วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

พรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม - เจนนิเฟอร์ คิ้ม // กัญชาในประเทศไทย


สวัสดีครับ

         อาจจะมีนักฟังเพลงสักคนสองคน อยากจะฟังเพลงไปพลาง แล้วสูบกัญชาไปพลางพร้อมๆกัน เพราะนึกว่าเป็นเรื่องถูกกฎหมาย

แล้ว อ๊ะ อ๊ะ อ๊ะ อย่าเชียวนะครับ เพราะการสูบกัญชาในประเทศไทยยังเป็นการผิดกฎหมายอยู่ครับ ถ้าอย่างไรก็อ่านเรื่องกัญชาหาความ

รู้เอาไว้ก่อนดีกว่า

รายการ "ในหัวใจมีเสียงเพลง"

พรุ่งนี้ที่ดีกว่าเดิม - เจนนิเฟอร์ คิ้ม feat. หนึ่ง ETC.- I AM l EP.11 แพท ณปภา l สงครามทำเพลง

https://youtu.be/ksRc_gLgFqQ

สงครามทำเพลง #MelodytoMasterpieceTH #True4U เสี้ยวนาที - มาเรียม B5 - I AM l EP.4 

https://youtu.be/hxYixbp7cmQ

ยิ่งกว่า (More than) - เต้น นรารักษ์ Feat. SEASON FIVE - Muzik Move l EP.4 มารีญา l สงครามทำเพลง https://youtu.be/x7RSDpF-H-c


 

 .......................................................

กัญชาในประเทศไทย

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี
 
 
ไปยังการนำทางไปยังการค้นหา

กัญชาในประเทศไทยขึ้นทะเบียนเป็นสารเสพติดประเภท 5 ภายใต้พระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ. 2522 และไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกฎหมายกัญชาทางการแพทย์

ประวัติศาสตร์

ดูเหมือนมีการนำกัญชาเข้าสู่ประเทศไทยจากประเทศอินเดีย โดยอ้างหลักฐานจากความคล้ายของชื่อไทยกับคำว่า गांजा (ganja) ในภาษาฮินดี เดิมกัญชาใช้ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนประกอบอาหาร เครื่องเทศ ยาและเป็นแหล่งของเส้นใย

กัญชาเป็นสมุนไพรพื้นบ้านหลายศตวรรษก่อนถูกห้ามในคริสต์ทศวรรษ 1930 ทราบกันว่าผู้ใช้แรงงานใช้กัญชาเป็นยาคลายกล้ามเนื้อ นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าใช้เพื่อบรรเทาการเจ็บครรภ์ของหญิงได้

พระราชบัญญัติกัญชา พ.ศ. 2477 กำหนดให้การครอบครอง ขายและใช้กัญชาเป็นความผิดตามกฎหมายกฎหมายอีกสองฉบับที่มีความสำคัญ ได้แก่ พระราชบัญญัติยาเสพติด พ.ศ. 2522 และพระราชบัญญัติวัตถุที่ออกฤทธิ์ต่อจิตและประสาท พ.ศ. 2518

การวางระเบียบ

บทลงโทษ

การครอบครอง การเพาะปลูกและการขนส่ง (นำเข้า/ส่งออก) กัญชาขนาดไม่เกิน 10 กิโลกรัมอาจมีโทษสูงสุดจำคุก 5 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ การครอบครอง การเพาะปลูกและการขนส่งกัญชาตั้งแต่ 10 กิโลกรัมขึ้นไปมีโทษจำคุก 2 ถึง 15 ปี หรือปรับ หรือทั้งจำทั้งปรับ สำหรับผู้ที่ถูกจับฐานครอบครองกัญชาปริมาณเล็กน้อยมักได้รับโทษปรับมากกว่าจำคุก ตำรวจยาเสพติดมองว่ายาบ้า (เมตแอมเฟตามีน) เป็นปัญหาร้ายแรงกว่า

การบังคับใช้

พบว่ากัญชามีขายอย่างเปิดเผยในบาร์และร้านอาหารในบางพื้นที่ของประเทศในพื้นที่ที่มีนักท่องเที่ยวพลุกพล่านพบกัญชาได้ทั่วไป ธุรกิจขายสินค้า "ความสุข" ซึ่งบรรจุกัญชา ผู้ค้ากัญชาบางครั้งทำงานกับตำรวจซึ่งไปรีดไถเอาสินบนกับลูกค้า กระนั้น นักท่องเที่ยวหลายคนลงเอยด้วยโทษจำคุกแม้ประเทศมีทัศนะผ่อนปรนต่อกัญชา

กัญชาทางการแพทย์

สภานิติบัญญัติแห่งชาติเห็นชอบกัญชาทางการแพทย์เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2561 นับเป็นประเทศแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่มีกฎหมายดังกล่าว

พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ ๗) พ.ศ. ๒๕๖๒ จัดกัญชาเป็นยาเสพติดให้โทษประเภทที่ ๕ แต่อนุญาตให้ใช้กัญชาทางการแพทย์เพื่อการดูแลรักษาผู้ป่วยและการศึกษาวิจัยได้[9] เนื่องจากปัจจุบันหลายประเทศได้มีการนำสารสกัดจากกัญชามาใช้เป็นผลิตภัณฑ์รักษาโรคหลายชนิด มีการศึกษาวิจัยที่สนับสนุนถึงประโยชน์และโทษของกัญชาพบว่าสารประกอบ cannabinoids ที่อยู่ในกัญชาสามารถใช้ในการรักษาโรคได้ โดยสารที่ออกฤทธิ์หลักที่นำมาใช้ในทางการแพทย์ คือ delta-9-Tetrahydrocannabinol (THC) ที่มีฤทธิ์ต่อจิตประสาท และ cannabidiol (CBD) ซึ่งไม่มีฤทธิ์เสพติด สารประกอบ cannabinoids ออกฤทธิ์ผ่าน cannabinoid receptor หลัก 2 ชนิด คือ CB1 receptor ซึ่งพบมากในสมอง มีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจ ความจำ ความเข้าใจ อารมณ์ การรับรู้ความเจ็บปวดและการเคลื่อนไหว ส่วน CB2 receptor พบที่ระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทส่วนปลาย ม้าม ทอนซิล ต่อมไทมัส กระดูก ผิวหนัง และเลือด ในร่างกายสามารถสร้าง endocannabinoid ซึ่งเป็น cannabinoidsธรรมชาติ พบว่า endocannabinoids ส่งผลเกี่ยวข้องกับการทำงานของร่างกาย อาทิ ความจำ อารมณ์ ความอยากอาหาร การนอนหลับ ความปวด การติดยา และการอักเสบ รวมถึงอาจมีบทบาทในการป้องกันที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของสมอง ระบบ metabolism ของร่างกาย อาทิ lipolysis, glucose metabolism และ energy balance 

การใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์ได้ประโยชน์ในภาวะโรคดังต่อไปนี้

  1. ภาวะคลื่นไส้อาเจียนจากเคมีบำบัด (chemotherapy induced nausea and vomiting)
  2. โรคลมชักที่รักษายาก และโรคลมชักที่ดื้อต่อยารักษา (intractable epilepsy)
  3. ภาวะกล้ามเนื้อหดเกร็ง (spasticity) ในผู้ป่วยโรคปลอกประสาทเสื่อมแข็ง (multiple sclerosis)
  4. ภาวะปวดประสาท (neuropathic pain)

การใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาทางการแพทย์อาจได้ประโยชน์ในภาวะโรคดังต่อไปนี้

  1. ผู้ป่วยที่ได้รับการดูแลแบบประคับประคอง (palliative care)
  2. ผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย (end-state cancer)
  3. โรคพาร์กินสัน
  4. โรคอัลไซเมอร์
  5. โรควิตกกังวล (generalized anxiety disorders)
  6. โรคปลอกประสาทอักเสบ (demyelinating diseases) อื่นๆ อาทิ neuromyelitis optica และ autoimmune encephalitis

สำหรับกรณีการใช้กัญชารักษามะเร็งยังไม่มีหลักฐานทางวิชาการที่สรุปว่ากัญชารักษามะเร็งได้ การใช้กัญชารักษามะเร็งและโรคอื่นๆนอกเหนือจากที่กล่าวมายังอยู่ในขั้นตอนการวิจัย มีความจำเป็นต้องศึกษาวิจัยถึงประสิทธิผลของกัญชาในหลอดทดลอง ความปลอดภัยและประสิทธิผลในสัตว์ทดลอง ก่อนการศึกษาวิจัยในคนอีกหลายขั้นตอน เนื่องจากในปัจจุบันข้อมูลทางวิชาการที่สนับสนุนว่ากัญชามีประโยชน์ในการรักษาโรคมะเร็งชนิดต่างๆยังมีไม่เพียงพอ ดังนั้นผู้ป่วยโรคมะเร็งควรได้รับการรักษาตามวิธีมาตรฐานทางการแพทย์ในปัจจุบัน หากเลือกใช้เฉพาะผลิตภัณฑ์กัญชาในการรักษาโรคมะเร็งเพียงอย่างเดียวแล้ว อาจทำให้ผู้ป่วยเสียโอกาสในการรักษามะเร็งที่มีประสิทธิผลด้วยวิธีมาตรฐานได้

 

 
 
 

เมื่อ “กัญชา” ไม่ใช่…ยาเสพติด

วันที่ 6 January 2018 - 17:27 น.
Facebook
Twitter
Google+
LINE

อาจเป็นของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดของใครหลาย ๆ คน หลังจากเมื่อวันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา ทางการรัฐแคลิฟอร์เนียประกาศให้การเสพ “กัญชา” เพื่อความบันเทิง กลายเป็นสิ่งที่ถูกกฎหมายใน 10 เมืองของรัฐ

กฎหมายใหม่นี้ทำให้ร้านขายกัญชาที่มีใบอนุญาตในเมืองซานดิเอโกแทบทุกร้านคึกคักมาก ผู้คนเข้าคิวเป็นชั่วโมง ๆ หน้าร้าน ตั้งแต่คนหนุ่มสาวยันคนชรา เพื่อซื้อกัญชามวน หรือกระทั่งอาหารที่ผสมกัญชา

“วิลล์ เซนน์” เจ้าของ “Urbn Leaf” ร้านขายกัญชาถูกกฎหมายในเบย์ปาร์ก ซานดิเอโก เล่าให้กับ “แอลเอไทมส์” ฟังว่า เขาคิดแค่ว่าคนจะมาซื้อกัญชาจำนวนมากกว่าปกติในวันนี้ แต่ไม่คาดคิดว่าจะขนาดต่อแถวออกไปนอกร้าน

รัฐแคลิฟอร์เนียเป็นรัฐแรกในอเมริกา ที่อนุญาตให้มีการใช้กัญชาทางการแพทย์อย่างถูกกฎหมายเมื่อ 22 ปีก่อน

ปัจจุบันรัฐแห่งนี้เป็นตลาดที่มีการซื้อขายกัญชาเพื่อการแพทย์ที่ค่อนข้างใหญ่ และถือเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของประเทศ

ปัจจุบันชาวอเมริกันเริ่มมีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการสูบกัญชาเพื่อความบันเทิงในมุมมองที่เปลี่ยนไป ไม่ได้มองว่าเป็นยาเสพติดต้องห้ามอีกต่อไป

“VOX” รายงานผลวิจัยจาก”Gallup” ในปี 2017 ว่า 64% ของประชากรผู้ใหญ่ของอเมริกาสนับสนุน

ให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เนื่องจากมองว่ามีประโยชน์มากกว่าโทษเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก

จากทศวรรษก่อนที่มีเพียง 36% เท่านั้นที่ให้การสนับสนุน ทำให้ผลโหวตในรัฐแคลิฟอร์เนียกว่า 57% สนับสนุนให้การเสพกัญชาเพื่อความบันเทิงกลายเป็นเรื่องถูกกฎหมายการเสพกัญชาเพื่อความบันเทิงในที่สุด

การเปลี่ยนแปลงล่าสุดนี้ ทำให้การเสพกัญชาเพื่อความบันเทิงเป็นสิ่งถูกกฎหมายใน 10 เมืองในแคลิฟอร์เนีย ซึ่งไม่รวมลอสแองเจลิสกับซานฟรานซิสโก ซึ่งเป็นเมืองใหญ่ โดยกำหนดให้ผู้ซื้อต้องมีอายุ 21 ปีขึ้นไป ต้องซื้อจากร้านที่มีใบอนุญาตถูกต้องตามกฎหมาย ห้ามเสพในที่สาธารณะ เช่น ร้านอาหาร หรือสวนสาธารณะ และต้องเสพห่างจากเขตโรงเรียน 300 เมตร สามารถครอบครองได้ไม่เกิน 28.5 กรัม

และปลูกได้ไม่เกิน 6 ต้นที่บ้าน และต้องปลูกโดยมิดชิด เนื่องจากยังผิดกฎหมายระดับประเทศอยู่

อย่างไรก็ตาม ผู้ต้องโทษคดีกัญชา สามารถร้องขอให้ศาลกำหนดโทษให้ใหม่เพื่อล้มล้างโทษ และสามารถร้องขอให้ลบประวัติอาชญากรรมได้

ก่อนหน้านี้มีรัฐเล็ก ๆ เช่น โคโลราโด วอชิงตัน โอเรกอน และอะแลสกา ผ่านกฎหมายดังกล่าวแล้ว

อย่างไรก็ตาม 4 รัฐดังกล่าว มีประชากรรวมกันเพียง 17 ล้านคน และมูลค่าจีดีพีรวมราว 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐเท่านั้น

ขณะที่รัฐแคลิฟอร์เนียรัฐเดียว มีประชากรมากถึง 40 ล้านคน และจีดีพี 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ

แคลิฟอร์เนียจึงกลายเป็นรัฐใหญ่รัฐแรกที่ผ่านกฎหมายอนุญาตเสพกัญชาเพื่อความบันเทิง มีคาดการณ์จากนักวิเคราะห์ “กรีนเวฟ” ระบุว่า จะมีเงินหมุนเวียนในอุตสาหกรรมกัญชามากถึง 5.1 พันล้านเหรียญสหรัฐในปี 2018 ทำให้รัฐเก็บภาษีเพิ่มได้จำนวนมาก

ขณะที่นักวิเคราะห์จากธนาคาร Cowen คาดว่าการผ่านกฎหมายของรัฐแคลิฟอร์เนียจะทำให้อุตสาหกรรมกัญชาของประเทศขยายตัวขึ้น 3 เท่าใน 10 ปีข้างหน้า

การเปลี่ยนแปลงในรัฐแคลิฟอร์เนียที่เกิดขึ้นจะกระจายเป็นวงกว้างมากกว่ารัฐเล็กที่ผ่านกฎหมายฉบับเดียวกันไปก่อนแล้ว หมายความว่าจะมีผู้ขายมากขึ้น มีการผลิตมากขึ้น และมีผู้ซื้อและเสพมากขึ้น

ความเคลื่อนไหวครั้งนี้จึงถือเป็นแรงกดดันครั้งสำคัญของ “รัฐบาลกลาง” ซึ่งไม่เคยแสดงท่าทีสนใจในการผลักดันให้กัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย และไม่เคยมีความเคลื่อนไหวมาก่อนในระดับประเทศ

โดยผู้สันทัดกรณีรายหนึ่งมองว่า รัฐบาลกลางจะต้องทบทวนใหม่ เนื่องจากกฎหมายประเทศ “กัญชา” ยังเป็นสิ่งผิดกฎหมายนั้น ขัดกับกฎหมายรัฐ และอาจเป็นปัญหา

ขัดขวางการเติบโตของอุตสาหกรรมกัญชาในภายหลัง เช่น ธนาคารไม่กล้าที่จะให้เงินทุนกับร้านจำหน่ายกัญชา เนื่องจากอาจกลายเป็นการมีส่วนร่วมในอุตสาหกรรมยาเสพติดผิดกฎหมาย หรือกฎหมายภาษี 280E ที่ระบุว่าธุรกิจค้ากัญชาไม่สามารถยื่นขอหักภาษีได้เช่นเดียวกับธุรกิจอื่นที่มีสิทธิได้รับตามปกติ ทำให้ร้านค้าอาจจะต้องเสียภาษีเงินได้สูงถึง 90%

ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมกัญชาที่เติบโตมากขึ้นเรื่อย ๆ ต้องมีการกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งด้านความโปร่งใส การโฆษณา และการซื้อขาย เหล่านี้คือประเด็นสำคัญที่ทำให้รัฐบาลกลางต้องทบทวนสถานะของสารเสพติดชนิดนี้อีกครั้ง

นอกจากสหรัฐอเมริกา ยังมีบางประเทศที่กำหนดให้การเสพกัญชาเป็นสิ่งถูกกฎหมาย เช่น เนเธอร์แลนด์ เนื่องจากมองว่าเป็นสิ่งเสพติดประเภทเบา อันตรายต่อร่างกายน้อยกว่าบุหรี่และสุรา นอกจากนี้ยังสามารถช่วยผลักดันอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวให้เติบโตได้อีกด้วย เพราะมีนักท่องเที่ยว

จากทั่วโลกจำนวนมาก เดินทางมายังดินแดนแห่งกังหันลมเพื่อซื้อหาและเสพกัญชาอย่างถูกกฎหมาย โดยอนุญาตให้บุคคลที่อายุมากกว่า 18 ปีสูบกัญชา และซื้อได้ไม่เกิน 5 กรัม

นอกจากนี้ยังมีการจำหน่ายกัญชาในร้านกาแฟกว่า 200 ร้านทั่วประเทศ

 ...................................................

22 มิถุนายน 2562

 

 

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net