วันที่ อังคาร กรกฎาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไฟนรกและระเบิดเวลาครั้งแรกของโลก


 
ความพ่ายแพ้ของกองเรีอ Armada ของ Spain  8 สิงหาคมt 1588 โดย  Philip James de Loutherbourg 1796
 
 
ในยุคของการแล่นเรือที่สร้างมาจากไม้
ไฟ คือ ศัตรูหมายเลขหนึ่งของลูกเรือ

และอาวุธที่โหดร้ายและน่ากลัวเหมือนปีศาจ
มักจะใช้กันในช่วงสงครามเพื่อจมเรือของศัตรู

อาวุธไฟเหล่านี้ได้ถูกบุกเบิกโดยชาวกรีกโบราณ
นั่นคือ การจุดไฟเผาเรือฝ่ายของตนเอง
ภายในเรือจะใส่วัสดุติดไฟประเภทน้ำมันดินและยางสน
แล้วให้เรือแล่นเข้าไปหากองเรือศัตรู
เปลวไฟดังกล่าวจะเผาไหม้เรือศัตรูอย่างรวดเร็วอย่างน่ากลัว

ในศตวรรษที่ 7 ชาวกรีกค้นพบว่า
naphtha เมื่อผสมกับ  quicklime
จะติดไฟได้อย่างรุนแรงเมื่อสัมผัสกับน้ำ
และนี่คืออาวุธเพลิงครั้งแรกของโลก
และชาวกรีกใช้ประโยชน์ในการสร้างเรือไฟ

ความก้าวหน้าในการต่อเรือ
และการคิดค้นดินปืนเพื่อเพิ่มศักยภาพ
ในการทำลายล้างของอาวุธเหล่านี้
เรือไฟไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือใช้
ในการจุดไฟเผากองเรือข้าศึกหรือทำลายท่าเรือ
แต่ยังมีระเบิดลอยที่ออกแบบมาให้ลอยได้โดยมัดติดกับเรือ
เพื่อเข้าทำลายกองเรือให้ได้มากที่สุด
ด้วยการจุดระเบิดจำนวนมากให้ระเบิดอย่างรุนแรง


 

ในช่วงฤดูหนาวปี 1585
Antwerp ถูกปิดล้อมโดยกองทัพของ Alexander Farnese
ผู้บัญชาการกองทัพ Habsburg ใน Spanish Netherlands
(ดัชต์เคยตกเป็นเมืองขึ้นของชาวสเปญมาก่อน)
ได้ริเริ่มสร้างสะพานไม้ลอยได้ข้ามแม่น้ำ Scheldt
ระหว่าง Antwerp กับทะเล
เพราะต้องการให้ประชากรอดหยากจนยอมจำนน

เพื่อทำลายการปิดล้อมจากกองทัพสเปญ
ชาวดัตช์จ้างวิศวกรทหารชาวอิตาลีชื่อ Federigo Giambelli
ซึ่งมีชื่อเสียงอย่างมากด้านความรู้ทางวิทยาศาสตร์ด้านต่าง ๆ
Federigo Giambelli ได้ให้สัญญาว่า
จะทำลายสะพานนี้ให้ล่มสลายลง
และขอให้ชาวดัชต์ส่งมอบเรือสินค้าขนาดใหญ่ 3 ลำ
ซึ่งคัดเลือกจากกองทัพเรือของเมือง Antwerp

แต่คำขอของ Federigo Giambelli ถูกปฏิเสธ
จึงต้องใช้เรือขนาดเล็ก 2 ลำชื่อ Fortuyn และ Hoop
แม้ว่า Federigo Giambelli จะรู้สึกเบื่อหน่าย
กับความตระหนี่(ขี้เหนียว)ของชาวดัตช์ในช่วงเวลาดังกล่าว
แต่ในเวลาเดียวกันนั้น
Federigo Giambelli  ก็ยังมุ่งมั่นตั้งใจ
ที่จะจัดแสดงพลังอาวุธเพลิง/ไฟนรก
แม้ว่าจะได้รับทรัพยากรอย่างจำกัด


 

 
สะพานทุ่นลอยน้ำเหนือแม่น้ำ Scheldt ถูกสร้างขึ้นเพื่อปิดล้อมช่วงสงครามชิงเมือง Antwerp
 
 

Federigo Giambelli ได้เปลี่ยนเรือทั้ง 2 ลำ
เป็นระเบิดเพลิงที่ใหญ่ที่สุดในยุโรปในยุคนั้น
เท่าที่ไม่เคยมีใครเคยพบเห็นกันมาก่อนในเวลานั้น
ท่านเรียกมันว่า hellburners ไฟนรก
ภายในห้องบรรทุกสินค้าของเรือ
ท่านได้สร้าง  หอพักไฟ ที่มีขนาดความยาว 42 ฟุต กว้าง 16ฟุต
ก่อสร้างด้วยอิฐและปูน  มีผนังหนา 5 ฟุต
แล้วภายในบรรจุด้วยดินปืนคุณภาพสูงจำนวน 3 ตัน
จากนั้นปิดผนึกด้านบนที่เหมือนหลังคา
จากหินป้ายหลุมศพเก่าที่ถูกผนึกด้วยตะกั่ว
บริเวณด้านบนของหอพักไฟ และในพื้นที่ว่างรอบ ๆ
จะเต็มไปด้วยเศษหิน เศษเหล็ก และสิ่งมีคมอื่น ๆ
เพื่อทำหน้าที่เป็นกระสุนสังหาร
ข้าวของทั้งหมดนี้จะวางไว้บนดาดฟ้า
แล้วพรางด้วยไม้ธรรมดาเพื่อให้เรือดูเหมือนเรือสินค้าทั่วไป

บนเรือ Fortuyn มีการใช้งานชนวนจุดระเบิดถ่วงเวลา
สายชนวนจะเผาไหม้อย่างช้า ๆ และต่อเนื่อง
เพื่อให้จุดระเบิดขึ้นหลังจากถึงระยะเวลาที่กำหนดไว้แล้ว

ส่วนบนเรือ Hoop มีเครื่องมือจุดระเบิดที่ทันสมัยที่สุดในยุคนั้น
จัดว่าเป็นเทคโนโลยีที่มหัศจรรย์มากทีเดียว
Federigo  Giambelli ได้ขอให้ช่างนาฬิกา Antwerp
สร้างนาฬิกาจับเวลาแบบเชิงกล
(ขับเคลื่อนด้วยเฟืองและลานนาฬิกา)
ผนวกเข้ากับไกปืนคาบศิลาที่ใช้โจมตี
โดยจะทำการยิงและจุดดินปืนที่บรรจุไว้
ในเวลาที่กำหนดได้อย่างแม่นยำ
และนี่คือระเบิดเวลาครั้งแรกในโลก


 
เรือไฟนรกโจมตี Antwerp ในปี 1585 ช่วงระหว่างการรุกรานนครรัฐแห่งนี้
 

Federigo Giambelli มีแผนยุทธวิธีการรบ
ด้วยการส่งเรือไฟจำนวน 30 ลำเรือล่วงหน้าไปก่อนทีละลำ
เพื่อเบี่ยงแบนความสนใจจากกองทัพเรือสเปญ
แล้วค่อยให้เรือ Fortuyn และ Hoop แล่นตามไปจนใกล้กับสะพาน

แต่ในคืนวันที่ทำการโจมตีวันที่ 4 เมษายน ค.ศ. 1585
ผู้บัญชาการกองทัพเรือที่รับผิดชอบการรบ
เกิดความสับสนกับยุทธวิธีการรบของ Federigo Giambelli
โดยได้ส่งเรือไฟทุกลำแล่นออกไปพร้อม ๆ กัน
ตามด้วยเรือไฟนรก 2 ลำ Fortuyn และ Hoop

เรือไฟนรก Fortuyn แล่นเลียบริมฝั่งแม่น้ำก่อนถึงสะพาน
ก่อนที่จะระเบิดขึ้นมาตามชนวนจุดระเบิดที่ถ่วงเวลาไว้
แต่ก็สร้างความเสียหายเพียงเล็กน้อยกับกองทัพเรือสเปญ
เรือไฟนรก Hoop แล่นตรงไปที่สะพาน แล้วกระแทกอย่างรุนแรง
เมื่อระเบิดเวลาที่ตั้งไว้เริ่มทำงานแล้ว
เกิดการระเบิดอย่างรุนแรงและน่ากลัวในตอนกลางคืนนั้น
ทำให้ทหารสเปญจำนวนกว่า 800 คนเสียชีวิตทันที

โครงสร้างสะพานส่วนใหญ่ปลิวหายไปด้วยแรงระเบิด
พร้อมกับในเวลาต่อมา  ระเบิดได้ทำลายป้ายหลุมศพเก่า
ก่อให้เกิดเศษหิน ผนวกกับเศษเหล็ก สิ่งมีคมอื่น ๆ 
แตกกระจายปลิวว่อนนับล้านชิ้นขึ้นไปบนท้องฟ้า
แล้วปลิวว่อนหล่นลงมาจากฟากฟ้าตามหลังอีกครั้ง
ทำให้บ้านเรือนจำนวนหลายหลัง
ที่อยู่ห่างออกไปหลายไมล์ได้รับภัยร้าย
จากเศษสะเก็ดระเบิดดังกล่าวในครั้งนี้ด้วย
และเสียงระเบิดดังไกลไปถึง 35 กิโลเมตร
ทำให้ผู้คนตกใจตื่นขึ้นมาในคืนวันนั้น

ระเบิดครั้งนี้จัดว่าเป็นระเบิดเวลา
ที่มีอานุภาพระเบิดครั้งใหญ่ที่สุด
ที่คนเราเคยสร้างขึ้นมาครั้งแรกในโลก

Federigo Giambelli หลังจากรับจ้างดัชต์
ต่อมาได้ย้ายไปอยู่ที่อังกฤษ
เพื่อสร้างสิ่งต่าง ๆ ให้ราชสำนักอังกฤษ
เช่น ป้อมปราการ  หัวดับเพลิงในเมือง
การออกแบบวงเวียน/ผังเมือง 
การสำรวจออกแบบป้อมปราการ Plymouth Hoe
และเสียชีวิตที่อังกฤษในเวลาต่อมา

 
 
หนึ่งในป้อมปราการ/หอรบ ของ Giambelli ที่ Carisbrook Castle สร้างช่วง 1597 - 1600

การใช้ระเบิดเวลาหลังจากนั้นก็ว่างเว้นหายไป
มีการนำมาใช้อีกครั้งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
เมื่อวิศวกรอังกฤษได้ใช้ระเบิดมากกว่า 450,000 กิโลกรัม
เพื่อทำลายแนวตั้งรับ/สนามเพลาะของกองทัพเยอรมันนี

นักประวัติศาสตร์การทหาร Robert L. O'Connell
เรียกไฟนรกว่า อาวุธทำลายล้างครั้งแรกของโลก

แม้ว่าจะประสบความสำเร็จในการโจมตีด้วยไฟนรก
แต่ชาวดัตช์ไม่สามารถติดตามโจมตีกองทัพสเปญซ้ำได้อีก
ทำให้กองทัพเรือชาวสเปญสามารถฟื้นฟูขึ้นมาใหม่
และสร้างสิ่งกีดขวางที่ทำจากไม้ได้อีกครั้ง
ทำให้อีก 4 เดือนต่อมา 
Antwerp ถูกบังคับให้ยอมจำนน/ยอมแพ้

เรียบเรียง/ที่มา

http://bit.ly/2YF6Qhy
http://bit.ly/2XsGFt3


 

 
ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 1
เมื่อวิศวกรอังกฤษได้ใช้ระเบิดมากกว่า 450,000 กิโลกรัม
เพื่อทำลายแนวตั้งรับ/สนามเพลาะของกองทัพเยอรมันนี
มีการจุดระเบิดหลายลูกมาก
การระเบิดครั้งสำคัญจุดระเบิดจากอุโมงค์ใต้ดิน
ระเบิดขนาด 24,000 กิโลกรัมชุดหนึ่ง
และอีกชุดหนึ่งขนาด 32,000 กิโลกรัมที่แถว Caterpillar
โดยมีระเบิดชุดหนึ่งฝังอยู่ในอุโมงค์ใต้ดิน
ที่ทหารอังกฤษขุดเจาะไว้ลึก 27 เมตรจากระดับพื้นดิน
ระเบิดทั้งสองลูกทำลายพื้นที่ส่วนใหญ่ของภูเขา
และทำให้ทหารเยอรมันนีตายและสูญหายมากว่า 10,000 คน
 
ทั้งยังมีการฝังระเบิดขนาด 41,000 กิโลกรัมอีกลูกหนึ่ง
เมื่อจุดระเบิดขึ้นมาทหารอังกฤษจำนวนหนึ่ง
ที่อยู่ห่างจากจุดระเบิดหลายร้อยเมตรตายและบาดเจ็บจำนวนหนึ่ง
แรงระเบิดได้สร้างปล่องภูเขาไฟขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง
ประมาณ 75 เมตร (250 ฟุต) และลึก 12 เมตร (40 ฟุต)
ได้ชื่อว่า  ปล่องต้นไม้โดดเดี่ยว  หรือ สระน้ำสันติสุข
 
ทั้งนี้ยังมีการจุดระเบิดขนาด 39,400 กิโลกรัม
และระเบิดขนาด  41,000 กิโลกรัม
ที่ได้สร้างปล่องภูเขาไฟอีกจำนวน 2 ปล่อง
และตามด้วยระเบิดอีกหลายลูกในเวลาต่อมา
ที่สร้างปล่องภูเขาไฟขนาดย่อมตามภาพตัดขวาง
 
สรุป/ย่อที่มา   http://bit.ly/2XsNVFs
 


 
1.
 
Graphics by BBC


2.
 
หลุมระเบิดที่ Spanbroekmolen ปล่องต้นไม้ผู้โดดเดี่ยว หรือ สระน้ำสันติสุข  Credit: Eric Huybrechts/Flickr

3.
 
ภาพตัดขวางทางภูมิศาตร์จากการระเบิดที่เหมืองแร่ขุด Messines Ridge

4.


5.


6.


7.
 
หลุมระเบิด The Caterpillar crater Photo credit: ViennaUK/Wikimedia

8.
 
หลุมระเบิด Factory Farm Crater Photo credit: Arthur Jordan/Flickr

9.
 
หลุมระเบิด The crater of the Peckham mine

10.
 
ทหารอังกฤษ ที่ได้รับผลกระทบจากระเบิด ใกล้สนามเพลาะ German บน Messines Ridge 
7 มิถุนาย 1917 Photo credit: Imperial War Museum

11.
 
การทำลายล้าง Oosttaverne Wood รวมทั้งสนามเพลาะของอังกฤษ
ช่วงสงคราม  Battle of Messines Ridge  11 มิถุนายน 1917  Credit : Imperial War Museum

12.




เรื่องเล่าไร้สาระ


การใช้ความร้อนจากดวงตะวัน
ย้อนกลับไปที่สถาปัตยกรรมจีนโบราณ
จะพบในเรื่องฮวงจุ๊ย (ดิน น้ำ ลม ไฟ ทอง)
บ้านในเมืองจีนมักจะสร้างขวางตะวัน(เหนือ ใต้)
เพื่อหลบฝุ่นทรายจากพายุทะเลทรายโกบี
ที่มักจะพัดพามาจากทิศพายัพ
และการสร้างทิศทางอุดร/ทักษิณ
จะกักเก็บความร้อนสะสมไว้ในบ้านก่ออิฐ/ดินเหนียว/ก้อนหิน
ซึ่งจะทำให้อบอุ่นในยามค่ำคืนมากกว่าบ้านไม้

ส่วนบ้านเรือนไทยสร้างด้วยไม้ในสมัยก่อน
ห้ามสร้างบ้านขวางตะวัน(ตะวันออก-ตะวันตก)
เพราะจะได้รู้ว่าเช้าแล้ว(แสงแดดแยงตา)
เย็นแล้ว(แสงแดดหยบตา/หลบตา)
จะได้ไปตักบาตรทำไร่ไถนา/เตรียมตัวนอน
เพราะจริง ๆ อากาศบ้านเราร้อนชื้น
แสงแดดจะแผดเผาไล่ความชื้น
และฆ่าเชื้อโรคเชื้อราได้ระดับหนึ่ง

ส่วนชาว Greeks และชาว Romans
มีการใช้ความร้อนจากพลังงานแสงแดด
ในบ้านเรือนและที่อาบน้ำสาธารณะครั้งแรกในซีกโลกตะวันตก

ตำนานลึกลับเรื่อง Archimedes Death Ray
ที่รวบรวมแสงแดดสะท้อนไปเผาเรือ
จากการคิดวิเคราะห์ของผู้รู้ในอดีตว่า
ไม่เป็นความจริง
เพราะมีตำนานว่ากองทัพจีนยุคโบราณ
ก็เคยใช้งานเพื่อข่มขวัญฝ่ายตรงข้ามมากกว่าได้ผลจริง

แต่ผลจากการทดลองของ MIT
สามารถสร้างที่สะท้อนแสงระยะทางห่าง 100 ฟุต (30.5 เมตร)
ด้วยการรวมแสงไว้เพื่อเผาไหม้เรือจำลองได้จนเป็นผลสำเร็จ

ส่วนการจุดคบเพลิงไฟ Olympic
ต้องใช้แสงแดดผ่านเลนส์นูนก็นิยมสืบต่อกันมา

อนึ่ง มีการปรับใช้งานในฟาร์มโซล่าเซลส์ที่ Las Vegas
ด้วยการสะท้อนแสงแดดไปที่จุด ๆ เดียว

13.

 
Big Solar Comes of Age

14.



Archimedes Death Ray


15. -21  การทดลองที่ MIT


16.


17.


18.


19.


20.


21.

22.



ส่วนตำนานในสามก๊ก ยุทธการผาแดง
ขงเบ้งร่วมมือกับ บังทอง จิวยี่ เผาเรือกองทัพเฉ่าเฉ่า(โจโฉ)
ตามบันทึกจดหมายเหตุสามก๊กของ เฉินโซว
ผู้มีบทบาทมากที่สุดในการรบคือ จิวยี่
ส่วนขงเบ้งมีบทบาทเพราะนวนิยายของล่อกวนตง
และมีผู้สันทัดกรณีหลายท่านวิจารณ์ว่า
การเผาเรือรบจำนวนมากขนาดนั้นเป็นไปไม่ได้
และยังไม่พบพื้นที่รบจริงตามประว้ติศาสตร์
นอกจากตำนานบอกเล่าสืบต่อกันมา
กับคาดว่าล่อกวนตงแต่งนวนิยายขึ้นมาเอง
เพื่อความสนุกสนานและเหมาะสมกับการเล่นงิ้ว

งิ้ว คือ มหาวิทยาลัยชาวบ้านในยุคไม่มีอินเตอร์แนต
แบบนายหนังตะลุง นายหนังโนราห์ 
หมอซอล้านนา หมอลำอีศาน ของบ้านเรา
เพราะศิลปินพวกนี้จะบอกกล่าวเรื่องราวบ้านเมือง
ที่เดินทางไปแสดงผ่านมาหลายเมือง
ซึ่งมากกว่าชาวบ้านที่มักจะอยู่ติดถิ่น
บอกเล่าตำนาน/นิยาย/ประวัติศาสตร์ต่าง ๆ 
ผ่านการแสดงให้ผู้ชมรวมทั้งการทำหน้าที่
เป็นหน่วยโฆษณาชวนเชื่อประชาสัมพันธ์กิจกรรมงานของรัฐ
แบบดารานักร้องนักดนตรีในยุคปัจจุบัน

แต่เรื่องเฉ่าเฉ่าพ่ายแพ้/เผาเรือก่อนยกทัพกลับ  เป็นเรื่องจริง
เพราะเสบียงอาหารขาดแคลนเพราะมาไกลถิ่น
กับมีโรคร้ายระบาดจนทหารตายเป็นเบือ
จึงต้องถอยทัพและเผาเรือทิ้งก่อนยกทัพกลับ
เพราะถ้าทิ้งไว้ก็จะเป็นอ้อยเข้าปากช้าง(ดึงออกยาก)
หรือแถมกระสุนปืนให้ฝ่ายศัตรูมายิงใส่พวกตนภายหลัง

โจโฉเองไม่ยอมรับผลแพ้ในการศึกครั้งนี้
เขียนจดหมายถึงซุนกวนอ้างว่าตนเองไม่ได้แพ้จิวยี่
แต่เพราะโรคระบาดจึงทำให้ต้องยกทัพกลับ
น่าจะมีร่องรอยว่าคนที่บัญชาการศึกจริง ๆ คือ จิวยี่




อุยกายเป็นผู้เสนอจิวยี่ให้ใช้แผนสวามิภักดิ์ รวมถึงการใช้เรือไฟ
กลอุบายใช้ไฟของอุยกายทำให้ทัพโจโฉพ่ายแพ้ย่อยยับ
หลังจากนั้นจิวยี่และเล่าปี่ก็ไล่ตามโจมตีทัพโจโฉที่แตกพ่ายไป
และฝ่ายเล่าปี่ก็แยกทัพไปยึดหัวเมืองเกงจิ๋วใต้
แล้วให้กวนอูปกครองเป็นเจ้าเมืองเกงจิ๋ว
แต่เพราะหยิ่งทรนงมากไป แบบคิดว่าแน่กว่าใคร
เลยกลายเป็นพวกปลาหมอตายเพราะปาก
สุดท้ายก็พ่ายแพ้กับ ลิบองทหารเอกของซุนกวน
จนถูกตัดหัวทั้งสองคนพ่อลูก(กวนเป๋ง)หลังถูกจับตัวได้

ม้าเซ็กเธาร์ ที่กวนอูขับขี่ เคยเป็นม้าประจำกายของลิโป้
ขุนศึกที่เก่งกาจรบไม่แพ้ใครง่าย ๆ
ขนาดโดนสามรุมหนึ่ง หลิวเป้ย(เล่าปี่) กวนอู เตียวหุย ยังทำอะไรไม่ได้

แต่เพราะลิโป้เมาเหล้าถูกลูกน้องทรยศจับตัวไปให้เฉ่าเฉ่า
ซึ่งสั่งให้ประหารชีวิตเพราะการเสี้ยมของหลิวเป้ย
ที่บอกลิโป้เป็นคนสามพ่อคบไม่ได้
แบบชายสามโบสถ์(บวชสามครั้ง/สามศาสนา) หญิงสามผัว
ซึ่งจริง ๆ เฉ่าเฉ่าก็อยากประหารอยู่แล้ว
เพราะไม่ไว้ใจความซื่อสัตย์ของลิโป้
แต่สร้างภาพว่าทำตามหลิวเป้ยเสนอ
จะได้โยนบาปให้คนเสนอส่วนหนึ่งด้วย

ส่วน นางเตียวเสี้ยน ภริยาลิโป้
ได้ตกเป็นอนุภริยาเฉ่าเฉ่า
ตามตำนานที่เล่าสืบต่อกันมา
แต่นางเตียวเสี้ยนก็ไม่มีตัวตนจริงตามบันทึกของเฉินโซ่ว
เพียงแต่ล่อกวนตงแต่งขึ้นมาเสริมในสามก๊ก

เฉ่าเฉ่าได้มอบม้าเซ็กเธาร์ให้กวนอูในภายหลัง
หลังจากที่กวนอูตายเพราะถูกตัดหัว
ม้าเซ็กเธาร์ไม่ยอมกินอะไรและอดตายในที่สุด
ขณะที่บันทึกในประวัติศาสตร์ของเฉินโซ่ว ระบุว่า
ม้าเซ็กเธาว์หายไปพร้อมกับลิโป้ตอนถูกจับ

สายพันธุ์ม้าเซ็กเธาว์ 
น่าจะเป็นม้าสายพันธุ์ Akhal-Teke
ม้าเหงื่อโลหิตต้าหยวน จากเมือง Ferghana ประเทศอุซเบกิสถาน
ลักษณะของม้าเซ็กเธาว์จากวรรณคดีสามก๊ก
ที่ได้รับการบันทึกไว้ คือ เป็นม้าสีแดงเพลิง สูง 8 ฟุต ความยาวลำตัว 10 ฟุต
ในยามศึกสามารถวิ่งได้มากกว่าพันลี้ต่อวัน (520 กิโลเมตร)



The legendary Akhal-teke horses




จีนสมัยก่อนยกย่องบูชา งักฮุย/เยว่ เฟย์
เพราะกตัญญูรู้คุณแผ่นดินไม่ยอมเป็นขี้ข้าคนต่างชาติ(ชาติจิน)
เป็นนักรบที่รบต่อต้านศัตรูต่างชาติ/รบเก่งมาก
จนถูกขุนนางกังฉินคนจีนหักหลังในภายหลัง
จนต้องโทษประหารชีวิตโทษฐานกบฎ

ต่อมา  แมนจูปกครองจีนก็เลยจัดการเปลี่ยนเทพเจ้า
ด้วยการสร้างตำนาน/ส่งออกวัฒนธรรมผ่านทางสามก๊ก
พร้อมกับการโฆษณาชวนเชื่อเกียรติประวัติ/ความศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ
ผ่านทางงิ้ว การบอกเล่าหนังสือ พิธีกรรมต่าง ๆ และคนทรงเจ้าเข้าผี
โดยใช้เทพเจ้าที่ไม่รบกับชนต่างด้าวท้าวต่างแดน
เป็นเทพเจ้าที่คนจีนรบกับคนจีนกันเอง
ไม่เกี่ยวอะไรกับคนแมนจูซึ่งเป็นคนนอกด่าน
พวกอนารยชนอยู่นอกกำแพงเมืองจีน

ในวันที่งักฮุยถูกประหารชีวิต ก็มีพลเมืองดีที่รู้เรื่องราว
และเคารพรักในตัวงักฮุยนำศพของเขามาทำพิธีฝังศพ
โดยเวลาต่อมาได้มีการเคลื่อนย้ายหลุมฝังศพของงักฮุย
มาตั้งไว้ริมทะเลสาบซีหู ณ เมืองหางโจว

ณ ปัจจุบัน ศาลเจ้างักฮุยบที่ริมทะเลสาบซีหู
เป็นสถานที่ท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์แห่งหนึ่งของจีน
พร้อมกับได้มีการสร้างรูปปั้นทองแดงฉินฮุ่ยและภรรยา
เพื่อให้ผู้คนบ้วนน้ำลายใส่เพื่อเป็นการประณามด้วย

งักฮุย ได้รับยกย่องให้เป็นเทพเจ้าแห่งความซื่อสัตย์ มาอย่างช้านาน
จนกระทั่งในยุคราชวงศ์ชิง จึงมีการเปลี่ยนเป็นกวนอู
ด้วยเหตุผลทางการเมืองและใช้ศาสนาเป็นเครื่องมือ
เพราะชาวแมนจู(ชนเผ่านอกด่าน) ผู้ปกครองในยุคราชวงศ์ชิง
ต้องการให้ชาวฮั่นซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่เลิกอุดมการณ์ในการต่อต้านพวกตน
เพราะงักฮุยนั้นมีศัตรูคู่แค้นคือ ชนเผ่านอกด่าน
แต่ขณะที่กวนอูและจ๊กก๊กไม่มีพฤติกรรมเช่นนี้
ซ้ำบางครั้งยังใช้ชนต่างเผ่าเป็นประโยชน์เสียด้วยซ้ำ
เช่น เบ้งเฮก ที่รบแพ้ขงเบ้งถึง 7 ครั้ง
มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช สันนิษฐานว่าเป็นคนจ๊วง(หลวง)
ที่พูดภาษาไท ไทย กะได ได เป็นภาษาหลัก
หรือร่วมกับพวกชนเผ่านอกด่านที่ควบขี่ม้า/รบเก่ง
มาเป็นนักรบ เช่น ม้าเฉียว ม้าเท้ง



โกหกหนึ่งครั้งก็คือโกหก แต่โกหกนับพันครั้งก็คือความจริง



Paul Joseph Goebbels



ส่วนจิวยี่นั้นทำสงครามกับโจหยินอยู่อีกเกือบปี
ก็สามารถยึดเกงจิ๋วเหนือได้เกือบทั้งหมด
ในศึกครั้งนี้ อุยกายได้รับการสรรเสริญชื่นชมอย่างมาก

แต่โจโฉเองไม่ยอมรับผลแพ้ในการศึกครั้งนี้
เขียนจดหมายถึงซุนกวนอ้างว่าตนเองไม่ได้แพ้จิวยี่
แต่เพราะโรคระบาดจึงทำให้ต้องยกทัพกลับ

ผู้ที่ออกอุบายเอาธนูจากโจโฉไม่ใช่ขงเบ้ง แต่เป็นซุนกวน
เหตุการณ์นี้เกิดภายหลังศึกนี้ถึง 5 ปี (ยุทธการหับป๋า)
เมื่อซุนกวนลงเรือไปสอดแนมค่ายโจโฉที่แห้ฝือ
แต่ถูกทหารยามจับได้จึงเกิดการปะทะกัน
ในครั้งนั้นทหารโจโฉยิงธนูใส่เรือซุนกวนจนเอียงไปข้างนึง
ซุนกวนจึงสั่งให้หันข้างเรือไปรับธนู
เพื่อถ่วงให้กลับมาตรงเหมือนเดิม ก่อนแล่นเรือกลับ

 

โดย ravio

 

กลับไปที่ www.oknation.net