วันที่ เสาร์ มิถุนายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เอกลักษณ์ ของพุทธ


เอกลักษณ์ ของพุทธ

๑. เป็นศาสนาที่สอน 'ศีล สมาธิ ปัญญา' เป็นองค์รวม ซึ่งมีความต่อเนื่องเชื่อมโยงคาบเกี่ยวกัน

๒. เน้นความเข้าใจทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับแห่งทุกข์ มากกว่าเน้นแสวงหาไขว่คว้าสุข

๓. เน้นละชั่วบาป เป็นอันดับแรกก่อน ไม่ใช่สร้างแต่ความดี โดยไม่ละชั่ว

๔. เน้นสอนให้มีสติรู้เท่าทันความคิดในแต่ละขณะ ให้รู้ตัวว่าจิตมีโลภะ-โทสะ-โมหะประกอบหรือไม่มี แล้วให้ละความคิดชั่ว(มิจฉาทิฏฐิ) ให้คิดดี(สัมมาทิฏฐิ) สอนให้ไม่ฟุ้งซ่าน คือไม่คิดซ้ำซากวนเวียนเลื่อนลอยสะเปะสะปะจับสาระไม่ได้ ไม่มีจุดหมายกำหนดอะไรไม่ได้ ไม่สามารถนำมาประพฤติปฏิบัติได้ คิดด้วยความหงุดหงิดรำคาญใจ แต่สอนให้คิดอย่างมีเหตุผล มีระบบ มีโยนิโสมนสิการ มีสติ-ธรรมวิจัย ส่วนการหยุดความคิดเป็นอีกขั้นตอนหนึ่งของการฝึกจิตที่สูงขึ้น(อัปปนาสมาธิ)

๕. เน้นพึ่งพาตนเองมากกว่าพึ่งผู้อื่น หรือเทพเจ้าใด (อิสรนิมมานเหตุทิฏฐิ, Theism)
เน้นกรรม (Atheism, กรรมนิยม) ซึ่งเป็นเรื่องเหตุผลความยุติธรรม ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว เราทำกรรมอันใดไว้ เราจักเป็นผู้รับผล เป็นแดนเกิด เป็นทายาท เป็นเผ่าพันธ์ เป็นที่พึ่งอาศัย เป็นของๆตน (กรรมเหตุทิฏฐิ)

๖. ทุกอย่างเป็น 'อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา' ทุกอย่างไม่ใช่ของๆตน เว้น 'กรรม' ที่เป็นของของตน
ทุกอย่างเป็นไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เว้น 'นิพพาน'

๗. มองโลกในแง่ความเป็นจริง (ยถาภูตญาณทัสสนะ) ไม่ใช่แง่ดีเกินไป optimist (โลกสวย) หรือแง่ร้ายเกินไป pesstimist (โลกซวย)

๘. ไม่เบียดเบียนตน ไม่เบียดเบียนท่าน มองสัตว์โลกด้วยความเป็นเพื่อนรัก เกิด แก่ เจ็บ ตาย ผู้ร่วมทุกข์ ด้วยความรักเมตตา ความเอ็นดู สงสาร ไม่ทำร้าย ไม่ฆ่า ไม่สั่งให้ฆ่า ไม่คิดเอามาเป็นอาหาร รักและไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

๙. สอนให้เป็นผู้ให้ ผู้เสียสละ ผู้เสียเปรียบ (ทาน, จาคะ) อย่างรู้เท่าทัน

๑๐. สอนให้อยู่เหนือโลก คืออยู่กับโลกโดยไม่ถูกโลกธรรม 8 เล่นงาน ไม่ได้สอนให้หนีโลก (โลกันตะ)

๑๑. มีอุดมการณ์ 'โลกวิทู-โลกุตตระ-โลกานุกัมปายะ' คือ รู้เท่าทันโลก จนถึงรู้แจ้งโลก, อยู่เหนือโลก คือเหนือโลกธรรม, เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก

๑๒. สอนสวรรค์ในอก นรกในใจ คือ สวรรค์นรก ที่อายตนะทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ

๑๓. สอนอดีต ปัจจุบัน อนาคต โดยเน้นสติที่ปัจจุบันขณะ ว่าเป็นของจริงที่กำลังเกิดดับ ที่นี่ เดี๋ยวนี้
การจะทำอะไรได้ แก้ไขปรับปรุงพัฒนาอะไรได้ ต้องอยู่ที่ปัจจุบันซึ่งเป็นเวลาที่มีอยู่จริง
อดีตคือสิ่งที่ผ่านมาแล้ว ไม่ควรคิดถึงด้วยอาลัย แต่สามารถนึกมาคิดเป็นบทเรียนข้อคิดข้อมูลได้  เพื่อนำไปสู่การพัฒนาปรับปรุง. ไม่ควรกังวลถึงอนาคตสิ่งที่ยังไม่มาถึง แต่สามารถวางแผนกำหนดเป้าหมายได้ เพื่อที่จะได้กระทำในปัจจุบันให้เป็นเหตุให้เหมาะควรนำสู่ผลที่ตั้งใจไว้

๑๔. ธรรมะไม่ได้หมายถึงแต่อะไรดีๆ สูงๆ เท่านั้น แต่บาปความชั่วนิวรณ์ 5 โลภโกรธหลง ล้วนคือธรรมะที่เราต้องศึกษา (สิกขา) เรียนรู้ให้เข้าใจ รู้เท่าทัน จนถึงต้นตอรากเหง้าที่เกิดสาเหตุ (โยนิโสมนสิการ) [ทุกขอริยสัจนั้นควรกำหนดรู้  (ทุกฺขํ  อริยสจฺจํ ปริญฺเญยฺยํ)]

 เมื่อรู้แล้ว ก็แก้ไขหรือดับได้ถูกจุด [ทุกขสมุทยอริยสัจ(ต้นเหตุแห่งทุกข์)นั้นควรละ. (ทุกฺขสมุทโย อริยสจฺจํ   ปหาตพฺพํ)]  ฉะนั้น เมื่อกิเลสตัณหามานะเกิด พึงมีสติเรียนรู้ธรรมวิจัยจนเกิดปัญญา และฝึกลดละเอาชนะเป็นครั้งคราวไป

๑๕. ให้ความสำคัญกับมิตรสหายบุคคลสิ่งที่คลุกคลีเกี่ยวข้อง ไอดอลบุคคลในดวงใจที่เป็นต้นแบบที่เราใฝ่ฝันเอาอย่าง และสังคมสิ่งแวดล้อม ว่า
อเสวนา จ พลานํ , ปัณฑิตานํ จ เสวนา, ปูชา จ ปูชนียานํ, ปฏิรูปเทสวาโส จ. , สัปปุริสสังเสว
มิตรและสังคมสิ่งแวดล้อมดี เป็นทั้งหมดทั้งสิ้นของพรหมจรรย์

๑๖. สอนละความเห็นแก่ตัว รู้จักให้ทานเพื่อประโยชน์ผู้อื่น รักษาศีลเพื่อลดละการเบียดเบียนผู้อื่นและตน ภาวนาคือพัฒนาจิตให้เจริญให้บริสุทธิ์จากความเห็นแก่ตัวมากขึ้น เสียสละเพื่อผู้อื่นมากขึ้น จนถึงขั้นละโลภเป็นผู้ให้ ละโกรธเป็นผู้มีความเมตตากรุณา เลิกหลงเป็นผู้ตื่น ผู้รู้ ผู้เบิกบาน มีสติปัญญารู้แจ้งแทงตลอดในความจริงของชีวิตได้หมด

๑๗. สัตว์โลกสามารถพัฒนาตัวเองได้ จากต่ำสุดไปสู่จุดสูงสุด คือ จิตสัตว์นรกเปรตอสุรกายเดรัจฉานไปเป็นจิตมนุษย์เทวดาพรหมอริยบุคคลพระอรหันต์พระโพธิสัตว์พระพุทธเจ้าได้. บางอย่างในชาติเดียว บางอย่างผ่านกาลเวลาภพชาติยาวนานที่มีรูปกายสถานที่เกิดที่อยู่เปลี่ยนแปลงไปแรงวิบากกรรม

๑๘. สอนให้มองและคิดพิจารณาอย่างเป็นเหตุผล ตามเหตุปัจจัย องค์ประกอบ ความสืบเนื่องเชื่อมโยงสัมพัทธ์สัมพันธ์ เป็นอิทัปปัจจยตา ปัจจยาการ ปฏิจจสมุปบาท เป็นระบบตามนิยาม 5 คือ 'อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม'

๑๙. การมีสติใน 'กาย เวทนา จิต ธรรม' สามารถพิจารณาร่วมกันไปกลับมาได้ ขึ้นกับว่าสภาวะอะไรปรากฏชัดขณะนั้น หรือแยกทำก็ได้

๒๐. เมื่อกระทบสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เกิดสุข-ทุกข์-อุเบกขาเวทนาใดทางจิต ก็ให้รับรู้เท่าทัน ถ้าจิตชอบดูดยึดสุขเวทนา หรือจิตผลักชังไม่ชอบทุกขเวทนา ก็ให้วางจิตให้นิ่งเป็นกลาง ไม่ดูดไม่ผลัก ไม่ชอบไม่ชัง ไม่ยึด แต่ปล่อยวางทั้ง 2 อย่าง คือปล่อยละวางโลภะ และโทสะ ทำจิตให้เป็นอุเบกขา (อโลภะ, อโทสะ)

 

โดย กบจ้อย

 

กลับไปที่ www.oknation.net