฐบาลท้องถิ่น

ในด้านอื่น อังกฤษไม่หยุดขยายความต้องการของตนเข้าไปตลอดแหลมมลายู ซึ่งยอมรับเป็นข้าที่จงรักภักดีใต้อำนาจของสยาม และไม่มีข้อสงสัยอย่างแน่นอนว่า การกระทำเช่นนี้ของฝรั่งเศสทำให้คณะรัฐบาลลอนดอนมีเหตุผลเพียงพอที่จะกระทำตามทิศทางที่กำหนดไว้ข้างต้น และทำให้ฐานะของตนในบรรดาประเทศที่ตั้งอยู่ใกล้กับเส้นทางคมนาคมสำคัญทางทะเลของยุโรปกับตะวันออกไกลเข้มแข็งขึ้น

ความพยายามเข้าครอบครองมะลักกายังมีความสำคัญยิ่งขึ้นหากคำนึงถึงความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตในการขุดคลองทะลุคอคอดกระ เนื่องจากคลองสายนี้ไม่เพียงแต่จะย่นระยะทางในการคมนาคมระหว่างประเทศที่กล่าวถึงแล้วเท่านั้น

แต่ยังสำคัญมากในแง่การคมนาคมภายในท้องถิ่นที่สะดวกสบายยิ่งขึ้น แสดงให้เห็นผลประโยชน์ที่สำคัญ ซึ่งสหราชอาณาจักรจะได้รับจากประเทศเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

จากสิ่งที่เล่ามาทั้งหมดนี้ สถานการณ์ปัจจุบันของสยามจากการที่ทั้งสองฝ่ายค่อยๆ บีบคั้นสยามนับว่าเป็นภาพที่น่าเศร้าซึ่งปรากฏอย่างแจ่มชัดที่สุด ศัตรูที่น่ากลัวกระทำสิ่งที่ให้บรรลุความมุ่งหมายที่ได้วางไว้ โดยไม่ออมความรุนแรง

นั่นคือ ดูดความมั่งคั่งที่สุดของลุ่มแม่น้ำอย่างค่อยเป็นค่อยไปและน่าแคลงใจว่าในอนาคตอันใกล้นี้ คู่แข่งที่กล้าหาญกว่าและมีความตั้งใจกว่าสยามจะฉวยโอกาสเพื่อที่จะปฏิบัติตามความมุ่งหมายอันหิวกระหายของตน

ประมุขแห่งราชอาณาจักรซึ่งทรงเป็นผู้มีการศึกษา มีความคิดก้าวหน้าและต้องการพัฒนาประเทศ ทรงเล็งเห็นอันตรายที่มีต่อประเทศของพระองค์ เนื่องจากการต่อสู้ที่ไม่เท่าเทียมกันกับบรรดาประเทศเพื่อนบ้านและต้องแสวงหาการสนับสนุนจากภายนอกอย่างน้อยก็เป็นด้านคุณธรรม

ซึ่งอาจจะแบ่งเบาภาระของสยามในการรักษาอธิปไตยของตนและปฏิบัติตามวิถีทางความเจริญและก้าวหน้าอย่างสันติตามที่ทรงตั้งพระทัยไว้

ในกรณีแวดล้อมเหล่านี้ ตามทรรศนะของสยามเป็นธรรมดาที่หันเข้าหาจักรวรรดิที่ยิ่งใหญ่ทางเหนือ ซึ่งมีเอเชียทั้งหมดอยู่ตอนล่างของจักรวรรดินี้ ขณะที่ฟังเสียงอันทรงอำนาจของเราและเข้าใจความสำคัญของภาระหน้าที่ทางด้านวัฒนธรรมของรัสเซีย

ซึ่งในสายตาของตะวันออกทั้งหมด รัสเซียเป็นผู้ถือหลักการสูงสุดความยุติธรรมและความเป็นธรรมในนโยบายการต่อต้านการยึดครองและการบังคับขู่เข็ญที่ตะวันตกซึ่งพัฒนาแล้วใช้อย่างสม่ำเสมอ

ทั้งหมดนี้เป็นการอธิบายการเอนเอียงของสยามเข้าหารัสเซียและความรู้สึกเชื่อมั่นอย่างเปิดเผยฉันไมตรีที่พระมหากษัตริย์จุฬาลงกรณ์ทรงแสดงออก การแสดงความรู้สึกนี้ได้รับการสนองตอบด้วยน้ำพระทัยเมตตาของสมเด็จพระจักรพรรดิของเราและทำให้เป็นที่มาของการส่งผู้แทนทางการทูตของรัสเซียมาประจำราชสำนักที่บางกอกโดยทันที

ความสำคัญของการสนับสนุนทางด้านคุณธรรมของรัสเซีย แม้ว่าจะคลุมเครือแต่มีอยู่แล้วในสยามก่อนหน้านี้ และสยามเคยพยายามสร้างความสัมพันธ์โดยตรงกับพวกเราโดยไม่ละอาย

ด้วยเหตุนี้ใน ค.ศ. 1865 กงสุลสยามประจำสิงคโปร์แจ้งความจำนงของรัฐบาลของตนแก่รองกงสุลประจำเมืองท่าของเราแห่งนี้ เกี่ยวกับเรื่องการทำความตกลงทางการค้ากับเรา หลัง ค.ศ. 1882 ได้แจ้งความประสงค์เดียวกันนี้แก่หัวหน้ากองเรือรบประจำมหาสมุทรแปซิฟิกระหว่างที่แวะที่สยาม

หลังจากนั้นรัฐบาลสยามได้ขอร้องให้แจ้งเกี่ยวกับการรับมติเรื่องการจัดทำประกาศแก่พลเรือเอกของเราโดยผ่านกงสุลใหญ่สหรัฐอเมริกาเหนือ

แต่แรงกระตุ้นอันยิ่งใหญ่ซึ่งเร่งเร้าความโอนเอียงของสยามมาเข้าฝ่ายรัสเซียได้เกิดการตั้งอาคารราชสำนักสยาม โดยสมเด็จพระจักรพรรดิของเราในฐานะผู้สืบราชบัลลังก์รัสเซียใน ค.ศ. 1891 ในช่วงเวลาที่เสด็จพระราชดำเนินไปตะวันออกไกล

การถวายการต้อนรับแก่พระองค์อย่างเป็นพิธีการของพระมหากษัตริย์จุฬาลงกรณ์ และพลเมืองทั้งประเทศอย่างฉันไมตรีที่จริงใจ และถวายการเอาใจใส่อย่างยิ่ง เป็นการแสดงความเคารพอย่างสำนึกในบุญคุณซึ่งพระมหากษัตริย์พร้อมด้วยไพร่ฟ้าทั้งหมดของพระองค์ที่มาในฐานะแขกชั้นสูง ต้องการถวายให้กับพระเจ้าซาร์แห่งรัสเซียและประเทศ
รัสเซียซึ่งมีอิทธิพลในทางที่ดีต่อกระแสเหตุการณ์โลกตลอดเวลา

นับแต่นั้นมาพระมหากษัตริย์ทรงแสดงให้เห็นถึงพระราชไมตรีของพระองค์ที่ทรงมีต่อสมเด็จพระจักรพรรดิตลอดเวลาที่โอกาสอำนวย และครั้งหลังสุดการเสด็จเยือนพระราชสำนักรัสเซียของพระองค์ ซึ่งมีขึ้นเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้วอาจกล่าวได้ว่าเป็นสิ่งที่แสดงถึงแนวคิดดังกล่าว

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด คาดว่าจะเพียงพอต่อการกำหนดลักษณะของการสถาปนาความสัมพันธ์ในเวลานี้กับสยามได้อย่างเต็มที่และในฐานะที่ท่านต้องรับภาระดังกล่าวในการเดินทางมาบางกอกครั้งนี้

สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมด คาดว่าจะเพียงพอต่อการกำหนดลักษณะของการสถาปนาความสัมพันธ์ในเวลานี้กับสยามได้อย่างเต็มที่และในฐานะที่ท่านต้องรับภาระดังกล่าวในการเดินทางมาบางกอกครั้งนี้

การกระทำทุกอย่างของท่านต้องสะท้อนให้เห็นถึงน้ำพระทัยอันเมตตากรุณาของสมเด็จพระจักรพรรดิที่ทรงมีต่อพระมหากษัตริย์เป็นส่วนพระองค์ และต่อชะตากรรมของราษฎรที่พระองค์ปกครอง

การกระทำของท่านต้องตอบสนองความจริงใจและไมตรีจิตซึ่งประเทศสยามถือเป็นพื้นฐานของความสัมพันธ์ของตนกับรัสเซียเช่นเดียวกัน การกระทำของท่านไม่ควรจะเป็นไปเพื่อแสวงหาผลประโยชน์และไม่ควรพยายามที่จะให้ได้มาซึ่งการได้เปรียบ

ท้ายที่สุดการกระทำของท่านต้องสนองตอบความต้องการของสยาม ซึ่งต้องการความเอาใจใส่ต่อผลประโยชน์ของเขาจากรัสเซียและต้องการให้รัสเซียให้การสนับสนุนด้านคุณธรรม ที่จำเป็นในการต่อสู้อันไม่เท่าเทียมกันระหว่างสยามกับบรรดาเพื่อนบ้านที่เข้มแข็ง

 

ตัดความมาจาก การเจริญพระราชไมตรีกับจักรวรรดิรัสเซีย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว 

หอจดหมายเหตุการเมืองระหว่างประเทศ จักรวรรดิรัสเซีย หมวดจีน หมายเลขแฟ้มเอกสาร ๑๐๓ หน้า ๓๘ ต้นฉบับ ภาษารัสเซีย ด้วยขอบพระคุณ

 

สิริสวัสดิ์ภุมวาร สิริมานรมเยศค่ะ

โดย vinitvadee

 

กลับไปที่ www.oknation.net