วันที่ พุธ กรกฎาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

แล้วความจริงก็ปรากฎ!เลขาฯปปช.เปิดหมดเปลือกเบื้องหลังคดีนาฬิกายืมเพื่อน


 สวัสดีครับ

 

 

 

เรื่องของ '๒ เสือตาบอด' รุ่นใหม่

    

 

 

 "๒๕-๒๖ กรกฎา"

                ไม่ใช่วัน "๗ พรรคค้าน" ปะทะ "รัฐบาลประยุทธ์" ในศึก "แถลงนโยบาย" อย่างเดียว

                ๒๖ กรกฎา..........

                ยังเป็น "วันเกิด" ทักษิณ บิดาของพรรคทั้ง ๗ นั้นด้วย!

                ฉะนั้น ฝ่ายรัฐบาล วางรูปแบบรับการรุก-การปะทะให้ดีเถอะ ขุนพล ๗ ฝ่ายแค้นจัดหนัก-จัดเต็มเพื่อปลอบประโลมวิญญาณสัมภเวสีแน่

                แต่ผมว่า ไม่มีอะไรหรอก

                ที่ว่าไม่มีอะไร ไม่ใช่ฝ่ายค้านบ่มิไก๊ หากแต่เป็นไปตามแผนยุทธการของทักษิณเขา

                สังเกตการจัดกระบวนทัพ การเคลื่อน และการวางตัวขุนศึก แม่ทัพ นายกอง และไพร่ราบ-พลเลว ของ ๗ พรรคทักษิณ หลังพ่ายศึกเลือกตั้ง ๒๔ มี.ค.๖๒ ให้แก่ประยุทธ์แล้ว

                ที่เงียบไป ไม่ใช่เพราะทักษิณถอดใจ

                หากแต่นอนซดน้ำใบบัวบกพลาง ครุ่นคิดแผนพลาง หวังล้างแค้น "ชิงอำนาจ-ชิงเมือง" กลับคืนจากประยุทธ์ให้ได้

                "ผมไม่รู้จักคำว่าแพ้".......

                จำได้มั้ยล่ะ ว่าใครเป็นเจ้าของคำอหังการนี้?

                ดังนั้น ที่เล็งๆ จ้องๆ กันว่า ๒๖ กรกฎา คุณพ่อทักษิณอาจประกาศล้างมือในหม้อเมล์ นั้น

                เมินซะเถอะ!

                ตราบใด ยังล้างแค้น เอาชนะ "๓ พี่น้องตระกูล ป." ไม่ได้ ตราบนั้น ทักษิณยังตายตาหลับไม่ได้

                ฉะนั้น ๔ ปีนี้ จึงเป็น ๔ ปี แห่ง "สงครามครั้งสุดท้าย" ของทักษิณ

                ถ้ายังรบ "ชิงอำนาจ" ไม่ได้ ก็ถือว่าระบอบทักษิณแพ้พ่าย ถึงกาลล่มสลายแน่นอน

                เพราะลูกพรรคกินน้ำข้าวแทนข้าวมาแล้ว ๕ ปี จะให้กินแต่น้ำข้าว หัวปลาทูซักหัวก็ยังไม่เห็นต่อไปเรื่อยๆ ในฐานะฝ่ายค้านอีก ๔ ปี

                จะเอาแรง-เอาทรัพย์ที่ไหนไปเลี้ยงฐานคะแนนล่ะ

                แค่เห่าบ๊อกเดียว ตัวเองก็หงายท้องทับไข่แล้ว

                ไม่ได้กินดี-อยู่ดี เหมือนคนมีเงินโกงฝากอยู่เคย์แมน อยู่สิงคโปร์นี่ เข้าใจ๋?!

                และที่สำคัญ ให้รัฐบาลประยุทธ์ต่ออีก ๔ ปี ถามว่า ชาวบ้าน-ชาวช่อง กระทั่งในอีสานที่ทักษิณต่อสายคุย "หัวคะแนน" ถี่กว่าคุยกับเมียนั่นน่ะ

                ยังจะมีใครเหลือเยื่อยางจำสัมภเวสีอยู่ซักเท่าไรกัน?

                ดังนั้น ทุกย่างก้าว ทุกแต้มเดิน ฝ่ายเสธ.ทักษิณ จะไม่บุ่มบ่าม โฉ่งฉ่าง เปลืองทั้งคน ทั้งเงิน และเสียรังวัด

                เพราะต่อจากนี้ ในโอกาสที่เหลือน้อย....
                จะให้พลาดแบบ "เหมาเข่ง" แล้วต้องเอาเข่งครอบหัว ลอดช่องธรรมชาติหนีอีกไม่ได้

                ถึงอย่างไร ประเมินตามรูปการณ์ ทักษิณยังยึด "พรรคเพื่อไทย" เป็นศูนย์กลางอาณาจักรแดงทั้งแผ่นดิน ทักษิณสถาปนา!

                ที่พูดกันว่า ทิ้งเพื่อไทย ไปโอ๋อนาคตใหม่ โปรโมตธนาธร เป็นทายาทสืบสายโลหิตแดง นั้น

                เพ้อเจ้อ ตามกระแสเห่อคนรุ่นใหม่กันไปเอง แต่จริงๆ แล้ว ทักษิณมองทะลุ

                ฟิวเจอริสตา ประชาธิปไตยสานต่อคณะราษฎร ๒๔๗๕ ของธนาธร นั้น ตรงกันอย่างเดียว

                คือเนื้อนอก หลอกใช้คำ "เปลี่ยนแปลงการปกครอง" ของคณะราษฎร สื่อถึง "ประชาธิปไตย" เป็นเปลือกห่อทอฟฟี่ให้เด็กเกิดใหม่อม ขัดตาทัพ ชั่วครั้ง-ชั่วครู่

                แต่เนื้อใน ที่ทั้งทักษิณและธนาธรต้องการไปถึง คือ การ "สถาปนาอำนาจใหม่" ตามความมักใหญ่-ใฝ่สูง

                ที่มี "ตัวเอง" เป็นศูนย์กลาง!

                เมื่อตัณหาตรงกัน ความหน้ามืดจึงบังเกิด ต่างฝ่ายต่างแอบจิต "หลอกใช้" ซึ่งกันและกัน

                "ธนาธร-ปิยบุตร" ต้องตาทักษิณด้วยทัศนะ นี่คือ "เสือตาบอด" ที่ไม่กลัวคนรักสถาบัน คนรักบ้าน-รักประเทศไทย

                ก็หวังใช้ "ธนาธร-ปิยบุตร" ชูธงแทน ซึ่งคนเจนศึกอย่างทักษิณย่อมรู้

                ห้าวอย่างเสือตาบอดรุ่นใหม่ ไปเยิ่นกับคนรักชาติ-รักสถาบัน พักเดียว....
                ไม่เป็นเหมียวๆ เข้ากรง ก็เป็นเสือตายซาก!

                ส่วน "ธนาธร-ปิยบุตร" ก็มองว่า ทัพเพื่อไทยรบพ่ายจนเปลี้ย แต่ขุมข่ายระบอบแดงทักษิณยังมีพลัง

                เข้ามาอาศัยขุมข่ายแดงเป็นมือ-เป็นเท้า เพื่อก้าวเดินไปสู่เป้าหมาย ทำประเทศไทยให้เหมือนที่แซ็ง ฌุสต์ทำกับฝรั่งเศส

                การแถลงนโยบายรัฐบาล เพื่อไทยรู้ ทักษิณรู้ มันไม่ใช่วาระและสถานการณ์จะไปโค่นล้มอะไรได้

                เป็นพิธีกรรมของรัฐบาลใหม่ ตามระบบรัฐสภา ดังนั้น การอภิปราย การพูดจา ก็เป็นไปตามประเพณี

                ว่ากันแค่พอเหม็นปาก-เหม็นคอ ยังไม่จำเป็นต้องล่อกันถึงขาดคอช้าง ประมาณนั้น

                ช่วงนี้ จะเห็นว่า เพื่อไทยหนักไปทาง "จัดระเบียบ-วางขุมข่ายใหม่" ภายในพรรค

                พูดง่ายๆ อยู่ในช่วงปรับปรุง-ฟื้นฟู เพื่อให้ "เพื่อไทย" ผนึกรวมกลับเป็นกองทัพใหญ่เข้มแข็งเหมือนเดิม

                จะเห็นว่า แม่ทัพ-นายกอง ที่แตกแบงก์พันไปเป็นแบงก์ร้อย ในศึกเลือกตั้ง ๒๔ มีนา

                ถูกเรียก "คืนสังกัด" หมด โดยเฉพาะที่แตกไปเป็น "พรรคไทยรักษาชาติ"!

                แต่ช็อตของฝ่ายค้าน จะเห็นว่า ๗ พรรคระบอบทักษิณ ฉากหน้าเหมือนร่วมกันตี

                แต่ไม่ใช่หรอก!                           

                ในร่วม นั้น "ร่วมสถานการณ์" รบรัฐบาลประยุทธ์

                แต่ "แยกทัพ-แยกเป้าหมาย" กันตี

                อย่างเช่น ๒๕-๒๖ ก.ค.นี้ เพื่อไทย "ทัพใหญ่" นำทัพย่อยอีก ๕ พรรค ทำเป็นรบปะทะเรื่องนโยบาย

                นี่เขาเรียก "รบหลุมพราง" ไม่มีลำหัก-ลำโค่นอะไร แค่ให้ ส.ส.ได้แสดงบท "ด่าออกจอ" ให้ชาวบ้านในท้องที่ได้เห็นว่า ส.ส.ของข้า...เจ๋ง

                แต่ภารกิจอันเป็นเป้าหมายหลักและเป้าหมายร่วมของทักษิณ-ธนาธร คือ

                "แก้รัฐธรรมนูญ" บางตรา

                นำร่องไปสู่การ.....

                "ฉีกรัฐธรรมนูญ" แล้วเขียนใหม่ "ทั้งฉบับ"!

                แก้และฉีกรัฐธรรมนูญ ก็แค่ยุทธศาสตร์นำไปสู่ ยังไม่ใช่เป้าหมายที่บรรลุถึง

                เป้าหมายที่ต้องการบรรลุถึงของเขาคือ "การสถาปนาอำนาจใหม่" ในระบอบใหม่สไตล์แซ็ง ฌุสต์นั่นเอง!     

                การจะไปถึงจุดนั้นได้ มีทางเดียว คือ....
                ต้อง "ฉีกรัฐธรรมนูญ" ฉบับปัจจุบันทิ้ง เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ประกอบด้วยค่ายกล เป็นปราการแกร่ง ป้องกันคน "ล้างระบอบ-ล้มสถาบัน" ชาติ

                การฉีกทันที ไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะไม่มีใครเป็นแนวร่วม

                ดังนั้น ขั้นแรก ๒ เสือตาบอด จึงเดินแผน "แก้บางมาตรา" เป็นการไขกุญแจด่านแรกก่อน

                ด่านนี้มี "แนวร่วม" ในระบบรัฐสภาอยู่แล้ว เช่นประชาธิปัตย์ ภูมิใจไทย

                แม้กระทั่งนโยบายรัฐบาล ก็ยังเปิดช่องว่าในบางมาตรา ในบรรยากาศที่เหมาะสม

                ถ้าผ่านด่านแรก คือแก้บางมาตราได้ ความน่าจะเป็นที่จะรุกคืบสู่การ "ฉีกทั้งฉบับ" ก็มีได้

                เมื่อถึงตรงนั้น นั่นแหละ เป้าหมาย "ทักษิณ-ธนาธร" บรรลุถึงทันที

                แก้บางมาตราได้ ก็เหมือน "ตามด" ผนังเขื่อน สุดท้าย พลังน้ำก็ทลายเขื่อนพัง คือฉีกรัฐธรรมนูญเขียนใหม่ทั้งฉบับได้

                นั่นเท่ากับ "ค่ายกล" ในรัฐธรรมนูญที่ป้องกันศัตรูเข้าชิงบ้าน-ชิงเมือง ถูกทำลาย

                ค่ายกลพัง การ "เปลี่ยนระบอบ-ล้มสถาบัน" ก็สำเร็จ

                นี่คือเป้าหมายที่บรรลุ ลึกซึ้งกว่า "นิรโทษเหมาเข่ง" ตอนตี ๔ ในยุคยิ่งลักษณ์

                ที่อนาคตใหม่ โดยปิยบุตร เปิดเผยออกมา บางมาตราที่เริ่มรุกสู่การแก้ ก็มี

                มาตรา ๒๖๙ มาตรา ๒๗๐ มาตรา ๒๗๑ และมาตรา ๒๗๒ ของ ว่าด้วยที่มาและอำนาจวุฒิสมาชิก

                และยกเลิกมาตรา ๒๗๙  เรื่องการรับรองให้บรรดาประกาศ คำสั่ง คสช. และคำสั่งหัวหน้า คสช. ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

                ปิยบุตรให้เหตุผลว่า.....

                "เรายืนยันเสมอมาว่ารัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ มีปัญหาทางประชาธิปไตย จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงทั้งฉบับ

                ทุกคนต่างทราบดีว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำได้ยากมาก หรืออาจทำไม่ได้เลยในทางปฏิบัติ 

                แต่พรรคอนาคตใหม่เชื่อมั่นเสมอมาว่า การเมือง คือ ความเป็นไปได้

                เราจะพยายามผลักดันในทุกช่องทางให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่เพียงแต่ในสภาเท่านั้น แต่ต้องสร้างกระแสและความรับรู้ของสังคม

                เพื่อทำให้สังคมเกิดฉันทามติร่วมกันว่า รัฐธรรมนูญ ๒๕๖๐ คือ วิกฤติและทางตัน

                จำเป็นต้องจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ทั้งฉบับโดยสภาร่างรัฐธรรมนูญที่ประชาชนเลือกมา"

                ปิยบุตร สาวก "แซ็ง ฌุสต์" เป็นนักกฎหมาย จึงใช้ลีลาภาษากฎหมายพูดพรางพฤติกรรมที่จะนำไปสู่การแก้ทั้งฉบับ

                สรุปก็คือ จะสร้างกระแสปลุกเร้าประชาชนให้ออกหน้า หรือให้ไปตายแทน ประมาณนั้น

                แต่คนที่จะเสวยผล คือทักษิณ ได้คืน "ยังบ้าน-ยังเมือง"

                ส่วนอำนาจสถาปนาใหม่ ทักษิณเสือเก่า กับเสือตาบอดใหม่ "ใครจะได้"

                คงไม่ต้องบอกกระมัง! 

'กำนัน'แฉปมสร้างโรงพักมีคนพยายามให้ไปกราบเพื่อขอช่วยเหลือ แต่ผมไม่ใช่สุนัข-พร้อมสู้คดีในชั้นศาล

    
 

24 ก.ค.62  - นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้ร่วมก่อตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิดกรณีการก่อสร้างโรงพักทดแทนและแฟลตตำรวจ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรองนายกฯในรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ว่า ขณะนี้ตนยังไม่ได้รับแจ้งจาก ป.ป.ช.ชี้มูลความผิด เรื่องอะไร อ่านตามข่าวจากหนังสือพิมพ์ เพราะฉะนั้นในเนื้อหาขออนุญาตให้ได้รับแจ้งจาก ป.ป.ช.เสียก่อนจึงจะชี้แจงอีกครั้ง

นายสุเทพ กล่าวต่อไปว่าอย่างไรก็ตามกรณีนี้เป็นที่สนใจของพี่น้องประชาชน จำเป็นจะต้องมีคำอธิบาย ขอกราบเรียนว่า กรณีเรื่องของการก่อสร้างโรงพักทดแทนไม่แล้วเสร็จ ได้มีการหยิบยกมาเป็นประเด็นทางการเมืองโจมตีตนหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่ช่วงที่มีการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กรุงเทพมหานคร คนที่เป็นตัวตั้งตัวตีกล่าวหาตน คือ นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ในขณะนั้น ซึ่งตนได้ดำเนินคดีกับนายธาริต ซึ่งปัจจุบันถูกคำพิพากษาลงโทษจำคุก ซึ่งกระบวนการที่จะพยายามดำเนินคดีกับตนยังคงมีอยู่ต่อเนื่องเฉพาะคดีนี้เรื่องอยู่ใน ป.ป.ช.ใช้ระยะเวลา 5 ปีเศษ ในการดำเนินการคดีนี้นานมาก และได้มีมติชี้มูลมาก็เป็นโอกาสที่ตนจะได้นำความจริงทั้งหมดเข้าสู่ตามกระบวนการยุติธรรมคดีนี้ คงใช้เวลาไม่นาน เพราะคดีต้องเข้าสู่การพิจารณาคดีของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง

 "ขอเรียนต่อพี่น้องประชาชน ที่มีใจเมตตาต่อผมว่า ขอให้อดทน ต่อความรำคาญใจ ไม่สบายใจอีกสักพัก เพราะว่า อีกไม่นานความจริงก็จะปรากฏ การต่อสู้คดีที่ศาลฎีกา ส่วนคนที่คิดร้ายกับผมไม่ว่าจะเป็นกลุ่มเก่าหรือกลุ่มใหม่ผมไม่ติดใจให้เขาลิงโลดยินดีไปสักพัก ผมได้แต่ปลงเพราะก่อนหน้านี้มีคนพยายามให้ผมไปกราบไหว้วิงวอนขอความช่วยเหลือจากบุคคลคนหนึ่ง ซึ่งตลอดการทำงานการเมืองไม่ใช่สุนัข เพราะฉะนั้นตั้งใจอย่างเดียวว่า หากทำเพื่อประชาชนแล้วให้ผมทำอะไรก็ทำได้ แต่ว่าจะไปขอความเมตตาจากคนที่คิดว่ามีอำนาจ ตนไม่ทำ เลือกที่จะพิสูจน์ศักดิ์ศรีด้วยการนำความจริงทั้งหมดมาพิสูจน์ในชั้นศาล ส่วนใครจะวิพากษ์วิจารณ์อย่างไรก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของเขา ขอเรียนชี้แจงเพียงเท่านี้"นายสุเทพ กล่าว

แล้วความจริงก็ปรากฎ!เลขาฯปปช.เปิดหมดเปลือกเบื้องหลังคดี'นาฬิกายืมเพื่อน'

    
 

24 ก.ค.62  - ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีการจัดกิจกรรมผู้บริหารสำนักงาน ป.ป.ช. พบสื่อมวลชนในหัวข้อ เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับการเปิดเผยบัญชีทรัพย์สิน โดยมีนายวรวิทย์ สุขบุญ เลขาธิการ​ ป.ป.ช. และนายอุทิศ บัวศรี รองเลขาธิการ ป.ป.ช.​ เป็นวิทยากร

นายวรวิทย์ กล่าวตอนหนึ่งว่า ประเด็นการยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินที่กลายเป็นประเด็นในสังคมที่ผ่านมาว่า​ บ้านเรายังติดหล่มกันอยู่ตรงนี้ ก่อนอื่นต้องดูเรื่องของวัตถุประสงค์ของการให้ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือเจ้าพนักงานของรัฐยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินมีวัตถุประสงค์เพื่อต้องการสร้างความโปร่งใสให้กับระบบการเมืองและระบบราชการ ส่วนหัวใจสำคัญในการตรวจสอบของ ป.ป.ช. คือ ระหว่างที่เขาดำรงตำแหน่ง เขาได้ใช้อำนาจหน้าที่ไปแสวงหาผลประโยชน์ทำให้มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือร่ำรวยผิดปกติหรือไม่ นี่คือประเด็นสำคัญ แต่ขณะเดียวกันไม่ว่าจะเป็นการทำงานของ ป.ป.ช. ที่ผ่านมา มักมุ่งเน้นไปเรื่องแสดงถูกต้องตามความเป็นจริงหรือไม่ ยังไม่ได้ไปดูเรื่องความเคลื่อนไหวระหว่างดำรงตำแหน่ง

นายวรวิทย์ กล่าวว่า ส่วนกรณีของการยืมบัญชีทรัพย์สิน หากยึดตามกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ระบุไว้ แบ่งเป็น 2 แบบคือ 1.ยืมใช้คงรูป เช่น การขอยืมทรัพย์สินแบบให้เปล่า แต่มีภาระที่ต้องคืนเมื่อถึงกำหนด กรรมสิทธิ์ไม่โอน สมมติมีรถใช้ เผอิญรถเสีย แต่ต้องการใช้รถ มีเพื่อนสนิทเลยขอยืมรถเพื่อนมาใช้ ตนมีภาระที่ต้องคืนรถคันนั้นเมื่อใช้เสร็จ แต่รถคันดังกล่าวไม่ใช่เป็นกรรมสิทธิ์ของตน และ2.การยืมใช้สิ้นเปลือง เช่น การยืมเงิน กรรมสิทธิ์ของวัตถุที่ยืมคือเงิน กรรมสิทธิ์โอนไปยังผู้ยืมเลย ถ้าเกิดคนที่ยืมไม่จำเป็นต้องใช้ธนบัตรฉบับเดิม ใช้ธนบัตรฉบับใหม่ได้ เมื่อกรรมสิทธิ์โอน มีหนี้ ในแบบบัญชีทรัพย์สินระบุว่าไว้ชัดเจนในส่วนของการแสดงรายการหนี้สิน 

“ส่วนประเด็นเรื่องยืมนานๆ หากกลับไปอ่านข้อเท็จจริงในแถลงข่าวของ ป.ป.ช. ว่า ยืมนานแค่ไหน ข้อเท็จจริงมีการยืมนาฬิกาทั้งหมด 21 เรือน ในช่วงระยะเวลาต่างๆ ไม่ได้ยืมกันนานๆ ยืมเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้วก็คืน เปลี่ยนใหม่ไปเรื่อย ๆ จนถึง 21 เรือน อาจมีประเด็นสื่อมวลชนสงสัยว่า บางเรือนนานผิดปกติ ข้อเท็จจริงในสำนวนระบุว่า มีการคืนแล้ว แต่เจ้าของไม่สะดวกที่จะรับคืน ก็เป็นระยะเวลาที่อาจกลายเป็นประเด็น” นายวรวิทย์ กล่าว

นายวรวิทย์ กล่าวอีกว่า​ กรณีการยืมทรัพย์สิน ถ้าเกิดขึ้นก่อน และถือว่าอยู่ในบริบทที่ควรจะต้องแจ้งหรือไม่นั้น นี่คืออยู่ในประเด็นที่คณะทำงานศึกษาอยู่ และจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. ต่อไป แต่ประเด็นไม่ใช่อยู่ที่ว่ายืมแล้วแจ้งบัญชีทรัพย์สินหรือไม่ ประเด็นอยู่ที่ว่าใช่การยืมหรือไม่ หรือเป็นของตัวเองแล้วบอกยืมหรือไม่ นี่เป็นหน้าที่ของ ป.ป.ช. ในการค้นหาความจริง.

 

(คลิกที่รูป)

  หมวดหมู่ : การเมือง 
 

 

 

 

...................................................................

 

 

 

 

 

 .......................................................................
 

 

 

 

 

 

จาก 'ซ้ายจัดดัดจริต' สู่ 'ประชาธิปไตยจารีต'

    
 

ปฏิกิริยา "สามเส้า" ระหว่างฝ่ายรัฐบาล-ฝ่ายกองทัพ-ฝ่ายที่เรียกตัวเองว่าฝ่ายประชาธิปไตย ยังทำให้เกิด "เหลี่ยม" ทางการเมือง ซึ่งยัง "ขบ" กันอยู่ในบริบทสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปว่าด้วยเรื่องของ "ระบอบ"

การเดินสายของ "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" และ "พรรณิการ์ วานิช" ในยุโรป ดูงานการพัฒนาเมืองเพื่อนำมาใช้ในการทำนโยบายลงศึกเลือกตั้งท้องถิ่นของพรรคอนาคตใหม่ แต่ก็มีกำหนดการพบบุคคลที่เป็นตัวแทนขององค์กรด้าน

"ประชาธิปไตย" เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลเรื่องการเมืองภายในประเทศไทย กลายเป็นประเด็นจาก 2 เส้าที่เหลือมองว่าเป็นการ "หาพวก" มาช่วยถือหาง ในการเกาะติดรัฐบาล "ประยุทธ์ภาค 2/1" ที่ถูกโจมตีว่าไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง โดยมีตัวอธิบายเป็น สว.ลากตั้ง ฐานอำนาจในการลาก พล.อ.ประยุทธ์เข้ามาเป็นนายกฯ

พร้อมขีดเส้นใต้คำว่า "ประชาธิปไตย" คือประชาชน ระหว่างแถลงข่าวหลังจากการเดินสายทัวร์!!!

เป็นจังหวะพอดีกับที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญเสียงข้างมาก 5 ต่อ 4 รับคำร้องกรณีที่นายณฐพร โตประยูรอดีตที่ปรึกษาประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน ยื่นคำร้องเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 49 ว่าการกระทำของพรรคอนาคตใหม่ นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ นายปิยบุตร แสงกนกกุล และคณะกรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ เป็นการใช้สิทธิหรือเสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

และในช่วงเวลาใกล้เคียงกัน บิ๊กแดง-พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์  ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.)  ก็ตอบคำถามสื่อภายหลังไม่มีกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อย (กกล.รส.) แล้วจะคุมสถานการณ์อย่างไรในการรักษาความสงบเรียบร้อย 

"บิ๊กแดง" เลยเล่าว่า กำลังเขียนบทความที่เปรียบเหมือนวิทยานิพนธ์ ว่าด้วยสถานการณในอดีตและปัจจุบัน พ่วงด้วยเรื่องสื่อและโซเชียลมีเดีย ก่อนยืนยันบทบาทกองทัพที่เข้าสู่ระบบแล้ว อย่าไปจมกับอดีตที่มี คสช. 

ตบท้ายด้วยความดีใจที่สหรัฐฯ ต้นแบบประชาธิปไตยลำดับต้นๆ แสดงความยินดีต่อรัฐบาลใหม่  ภายใต้การนำของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา แต่ประเทศไทยก็เป็นประชาธิปไตยแบบมีจารีต วัฒนธรรม ซึ่งได้มีการออกแบบไว้แล้ว แต่รัฐธรรมนูญก็มีการเปลี่ยนแปลงได้ตามยุคสมัย พร้อมจบด้วยวรรคทองที่ว่า "แต่สิ่งที่เปลี่ยนยากคือจิตใจคน"

ฟังแล้วก็ทำให้นึกถึง วรรคทอง เมื่อครั้ง "บิ๊กแดง" ไปร่วมงานวันสถาปนา กองพลที่ 1 รักษาพระองค์ (พล.1รอ.) ที่พูดถึงพวก "ซ้ายจัดดัดจริต" ไปเรียนตะวันตกแล้วคิดจะเปลี่ยนแปลงประเทศ ซึ่งพานให้คิดไปว่ากำลังกระทบชิ่งไปยัง พรรคอนาคตใหม่ ที่กลายเป็นป้ายตรากลุ่มชูธง "ประชาธิปไตย"  แบบตะวันตกนั่นเอง

เรียกได้ว่า "ภาคปฏิบัติ" ทางการเมือง ทั้ง 3 เส้า เป็น "ผู้เล่น" ในสนามกันหมด ภายใต้ปรากฏการณ์ที่กำลังพิสูจน์ "ทฤษฎี" เกี่ยวกับระบอบการปกครอง ที่ประเทศควรจะใช้แบบไหน

เพราะต่างคนก็บอกว่า มันคือ "ประชาธิปไตย" โดยมีเป้าหมายคือ "ประชาชน" กันทั้งนั้น!!

 
................................................................
 
24 กรกฎาคม 2562
 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net