วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สอยบิ๊กตู่ปมคุณสมบัตินายกฯ..จุดเปลี่ยนการเมือง? //


link @: คนกรุงหนุนหญิงหน่อยนั่งผู้ว่าฯกทม. ลุยสางปัญหาการคอรัปชั่น

สวัสดีครับ

         ชื่นชมพระอริยาบทสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินี ร.10 ในการเสด็จเปิดงานวันสดรีไทยกันนะครับ ทรงฉายความมีพระ

อารมณ์แจ่มใสตลอดเวลา ขอทรงพระเจริญ

         

 

ไร่นาไทยรอดภัยแล้ง

 

สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินี เสด็จฯเปิดงานวันสตรีไทย

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 - 20:08 น.
NationPhoto,สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาพัชรสุธาพิมลลักษณพระบรมราชินี,วันสตรีไทย,สตรี,คมชัดลึก
Shares : 
974
เปิดอ่าน 3,230 ครั้ง

สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในฉลองพระองค์ผ้าไทยสีฟ้า เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2562

               1 ส.ค.62-สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ในฉลองพระองค์ผ้าไทยสีฟ้า เสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเปิดงานวันสตรีไทย ประจำปี 2562 ภายใต้แนวคิด “สายธารแห่งพระบารมี สู่การพัฒนาสตรีที่ยั่งยืน” พร้อมทั้งพระราชทานเกียรติบัตร แก่สตรีไทยดีเด่น 150 คน และเยาวสตรีไทยดีเด่น 25 คน ซึ่งจัดขึ้นโดยกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) โดยกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ร่วมกับสภาสตรีแห่งชาติในพระบรมราชินูปถัมภ์ โดยมี นายจุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) กราบบังคมทูลรายงานเกี่ยวกับการจัดงาน นางวันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ ประธานสภาสมาคมสตรีแห่งชาติ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กราบบังคมทูลรายงานความเป็นมาของวันสตรีไทย พร้อมด้วย นายปรเมธี วิมลศิริ ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (ปลัด พม.)  นายเลิศปัญญา  บูรณบัณฑิต อธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว คณะผู้บริหารกระทรวง พม. และผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าฯรับเสด็จ ณ ห้องรอยัลจูบิลี่ บอลรูม อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี อำเภอปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี (เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2562) 

สอย"บิ๊กตู่"ปมคุณสมบัตินายกฯ..จุดเปลี่ยนการเมือง?

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 - 13:00 น.
พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา,การเมือง

โดย...   โอภาส บุญล้อม

          การอภิปรายนโยบายรัฐบาลที่เพิ่งผ่านพ้นไป มีเรื่องสำคัญที่ฝ่ายค้านหยิบขึ้นมาซักฟอก แม้ว่าจะไม่เกี่ยวกับนโยบายรัฐบาลโดยตรง ก็คือการพุ่งเป้าไปที่คุณสมบัติของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่าขาดคุณสมบัติเป็นนายกรัฐมนตรี

          เป็นเรื่อง “ซีเรียส” อยู่เหมือนกัน สำหรับกรณีคุณสมบัตินายกฯ ของ พล.อ.ประยุทธ์ เพราะว่าเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่ผ่านมา ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติรับคำร้องไว้พิจารณากรณี ส.ส.จำนวน 110 ราย ยื่นคำร้องผ่านประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้ยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญว่า ความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี สิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (4) ประกอบมาตรา 160(6) และมาตรา 98(15) กรณีเป็นพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการหน่วยงานของรัฐหรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่


          โดยเหตุผลที่ศาลรัฐธรมนูญรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาเพราะเห็นว่าคำร้องดังกล่าวส่งมาถูกต้องตามช่องทางคือ ส.ส. 110 ราย ซึ่งเป็นจำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 10 ของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อร้องต่อประธานสภาผู้แทนราษฎรให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ

          แต่โชคยังดีที่ พล.อ.ประยุทธ์ ไม่ถูกสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ เพราะศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าไม่ปรากฏเหตุอันควรสงสัยว่ากรณีตามที่ถูกร้องจะทำให้เกิดความเสียหายแต่ประการใด ประกอบกับผู้ร้องก็ไม่ได้มีคำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญสั่งให้ผู้ถูกร้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงยังไม่เข้าเงื่อนไขที่จะสั่งให้ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ถูกร้อง หยุดการปฏิบัติหน้าที่

          อย่างไรก็ตามสุดท้ายเรื่องนี้ หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัติเป็นนายกฯ ก็จะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ในทางการเมืองเลยทีเดียว เพราะไม่เพียงแต่ พล.อ.ประยุทธ์ เท่านั้น ที่ต้องพ้นตำแหน่งนายกฯ แต่คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ ต้องล้มครืน พ้นสภาพตามไปด้วย

          ในการอภิปรายในที่ประชุมรัฐสภา ส.ส.ฝ่ายค้านได้หยิบยกเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาที่ 3578/2560 ซึ่งเป็นคดีที่อัยการเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสมบัติ บุญงามอนงค์ หรือ บก.ลายจุด เป็นจำเลย จากการที่ได้มีประกาศและคำสั่ง คสช. ที่กำหนดให้นายสมบัติต้องไปรายงานตัวต่อ คสช. ภายในวันที่ 24 พฤษภาคม 2557 เวลา 16.00 น. แต่นายสมบัติ ไม่มารายงานตัวต่อ คสช. และไม่ได้แจ้งเหตุขัดข้อง นายสมบัติจึงถูกดำเนินคดี และยื่นฟ้องต่อศาล ซึ่งข้อหาหนึ่งที่ศาลชั้นต้นนำมาลงโทษจำเลยในคดีนี้ก็คือ จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 368 วรรคหนึ่ง ซึ่งบัญญัติว่า ผู้ใดทราบคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งสั่งการตามอำนาจที่มีกฎหมายให้ไว้ ไม่ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นโดยไม่มีเหตุผลหรือข้อแก้ตัวอันสมควร และให้ลงโทษปรับนายสมบัติ จำเลย 500 บาท

          ฝ่ายค้านจึงพยายามชี้ให้เห็นว่าคำพิพากษาดังกล่าวชี้ชัดแล้วว่า คสช.เป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ดังนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งเป็นหัวหน้า คสช. จึงเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่รัฐ ขาดคุณสมบัติในการเป็นนายกรัฐมนตรี

          และคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 3578/2560 ฉบับนี้ยังได้มีการนำไปอ้างประกอบคำร้องที่ ส.ส. 110 รายยื่นสอย พล.อ.ประยุทธ์ เกี่ยวกับคุณสมบัตินายกฯ ต่อศาลรัฐธรรมนูญด้วย

          อย่างไรก็ตาม ก็ได้รับการตอบโต้ทันควัน โดย “วิษณุ เครืองาม” รองนายกฯ มือกฎหมายชี้แจงต่อที่ประชุมรัฐสภาว่า คำพิพากษาที่ยื่นฟ้องนายสมบัติ บก.ลายจุด ที่ขัดประกาศและคำสั่งของ คสช. ที่ให้นายสมบัติมารายงานตัวนั้น ตั้งแต่ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกาในคดีนี้ ไม่มีคำไหนเลยที่บอกว่า คสช. หรือหัวหน้า คสช. เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่บอกว่าเป็นเจ้าพนักงาน

          ทำให้เกิดความเข้าใจกันว่า “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” คงเหมือนกัน ซึ่ง “วิษณุ” อธิบายว่าที่จริงแล้วไม่ใช่ เจ้าพนักงานก็คือเจ้าพนักงาน เจ้าหน้าที่รัฐคือเจ้าหน้าที่รัฐ ในขณะที่คุณสมบัติต้องห้ามของรัฐมนตรีตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 98(15) คือเจ้าหน้าที่รัฐ ไม่ใช่ “เจ้าพนักงาน”

          แค่นั้นไม่พอ “วิษณุ" ยังไปหยิบยกเอาคำพิพากษาของศาลฎีกาอีกฉบับหนึ่งคือ ฎีกาที่ 7540/2554 มาชี้ให้เห็นชัดขึ้นอีกว่า "เจ้าพนักงาน" กับ “เจ้าหน้าที่รัฐ” ต่างกัน โดยคดีนี้ เป็นคดีที่มีการฟ้องเจ้าอาวาสวัดแห่งหนึ่งเป็นจำเลย ข้อหาว่าเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์สินของวัด ขณะที่เจ้าอาวาสได้สู้คดีว่าตำแหน่งเจ้าอาวาสไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ ดังนั้นจึงไม่ได้เป็นเจ้าพนักงานของรัฐด้วย แต่ศาลพิพากษาว่าจำเลยเป็นเจ้าอาวาส ถือว่าเป็นเจ้าพนักงาน แต่ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ “เจ้าพนักงาน” กับ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” จึงเป็นคนละเรื่อง คนละอย่างกัน และถ้ากฎหมายประสงค์เอาผิดบุคคลใดในฐานะอะไร ก็จะระบุชัดว่า เป็นเจ้าพนักงาน หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

          ที่ผ่านมาในเรื่องที่ร้องว่า พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช. เข้าข่ายเป็นข้าราชการหรือเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ จึงขาดคุณสมบัตินายกฯ เคยมีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้วินิจฉัยมาแล้ว แต่นายทะเบียนพรรคการเมืองได้ยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่ากกต.ได้มีมติไปแล้วว่าการประกาศชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ ชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมถึง พ.ร.ป.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.

          และยังมีผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมติยุติการวินิจฉัยคำร้องของนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ที่ยื่นว่า พล.อ.ประยุทธ์ ขาดคุณสมบัตินายกรัฐมนตรีเพราะเข้าข่ายเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ โดยชี้ว่าตำแหน่งหัวหน้า คสช.ของ พล.อ.ประยุทธ์ มิได้เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ


          ทั้งนี้เหตุผลทีี่ผู้ตรวจการแผ่นดินนำมายกคำร้องคือ อ้างถึงคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 ที่วางหลัก “เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ” ว่าต้องมีองค์ประกอบครบ 4 ข้อ  คือ 
          1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย
          2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ
          3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ
          และ 4.มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

          ดังนั้นผู้ตรวจการฯ จึงมีมติว่า กรณี พล.อ.ประยุทธ์ เข้าองค์ประกอบเพียง 2 ข้อ คือ ข้อ 2 มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ และข้อ 4 มีเงินเดือนค่าจ้างหรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย

          แต่ไม่เข้าข้อ 1 เนื่องจาก พล.อ.ประยุทธ์ได้รับการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นหัวหน้า คสช. จากการเข้าควบคุมอำนาจการปกครอง จึงไม่ได้เข้ามาตามกฎหมายปกติ และไม่เข้าข้อ 3 เนื่องจากหัวหน้า คสช.ใช้อำนาจในฐานะ “รัฏฐาธิปัตย์” จึงไม่อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ อีกทั้งหัวหน้า คสช. มีอำนาจเหนือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ และมีอำนาจในการออกประกาศ คำสั่ง จึงน่าจะอยู่ในฐานะ “ผู้กำกับ” มากกว่า “ผู้ถูกกำกับ”

          คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ มีผลผูกพันทุกองค์กร รวมทั้งศาลรัฐธรรมนูญเองด้วย

          ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ บอกว่า เคารพในกระบวนการยุติธรรม เมื่อเรื่องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม ก็พร้อมรับคำตัดสินทุกประการของศาล (ที่จริงไม่ต้องบอกก็ได้ เพราะ พล.อ.ประยุทธ์ต้องปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอยู่แล้ว)

          อย่างไรก็ตาม คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เป็นการวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญปี 2540 ไม่ใช่รัฐธรรมนูญปี 2560

          แต่กระนั้นหากพลิกไปดูมาตรา 109 ของรัฐธรรมนูญ 2540 ตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 เกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส. ใน (11) ที่ระบุว่า เป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ก็จะพบว่าเขียนเหมือนมาตรา 98(15) ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เขียนเกี่ยวกับคุณสมบัติต้องห้ามของผู้สมัคร ส.ส., และความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงตามมาตรา 160(6) และมาตรา 170(4) ที่มีการยื่นสอย พล.อ. ประยุทธ์


          เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 กับรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนเหมือนกันเป๊ะ ผลคดีจะออกมาเหมือนกันหรือไม่ ต้องติดตามชม

ปชช.สุดจะทน ลงชื่อถอดถอน 'เอ๋ ปารีณา' พ้นสภาฯ นับหมื่น

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 - 12:00 น.
ปารีณา ไกรคุปต์,พลังประชารัฐ,ถอดถอนรายชื่อ,changeorg

 

ปชช.สุดจะทน ลงชื่อถอดถอน 'เอ๋ ปารีณา' พ้นสภาฯ นับหมื่น

เพจดังเปิดภาพคาร์แคร์ 'เติ้ล ธนพล' ลักลอบใช้ไฟหลวง

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 - 15:05 น.
เติ้ล ธนพล,คาร์แคร์,ขโมยไฟหลวง,จำคุก

เพจดังเปิดภาพคาร์แคร์ 'เติ้ล ธนพล' ลักลอบใช้ไฟหลวง

 

จะเป็นอย่างไร... เมื่อคุณป้าสายปาดเจอคนจริง

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 - 15:36 น.

คลิปจากกล้องหน้ารถบนถนนเลนเดียว ขณะนั้นระหว่างที่คนขับ ขับมาตามท้องถนน จู่ๆ ก็มีคุณป้าขับรถเบียดซ้ายมา

 Gallery

 
 
 
 กิจกรรมเก็บตัวมิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019จังหวัดนครราชศรีมา วันที่2 (ภาพชุด)
วันที่ 17 กรกฎาคม 2562 - 16:34 น.

ผู้เข้าประกวด “มิสไทยแลนด์เวิลด์ 2019” เก็บตัวทำกิจกรรมนอกสถานที่วันที่สอง โดยในช่วงเช้าได้เดินทางไปยังโรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา เยี่ยมชมโรงไฟฟ้าใต้ดินแห่งเดียวของประเทศไทย ที่เป็นโรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ ซึ่งเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ก่อนที่จะเดินทางไปร่วมกิจกรรมจิตอาสา โครงการ “รักษ์ป่า รักน้อง ให้โอกาสน้อง” ลงมือทำกิจกรรมปลูกป่าลอยฟ้า ยิงเมล็ดมะค่าโมงด้วยหนังสติ๊ก 100 เมล็ด ต่อจากนั้นทำกิจกรรมสันทนาการ เรียนรู้การทำอาหารท้องถิ่น อย่าง ผัดหมี่โคราช น้ำผึ้งเดือนห้า พร้อมร่วมรับประทานอาหารกับน้องๆ กลุ่มด.เด็กเฮ็ดดี และผู้สูงอายุ บ้านเขายายเที่ยง ที่ ผายายเที่ยง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา (เมื่อวันที่17ก.ค.62)

ภาพ  ธนาชัย ประมาพาณิชย์(Tanachai Pramarnpanich) #NationPhoto #มิสไทยแลนด์เวิลด์2019 #กิจกรรมเก็บตัว #นครราชสีมา #ผายายเที่ยง

#กิจกรรมจิตอาสาโครงการรักษ์ป่ารักน้องให้โอกาสน้อง

#โรงไฟฟ้าพลังน้ำแบบสูบกลับ #โรงไฟฟ้าลำตะคองชลภาวัฒนา

 

Facebook Google Twitter
 
ไลฟ์สไตล์

สายกินสัมผัสอาหารถิ่นรสเด็ด "เชฟชุมชน"

วันที่ 1 สิงหาคม 2562 - 15:10 น.
เชฟชุมชน,แกงหัวโหนด,แกงไก่กะลา,ข้าวระกำขยำปู,หลนปลาร้าไทยพวน,ข้าวเปิ๊บ,แกงฮังเลลำไยชมพู,อั่วปลาดุก,เคยฉลู,ชุมชนรักษ์เขาบายศรี,เชฟชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ย,ชุมชนบ้านท่าข้ามควาย,ชุมชนเผ่าไทญ้อ,ชุมขนบ้านบุไทร,ชุมชนบ้านสวนนมสด,ชุนชนบ้านนาต้นจั่น
Shares : 
 
เปิดอ่าน 320 ครั้ง

30 ร้านเชฟชุมชน พร้อมเสิร์ฟองค์ความรู้ในการประกอบอาหารไทยและธุรกิจร้านอาหารในชุมชน

          จากความสำเร็จของโครงการเชฟชุมชนเพื่อท่องเที่ยวไทยอย่างยั่งยืนในปี 2561 โดยความร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือจีซี ร่วมกันตอกย้ำนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงอาหารที่มุ่งส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอาหารให้แก่ประเทศไทย วันนี้ 30 ร้านเชฟชุมชนในทุกภาคทั่วประเทศไทย ได้จัดตั้งสำเร็จแล้ว ซึ่งนอกจากจะได้องค์ความรู้ในการประกอบอาหารไทยและธุรกิจร้านอาหารในชุมชน ยังได้เครือข่ายสำหรับแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างการเชื่อมโยงการท่องเที่ยวในชุมชนระหว่างกัน โดยพร้อมให้การต้อนรับนักท่องเที่ยว

แกงไก่กะลา

          สำหรับ “เส้นทางท่องเที่ยวเชฟชุมชน” (Local Chef Journey) ทั้ง 30 ร้านมีอยู่ตามภูมิภาคทั่วไทย แต่วันนี้คงจะยกมาไม่ได้ทั้งหมด จึงขอแนะนำเฉพาะไฮไลท์ของแต่ละภาค โดยเริ่มความอร่อยกันที่ “ภาคตะวันออก”กับ เชฟชุมชนบ้านตะเคียนเตี้ย จ.ชลบุรี เมนูอาหารถิ่น “แกงไก่กะลา” เนื่องจากชาวบ้านนิยมทำสวนมะพร้าว และนำมะพร้าวมาแปรรูปเป็นอาหารและสินค้าต่างๆ อย่างลูกมะพร้าวอ่อนๆ (ที่กะลายังไม่เเข็ง) ก็นำมาปอกเปลือก และแซะเอาแต่ส่วนเนื้อกะลาออกมาเป็นส่วนประกอบของอาหาร...รสชาติจานนี้หนักไปทางเผ็ดร้อน กินคู่กับข้าวสวยร้อนๆ เรียกเหงื่อได้ง่ายๆ ส่วนรสชาติกะลามะพร้าวเป็นอย่างไร ให้นึกถึงหน่อไม้และยอดมะพร้าวอ่อนนั่นล่ะ

ข้าวระกำขยำปู

          อีกหนึ่งจานเด็ดในเขตภาคตะวันออก จาก เชฟชุมชนรักษ์เขาบายศรี จ.จันทบุรี เมนูอาหารถิ่น “ข้าวระกำขยำปู” เป็นอาหารพื้นบ้าน มีระกำเป็นวัตถุดิบชูโรง ถือเป็นเมนูที่ขึ้นชื่อของที่ชุมชนเขาบายศรี มีไว้ต้อนรับนักท่องเที่ยว ถ้าใครอยากชิมต้องมาชุมชนรักษ์เขาบายศรีเท่านั้น ข้าวสวยร้อนๆ คลุกเคล้ากับน้ำจิ้มระกำรสแซบ รับประทานคู่ไข่ต้มยางมะตูม กุ้งลวก หมึกลวก และเนื้อก้ามปู...เด็ด!!!

หลนปลาร้าไทยพวน

          กลับมาที่ “ภาคกลาง” มีสองชุมชนที่อยากแนะนำ ได้แก่ เชฟชุมชนไทยพวนบางน้ำเชี่ยว จ.สิงห์บุรี เมนูอาหารถิ่น “หลนปลาร้าไทยพวน” เพราะอาหารเกือบทุกจานของชาวไทยพวนต้องมีปลาร้าเป็นเครื่องปรุงรส สำหรับหลนปลาร้าไทยพวน แม้หน้าตาจะละม้ายคล้ายกับปลาร้าทรงเครื่อง แต่มีความพิเศษอยู่ตรงที่ใช้ “ปลาร้าข้าวคั่วปลาตะเพียน” และมีปลาสดอย่าง ปลาลึงค์ ซึ่งเนื้อของปลามีความนุ่มและมัน เมื่อปรุงจนได้รสเสิร์ฟคู่กับผักสดหรือผักสุก...เปิบลืมอิ่มไปเลย แถมอีกหนึ่งจานประจำท้องถิ่นบ้านไทยพวน “ส้มหมู” หน้าตารสชาติคล้ายแหนมในปัจจุบัน แต่ “ส้มหมู” ปรุงด้วยเกลือกับข้าวสุกและกระเทียมเท่านั้น เมื่อนำส่วนผสมมานวดให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้สองวัน เวลาจะรับประทานก็นำมาทอดหรือคั่ว เป็นอีกหนึ่งจานคู่สำรับของชาวไทยพวน

แกงหัวโหนด

          เชฟชุมชนวิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนตำบลถ้ำรงค์ จ.เพชรบุรี เมนูอาหารถิ่น “แกงหัวโหนด” นับเป็นอาหารพื้นที่ชุมชนที่มีมาแต่โบราณไว้คอยต้อนรับแขกบ้านแขกเมือง หรืองานบุญ เพราะต้องใช้แรงงานเยอะ พ่อบ้านไปเก็บลูกตาล แม่บ้านขูดมะพร้าว คั้นกะทิ ตำเครื่องแกง จะเรียกว่าเป็นแกงสามัคคีก็ได้...จานนี้จะรับประทานกับข้าวสวยหรือขนมจีนก็อร่อยพอกัน

ข้าวเปิ๊บ

          ก่อนจะเข้าสู่เขตภาคเหนือขอแวะ ชุนชนบ้านนาต้นจั่น จ.สุโขทัย เพื่อลิ้มรส  “ข้าวเปิ๊บ” หน้าตามีความคล้ายก๋วยเตี๋ยว  แต่วิธีทำกลับคล้ายข้าวเกรียบปากหม้อ คือใช้น้ำแป้งละเลงบนผ้าที่ขึงไว้บนปากหม้อพอแป้งสุกได้ที่จึงใส่ผักพื้นบ้านซึ่งหาได้จากในชุมชน อาทิ ตำลึง ผักบุ้ง ฯลฯ และวุ้นเส้น ปิดฝานึ่งอีกครั้งรอจนผักสุกแล้วตักใส่ถ้วยราดด้วยน้ำซุป แล้วท็อปปิ้งด้วยไข่ดาว ซึ่งตอกไข่ลงบนผ้าขาวบางแล้วนึ่งด้วยวิธีเดียวกับแผ่นแป้ง...จะเรียกว่าเป็นอาหารจานสุขภาพก็ว่าได้

แกงฮังเลลำไยชมพู

          ขยับขึ้นไปที่ “ภาคเหนือ” มุ่งหน้าไปที่ ชุมชนบ้านสวนนมสด จ.ลำพูน มีลำไยสีชมพูเป็นแม่เหล็กดึงนักชิมเข้าไปสัมผัสวัฒนธรรมท้องถิ่น นอกจากจะได้ชิมลำไยหวานกรอบสดๆ จากต้นแล้ว ชาวบ้านในชุมชุนยังนำมาแปรรูปเป็นอาหารคาวหวานอย่าง แกงฮังเลลำไยชมพู, ขนมจ๊อกลำไย และ น้ำพริกเผาลำไย เป็นต้น ไว้คอยต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ไปเยือนอีกด้วย

อั่วปลาดุก

          เพื่อไม่ให้เสียเวลาลัดฟ้าไปที่ "ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ" ทันทีที่เปิดประตูสู่อีสาน ณ ชุมขนบ้านบุไทร จ.นครราชสีมา เขามีเมนูอาหารถิ่น “แหนมเห็ดนางฟ้า” ไว้คอยท่าเหล่าฟู้ดดี้มาให้กินแกล้มกับผักซึ่งปลูกด้วยระบบเกษตรอินทรีย์ แซบไปอีกแบบหนึ่ง นอกจากนี้ที่ ชุมชนเผ่าไทญ้อ จ.นครพนม ก็มีอาหารถิ่นเด็ดอย่าง “อั่วปลาดุก” ซึ่งปลาดุกนั้นชาวบ้านรับประกันไม่มีกลิ่นสาบเพราะเลี้ยงแบบน้ำไหลในท้องนาแบบธรรมชาติ และ “หมกจ๊อ” ซึ่งถือว่าเป็นจานที่ขาดไม่ได้ในสำรับข้าว ทำจากเนื้อปลาตอง (ปลากราย) หรือปลาสลาด มาตำคลุกเคล้าผสมเครื่องปรุง ห่อด้วยผักม้วนแล้วนำไปนึ่ง...ไว้รอท่าเช่นกัน

เคยฉลู

          ปิดท้ายความแซบตามแบบฉบับเชฟชุมชนที่ “ภาคใต้” ใน ชุมชนบ้านท่าข้ามควาย จ.สตูล กับอาหารประจำท้องถิ่น “เคยฉลู” เป็นหลักการถนอมอาหารเพื่อเก็บไว้รับประทานในระยะยาวเช่นเดียวกับท้องถิ่นอื่นๆ ด้วยการนำกุ้งเคยดอง มาคลุกเคล้ากับไข่ เนื้อปู กุ้ง ตะไคร้ พริกสด หอมแดง ใบมะกรูด แล้วนำไปนึ่งจนสุกจะได้รสชาติหวาน มัน เค็ม ได้กินคู่กับข้าวร้อนๆ...หรอยแรงนิ!!! นอกจากนี้ที่ วิสาหกิจท่องเที่ยวโดยชุมชนหมู่บ้านจุฬาภรณ์พัฒนา 10 จ.ยะลา ยังมีอาหารถิ่น ไก่เบตง, หน่อไม้ยัดไส้ และ ปลาจีนนึ่งซีอิ๊ว หากได้ไปเยือนแล้วต้องไม่พลาดชิม

 ..........................................................

1 สิงหาคม 2562

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net