วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Feel Trip การเดินทาง ท่องเที่ยว เรียนรู้ และลงมือทำ


"การเดินทางมิใช่การแสวงหาแผ่นดินใหม่ แต่เป็นการค้นพบดวงตาคู่ใหม่"

 มาร์แชล พรุสต์ นักวิจารณ์ชาวฝรั่งเศส กล่าวไว้

 กว่าที่เราจะเป็นเข็มทิศที่ดีที่สุดสำหรับคุณผู้กำลังเผชิญหน้ากับโลกใบใหม่ ในวันที่คุณพร้อมจะทลายเปลือกไข่แห่งวัยเยาว์ที่แสนไร้เดียงสา และออกค้นหา "ตัวตนที่แท้จริง"

 เมื่อราววันศุกร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา ฉันได้ลงพื้นที่เรียนรู้กับเพื่อนน้องๆ อีกหลายคนโดยการสมัครและชักชวนกันมา โดยใช้คำว่า Feel Trip ในการเปิดเป็นค่ายเรียนรู้ มีฐานให้ลงปฏิบัติ จำนวน 5 ฐาน

ขอบคุณภาพวาดจากแม็ก

แต่ฉันก็จำไม่ได้หมดทุกฐาน เพราะจิตใจของฉันการได้ทำการตัดสินใจเลือก ฐานเรียนรู้วิถีพี่น้องกลุ่มชาติพันธ์ไทดำ ที่บ้านทับชันไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพราะการไปที่นั้นมันทำให้ฉันได้ทำและกินอาหารพื้นถิ่น และได้ลงเรียนรู้วิธีการหาปลาสดๆจากแม่น้ำ ซึ่งมันคือสิ่งที่ฉันไม่ได้ทำมันมานานมากแล้ว หลังจากมีการทำความเข้าใจ เตรียมตัวและทำความเข้าใจ เราทุกคนต่างแยกย้ายไปตามฐานที่แต่ละคนสนใจ กลุ่มฉันมี 6 คน ประกอบด้วย หยก แม็ก เก่ง ป้อมปืน วริศ และฉัน ซึ่งเป็นผู้หญิงคนเดียวและเป็นคนปักษ์ใต้

 

ขอบคุณภาพวาดจากแม็ก

 

ขอบคุณภาพวาดจากแม็ก

กิจกรรมแรกที่พี่เอี้ยง ให้เราทำคือการปอกมะพร้าว ซึ่่งมันทำให้เราตื่นเต้นกันมาก เพราะที่บ้านของฉัน การปอกมะพร้าวต้องใช้มีดพร้าในการปอก แต่ที่นี้เขามีสิ่งประดิษฐ์ใหม่เป็นที่ปอกมะพร้าว คล้ายกันครีมตัดลวด ซึ่งฉันได้ค้นหาในอินเตอร์เน็ตแล้วว่า มันมีขายทั่วประเทศแล้วตอนนี้ แต่จะว่าไปฉันก็มีโอกาสได้ทำสิ่งเหล่าน้ในระเวลาที่ผ่านมามากแล้ว มันจึงทำให้เราตื่นเต้นกันไม่น้อย มันช่วยให้เราปอกมะพร้าวได้เยอะและเร็วขึ้น หลังจากเราปอกมะพร้าวเสร็จ เราได้ทำการแบ่งทีมกันเป็น 2 ทีม เพื่อเรียนรู้ 2 กระบวนการที่ชุมชนได้ว่างเอาไว้ให้ นั้นก็คือ การทำขนมข้าวต้มมัด กับการทดลองไปวางแหหาปลา ทีมที่ทำขนมมี 3 คน ได้แก่ แม็ก ฉ๊ะ และหยก ส่วนทีมหาปลาได้ได้แก่ ป้อมปืน เก่ง และวริศ ในขณที่ก่อนหน้าจะแยกย้ายไปทำภารกิจของแต่ละกลุ่ม พวกเราได้ขูดมะพร้าวกับกระต่าย จนทำให้แม็กถึงกับเอ่ยปากว่า มันต้องมีท่าสำหรับนั่งขูดมันพร้าว ซึ่งต้องนั่งเอียงตัว เหมือนมัดหมี่ในหนัง ถ้าขูดอย่างนั้นมันจะทำให้ขูดได้ง่าย คล่องมือ และขูดเร็ว พวกเราต่างได้ลองขูดมะพร้าวกันทุกคน เมื่อต้องแยกย้ายทีมเพื่อไปทำภารกิจ ทุกคนต่างแบ่งหน้าที่กันทำ แม็กกับหยกได้ขูดมะพร้าว ส่วนฉ๊ะได้ไปเรียนรู้วิธีการตัดใบตอง(ภาษาใต้เรียกใบกล้วย) แบบคนไทดำกับพี่ปุ้ย (ลืมถามชื่อจริง) มันทำให้ฉันได้เรียนรู้ว่าขนาดการตัดใบตองไม่ได้ตัดแบบเดียวกันกับที่บ้าน ที่บ้านจะตัดจนถึงโคนยอดของทางใบตอง แต่ที่นี้ตัดแค่ครึ่งเดียว เพราะพี่เขาบอกว่า จะช่วยยืดอายุต้นกล้วยได้นานขึ้น หลังจากเรียนรู้การตัดใบตองเสร็จ กลับมาถึงบ้านพี่เอี้ยง แม็กกำลังก่อไฟในเตา

ขอบคุณภาพวาดจากแม็ก

ส่วนหยกกำลังนั่งขูดมะพร้าวจนเสร็จ เมื่อถามหยกว่าเป็นไงบ้างกับการขูดมะพร้าวกับกระตายครั้งแรก หยกยิ้มก่อนจะตอบว่า เราต้องมีสมาธิมากในการขูด มิฉะนั้นถ้าพลาดมาอาจได้แผลกลับไป ส่วนทีม 3 หนุ่มอย่าไปพูดถึงเขาเลย คาดว่าเขาคงจะสนุกน่าดู หลังจากนั้นเราได้ย่างใบตองเพื่อเอาไว้ห่อขนม แถวบ้านเรียก ขนมห่อกล้วย ข้าวต้มกล้วย แต่ที่นี่เรียกข้าวต้มมัด หลังจากรอนึ่งข้าวเหนียว สามหนุ่มก็กลับกันมาพอดี โดยมีนานท้ายเรือคนใหม่นั่นคือ ป้อมปืน ซึ่งทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า สนุกมาก อยากไปอีก แต่ทว่าแม่ของพี่เอี้ยงก็ไม่ได้รับปากอะไร ทำให้ 3 ก็เงียบ สำหรับปลาที่ได้ มีปลาซิวกลม ซึ่งราคา อยู่ที่กิโลกรัมละ 200 บาท ส่วนปลาซิวใบไผ่ กิโลกรัมอยูที่ 70 บาท ทั้ง 4 คนช่วยกันปลดปลาจากแห แต่แม่ก็ได้พาไปดูวิที่การขอดเกล็ดปลาแบบไม่ต้องใช้อุปกรณ์ เช่น มีด หรือช้อน แต่แม่ เอาใส่ตะกร้าไปถูๆ เร่งไปมา ไม่น่าเชื่อเกล็ดปลาออกหมด แต่หลังจากนั้นแม่ก็ได้ทำการควักไส้ปลาออก และ 3 หนุ่มก็พาปลาที่เสร็จแล้วไปทอดกิน ฉันก็ได้ชิมปลาทดที่คลุกเคล้ากับเกือทอดตอนที่มันกำลังสดๆ พอทอดเสร็จมันเหลือง หอมมาก พอได้ลองชิม เนื้อมัน หวาน กรอบ อร่อยมาก ไม่เสียแรงที่รออยู่บนฝั่ง

กระบวนการผัดข้าวเหนียว ขอบคุณภาพจากป้อมปืน

ระหว่างที่ข้าวเหนียวได้ที่แล้ว พี่ปุ้ย พี่อ๊อด พี่เอี้ยงก็สอนเราผัดข้าวเหนียว มันทำคล้วยข้าวเหนียมมูลที่กินกับมะม่วง ทุเรียน วิธีการผัดข้าวเหนียว เราได้สูตรจากพี่ปุ้ยคือ ข้าวเหนียว 1 กิโลกรัม น้ำกะทิคั้นสด กิโลกรัมครึ่ง น้ำตาลครึ่งกิโล  เกลือ 1 ช้อนขนาดกลาง แล้วก็ผัดไปเรื่อยๆจนข้าวเหนียวเริ่มได้ที่ จึงยกขึ้นมาเพื่อทำการห่อ ก่อนหน้านั้น เราฉ๊ะได้ตัดแต่งใบตองเพื่อใช้ห่อขนมกับพี่ปุ้ยเอาไว้หรอแล้ว ส่วนแม็กก็ได้ลองคั้นน้ำกะสิสดๆไว้รอ พอถึงกระบวนการห่อข้าวต้มมัด เราต่างก็พากันเรียนรู้วิธีการห่อ ซึ่งการห่อครั้งนี้ ใช้เข้าว 1 กิโลกรัมอย่างน้ยอต้องได้ ข้าวต้มมัด 50 คู่ แต่พอพวกเราลองห่อ มันค่อนข้างยากมากเพราะฉ๊ะเองก็แทบจำไม่ได้แล้วว่าห่อแบบไหน เราเรียนรู้รู้กันสักพัก แม็กกับหยกก็ห่อได้และสวย ส่วนฉ๊ะห่อได้ 4 คู่ แต่ไม่มีมีความงามเลย ใหญ่บ้างเล็กบ้าง ส่วนป้อมปืนมานั่งห่อข้างๆ ห่อไปเราก็ขำไปเพราะคนที่ไม่เคยห่อ คือรุ่นพวกเราถ้าไม่ใช่เด็กบ้านนอกก็จะไม่ได้เห็นวิธีการห่อขนมแบบนี้แล้ว เพราะส่วนใหญ่แค่ห่อแล้วกินเท่านั้น ที่นี่ใช้เชือกจากต้นกล้วยข้าวต้มมัด ไม่มีการใช้เชือกฟางในการมัด เพราะที่นี่ยังรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมเอาไว้

การห่อข้าวต้มมัด

การทำข้าวต้มมัดการสืบทอดภูมิปัญญาของคนไทดำเชื่อว่า จะทำให้มีความรุ่งเรือง ก้าวหน้าทั้งในการประกอบอาชีพ และให้อยู่ดีความสุขกับลูกหลาน ให้มีสุขภาพแข็งแรง เพราะไทดำจะมีการเลี้ยงบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้ว ซึ่งเรียกว่า การทำเสนบ้าน เสนเฮือน เพื่อเลี้ยงและตอบแทนบรรพบุรุษขนมหวานก็มีต้องมีข้าวต้มมัดรวมอยู่ด้วย ส่วนของคาวก็เป็นแกงไก่กับหน่อไม้ เป็นสิ่งที่ต้องมีในพิธีทุกครั้ง

พี่เขาเล่าให้ฟังว่า ตอนทำพิธีเลี้ยงบรรพบุรุษต้องห่อขนมข้าวต้มมัด และขนมอื่นๆ เช่น ขนมเทียนแก้ว ขนมเทียนแป้ง กันเยอะมาก ห่อกันเป็นวันๆ ทุกบ้านจะมาช่วยกันทำ จะมีคนที่เป็นคนชาติพันธ์ไทยดำมาร่วมกันเต้นรำ ทำเพลง ผูกขวัญกันเป็นจำนวนมาก ถ้านับได้ก็คงจะเป็นพันคนอย่างต่ำ

ขั้นตอนการห่อข้าวต้มมัด

พอเราห่อขนมไปสักพัก ฉัน กับแก่งไปเล่นน้ำกัน น้ำอาจจะขุ่นน้อยเพราะฝนเพิ่งตก แต่น้ำเย็นมาก มันสนุกมาก ทำให้ฉันคิดถึงตอนเด็กๆที่ได้เล่นน้ำคลองกับเพื่อนที่บ้าน ก่อนไปเรียนทุกเช้าเราต้องไปอาบน้ำคลองกันก่อน และหลังจากกลับจากโรงเรียนทำการบ้านเสร็จก็นัดกันไปเล่นน้ำต่อ การลงพื้นที่มาเรียนรู้ครั้งนี้สำหรับฉันมันเป็นการกลับมาหวนรำลึกถึงอดีตต้อนเด็กๆมาก เพราะหลังจากจบ ป.6 ฉันก็ไม่มีชีวิตวัยเด็กอีกเลย เพราะฉันต้องมาทำหน้าที่ที่ยิ่งใหญ่กว่า นั้นก็คือการคืนสัญชาติไทยให้บรรพบุรุษและลูกหลานรุ่นต่อไป ว่าไปแล้วคนไทดำก็มีความเชื่อเรื่องบรรพบุรุษ ซึ่งพี่น้องคนส่วนใหญ่ทางใต้ก็มีการรำลึกถึงบรรพบุรุษ แต่ไม่อาจเท่าคนชาติพันธ์ ไม่ว่าจะเป็น ไทดำ หมอแกน มอแกลน อุรักลาโว้จ

การเรียนรู้ครั้งนี้ทำให้ฉันได้เปิดดวงตาคู่ใหม่เพิ่มมาอีกคู่ ได้รู้จักน้อง รู้จักเพื่อน และมีพี่น้องร่วมกระบวนการต่อสู้เพิ่มขึ้นมาอีกพอตกกลางคืนเรามีการแลกเปลี่ยนรู้กันในแต่ละฐาน เพื่อสรุปว่า เราได้เรียนรู้อะไร เจอะเจอกับอะไรกันมาบ้าง สนุกหรือเปล่า หลังจากกระบวนแลกเปลี่ยนจบ เราก็มีพันธะสัญญากันว่า ในวันรุ่งขึ้นต้องมีเรื่องราวมาถ่ายทอด จะเป็นการแสดงละคร หรืองานคลิป สำหรับหลายๆกลุ่มรวมถึงกลุ่มเราด้วยเลือกที่จะทำคลิปสั้นๆ 3 นาทีกว่าๆ เพื่อให้เพื่อฐานอื่นได้เรียนรู้ในกระบวนการและองค์ความรู้ที่พวกเราได้พากันลงไปทำ ไปศึกษากันในวันวาน

วันรุ่งขึ้นกระบวนการเรียนรู้และกิจกรรมในวันใหม่เริ่มขึ้น หลังจากที่นั่งดูคลิปสั้นๆจากพวกเราในทุกฐานการเรียนรู้ มีการแลกเปลี่ยนการทำคลิปจากแต่ละกลุ่มคนละเล็กละน้อย พอจบกระบวนการดูคลิป ก็มีลุงป้า น้า อา พี่เอี้ยง ครูอู๊ด  ได้มานั่งสะท้อนการลงพื้นที่เรียนรู้ของพวกเรา โดยส่วนใหญ่ทุกคนประทับใจและแฮปปี้กับสิ่งที่พวกเราถ่ายทอดออกไปผ่านคลิปสั้น พวกเขาขอบคุณพวกเราและทีมงานที่เลือกสถานที่พวกเขาเป็นพื้นที่การเรียนรู้เพื่อเผยแพร่กระบวนการ ภูมิปัญญา การต่อสู้ ของพวกเขาให้กับคนนอกอย่างพวกเราฟัง ก่อนแยกย้ายผู้จัดงานให้เราเขียนแผนการลงพื้นที่การเรียนรู้ของต้นเองในพื้นที่ๆเราเลือก โดยให้มีการเขาไปหาสต๊าฟแต่ละคนตามความสนใจ เรากับเก่งเลือกป้อมปืน เพราะเราสนใจวิธีคิดและไอเดียที่จะได้จากเขา เราเริ่มเล่ากระบวนการที่เราจะลงไปเรียนรู้พื้นที่กลุ่มชาติพันธ์มอแกนที่ทับตะวัน จังหวัดพังงา โดยเก่งจะมาเรียนรู้การปลูกผักสลัด ซึ่งเขาชอบกินมันมาก จนทำให้เขาอยากลองไปเรียนรู้เพื่อที่จะเอาไปปฏิบัติการที่บ้านของเขา เขาจะมาเรียนรู้ที่กรุงเทพ แถบย่านเซียร์รังสิต โดยเป็นร้านกาแฟร้านหนึ่งที่เขารู้จัก สำหรับฉันก็เล่าถึงวิธีการหรือกระบวนการเรียนรู้ของตัวเองให้ป้อมปืนฟัง ป้อมปืนถามว่า นานแค่ไหนแล้วที่แก ไม่ได้ทำอย่างที่เล่ามา ฉันตอบอ้ำๆอึ้งๆ เพราะมันนานเป็นสิบกว่าปีแล้วที่ฉันไม่ได้ไปทะเลกับพ่อ ไปตกหมึก หาหมึกวาย หรือหมึกสาย มันนานมากจนจำแทบไม่ได้ คำถามของป้อมปืนทำให้ฉันต้องหยุดคิดชะงัก ฉันต้องตัดสินใจอะไรซักอย่างก่อนที่องค์ความรู้ที่พ่อแม่ และย่าให้ฉันมามันจะหายไปตามกาลเวลา ยิ่งนานไปเรื่อยๆ กับการค้นหาและทำตามฝันของเรา สำหรับฉันเหลือเวลาอีกไม่นานแล้วที่ฉันต้องตัดสินใจเลือกด้วยตัวเองสักครั้งในชีวิต เพราะที่ผ่านมามีแต่คนตัดสินใจแทนฉันมาตลอด การตัดสินใจครั้งนี้มันจะล้มเหลวหรือสำเร็จก็ต้องลุ้นกันไป ดีกว่าปล่อยเวลาให้ล่วงเลยไปกับสิ่งที่เราไม่ได้ชอบตั้งแต่แรก

หลังจากแยกย้ายกลับบ้านฉันทักเฟสไปหาใครหลายคน เพื่อขอให้พวกเขาเขียนความรู้สึกที่ได้ลงมาเรียนรู้ครั้งว่าว่า ในมิติของพวกเขารู้สึกกับการเรียนรู้จักนี้อย่างไร

สำหรับคนที่ตอบคำถามมาคนแรกก็คือน้องมุก เด็กสาวจากจังหวัดสระบุรี น้องเรียนที่รามคำแหงและกำลังจะย้ายไปเรียนที่ธรรมศาสตร์ในปีนี้ น้องบอกว่า “สำหรับการเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางที่ให้ความรู้สึกเป็นตัวนำทาง และใช้จิตใจคอยปฏิบัติตาม  กิจกรรมนี้เหมือนนำพาตัวของหนูได้ย้อนกลับไปหาความทรงจำบางอย่างที่เคยหายไป ย้อนไปหาความทรงจำของเรื่องราวนั้น”  น้องมุก นางสาวดาราวดี พานิช บอกกับเรา

ส่วนแม็กเพื่อนจากลำปางเล่าให้ฟังว่า “การตอบคำถามที่ยากที่สุด นั่นคือ การตอบคำถามที่ว่า “ กิจกรรม Feel Trip นี้มันเป็นอย่างไร มันคืือการเที่ยวใช่ไหม ” ผมจะอธิบายแบบตรงไปตรงมาได้อย่างไรในเมื่อกิจกรรที่เรากำลังทำอยู่นั้นมันคือการเดินทางเข้าไปในความรู้สึกหรือจิตใจของตนเอง แล้วคนพบเชิงประจักษ์ด้วยตัวบุคคลนั้น ผ่านเครื่องมือที่เรียกว่า พื้นที่เรียนรู้ หากลองถามคำถามเดิมกับคนที่เคยเข้าร่วมกิจกรรม แต่ละคนอาจจะมีคำตอบที่แตกต่างออกไปซึ่งก็ไม่ผิดและผู้ฟังก็จะไม่ค่อยเข้าใจจนกว่าจะได้ลองมาสัมผัสเองสำหรับผม Feel Trip การเดินทางสัมผัส (สุราษฎร์ฯ) ครั้งนี้รู้สึกว่า “ ร่วมทำอาหารแสนอร่อย ผู้เฒ่าคอยสั่งสอนเพื่อฟื้นฟู ลูกหลานร่วมอุ้มชูวัฒนธรรม” แม็ก อดิศักดิ์  โกเมฆ หนึ่งในผู้เข้าร่วม

บัติเป็นอีกคนที่เราอดสัมภาษณ์เขาไม่ได้ สำหรับบัติเขาเล่าว่า “ความรู้สึกที่ได้ลงไปเรียนรู้ อย่างแรกต้องขอบอกก่อนว่าการได้พาตัวเองไปร่วมกิจกรรมการเช่นนี้เป็นอะไรที่ชอบมาก  เพราะรู้สึกว่าสามรถเป็นตัวของตัวเองได้เต็มที่  ณ ที่แห่งนั้นไม่มีการตีตรา  ตัดสินใคร  แต่ทุกอย่างมันคือการเรียนรู้  เราได้เอาตัวเองไปพิสูจน์​และตรวจเช็ก​การเรียนรู้ภายในตัวของเราที่ผ่านมาทั้งหมด  และต่อยอดเติมแต่งเพิ่มขึ้นอีกจากคนอื่นๆที่ได้มาร่วมกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกันทั้งจากแผนงานของกระบวนการที่ออกแบบไว้และเรื่องราวจากตัวผู้เข้าร่วมเอง  ทั้งหมดเป็นหัวเชื้อการเรียนรู้ที่ดีสำหรับเราที่จะได้นำพัฒนา​ศักยภาพ​ภายในตัว  คือมันดีมากๆ  ไม่ได้บอกว่าวันนี้เราจะมาเรียนวิชานั้น  วิชานี้  แต่เชื่อว่าในชีวิตจริงเราแทบไม่มานั่งบัญญัติ​ว่าสมมุติ​เจอสถานการณ์​เช่นนี้  มันคือวิชา  คณิตศาสตร์​ หรือเจออีกสถานการณ์​มันคือวิชา  วิทยาศาสตร์​ แต่ทุกอย่างคือวิชาการเรียนรู้  และชีวิตทั้งหมดก็คือทั้งหมดของการเรียนรู้ที่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดชีวิต”  บัติ สมบัติ​ แก้ว​เนื้ออ่อน

นี่อาจเป็นเพียงความรู้ต่อกระบวนการเรียนรู้ครั้งนี้จากการเขียนเล่าต่อการลงเรียนรู้ครั้งนี้เป็นบางส่วน นั้นเราไปฟังความรู้สึกจากพื้นที่บางฐานที่เราได้เข้าร่วมทำกิจกรรมกันเถอะ 

 สำหรับ feedback จากพื้นที่คือ

“เท่าที่น้องๆได้ลงเรียนรู้ ภาพจากชุมชนจากที่ได้ลองฟังเสียงและได้รับการสะท้อนกับมาว่าดี มันเหมือนกับคนภายนอกได้เข้ามาเรียนรู้ทำให้คนภายในได้กระตุ้นให้ชุมชนได้ตื่นตัวว่า ข้างนอกเขายังมารู้สิ่งที่มีอยู่ เป็นองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชนเลย แล้วทำไมคนในชุมชนไม่ลุกขึ้นมาจัดกระบวนการเรียนรู้ให้ต่อเนื่อง

นั่นคือประเด็นที่ 1 ประเด็นที่สองก็เหมือนกับเป็นการฝึกให้ครูภูมิปัญญารุ่นใหม่และเยาวชนได้ความรู้ที่ตัวเองได้เรียนรู้จากครูปัญญาอีกทีนึงให้กับคนที่สนใจ เพราะว่า ในอนาคตเราคิดเรื่องตลาดภูมิปัญญาเป็นตลาดที่จะขายองค์ความรู้ที่มีอยู่ในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องลายผ้า ภาษา อาหารพื้นบ้าน ประเพณีวัฒนาธรรม หรือแม้แต่การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เชิงวัฒนธรรม ก็เหมือนกับเป็นกลุ่มน้องก็เป็นเป้าหมายที่ช่วยให้พวกเราได้ทดลองกระบวนการเรียนรู้ด้วยค่ะ เมื่อวานคุณตาพูดเรื่องกระบวนการที่เราทำคือกระบวนการ “ก่อ กู้ แก้ ก้าว รากเหง้าไทยดำ” ซึ่งกระบวนการ 4 ตัวนี้ มันสามารถเอาไปปรับใช้กับพื่นที่อื่นๆได้ การก่อมันก็เหมือนเราได้ย้อนกลับไปดูรากเหง้าบรรพบุรุษไทยดำได้สร้างสรรค์อะไรไว้  กู้ คือบรรพบุรุษของเราได้กอบกู้อะไรไว้ มีความคิดสร้างสารรค์อะไรไว้ ตั้งแต่เชิงรูปธรรม นามธรรม ตัวการเรียนรู้ ตัวองค์ความรู้ ตัวภูมิปัญญาที่ก่อขึ้นมา แล้วหน้าที่ของเราก็คือ แก้ก็คือ การปรับปรุง พัฒนาให้มันเข้ากับยุคสมัย ให้มันเข้าบุคคลได้หลายๆที่ ก้าวต่อ ก็คือการปฏิบัติการที่มัน Action ต่อเนื่องต่อไป” พี่เอี้ยง นางสาวพัชรา รู้พันธุ์  ผู้ประสานงานกลุ่มเยาวชนสืบสานภูมิปัญญาไทยดำบ้านดอนมะลิ จ.สุราษฎร์ธานี

สุดท้ายมหาตมะ คานธี บอกว่า "Be the change you wat the world to be." จงเปลี่ยนแปลงตัวเอง ในแบบที่อยากเห็นโลกเปลี่ยนแปลง

 

โดย บุหลันริมหน้าต่าง

 

กลับไปที่ www.oknation.net