วันที่ ศุกร์ กรกฎาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปิดคดีฆาตกรรม 33,000 ปีก่อน



 

 

หนึ่งในคดีฆาตกรรมที่เลือดเย็นที่สุดในประวัติศาสตร์
การตายอย่างลึกลับของผู้ชายรายหนึ่งเมื่อ 33,000 ปีก่อน
ได้ถูกเปิดเผยร่องรอยการตายและฝีมือของฆาตกรแล้ว
ฆาตกรที่ถนัดมือซ้ายได้ทุบกะโหลกศีรษะของผู้ตายถึงสองครั้ง
ตามรายงานการวิจัยที่ค้นพบใหม่
แล้วอาวุธสังหารของฆาตกรคืออะไร
นักวิจัยได้พบว่าน่าจะเป็นวัตถุที่คล้ายกระบอง

ผลการศึกษาของเราพบว่า
ผู้ตายคนนี้ถูกฆ่าตายด้วยการตีที่หัวกระโหลกอย่างแรง
อาการบาดเจ็บที่ปรากฏร่องรอยไว้
คือ สาเหตุการตายของชายคนนี้
ส่วนจะเกิดขึ้นอย่างไรหรือมาจากสาเหตุใด
(ฆาตกรเป็นใคร เป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย)
เราทำได้แค่คาดเดาเอาเท่านั้นเอง
(เพราะประจักษ์พยานหลักฐานสูญหายไปมากแล้ว) "
Katerina Harvati ศาสตราจารย์ ด้านบรรพชีวิน
จากมหาวิทยาลัย Tübingen เยอรมนี กล่าว 

ร่องรอยที่ปรากฏอยู่ในเหยื่อฆาตกรรมในยุคโบราณ
คือ หัวกะโหลก หรือที่รู้จักกันในนาม Cioclovina calvaria
(ส่วนของด้านบนกระโหลกที่คล้ายหลังคา)
ในปี 1941 ได้มีการขุดค้นพบหัวกระโหลกนี้
ในเหมืองแร่ฟอสเฟต โดยขุดพบในถ้ำ Pestera Cioclovina
ในตอนใต้ของ Transylvania ประเทศ Romania
พร้อมด้วยเครื่องมือหินขัด
ในยุควัฒนธรรม Aurignacian Palaeolithic Upper
และซากฟอสซิลหมีอีกหลายตัว

ผลการศึกษาหลายครั้งที่ผ่านมา
ได้ยืนยันว่าหัวกะโหลกนี้
เป็นเพศชายที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว
(ดูจากร่องรอยรากฟัน
และการประสานกันของหัวกระโหลก)
อย่างไรก็ตามที่ผ่านมา
นักวิจัยไม่สามารถสรุปกันแบบฟันธง(ตกลงกันได้)ว่า
อาการบาดเจ็บบนหัวกระโหลกของชายคนนี้
เกิดขึ้นได้อย่างไร  เกิดขึ้นมาก่อน หรือหลังจากตายแล้ว

ดังนั้นทีมนักวิจัยจากนานาชาติ
จาก กรีซ โรมาเนีย และเยอรมนี
จึงได้ทำการพิจารณาตรวจสอบกันอีกครั้ง

Katerina Harvati กับทีมงานจึงได้
ทำการสแกนกะโหลกศีรษะด้วย CT Scan
เพื่อดูรายละเอียดร่องรอยการแตกหักทั้งสองด้าน
จากนั้นได้ใช้กระดูกสังเคราะห์รูปทรงกลมจำนวน 12 ชิ้น
และทำให้พวกมันตกอยู่สภาพที่เกิดความชอกช้ำ/บาดเจ็บ
ในรูปแบบต่าง ๆ จากการที่ถูกของแข็งตกลงมาใส่จากที่สูง
(เพื่อจำลองการตก/กระแทกเท่าที่เป็นไปได้)
พร้อมด้วยวิธีการกระแทกหัวกระโหลกด้วยหินและกระบอง

ชาย Cioclovina มีความสำคัญอย่างยิ่ง
เพราะเป็นหนึ่งในหัวกะโหลกที่เก่าแก่ที่สุด
และค่อนข้างสมบูรณ์ของชาวยุโรปยุคใหม่
จากยุคสังคมยุค Paleolithic
(ระยะเวลาเริ่มต้นประมาณ 40,000 ถึง 45,000 ปี
เมื่อมีการแพร่กระจาย/อพยพครั้งสำคัญ
ของมนุษย์สมัยใหม่ในยุโรปได้เริ่มต้นขึ้น)
ซากศพของมนุษย์ในยุคนั้นหายากมาก
และที่พบมักจะไม่เป็นชิ้นเป็นอัน  

ผลลัพธ์ของการทดลองของเรา
ได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า
รูปแบบการแตกหักบนหัวกระโหลกที่สังเกตเห็นได้ชัด
ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้หลังจากการตาย
หรือจากการล้มลงโดยไม่ได้ตั้งใจ
แต่จากการจับคู่ผลการทดลองที่ได้ทำไว้
เป็นอาการบาดเจ็บขั้นรุนแรงมาก
การบาดเจ็บที่เกิดขึ้นจากเครื่องมือทื่อ ๆ
ไม่แหลมคม เช่น ท่อนไม้ เป็นต้น

และดูเหมือนว่าฆาตกรจะเผชิญหน้ากับเหยื่อ
ในระหว่างการโจมตีครั้งนั้น
และฆาตกรน่าจะเป็นคนถนัดมือข้างซ้าย
เพราะอาการบาดเจ็บของผู้ตาย
อยู่ทางด้านขวาของหัวกะโหลก
แม้ว่ามีความเป็นไปได้ว่า
ฆาตกรจะถืออาวุธด้วยมือทั้งสองข้างก็เป็นไปได้

เพราะในช่วงยุค Upper Paleolithic
ผู้คนเริ่มมีความคิดสร้างสรรค์
มีการพัฒนานวัตกรรมทางวัฒนธรรมและเทคโนโลยี
มีพฤติกรรมทางสัญรูป(อาวุธ/งานปั้น)
และการแสดงออกทางด้านศิลปะ(รูปวาดที่ผนังถ้ำ)
แต่โลกยุคนั้นของพวกเขายังเป็นสถานที่ใช้ความรุนแรง
งานวิจัยของเราได้แสดงให้เห็นว่า
พวกเขาสามารถฆ่าคนได้เช่นกัน ”
Katerina Harvati ได้เขียนบอก Live Science ทางอีเมล

" เรื่องนี้ไม่น่าแปลกใจเลยที่
ยุค Upper Paleolithic นั้น
เป็นช่วงเวลาที่มีคนใช้ความรุนแรงกัน
แต่นี่เป็นการศึกษาที่มีคุณค่ามาก
แม้ว่าบางคนอาจจะพูดดว่า
นั่นไม่ใช่เรื่องจริงหรือ

แต่มันเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องมี
การตั้งสมมุติฐานเกี่ยวกับเรื่องราวในอดีต
พวกนักวิจัยได้ใช้ความระมัดระวังอย่างที่จำเป็นจริง ๆ
และการทำงานทั้งหมดนี้เพื่อยืนยันว่า
นี่เป็นความรุนแรงระหว่างคน
แน่นอนเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้
ในการศึกษาวิทยาศาสตร์สาขานี้ "
Niels Nørkjær Johannsen
รองศาสตราจารย์ภาควิชาโบราณคดีและมรดกศึกษา
ของมหาวิทยาลัย Aarhus ใน Denmark
ผู้ไม่มีส่วนได้เสียในงานวิจัยครั้งนี้
ได้ให้ความคิดเห็นกับ Live Science

ผลการศึกษาได้รับการเผยแพร่ออนไลน์
ในวันนี้ (3 กรกฎาคม) ในวารสาร PLOS ONE

เรียบเรียง/ที่มา

http://bit.ly/2KYkoBr
http://bit.ly/2LBWUBY


2.

3.

4.

5.

6.

7.

8.

9.
 

10.

11.

12.

13.

14.

15.

16.

17.

18.

19.

20.

 21. - 26.  ถ้ำ Pestera Cioclovina

22.

23.

24.

25.

26.

 
เรื่องเล่าไร้สาระ
 
 
อาชีพที่เก่าแก่ที่สุดในนวนิยายกำลังภายใน ของ
โกวเล้ง ระบุว่า คือ โสเภณี และ มือสังหารรับจ้างฆ่าคน
ดังนั้น เดาเอาว่า การตายของชายรายดังกล่าว
เมื่อราว 33,000 ปีก่อน อาจจะทะเลาะฆ่าฟันกันเอง
หรือถูกอีกฝ่ายหนึ่งจ้างคนมาฆ่าให้ตายก็ได้
 
โดยปรกติทางการตำรวจทั่วไป
เมื่อสืบเสาะคดีฆ่าคนตาย
แล้วหาพยานหลักฐาน/ผู้ต้องหาไม่ได้
เมื่อคดีหมดอายุความซึ่งทั่ว ๆ ไปมักจะราว 20 ปี
ก็จะปิดคดีไปเพราะถึงจับตัวมาก็ฟ้องร้องไม่ได้แล้ว
เผลอ ๆ ก็ทิ้งคดีไว้จนเป็นสำนวนกำพร้า
ไร้คนดูแลเรื่องนี้จนหมดอายุความไปเอง
 
มีคดีหนึ่งเป็นข่าวดังแถวบ้านนานมากแล้ว
มีชายคนหนึ่งได้ฆ่าเพื่อนบ้านชายตาย
แล้วหลบหนีคดีมา 19 ปีเศษแล้ว
เหลือเวลาอีก 7 วันก็จะหมดอายุความแล้ว
แต่ถูกตำรวจตามจับได้ตามหมายจับ
ในขณะกำลังรอรับผู้โดยสาร
โดยผู้ต้องหามารับจ้างขับแท็กซี่(ป้ายดำ)
สายหาดใหญ่-สทิงพระ หลายปีแล้ว
แต่ตำรวจมาตะครุบตัวที่สถานีรถไฟชุมทางหาดใหญ่
เสียงว่าร้องไห้เสียใจอย่างแรง
และรู้แต่ว่าญาติคนตายรอการแก้แค้น
เมื่ออาหารเย็นชืดพอดี คือ รอคอยมานานแล้ว
 
เคยอ่านข่าวเจอว่าบางคนหนีมาเหลืออีก 1 วัน
ก็โดนตำรวจตะครุบตัวส่งฟ้องศาลต่อไป
เพราะญาติพี่น้องผู้เสียหายรอได้รอนาน
พอถึงเวลาเลยจัดการแก้แค้นอย่างสาสม
 
ส่วนการที่จำเลยจะติดคุกอีกมากน้อย
ก็แล้วแต่ความกรุณาของศาล/ราชทัณฑ์
และการได้รับพระราชทานอภัยโทษ
เพียงแต่ดายของ(เสียดายเวลา)
ที่จำเลยอุตส่าห์หลบหนีคดีมานานหลายปี
 
ส่วนคดีอาชญากรสงคราม นาซีเยอรมัน
ไม่มีอายุความแบบกฎหมายทั่วไป
จะปิดคดีต่อเมื่อผู้ต้องหาตายกรณีเดียวเท่านั้น
ดังจะเห็นได้จากข่าวที่ผ่าน ๆ มาว่า
จำเลยบางคนอายุ 90 กว่าปีแล้ว
ยังต้องถูกจับตัวขึ้นศาลเพื่อพิจารณาพิพากษาลงโทษ
โดยไม่มีการรอลงอาญาหรือลดโทษแต่อย่างใด

โดย ravio

 

กลับไปที่ www.oknation.net