วันที่ อังคาร มิถุนายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เที่ยววิถีคลอง ย่านคลองบางหลวง ตลาดพลู ย่านวังเดิม และย่านวัดกำแพง


1 มิ.ย. 62 FAM TRIP การท่องเที่ยววิถีคลอง ย่านคลองบางหลวงและพื้นที่เกี่ยวเนื่อง โดยมีนางวัลยา วัฒนรัตน์ ผู้อำนวยการสำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยวร่วมกิจกรรม คณะทัวร์ประกอบด้วย คณะจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) มหาวิทยลัยศิลปากร สถาบันราชภัฎสวนสุนันทา กรุงเทพมหานคร และ เครือข่ายผู้ประกอบการท่องเที่ยวภาคเอกชน

หมายเหตุ FAM (Familiarization Trip)

​เป็นโปรแกรมการศึกษาจัดขึ้นเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตัวแทนการท่องเที่ยวและ (หรือ) ผู้ประกอบการท่องเที่ยว สมาคมฯ และอื่นๆ ได้รู้จักคุ้นเคยกับแหล่งท่องเที่ยวแต่ละแห่งว่ามีบริการอะไรให้แก่นักท่องเที่ยวบ้างรวมทั้งสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ

จากท่าเรือบางหว้า...ล่องเรือชมทัศนียภาพของคลองภาษีเจริญ ซึ่งเป็นคลองขุดประวัติศาสตร์สมัยรัชกาลที่ ๔ จาก การทำสนธิสัญญาเบาว์ริง เพื่อเปิดพื้นที่เชื่อมต่อจากคลองบางหลวง สู่แม่น้ำท่าจีน เส้นทาง การค้าน้ำตาลในอดีต  

ท่าเรือวัดอินทาราม วัดสำคัญของฝั่งธนบุรีที่มีมาตั้งแต่อยุธยา ฟังประวัติพระเจดีย์กู้ชาติที่บรรจุพระบรมอัฐิสมเด็จพระเจ้าตากสิน มหาราช

 

 

 

ชมวิถีถิ่นตลาดสดที่มีชีวิต อาหารทะเล ร้านขายยาไทยอินทรโอสถ ร้านกาแฟโบราณ สุริยากาแฟ ที่เปิดกิจการมากว่า 80 ปี

เขามอวัดราชคฤห์

       นามเดิม  ชื่อวัดวังน้ำวน   เพราะวัดตั้งอยู่ติดคลองน้ำ ๓ สาย  คือ ๑. คลองบางกอกใหญ่ (อยู่ด้านทิศเหนือคือของวัด) ๒. คลองบางน้ำชน (อยู่ทิศตะวันตกของวัด) ๓. คลองท่าพระ (อยู่ด้านทิศพายัพของวัด) มาจดชนติดกันเป็นเหมือนสี่แยก เวลานำทะเลหนุนขึ้น  น้ำเค็มไหลทะลักเข้ามาตามคลองบางกอกใหญ่บ้าง  ไหลทะลักเข้ามาทางคลองบางน้ำชนบ้าง ส่วนคลองบางกอกใหญ่ตามปกติน้ำจืดจะไหลมาตามคลองทางเขตภาษีเจริญ ก็ไหลมาชนกับน้ำเค็ม  ตรงกันข้ามระหว่างคลองท่าพระน้ำจืดก็ไหลมาชนกับคลองบางกอกใหญ่ จึงทำให้น้ำที่ไหลมานั้นชนกัน  ทำให้น้ำเกิดการหมุนเวียนเป็นวังวนขึ้น ชาวบ้านจึงเรียกสถานที่แถบนั้นว่าวังน้ำวน เมือชาวบ้านได้สร้างวัดขึ้นจึงเรียกวัดนั้นว่า "วัดวังน้ำวน" เป็นวัดโบราณสร้างในสมัยกรุงศรีอยุธยา  ตอนปลาย  โดยมีชาวมอญกลุ่มหนึ่งซึ่งได้อพยพม่าโดยทางเรือจากกาญจนบุรี เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารและสร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่แทบริมคลองบางกอกใหญ่  และสถานที่แถบนี้เป็นชัยภูมิของทหารไทยได้ซุ่มยิงเรือข้าศึก  จึงเรียกสถานที่นี้ว่า  ตำบลบังยิงเรือ  ต่อมาเปลี่ยนชื่อใหม่ว่าบางยี่เรือ  พอสงบศึกแล้วจึงได้ช่วยกันสร้างวัดขึ้น  โดยมีนายกองชาติรามัญ (มอญ) เป็นประธาน เพื่อจะได้ทำบุญกุศลและให้ลูกหลานเข้าเรียนหนังสือ"   แก้เป็นคำว่า   "เข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภารและสร้างบ้านเรือนอาศัยอยู่แถบริมคลองบางกอกใหญ่  แล้วได้ช่วยกันสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นสถานที่ทำบุญกุศลและให้ลูกหลานเข้าเรียนหนังสือกันที่วัด  โดยมีนายกองชาติรามัญ (มอญ) เป็นประธานในการสร้างวัด   ต่อมา  เมื่อพระเจ้าตากสินมหาราช  ได้ตั้งค่ายรวมพลทหาร ณ สถานที่โพธิ์สามต้น เพื่อกู้ชาติ และเมื่อข้าศึกพม่ารู้ว่า ค่ายทหารพระเจ้าตากสินอยู่ที่โพธิ์สามต้น  จึงได้ยกทัพเรือมาเพื่อรบตีทหารให้แตก  พระเจ้าตากสินผู้รู้หลักตำราพิชัยสงคราม  จึงรับสั่งให้ทหารหารมีพระยาพิชัยดาบหักเป็นต้น แบ่งทหารออกเป็นกองๆ  เพื่อดักซุ่มโจมตีทหารพม่าที่มาตามคลองนำ โดยให้อยู่ตามจุดยุทธศาสตร์ต่างๆ ริมข้างคลองนำทุกๆ สายที่มาทางโพธิ์สามต้น และพระยาพิชัยดาบหัก  พาทหารหารมาดักซุ่มโจมตีที่วัดราชคฤห์  โดยยิงปืนใส่ทหารพม่าที่มาจอดเรืออยู่ที่วังนำวน  จึงทำให้ทหารพม่าล้มตายบ้าง  บางท่านก็ลบหนีไปได้   เมื่อกอบกู้ชาติได้แล้ว   พระองค็จึงคิดบูรณะปฏิสังขรณ์วัดนี้  โดยรับสั่งมอบหมายให้พระยาพิชัยดาบหัก ทหารเอกราชองค์รักษ์  มาควบคุมดูแลบูรณปฏิสังขรณ์การก่อสร้างวัด 

 

ต่อมา เมื่อพระเจ้าตากสินสิ้นพระชนม์แล้ว  โดยอาศัยสถานที่นี้เป็นที่ยิงเรือรบของข้าศึก    และสถานที่แทบนี้เป็นชัยภูมิของทหารไทยได้ซุ่มยิงเรือข้าศึก  จึงเรียกสถานที่นี้ว่า  วัดบังยิงเรือ พอสงบศึกแล้วจึงได้ช่วยกันสร้างวัดขึ้น  โดยมีนายกองชาติรามัญ (มอญ) เป็นประธาน เพื่อจะได้ทำบุญกุศลและให้ลูกหลานเข้าเรียนหนังสือ  ต่อมาเนื่องจากมีวัดอยู่ใกล้กัน  ๓  วัด  จึงเรียกชื่อตามตำบล  วัดนี้ตั้งอยู่ทางเหนือน้ำไหลจึงเรียกว่า  วัดบางยี่เรือเหนือ (วัดราชคฤห์)  วัดบางยี่เรือกลาง  (วัดจันทาราม)  วัดบางยี่เรือใต้  (วัดอินทาราม)  แต่ชาวบ้านเรียกกันจนติดปากว่า “วัดมอญ”  สัณนิฐานว่าคนมอญช่วยกันสร้างและพระมอญอยู่จำพรรษาประจำอยู่วัดนี้มาก  จึงเรียกชื่อว่าวัดมอญ  

 

วัดบางยี่เรือเหนือ (วัดราชคฤห์) 

วิถีถิ่นตลาดสดตลาดวัดกลาง แวะ ร้านขายยาไทยอินทรโอสถ 

วัดจันทาราม 

ภาพจิตรกรรมเครื่องโต๊ะจีนวัดจันทาราม

ล่องเรือสู่ปากคลองบางหลวง เยี่ยมชมศาสนสถานและเรื่องราวผู้คนหลากวัฒนธรรม ที่วัดหงส์รัตนาราม พระพุทธรูปทองคำ สระน้ำมนต์ โดยกลุ่มเยาวชน บ้านนี้ดีจัง

ฟังน้องเตย ชุคิมา ผู้ก่อตั้งกลุ่ม บ้านนี้ดีจัง

จากหลักฐานจดหมายเหตุในรัชกาลที่ ๔ ได้บันทึกไว้ว่า วัดหงส์รัตนารามนี้ พื้นที่วัดเดิมเป็นของโบราณมีมานานสำหรับเมืองธนบุรี คำคนแก่เก่า ๆ เป็นอันมากเรียกว่า วัดเจ้าขรัวหง แลว่ากันว่าจีนเจ๊สัวมั่งมี บ้านอยู่กะดีจีน สร้างขึ้นไว้แต่ในครั้งโน้น จีนที่มั่งมี คนเรียกว่า เจ้าขรัว ในสมัยกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทรเรียกชื่อว่า วัดหงษ์อาวาสวิหาร ในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก มหาราช (รัชกาลที่ ๑) เรียกชื่อว่า วัดหงส์อาวาศวรวิหาร รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย (รัชกาลที่ ๒) เรียกชื่อว่า วัดหงส์อาวาสวรวิหาร รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) เรียกชื่อว่า วัดหงส์รัตนาราม รัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) จนถึงปัจจุบัน เรียกชื่อว่า วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๔) ได้พระราชทานสร้อยนามวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหารใหม่ แลเป็นหลักฐานสืบมาจนบัดนี้ว่า วัดหงส์รัตนาราม ตามในจดหมายเหตุ รัชกาลที่ ๔ ได้กล่าวไว้ว่า เดิมเป็นพระอุโบสถหลังเก่าวัดหงส์ฯ ครั้งก่อนสมัยอยุธยา เมื่อมาถึงสมัยกรุงธนบุรี สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรีทรงปฏิสังขรณ์เป็นการใหญ่ ขยายทั้งตัววัด และสร้างพระอุโบสถใหม่ และอื่นอีก คงเลิกใช้อุโบสถเก่า ต่อมาเมื่อถึงรัชสมัยกรุงรัตนโกสินทร์นี้

 

จากหลักฐานประชุมพงศาวดารภาคที่ ๒๕ ว่าด้วยพระเจดีย์วิหาร ที่ทรงสถาปนาในรัชกาลที่ ๔ เรื่องที่ ๑๕ โดยมีเนื้อความว่า “วัดหงส์รัตนาราม วัดนี้ตามเดิมว่า วัดเจ้าขรัวหงส์ แล้วเปลี่ยนมาเป็น วัดหงสาราม สมเด็จพระศรีสุริเยนทรา บรมราชินี ทรงบูรณปฏิสังขรณ์ วัดเขมาภิรตาราม โปรดฯ ให้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงปฏิสังขรณ์วัดหงส์ฯ การยังไม่ทันเสร็จ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวสวรรคต พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงปฏิสังขรณ์ต่อมาจนสำเร็จ และพระราชทานนามว่า วัดหงส์รัตนาราม คำสร้อยนามวัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหารที่ว่า รัตนาราม นั้น บ่งความหมายเป็นสองประการคือ รัตน แปลว่า แก้ว ประการหนึ่ง และคำว่า อาราม ซึ่งแปลว่า วัด ประการหนึ่ง เมื่อนำคำทั้งสองมารวมกัน จึงได้ความหมายว่า วัดท่านแก้ว มูลเหตุที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้พระราชทานสร้อยนามวัดหงส์ฯ นั้น ก็เพื่อถวายเป็นพระอนุสรณ์แด่ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดารักษ์ ซึ่งมีพระนามเดิมว่า แก้ว เป็นการถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จบรมราชอัยกี ผู้เป็นพระบุพการีของ พระบรมราชชนนี พระราชอนุชา และพระองค์ท่าน ตามธรรมเนียมนิยมของพุทธสานิกชน เมื่อบำเพ็ญบุญกุศลแล้ว จึงอุทิศผลบุญ อีกประการหนึ่ง วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร เป็นวัดที่ สมเด็จเจ้าฟ้าหญิงกรมพระศรีสุดารักษ์ ทรงเคยอุปถัมภ์ และปฏิสังขรณ์มาในอดีต ทรงคุ้นเคยกับสถานที่ และเสด็จบำเพ็ญกุศลเป็นประจำในขณะที่ทรงพระชนม์อยู่

 

ในรัชสมัย พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ ๖) วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร ได้ถูกจัดลำดับศักดิ์เป็น พระอารามหลวงชั้นโท และมีฐานะเป็น พระอารามชั้นราชวรวิหาร ตามพระบามราชโองการประกาศ เรื่องจัดระเบียบพระอารามหลวงเป็น ชั้นเอก ชั้นโท ชั้นตรี ชั้นสามัญ โดยมีสร้อยนามตามฐานะเป็น ราชวรมหาวิหาร ราชวรวิหาร วรมหาวิหาร วรวิหาร โดยลำดับ ลงวันที่ ๓๐ กันยายน พุทธศักราช ๒๔๕๘ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร จึงได้สร้อยว่า วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร มาจนถึงปัจจุบัน

 

วัดหงษ์อาวาสวิหาร แห่งนี้ อยู่ในราชูปถัมภ์ของ สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบุรี มาตลอดรัชสมัยของพระองค์ และพระองค์มักเสด็จมานั่งวิปัสสนากรรมฐานในพระอุโบสถ หลังว่างจากพระภารกิจเสมอ วัดหงษ์อาวาสวิหาร จึงนับว่าเป็นวัดที่มีความเจริญรุ่งเรือง และสวยงามวัดหนึ่งในยุคสมัยนั้น ด้วยพระมหากรุณาธิคุณ ประชาชนในละแวกใกล้เคียง จึงพร้อมใจกันสร้างศาลขึ้นที่ริมคลองคูวัดเชิงสะพานข้ามคลองหน้าวัด ด้านทิศตะวันตก เพื่อถวายเป็นพระราชอนุสรณ์เป็นแห่งแรก และปรากฏเป็นที่สักการะเคารพของประชาชนในท้องถิ่นแต่บัดนั้นเป็นต้นมา คือ ศาลเจ้าพ่อตากวัดหงส์ฯ

 

นอกจากทรงบูรณปฏิสังขรณ์ และทรงสร้างศาสนวัตถุอื่นแล้ว พระองค์ทรงนำความเจริญทางด้านการศึกษา วางไว้เป็นฐานรากแห่งพระพุทธศาสนาที่วัดหงษ์อาวาสวิหาร หรือ วัดหงส์รัตนาราม ราชวรวิหาร จึงเป็นแหล่งสรรพวิชา บ่มเพาะความรู้ขั้นสูงในยุคสมัยนั้น และเป็นชุมนุมสงฆ์ผู้รู้หลักนักปราชญ์ แห่งกรุงธนบุรีศรีมหาสมุทร

 

ได้เวลา ล่องเรืดไปตลาดพลู

ถึง ตลาดพูล เลือกรับประทานอาหารอร่อย กัน

 

 

ล่องเรือถึงย่านวัดกำแพง 

วัดกำแพงบางจากเป็นวัดโบราณมีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ตั้งอยู่ริมคลองบางกอกใหญ่ ในเขตธนบุรี โดยพื้นที่แถบนี้เดิมเรียกว่า “เมืองบางกอก” หรือ “เมืองธนบุรี” เนื่องจากริมคลองบางกอกใหญ่ ถือเป็นสายเลือดสำคัญทางเศรษฐกิจการค้าของกรุงธนบุรีและกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น เป็นชลวิถีอย่างโบราณที่มีการสัญจรทางน้ำเป็นหลัก ประกอบกับเป็นที่ตั้งบ้านเรือนของขุนนางและคหบดีจำนวนมาก สองฝั่งคลองจึงมีวัดงดงามมากมาย

วัดกำแพงบางจากเป็นวัดขนาดเล็กที่มีการวางแผนผังได้อย่างลงตัว และยังคงรักษาสภาพดั้งเดิมของโบราณสถานไว้ได้เกือบครบถ้วน ทั้งสถาปัตยกรรม และจิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ ศิลปะสถาปัตยกรรมที่ปรากฏอยู่ในวัดกำแพงส่วนใหญ่จะเป็นผลงานที่สร้างหรือบูรณะขึ้นในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

สันนิษฐานว่าคงมีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา หลักฐานที่เหลืออยู่ชัดเจนอย่างหนึ่งคือ เจดีย์บรรจุอัฐิทรงกลมทางทิศใต้ของอุโบสถ ใช้บรรจุอัฐิของ “พระพิศาลผลพานิช” หรือชื่อเดิม “จีนสือ” เป็นขุนนางเชื้อสายจีน สันนิษฐานได้ว่าพระพิศาลผลพานิชน่าจะมีความสำคัญต่อวัดกำแพงนี้เป็นอย่างมาก เป็นไปได้ว่าอาจเป็นผู้ออกทุนทรัพย์ในการซ่อมแซมวัด แผนผังเขตพุทธาวาสของวัดกำแพงบางจากจะยึดเอาอุโบสถเป็นประธานของวัด มีวิหาร 2 หลัง ขนาบอยู่ด้านหน้าบริเวณมุมทางซ้ายและขวาของเขตพุทธาวาส มีเจดีย์ย่อมุมไม้สิบสิงขนาดกลาง 2 องค์ และเจดีย์ทรงปรางค์ 2 องค์ สร้างคร่อมทับบนเขตกำแพงแก้วด้านหลังอุโบสถสุดเขตพุทธาวาสมุมละ 1 องค์ รวมถึงศาลาแฝดด้านทางเข้าหน้าวัด

 

จิตรกรรมฝาผนังภายในอุโบสถ

ภายในอุโบสถประดิษฐานพระประธานปางมารวิชัย

ภาพจิตรกรรมภายในอุโบสถ ประกอบด้วย

- จุลปทุมชาดก

- เตมียชาดก

- วิทูรชาดก - มหาชนกชาดก 

- นารหชาดก - สุวรรณสามชาดก

- จันทกุมารชาดก - เนมียชาดก

- ภูริทัตตชาดก - พระเวชสันดรชาดก

- มโหสถชาดก - เสด็จลงจากดาวดึงส์

ด้านหน้าวัดกำแพงบางจากติดริมคลองบางหลวงในอดีต เคยเป็นตลาดมาก่อนซึ่งจะเป็นจุดจำหน่ายสินค้าที่ล่องออกมาจากสวนด้านในคลองบางจาก ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสินค้าประเภท หมาก พลู แต่เมื่อความเจริญเข้ามาการคมนาคมสะดวกมากขึ้น ตลาดบริเวณด้านหน้าวัดก็เริ่มเลือนหายไป ประกอบกับการสันจรทางบกเริ่มมีมากขึ้น การสันจรทางน้ำในคลองบางหลวงก็ลดน้อยลง

และจากแนวความคิดของเจ้าอาวาสวัดกำแพงบางจาก ซึ่งอยากให้มีตลาดบริเวณด้านหน้าวัดเหมือนเช่นในอดีต จึงได้มีการประชุมและปรารภกับประธานและกรรมการชุมชนกำแพงทองพัฒนา จึงดำริที่จะให้มีตลาดน้ำขึ้นที่ด้านหน้าของวัดโดยให้ใช้ชื่อว่า “ตลาดน้ำคลองบางหลวง” โดยเน้นให้คนในชุมชนได้มีที่ทำมาหากิน ให้ได้ขายสินค้าที่ทำขึ้นเอง หรืออาหารที่เป็นสูตรที่ได้รับการตกทอดสืบต่อกันมาจากอดีต และมีแนวคิดให้นักท่องเที่ยวได้สัมผัสกับวิถีชุมชนริมคลองบางหลวงซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงความเป็นอยู่ที่น้อยมากยังคงวิถีชีวิตเดิมๆอยู่ เมื่อนักท่องเที่ยวได้มาถึงตลาดน้ำคลองบางหลวงจะได้สัมผัสกับความเก่าแก่ของวัดกำแพงบางจากที่สร้างขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนปลายซ่อมแซมในช่วงกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นในราวรัชกาลที่ 4 ตลาดน้ำคลองบางหลวงยังมีจุดชมวิวเป็นบ้านต้นไม้ริมคลองบางหลวง และในบริเวณวัดกำแพงบางจากยังมีต้นไม้นานาพรรณให้นักท่องเที่ยวได้ชม อีกทั้งต้นไม้บางต้นหรือบางชนิดที่หาได้ยากในปัจจุบันที่วัดกำแพงบางจากยังคงมีให้นักท่องเที่ยวได้เห็นเมื่อนักท่องเที่ยวเดินชมรอบวัดกำแพงบางจากแล้วยังสามารถเดินชมริมคลองบางหลวงไปถึงบ้านศิลปินที่เป็นจุดแสดงหุ่นละครเล็กคลองบางหลวงคณะคำนายได้อีกด้วย

เดินข้ามคลองบางจากสู่ บ้านศิลปิน เดินชมย่านบรรยากาศ ตลาดริมคลอง ชมร้านกาแฟโบราณ และเสน่ห์ของบรรยากาศชุมชนเก่าแก่แห่งนี้ 

   

ชมการแสดงกะตั้วแทงเสือ

ปิดท้ายด้วยการแสดงความคิดเห็นระดมสมอง

“ไม่ใช่เพียงคำพูดของโครงการที่สวยๆ จะต้องมีคนรับผิดชอบ พยายามทำแบบค่อยเป็นค่อยไป แต่มีเป้าหมาย ร่วมกันของทุกฝ่าย จะเป็นจุดที่ ทำให้เริ่มต้นได้” 

บุญอนันต์ นทกุล Assistant Professor Boonanan Natakun, Ph.D.

อาจารย์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์และการผังเมือง

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

“มาประเทศไทยหลายครั้งและประทับใจในความเปลี่ยนแปลง ในด้านที่ดี อันที่จริงแล้วการท่องเที่ยวไม่ได้มีจุดสำคัญ เพียงเรื่องความสะอาดอย่างเดียว ปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยว มีจุดประสงค์เพื่อที่จะเห็นเนื้อแท้ ของแหล่งท่องเที่ยวและชุมชนท้องถิ่นนั้น พอใจที่จะเห็น สิ่งที่เรียกว่า เป็นความดั้งเดิม

ปัจจุบันนี้ มีการยกระดับ นักท่องเที่ยว กลุ่มสมาชิกเครือข่ายท่องเที่ยว เอเชีย ยึดหลักคำนึงถึงสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะ การท่องเที่ยวแบบกิจกรรมท่องเที่ยวคลอง  แหล่งท่องเที่ยว จะต้องสะอาดมีการจัดการ ไม่เพียงแตด้านความสะอาด แต่ต้องตอบโจทย์ในการสร้างประสบการณ์ให้กับนักท่องเที่ยวโดยที่ชุมชนนั้นเองต้องมีความพร้อม  อันที่จริงแล้วการท่องเที่ยวไม่ได้มีจุดสำคัญ เพียง เรื่องความสะอาด..ปัจจุบันนี้นักท่องเที่ยว มีจุดประสงค์เพื่อที่จะเห็นสิ่งที่เรียกว่า เป็นความดั้งเดิม"

มาซารุ ทากายามา
ผู้อำนวยการ Asian Ecotourism Network
สุภาภรณ์ ปราชญ์อำไพ
เลขานุการAEN

 


"การท่องเที่ยวลักษณะของกรีนและการท่องเที่ยวในลักษณะของเชิงนิเวศน์ เป็นแนวทางสำหรับการท่องเที่ยวที่กำลังจะนำไปใช้กับอุทยานธรณีโลกที่สตูล" 

ผศ.สุภาวดี โพธิยะราช

ผู้อำนวยการฝ่ายการวิจัยมุ่งเป้าสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.)

 

“เป็นแนวคิดของกทม.ที่จะ ต้องการให้นักท่องเที่ยว อยู่กรุงเทพฯนานขึ้น สิ่งนี้จะทำให้ชุมชนมีรายได้เพิ่มโดยตรงไม่ผ่านเอกชนไม่ต้องผ่าน พ่อค้าคนกลาง"

นางวัลยา วัฒนรัตน์ ผู้อำนวยการ
สำนักวัฒนธรรม กีฬา และการท่องเที่ยว

 ตลาดพลู... Unseen ภาพจิตรกรรมฝาผนังกระบวนจีน ณวัดอินทารามวรวิหาร

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net