วันที่ ศุกร์ มิถุนายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ยาขยันของทหารนาซีเยอรมันและทหารฝ่ายสัมพันธมิตร


 
ทหารอเมริกันยิงปืนครก ใกล้กับเมือง Rhine, 1945
Credit: Thirteen Productions LLC
 
 
 
 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่  2
ความขยันอดทนอันน่าทึ่งของทหารนาซีเยอรมันและทหารสัมพันธมิตร
ต่างใช้ยาที่มีส่วนผสมลับ/ยาเสริมประสิทธิภาพ

ในช่วงทศวรรษที่ 1940 ทหารนาซีเยอรมัน
ได้รับยา Methamphetamine ชื่อ Pervitin
ในขณะที่ทหารอเมริกันและอังกฤษจะได้รับยา Amphetamine ชื่อ  Benzedrine

ทหารเสนารักษ์ทั้งสองฝ่ายต่างแจกจ่ายยาสารกระตุ้นเหล่านี้ - และอื่น ๆ เช่น Cocaine
เพื่อทำให้ทหารที่เหนื่อยล้าตื่นขึ้นมาอย่างกระฉับกระเฉงในวันที่ต้องสู้รบกันหนักมาก
เพื่อให้กองกำลังปฏิบัติการได้ยาวนานขึ้นภายใต้เงื่อนไขการลงโทษ/สู้แหลก
และเพื่อระงับ/บรรเทาความน่ากลัวและความอ่อนล้าต่าง ๆ
จากอาการบาดเจ็บและความเครียดหลังจากเกิดบาดแผล (PTSD)
ตามรายงานของ Secrets of the Dead: World War Speed
สารคดีเรื่องใหม่ที่ออกอากาศในวันที่ 25 มิถุนายน 2019 

ผลจากการสู้รบที่แข่งขันกันต้องการจะเอาชนะกัน
การแข่งขันด้วยอาวุธยาจึงเข้มข้มมากขึ้น
พวกทหารที่ใช้ยาเหล่านี้ต่างถูกยัดเยียดยาจนเกินขีดจำกัด
เกินอัตราปกติที่คนเราควรจะใช้ยาได้ในแต่ละครั้ง
แต่ผลกระทบระยะยาวของการใช้ยาเหล่านี้
มักถูกมองข้ามโดยทหารเสนารักษ์ส่วนใหญ่
ตัวแทนจาก PBS กล่าวในรายงาน

Amphetamines (กลุ่มของสารกระตุ้นที่รวมถึง Methamphetamines)
ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางตามรายงานของสถาบันสุขภาพแห่งชาติ (NIH)
ยาประเภทนี้ทำให้เกิดความรู้สึกสบาย เพิ่มความตื่นตัวและลดความอยากอาหาร
ตามรายงานสถาบันยาเสพติดแห่งชาติ (NIDA)
สำหรับ Methamphetamines การเสพยาจำนวนมากในครั้งเดียว
อาจทำให้เกิดภาวะน้ำท่วมสมองโดยตรง  เมื่อเทียบกับยาชนิดอื่น ๆ
นั้นหมายความว่ายาจะออกฤทธิ์ยาวนาน
และอาจเป็นอันตรายต่อระบบประสาทส่วนกลางตามข้อมูลจาก NIDA




 
Pervitin ยาผลึกแก้วใส ที่แจกจ่ายให้กับทหารนาซีเยอรมัน
โดยเสนารักษ์ของกองทัพในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2
Credit: Thirteen Productions LLC
 
 

ยา ไม่กลัวและบ้าคลั่ง

ยา Methamphetamine/Pervitin ของเยอรมัน
มีการขายในท้องตลาดในช่วงปี 1930 เพื่อการสันทนาการ-ปลุกให้ตื่น
นักวิทยาศาสตร์ได้ทดลอง Pervitin ก่อนสงครามโลกครั้งที่ 2
เพื่อดูว่าผู้ใช้ที่เป็นนักศึกษาสามารถตื่นตัวได้นานแค่ไหน
และยังคงทำข้อสอบได้ดีขนาดไหน

ในช่วงปี 1940 
ยา Pervitin มีการแจกจ่ายกันอย่างกว้างขวาง
ในหมู่นักบินในกองทัพ Luftwaffe (กองทัพอากาศนาซี)
เพื่อนำไปสู่ภารกิจการรบที่ยาวนาน
ขับไล่ความง่วงนอนและความหิว
ถ้าเครื่องบินเกิดถูกยิงตก

ปีนั้นเป็นปีแห่ง สงครามสายฟ้าแลบ
นาซีเยอรมันโจมตีด้วยการทิ้งระเบิดแบบไม่หยุดยั้งกับอังกฤษ
และขับเคลื่อนกองบินด้วยจำนวนมากมาย/หลายเที่ยวบินมาก
James Holland นักประวัติศาสตร์สงครามโลกครั้งที่ 2 และที่ปรึกษาด้านสารคดี กล่าวสรุป



" ตามบันทึกจากสำนักงานสงครามอังกฤษ British War Office
ประเมินว่าในช่วงสามเดือนของสงครามฟ้าแลบ 
ตั้งแต่เดือนเมษายนถึงมิถุนายน 1940
มีการส่งยา Pervitin ประมาณ 35 ล้านเม็ด
ให้กับทหารเยอรมัน กะลาสีและนักบิน จำนวนกว่า 3 ล้านคน

ผลของฤทธิ์ยา Pervitin ทำให้ทหาร Wehrmacht กองทัพนาซีเยอรมนี
เดินทัพและต่อสู้อย่างยาวนานเป็นเวลา 10 วันติดต่อกัน
แม้ว่าจะถูกปิดล้อมและติดกับดักกองทัพอังกฤษ
แต่ก็สามารถมีชัยชนะทางการทหารอย่างเด็ดขาดที่ Dunkirk

ในสหราชอาณาจักรจึงมีข่าวลือแพร่สะพัดว่า
นักบินเรือบินทิ้งระเบิดนาซีเยอรมันมีความสามารถเหนือมนุษย์
ในการสู้กับแรง G-forces ด้วยยา
หนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งได้บรรยายการพบเห็น
พลร่มชาวเยอรมันผู้ซึ่ง เสพยาอย่างหนัก จนไม่กลัวตาย และบ้าคลั่ง "
Nicolas Rasmussen อาจารย์ประจำคณะมนุษยศาสตร์และภาษา
University of New South Wales ใน Australia
รายงานในปี  2011  The Journal of Interdisciplinary History


 

 
Benzedrine แบบสูดดม หรือกิน ของทหารสัมพันธมิตร
Credit: Thirteen Productions LLC
 
 
คุณไม่สามารถฝืนต่อไปได้
 
 
หลังจากเจ้าหน้าที่หน่วยสืบราชการลับของอังกฤษค้นพบ

กล่องใส่ยา  Pervitin ในเครื่องบินเยอรมันนีที่ถูกยิงตก
ทางการทหารจึงได้วางแผนที่จะเสริมเพิ่มพลังให้กับ
ทหารสัมพันธมิตรด้วยข้อได้เปรียบทางสารเคมีที่คล้ายกัน
จึงคิดค้น Amphetamine/Benzedrine ในรูปยาเม็ดและยาดม
กองทัพอากาศสหราชอาณาจักรได้อนุมัติอย่างเป็นทางการในปี 1941
โดยให้ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของเจ้าหน้าที่เสนารักษ์
ที่ประจำอยู่กับฝูงบินหรือฐานทัพอากาศ 

" มันหยุดคุณจากการนอนหลับ
แต่มันไม่หยุดคุณจากความรู้สึกเหนื่อยล้า
ร่างกายของคุณไม่มีโอกาสฟื้นตัวจากความเหนื่อยล้า
มันทรมาน ดังนั้นเมื่อมาถึงจุดที่คุณหลุดจากยา
แล้วคุณก็จะฟุบลง คุณไม่สามารถฝืนต่อไปได้ 

กองทัพอังกฤษและอเมริกาใช้ Amphetamine ในขณะนั้น
แม้ว่ายาดังกล่าวยังไม่ได้รับการพิสูจน์อย่างเพียงพอว่า
เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานในการรบที่เหนื่อยล้า
แต่ฝ่ายสัมพันธมิตรได้ใช้ยานี้สำหรับปรับเปลี่ยนอารมณ์
เพื่อเพิ่มความก้าวร้าวและความมั่นใจ
และสร้างขวัญและกำลังใจในการรบ  "
Nicolas Rasmussen กล่าวสรุปผลการศึกษาในปี 2011 

เมื่อทหารอเมริกันยกพลขึ้นบกในแอฟริกาเหนือในปี 1942
ทหารต้องปฏิบัติการรบภายใต้อิทธิพลแนวคิดเรื่องความรวดเร็ว
ยา Benzedrine กว่าครึ่งล้านเม็ดนั้นถูกผลิตตามคำสั่งของ
พล.ต. Dwight D. Eisenhower 
พร้อมบันทึกจากผู้บัญชาการของอังกฤษในปี 1942
ระบุว่า ทหารกองพลยานเกราะรถถังที่ 24 ของอังกฤษ
ได้รับ Benzedrine 20 มิลลิกรัมต่อวันก่อนการสู้รบในอียิปต์
โดยการเปรียบเทียบปริมาณที่แนะนำ
สำหรับนักบินในกองทัพอากาศในเวลานั้นที่ใช้เพียง 10 มิลลิกรัม
ตามรายงานสารคดีของ PBS

Amphetamines ในปัจจุบันได้รับการยอมรับแล้วว่า
มีความเสี่ยงสูงในการติดยาเสพติดและใช้ในทางที่ผิด
อย่างไรก็ตามในปี 1940 ผู้เชี่ยวชาญได้พยายามยกเลิกแนวคิดนี้
ด้วยการใช้ในรูปแบบนวนิยายทางวิทยาศาสตร์
นักวิจัยได้รายงานในปี 2013 ใน Journal of Psychopharmacology

" " แค่เพียงเพราะ Benzedrine ไม่อันตรายเท่า Pervitin
แต่ถึงอย่างไรยาก็ยังคงมีความเสี่ยงอยู่

ในตอนท้ายของสงครามโลกครั้งที่ 2
คุณจะเห็นว่า  มีความรู้ที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับผลข้างเคียงของยาเหล่านี้
แต่สิ่งที่คุณไม่เห็นก็คือ สิ่งที่ต้องทำต่อไปกับพวกคนที่ติดยาเสพติด
นั่นเป็นสิ่งที่ต้องเรียนรู้อย่างหนักใน ปีต่อ ๆ มา

การติดยาเสพติดอย่างเต็มที่
และอันตรายอย่างไรบ้าง
เป็นเรื่องที่ยังไม่เข้าใจอย่างถูกต้อง
ในตอนท้ายของสงคราม
ทางการให้ความช่วยเหลือบ้าง
แต่มีเพียงเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ติดยาเหล่านี้ "
James Holland ให้สัมภาษณ์กับ  Live Science

เรียบเรียง/ที่มา

http://bit.ly/31W5dy7



เรื่องเล่าไร้สาระ

มีบางคนสันนิษฐานว่า 
ฮิตเลอร์คงแอบใช้ยา Pervitin ด้วย
เพราะปราศรัยได้ยาวนานและดุดันอย่างยิ่ง
มีครั้งหนึ่ง ที่ฮิตเลอร์ไปพบมุสโซลีนี ผู้นำอิตาลี
ฮิตเลอร์สามารถพล่ามได้ยาวนานถึง 6 ชั่วโมง
พร้อมกับอาการตาขวางไม่ยอมหุบปาก

ในสมัยก่อนยาประเภทนี้
แถวบ้านนอกเมืองไทยจะมีรถเร่ขายยา
ที่ฉายหนังกลางแปลงตามวัด/ที่สาธารณะ
แล้วบอกขายยาประเภทนี้พร้อมกับฉายหนังกลางแปลง
มักจะเป็นรูปยาผงใช้ชื่อสลากยาหน้าซองว่า ยาขยัน
สรรพคุณ กินแก้ปวดแก้เมื่อย กินแล้วขยันขันแข็ง ทำงานหนักได้ดี
ดีกว่าการกินการเคี้ยวใบกระท่อม  ที่สู้แดดแพ้ฝน
แบบพอถูกฝน/ความชื้นจะปวดเมื่อยและขี้หนาว

ต่อมามีการพัฒนาเป็นยาเม็ด
ในสมัยก่อนไม่มีการควบคุมหรือห้ามจำหน่าย
ใช้ชื่อเรียกขานกันว่า ยาม้า
บางคนว่ามาจากชื่อยาสามัญตัว M
บางคนว่ามาจากยาโด๊ปม้าแข่งให้วิ่งสู้
ในยุคที่ยังไม่มีเครื่องมือตรวจจับยาโด๊ป
บางคนว่ามาจากสลากยายี่ห้อดัง Wellcome
เจ้าแรกที่ขายที่นำมาขายในไทย (ตอนนี้ขายยาอื่น ๆ แล้ว)
บางคนว่ามาจากเม็ดยาที่มีรูปม้า 
แบบกินแล้วคึกคักเหมือนม้าดีดกระโหลก
มักจะนิยมกินกันในพวกนิสิตนักศึกษาที่หาค่ำกินเช้า
คือ กินยาเพื่อไม่ให้ง่วงจะได้อ่านหนังสือโต้รุ่ง
ก่อนเข้าสอบในวันรุ่งขึ้น

มีข่าวบางกระแสเล่าลือว่า
บางโรงงานผสมยาม้าลงในถังน้ำดื่มคูลเลอร์
เพื่อให้พวกคนงานกดกินน้ำ จะได้ขยันทำงานหนัก
เรื่องนี้มีความเป็นไปได้มากในยุคที่ไม่มีการควบคุมมาก
และการซื้อขายยาม้ายังไม่ผิดกฎหมาย

ส่วนพวกรถสิบล้อก็มักจะนิยมกินยาม้า
แต่จะใช้แทะเป็นขา ๆ ที่ละนิดแก้ง่วง
คือเม็ดหนึ่งจะแบ่งเป็นสี่ส่วนเรียกว่า สี่ขา
ยาม้าจะมัดติดกับพวงมาลัยที่มักจะแขวนกันในรถบรรทุก
โดยจะหาซื้อกันข้างทางที่มีคนขายพวงมาลัยช่วงค่ำ ๆ (ขาประจำ)
มีซิก(Signal)กันว่า พวงมาลัยพิเศษ/พวงมาลัยเซ่นเจ้า หรือชูนิ้วแบบรู้กัน
ก็จะมียาม้าแขวนติดกับพวงมาลัย 1-2 เม็ด
ในช่วงที่กฎหมายยังไม่เข้มงวด
และยังไม่มีการตรวจจับสีปัสสาวะ
พวกคนขับสิบล้อที่แทะยาม้า
ก็มักจะรอดจากการถูกจับยาม้า

วิธีน็อคฤทธิ์ยาม้าหลังจากขับรถสิบล้อถึงที่หมายแล้ว
คนขับสิบล้อบอกว่าให้ดื่มเบียร์เย็น ๆ
จะทำให้ง่วงนอนหลับสบายไปเลย
ก่อนที่จะตื่นขึ้นมาทำภาระกิจต่อไป
ปกติคนขับสิบล้อ มักจะตีด่วนราว 8-12 ชั่วโมงรวดเดียว
แล้วพักหนึ่งวันก่อนขับเที่ยวต่อไป
เว้นแต่บางรายที่โลภมากยอมแบกเที่ยว

ต่อมายาม้านี้มีการระบาดมาก
เพราะผลิตง่าย ซิ้อง่าย ขายคล่อง หลายยี่ห้อด้วย
จนทางการต้องออกกฎหมายลงโทษอย่างรุนแรง
และมีการตรวจจับสีปัสสาวะ
ทำให้การใช้ในพวกสิบล้อต้องเพลาลง
แต่ไประบาดในหมู่วัยรุ่น/บางกลุ่ม

สมัยนายเสนาะ เทียนทอง 
จึงได้ประกาศเปลี่ยนชื่อ
ยาม้า เป็น ยาบ้า

 



หน่วยแซปเปอร์ของเวียตกง
จากคำบอกเล่าของนายอภิชาติ ชอบชื่นชม
ที่ติดคุกที่บางเขนเพราะเหตุการณ์ 6 ตุลา 2519
กับนิสิตนักศึกษาจำนวนหนึ่ง

ท่านรู้จักแซปเปอร์เวียตกงคนหนึ่งที่ถูกจับตัวได้
ถูกขังที่คุกแห่งนี้ด้วยกัน  กำลังรอการแลกเปลี่ยนเชลยศึก
นักโทษเวียตกงรายนี้แข็งแรงมากและฟิตร่างกายตลอดเวลา
บอกว่าถ้าถูกปล่อยตัวจะกลับไปรบเพื่อชาติต่อไป
และยอมรับว่าถูกซ้อมหนักมากก่อนถูกส่งตัวมาขังที่นี่
พร้อมกับเล่าว่าก่อนการรบใหญ่จะมีการฉีดมอร์ฟืน
เพื่อกระตุ้นไม่ให้เจ็บปวดเวลาถูกยิงหรือถูกของมีคมเกี่ยว/บาด
ทำให้การรบกับพวกแซปเปอร์เวียตกงลำบากมาก
เพราะพวกนี้ไม่กลัวตายและไม่กลัวเจ็บ
เพราะ Stream จากฤทธิ์มอร์ฟีน จนมึนชาไปหมดแล้ว
และเรื่องดังกล่าวก็มีการยืนยันในศึกเวียตนามหลายแห่ง


 

 



 

โดย ravio

 

กลับไปที่ www.oknation.net