วันที่ เสาร์ กรกฎาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โคราชเจออีก 4 โรงเรียนเข้าข่ายโกงอาหารกลางวันเด็กนักเรียน


สวัสดีครับ

 

ไร่นารอฝน ... !! 

ขอขอบคุณเจ้าของภาพอย่างยิ่งครับ

         ได้เห็นบางรูปที่เป็นภูมิภาคต่างๆในประเทศไทยของเรา แล้วความรักชาติก็บังเกิดขึ้นในหัวใจของเรา ใช่ไหมครับ ?

 

 

 

'คนรุ่นใหม่' คือแบบไหนกัน?

    
 

       ใครเคยเป็นอย่างผมบ้างก็ไม่รู้?

                "หลงวัน-หลงคืน" น่ะ

 

                คือพอจะเขียน ก็..เอ๊ะ วันนี้ วันที่เท่าไหร่หว่า แหงะไปดูปฏิทินบนโต๊ะ อ้าว..เสาร์แล้วหรือนี่

                ตกใจหมดเลย!

                ตกใจ ด้วยกลัวธนาธรเขาจะลืม ว่าจันทร์ที่จะถึง "๘ กรกฎา" นี้ ครบกำหนดนัด จะต้องไปขึ้นศาลรัฐธรมนูญ เรื่อง "หุ้นสื่อ" แล้ว

                ก็จะได้รู้กันซะที ที่คุยว่า "มีเป็นลัง" นั่นน่ะ       

                ลังเอกสารยืนยันการโอนหุ้น ว่าโอนก่อนวันสมัครรับเลือกตั้ง ๖ กุมภา ๖๒

                หรือเป็นลังเลี้ยง "ลูกแกะ" กันแน่?

                ๘ กรกฎา ยังไม่ใช่วันพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาด ประมาณว่า เป็นวันนัดพร้อม "โจทก์-จำเลย" นัดแรก

                ส่วนจะอย่างไรต่อไป นัดวันไต่สวน หรือไม่ต้องแล้ว ด้วยหลักฐานทุกอย่างที่มีสมบูรณ์แล้ว

                ศาลฯ ท่านอาจนัดวันให้มาฟังคำพิจารณาวินิจฉัยเลยก็ได้

                ฉะนั้น จันทร์ที่ ๘ กรกฎา "พ่อของฟ้า-ธนาธรของช่อ" ยังไงก็ ลืมได้....

                แต่พลาดไม่ได้ ขอบอก!

                พูดถึง "คนรุ่นใหม่" ช่วงรอยต่อศตวรรษที่ ๒๐ กับศตวรรษที่ ๒๑ มันมีหลากหลายมิติให้ "สังคมร่วม" สัมผัสผ่าน ก่อนตกผลึก

                คือมันมีทั้ง........

                "รุ่นใหม่ จัญไรชน" และ

                "รุ่นใหม่ วิสัยทัศน์ชน"

                การคละเคล้าของทรัพยากรมนุษย์ในแต่ละชาติ กว่าจะตกผลึกเป็น "คนรุ่นใหม่" ขับเคลื่อน "สังคมร่วมยุคสมัย" เด่นชัด

                ว่าใหม่แบบไหน เป็นใหม่ "นำชาติ-นำสังคม" สู่ศตวรรษใหม่

                ก็โน่น ประมาณ ๑๕-๒๐ ปีข้างหน้านั่นแหละ!

                อนาคต ก็ไปจากปัจจุบัน ดังนั้น ถ้าอยากรู้อนาคตของชาติบ้านเมืองไหน ว่าข้างหน้าจะออกมาในรูปแบบใด

                ดูไม่ยาก........

                ถ้าปล่อยให้ "จัญไรชน" นำได้ กาลข้างหน้า บ้านเมืองนั้น ก็จะเป็นเหมือนหมาเน่าลอยน้ำ สุดแต่ตะกวดเล็กใหญ่ ลากไป-ลากมา

                แต่ถ้า "วิสัยทัศน์ชน" นำได้ ชาติบ้านเมืองนั้น ก็จะสืบสานยั่งยืนแบบไม้ใหญ่ สมบูรณ์ไปในทั้งราก-ทั้งแก่น

                วานซืน ท่องโซเชียลก่อนนอน........

                เจอคลิปหนึ่ง ที่ผู้ใช้นาม "สังคมของคนเลว" โพสต์ไว้ ไม่ทราบว่าได้เห็นกันหรือยัง?

                เป็นเหตุการณ์ "คนรุ่นใหม่" ที่ฮ่องกง ยืนตะโกนให้คนฮ่องกงเป็นปฏิปักษ์ต่อประเทศจีนของตัวเอง และออกมาต่อสู้

                "เอาจีนรากเหง้าคืนไป เอาความเป็นทาสอังกฤษคืนมา" ประมาณนั้น!

                ขณะตี๋แว่น "คนรุ่นใหม่" ยืนตะโกนชักชวนชนิดมันปาก

                คนจีน "รุ่นพี่-รุ่นพ่อ" คนหนึ่ง มาจากทางไหนไม่ทันเห็น โดดตบสั่งสอน เปรี้ยง..เปรี้ยง

                "คว่ำคามือ" ไปเลย!

                ใครฟังภาษากวางตุ้งออก ช่วยแปลให้ฟังด้วยละกัน ความจริงผู้โพสต์เขามีคำบรรยายฝากเป็นอุทาหรณ์ไปถึง "รุ่นใหม่ชังชาติ" สองสามคนในบ้านเราด้วย

                แต่อย่าไปเอ่ยชื่อเลยนะ ข้อความส่วนหนึ่งมีว่า

                “......คนรุ่นใหม่ฮ่องกง เรียกร้องให้ต่อสู้กับประเทศจีน โดนผู้ใหญ่ในฮ่องกงตบหน้า ด่าสั่งสอนว่า เราเป็นคนจีน“

                ชะตากรรมของคนพวกนี้ อีกไม่นาน ไม่ติดคุกยาว ก็ต้องลี้ภัยทางการเมืองหรือตาย

                cr.yobmonongkhon

                อีกคลิป Jiradatkumjohn Tanee โพสต์ เป็นคลิปที่ผมไม่อยากให้พลาดกัน

                เพราะมันเป็นมิติสะท้อนสังคม "ใหม่ไร้ราก" กับ "เก่ามีแก่น" ช่วงเปลี่ยนผ่านได้อย่างดี

                Jiradatkumjohn Tanee ให้คำบรรยายคลิปไว้ว่า

                "คนฮ่องกงรุมประณาม 'โจชัว หว่อง' คนไม่สำนึกบุญคุณ"

                พ่อแม่ซึ่งเป็นชาวเวียดนามอพยพ มาอาศัยลี้ภัยในฮ่องกง

                แล้วในรุ่นลูก กลับมายุยงให้เกิดความแตกแยก https://www.facebook.com/groups/722063431248306/permalink/2273162236138410/?sfnsw=cl

                ดูจากต้นฉบับเลยละกัน........

                ทั้งเสียง-ทั้งคอมเมนต์ท้ายคลิป "ภาษาจีน" ดูแล้ว ใครช่วยพากย์ไทยให้ผมฟังด้วยว่า เขาว่ากันอย่างไรบ้าง ก็จะเป็นพระคุณ

                เรื่อง "รุ่นใหม่-รุ่นเก่า" ความจริงมันอยู่ในตัวคนคนเดียวกัน แต่ด้วยกระบวนการธุรกิจ-การค้า จึงหยิบวิวัฒนาการทางวัยว่าด้วยเวลาไปกำหนดรูปแบบตลาด จำแนกเป็น "รุ่น"

                แต่วันนี้ เรากำลังเอา "เรื่องรุ่น" มาแยกให้เป็น "เรื่องวุ่น" ในภาคการเมือง ว่าด้วยการบริหารและการปกครอง

                เราไม่ปฏิเสธมัน ต้องไปกับมัน

                แต่การไปนั้น ควรไปแบบ "เราเป็นนาย" มัน คือใช้มันเป็นเครื่องมือสู่ทางสร้างสรรค์จรรโลงชาติบ้านเมือง

                ไม่ใช่ยอมให้มันใช้เราเป็นเครื่องมือไปในทางล้มบ้าน-ผลาญประเทศ     

                ที่ว่าใหม่..ใหม่ ตอนนี้.......

                เอาเข้าจริง มันก็แค่ "ใหม่" เป็นหุ่นให้ "เก่า" เชิด พอหมดประโยชน์จะใช้ มันก็ให้คนตีกระบาลบ้าง  ปล่อยให้เข้าคุกบ้าง

                หรือไม่ก็ ตัดสายตะพาย ปล่อยให้ไปและเล็มน้ำค้างตามใบไม้-ใบหญ้า แห้งตายไปเอง

                "ใหม่" อย่างแก๊งธนาธร นั่นก็เหอะ

                "หม่ง-ใหม่" ที่ไหนกัน......

                มันแค่เชื้อราใหม่ของกางเกงในเก่าระบอบทักษิณ เห็นโต้งๆ

                งอกในซอกอับชื้น "ชั่วพัก-ชั่วครู่" กำลังจะสูญพันธุ์พร้อมกางเกงในเก่าที่ตอนนี้ หุ้มอะไรก็ไม่มิดแล้ว

                 คนสวมเอง กำลังโละทิ้ง ควานหากางเกงในตัวใหม่กันอยู่เหย็งๆ ไม่เห็นหรือ?

                "รุ่นใหม่" มีสาระเป็นเนื้อ-เป็นหนัง สืบต่ออนาคตสังคมชาติ "รุ่น-ต่อรุ่น" นั่นน่ะ

                ไม่จำเป็นต้องแสดงออกซึ่ง "รักชาติ-ชังชาติ" แบบเวอร์ๆ ที่แสดงกันสุดเสร่อนั่นหรอก

                อยากให้ดูจาก "ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล" คนอย่างนี้ซี เป็นศรีเป็นสง่า ที่เราทั้งหลายควรเอาแบบและยกย่อง

                ด้วยวิชาความรู้ และด้วยจริยธรรมคุณธรรม ดร.กอบศักดิ์ ไปนั่งเฉยๆ ในภาคเอกชน เดือนละ ๒-๓  ล้าน สบายมาก

                แต่กลับสละทุกทาง มาช่วยวางรากฐานประเทศ รับเงินเดือนแสนต้นๆ แถมด้วยเสียงก่นด่า โขกสับ เป็นเบี้ยเลี้ยงรายวัน

                ไม่เคยได้ยิน ดร.กอบศักดิ์ บ่นท้อ บ่นเหนื่อย และน้อยครั้งที่เห็นหน้า ดร.กอบศักดิ์โดยไม่มีรอยยิ้มอาบเหงื่อ

                รุ่นใหม่อีกคนที่น่าจับตา........

                และอยากบอกว่าคนนี้แหละ จะมีความหมายกับ "พรรคประชาธิปัตย์" ในอนาคตมาก

                "ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ" เลขานุการประธานรัฐสภาของ "อดีตนายกฯ ชวน" นั่นแหละ

                นับว่า "ใหม่แกะกล่อง" ในวงการเมือง แถมอายุยังน้อยแค่ ๓๕ ปี ชื่อ-ชั้น ยังไม่คุ้นหูชาวบ้านนัก

                ผมเองก็ไม่รู้จักมาก่อน จนเมื่อตอนประชุมสุดยอดอาเซียนปลายเดือนที่แล้ว

                บทบาทประธานสมัชชาสภาอาเซียน (AIPA) ของอดีตนายกฯ ชวน โดดเด่น สะดุดตา เป็นที่กล่าวขาน และชื่นชมกันมาก

                ไม่เพียงในบ้านเรา ถ้าติดตามข่าวสาร จะทราบว่าประเทศสมาชิกที่มาร่วมประชุม ถึงกับออกปากชมอดีตนายกฯชวน

                ทำหน้าที่ประธานฯ ได้เนื้อหาสาระ ทั้งบรรยากาศ ทั้งการสื่อสาร นำสู่เป้าประสงค์ได้อย่างน่าทึ่ง!

                ส่วนหนึ่งที่เสริมให้ "นายเด่น" เพราะมี "ลูกน้องดี" และลูกน้องคนนั้น คือ "ดร.อิสระ เสรีวัฒนวุฒิ"

                ไม่คุ้นจริงๆ เปิดดูในวิกิพีเดีย อะไรกัน..อายุแค่ ๓๕ ปี.......

                สมัครเป็นสมาชิกประชาธิปัตย์แค่ ๗ เดือน ได้รับเลือกจากที่ประชุมพรรคด้วยเสียงเอกฉันท์ให้เป็น "รองเลขาธิการพรรค" โดยพรรคต้องยกเว้นกฎบางข้อให้

                และถึงขั้น อดีตนายกฯ ชวน มอบหมายให้ทำหน้าที่ "เลขาฯ ประธานรัฐสภา"

                แสดงว่า "ไม่เบา" เลยทีเดียว!

                แต่เมื่อดูคุณสมบัติโดยเฉพาะประสบการณ์ ดร.อิสระแล้ว เป็นโชคดีของพรรคหรือของ ดร.อิสระ ผมว่าก้ำกึ่ง จากวิศวะฯ จุฬาฯ ไปจบเอกวิศวะฯ ด้วยทุนสหภาพยุโรปที่ลอนดอน

                ข้ามสนามไปศึกษาด้านกฎหมาย จนเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายสัญญา กฎหมายทรัพย์สินทางปัญญา กฎหมายภาษีอากร และ ฯลฯ

                ทั้งกลับมาเรียนด้านรัฐประศาสนศาสตร์ ระดับโท ที่รามฯ อะไรต่ออะไรอีกมากมาย

                จนน่าแปลกใจว่า คนวัย ๓๕ เอาสมองที่ไหนไปเรียนอะไรมากมายปานนั้น

                รู้ตำรา ผมก็ว่างั้นๆ.......

                แต่เมื่อดูด้านประสบการณ์และหลักยึดในคิดชีวิตงาน ผมว่า คนนี้น่าสนใจ ในความเป็น "คนรุ่นใหม่" มีราก

                ในขณะที่ส่วนใหญ่ ชีวิต-งานคลุกคลีอยู่สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร แต่ ดร.คนนี้ กลับรู้จักและยึดหลัก "กาลามสูตร"

                รู้จักสถาบันชาติ ศาสนา และสถาบันพระมหากษัตริย์ ที่สำคัญ......

                ทิ้งธุรกิจอุตสาหกรรมที่ลงทุนในยุโรป และที่ย้ายฐานการผลิตชิ้นส่วนยานยนต์จากอิตาลี-โรมาเนียมาที่ไทยให้ครอบครัวทำ

                แล้วโดดมาเข้างานการเมือง โดยดุ่มๆ มาสมัคร

                จึงประเมินว่า "คนรุ่นใหม่" คนนี้ มีอะไรน่าสนใจ ถ้าประชาธิปัตย์รักษาไว้ไม่ได้

                "เสียดาย" คำเดียวจริงๆ! 

(คลิกที่รูป)

 

 

 

 

.....................................................

อะไรของเพื่อไทย!จี้'ปชป.'ทบทวนร่วมรัฐบาล


    
 


6 ก.ค.62 - นายวิชิต ปลั่งศรีสกุล ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ไม่ขานรับพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ที่จะผลักดันให้รัฐบาลแก้รัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย โดยนายอนุทินกล่าวกับสื่อว่า “เรื่องการเมืองคิดว่าเราอยู่ของเราได้แบบนี้” ถือเป็นท่าทีที่ต้องถามนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ว่ายังยืนยันอยากจะให้แก้ไขรัฐธรรมนูญอยู่อีกหรือไม่ 

นายวิชิต กล่าวว่า นายจุรินทร์ได้แถลงข่าวต่อสื่อมวลชนเมื่อวันที่ 4 มิถุนายน ภายหลังการประชุมร่วมระหว่างกรรมการบริหารและสส.ของพรรค โดยประกาศเงื่อนไข 3 ข้อ อ้างว่าได้รับการตอบรับจากแกนนำพรรคพลังประชารัฐแล้ว จากที่ได้เสนอไป คือ 1.นโยบายแก้จน 2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อพาประเทศไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยยิ่งขึ้น และ 3.รัฐบาลมีความซื่อสัตย์สุจริต หากพรรคพลังประชารัฐผิดไปจากเงื่อนไขดังกล่าวนายจุรินทร์ระบุว่า “พรรคสามารถสงวนสิทธิ์ในการที่จะทบทวนในอนาคตได้ในเรื่องของการเข้าร่วมรัฐบาล” ซึ่งหมายถึงจะถอนตัวจากการร่วมรัฐบาลนั่นเอง

ทั้งนี้ ตนฟังแล้วก็รู้สึกเคลิบเคลิ้มเล็กน้อย มาถึงวันนี้นายจุรินทร์และพรรคประชาธิปัตย์ยังจำคำแถลงนี้ได้หรือไม่ เพราะหลังจากนั้นมาไม่เคยได้ยินการพูดถึงเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญอีกเลย ตอนนี้ประชาชนอยากจะฟังว่าเงื่อนไขการแก้ไขรัฐธรรมนูญมีประเด็นอะไรบ้าง จะดำเนินการอย่างไร และจะเสร็จสิ้นเมื่อใด ขอเตือนว่าอย่าชักช้า เพราะมีเวลาน้อย รัฐบาลเสียงปริ่มน้ำจะอยู่หรือจะไปเมื่อใดก็ยังไม่รู้ได้

“ตอนนี้พรรคประชาธิปัตย์เข้าไปนั่งอยู่ในเรือเหล็กลำใหญ่ของพลเอกประยุทธ์แล้ว เกรงว่าจะลืมสิ่งที่เคยพูดไว้ เพราะคู่หูคือพรรคภูมิใจไทยก็ไม่เอาด้วย จึงนำมาบอกเล่าเพื่อขอให้พรรคประชาธิปัตย์รักษาสัจจะ เพราะการเป็นนักการเมืองหากไร้ซึ่งสัจจะที่ถือเป็นสัญญาประชาคมก็ไร้ศักดิ์ศรี ไม่มีใครเชื่อถือ ไม่ต่างไปจากลิเก หรือละครน้ำเน่าประโลมโลก ที่แสดงให้คนดูไม่มีอะไรเป็นสาระจริงจัง” นายวิชิต กล่าว

โคราชเจออีก 4 โรงเรียนเข้า​ข่ายโกงอาห​ารกลางวันเด็กนักเรีย​น

    
 

6 ก.ค.62 - นายมงคล สาริสุต ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช.ภาค 3 เปิดเผยถึงความคืบหน้าการตรวจสอบโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียนในพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา หลังจาก ป.ป.ช.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่สุ่มตรวจสอบตามโรงเรียนหลายแห่งพบว่า มีอยู่ 4 โรงเรียนที่เข้าข่ายการกระทำการทุจริต แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อโรงเรียนได้ ซึ่งขณะนี้ได้ตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนแล้ว 

สำหรับพฤติกรรมของโรงเรียนที่เข้าข่ายการทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็กนักเรียน ที่ ป.ป.ช.ตรวจพบ คือ การซื้อวัตถุดิบไม่ครบ เช่น 1 วันโรงเรียนต้องซื้อวัตถุดิบจำนวน 1 หมื่นบาท แต่ทางโรงเรียนซื้อเพียงแค่ 5 พันบาท แต่เงินส่วนต่างที่เหลือทางโรงเรียนไม่สามารถชี้แจงได้ และบางโรงเรียนนำเงินส่วนต่างไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยตามระเบียบหากมีเงินเหลือต้องส่งคืนทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 

นายงงคล กล่าวว่านอกจากนี้ยังพบโรงเรียนบางแห่งที่มีเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษา และมัธยมศึกษา นำอาหารกลางวันไปเลี้ยงเด็กนักเรียนทั้งหมด รวมถึงครูในโรงเรียนด้วย ทั้งที่โครงการอาหารกลางวันนักเรียนจัดขึ้นสำหรับเด็กนักเรียนชั้นประถมศึกษาเท่านั้น ทำให้ประเภทรายการอาหารแทนที่จะมีเมนูอาหาร 2 อย่างต่อ 1 มื้อ กลับมีเมนูอาหารเพียง 1 อย่าง เป็นเหตุให้อาหารกลางวันที่เด็กได้รับไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ทั้งหมดนี้คือพฤติการณ์ที่ ป.ป.ช.ทำการตรวจสอบพบ กระทั่งนำไปสู่การตั้งคณะอนุกรรมการไต่สวนโรงเรียน 4 แห่ง ที่เข้าข่ายการกระทำทุจริตดังกล่าว ซึ่งป.ป.ช.ไม่นิ่งนอนใจในการตรวจสอบโครงการอาหารกลางวันของเด็กนักเรียนประถม โดยที่ผ่านมาได้ส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจโครงการอาหารกลางวันสถานศึกษาทั้ง 32 อำเภอของจังหวัดนครราชสีมา โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีงบประมาณจัดซื้ออาหารกลางวันของนักเรียนเป็นจำนวนวนมาก

ผู้ช่วยเลขาธิการ ป.ป.ช.ภาค 3 ย้ำว่าจากการออกสุ่มตรวจพบว่ามีโรงเรียน  4   แห่งในจังหวัดนครราชสีมาทั้งโรงเรียนขนาดใหญ่และขนาดเล็กที่มีการทุจริตโครงการอาหารกลางวันเด็ก ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการไต่สวนของคณะอนุกรรมการ โดยรูปแบบที่พบส่วนใหญ่เป็นการจัดซื้ออาหารไม่ครบ เช่น งบอาหารกลางวัน 10,000 บาท แต่ซื้อมาไม่ถึง อาจจะซื้อแค่ 5,000-6,000 บาท เป็นต้น ทำให้มีส่วนต่างเกิดขึ้น ซึ่งผู้บริหารโรงเรียนหลายแห่งตอบไม่ได้ว่าเงินส่วนต่างหายไปไหน บางแห่งตอบว่าเอาไว้ใช้ในกิจการโรงเรียน ซึ่งมันตอบแบบนี้ไม่ได้ เพราะถือเป็นการทุจริต 

ส่วนการกังวลว่าทางโรงเรียนมีการจัดซื้อจัดจ้างที่เอื้อประโยชน์ให้แก่ร้านค้ารายเดียวนั้น นายมงคล กล่าวว่า กฎหมายเปิดช่องให้ว่า หากการจัดซื้อไม่เกิน 500,000 บาทก็สามารถเจาะจงซื้อได้ แต่สิ่งสำคัญก็คือ ได้ครบหรือไม่ ของมีคุณภาพหรือไม่ อันนี้ตรวจสอบกันไม่ยาก 

ลีกวนยูเคยกล่าวว่า แม้คนสิงคโปร์จะพูดภาษาอังกฤษได้ แต่ก็ไม่ใช่ฝรั่ง เนื่องจากการมีเชื้อชาติจีน ต้องไม่ลืมรากเหง้าของตนเอง ดังนั้นคนสิงคโปร์ต้องพูดภาษาจีนได้ด้วย เขาใช้เวลานับสิปปีที่ทำให้คนสิงคโปร์รักษารากเหง้าของชาติไว้

ผมชอบคำว่ารากเหง้าครับ เพราะประเทศไทย 700 กว่าปี ย่อมมีรากเหง้าทางวัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา ภาษา รวมถึงรากเหง้าของแต่ละภูมิภาค ที่เราต้องช่วยกันรักษาไว้ และพร้อมเปิดกว้างรับการเปลี่ยนแปลง เทคโนโลยี และสิ่งใหม่ๆ

แนวนี้น่าจะเรียกว่า อนุรักษ์นิยมแบบก้าวหน้า หรือ N...

ดูเพิ่มเติม
 
 

ไปกันใหญ่แล้ว'ปารีณา'วอนประธานสภาฯออกระเบียบส.ส.แต่งกายเข้าสภา

    
 

5 ก.ค.62 - น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี เขต 3 พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุว่า ความหวังอยู่ที่ท่านประธานชวนฯ นักเรียนมาโรงเรียนก็มีกฎระเบียบ สภาก็ควรจะรักษากฎระเบียบ โดยเฉพาะเรื่องการแต่งกาย ชักจะไปกันใหญ่แล้ว ควรมิควร ได้โปรดพิจารณาคะ

 

 (คลิกที่รูป)

 

 

 

 

.......................................................

6 กรกฎาคม 2562

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net