วันที่ พุธ สิงหาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

คอนเสิร์ต ไหมไทยแนะนำเพลงคลาสสิค ปี 2562 ครั้งที่ 4 แขกมอญบางขุนพรหม


การแสดงคอนเสิร์ต ไหมไทยแนะนำเพลงคลาสสิค ปี 2562 ครั้งที่ 4 

แขกมอญบางขุนพรหม 

อาทิตย์ที่ 4 สิงหาคม 2562  เวลา 19:00 น นักร้องรับเชิญ สุภัทรา โกราษฎร์

ไหมไทยแนะนำเพลงคลาสสิคไม่ต้องปีนบันได

ชื่อของ วงไหมไทยออร์เคสตร้า อาจจะเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักฟังที่ชื่นชอบเพลงคลาสสิค และ เพลงร่วมสมัย หากนักประพันธ์เพลงที่อยู่เบื้องหลังอย่าง ดนู ฮันตระกูล ก็มองว่ากลุ่มคนฟังยังเล็กเกินไป และคนไทยส่วนใหญ่ก็มักจับต้นชนปลายไม่ถูกเมื่อพูดถึง ดนตรีคลาสสิคไม่ว่าจะเป็นของไทยและต่างประเทศ เลยเป็นที่มาของคอนเสิร์ตซีรี่ส์ ไหมไทยแนะนำเพลงคลาสสิค


“โครงการแนะนำเพลงคลาสสิกนี้มีเพื่อตอบสนองแฟนเพลงหลายคนที่สนใจถามมา ความที่ผมได้สอนวิชาที่เรียกว่า music appreciation มาหลายครั้งหลายสถาบัน จนแทบชีวิตจะหาไม่แล้ว ผมจึงพอมีไอเดียที่จะทำการแสดงเชิงสาธิตเพื่อให้แฟนเพลงได้ตื่นเต้น ซี้ดซ้าด กับสิ่งที่เคยคิดว่าจะต้องปีนบันไดขึ้นไปฟัง งานนี้ไม่มีวิชาการใดๆ มีแต่นิทาน ตำนาน เรื่องซุบซิบนินทา ขายหัวเราะ เล่านิทานเสร็จไหมไทยก็แสดงสาธิตเป็นเพลงๆ ไป มีทายปริศนาชิงรางวัลนิดหน่อย”

ดนู ฮันตระกูล  บรรยาย

ไหมไทยออร์เคสตรา  สาธิต

ณ ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทย หอประชุมเล็ก

 

รายการแสดง

เพลงคลาสสิค

 

อาทิ 

Romeo and Juliet The Montagues and​​ the Capulets                        Sergei Prokofiev

Classical Symphony movement III:Gavotta

Suite Villageoise               Francis Poulenc

I   ValseTyrolienne

II  Staccato

III Rustique

IV Polka

VI Coda

 

เรียบเรียงเพลงสำหรับวงไหมไทยออเคสตร้าโดย​ดนู ฮันตระกูล

เพลงไทยเดิม

แขกมอญบางขุนพรหม​  

 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ​ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิตทำนอง

ดนู ฮันตระกูล เรียบเรียง

 

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ​ เจ้าฟ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต พระบิดาแห่งเพลงไทยเดิม  พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรีพระราชเทวี ทรงสนพระทัย ดนตรีไทยมีมาตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ทรงซออู้ ร่วมบรรเลงดนตรีมาตั้งแต่ก่อนที่จะเสด็จไปศึกษาในทวีปยุโรป แต่เดิมนั้นมีเพลงแขกมอญ เพลงแขกมอญบางช้างสองชั้นทำนองเก่ามาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาเมื่อถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนกลางพระองค์ทรงนำเพลงมอญ ตัดแตง ซึ่งเป็นเพลงสำเนียงแขกปนมอญเก่าอัตรา 2 ชั้นมาประพันธ์เป็นเพลงเถาเมื่อปี พุทธศักราช 2453 ทรงแต่งขยายออกเป็นอัตราสามชั้นและตัดลงเป็นอัตราชั้นเดียว พร้อมด้วยทางร้องทั้งหมดและประธานชื่อว่าเพลงแขกมอญบางขุนพรหม ตามชื่อตำบลบางขุนพรหมที่ตั้งวังของพระองค์

เพลงไทยร่วมสมัย


 

เจ้าพระยา                                                                                     ดนู ฮันตระกูล ทำนองและ เรียบเรียง

 

ไทยสากล


เสน่หา

ครูมนัส​ ปิติสานต์  ประพันธ์เพลง ตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ได้เป็นลูกศิษย์ พระเจนดุริยางค์รุ่นเดียวกับ ครูสง่าอารัมภีร​ ครูปรีชา เมดไตรย์ และชลหมู่ ชลานุเคราะห์ ที่กองดุริยางค์ทหารอากาศ และมีผลงานเพลง เสนอมา หนึ่งในผลงานเด่น คือเพลงเสน่หา สุเทพวงศ์กำแหงขับร้องในปี 2507

ความ รัก เอย

เจ้า ลอยลมมาหรือ ไร

มาดล..จิต มาดล..ใจ เสน่-หา

..รัก นี้จริงจากใจหรือเปล่า

หรือ เย้า เราให้เฝ้าร่ำหา

...หรือแกล้งเพียง แต่แลตา

ยั่วอุรา ให้หลง ลำพอง

หื่อ ฮือ ฮือ ฮื้อ..หื่อ ฮือ ฮือ ฮือ

ฮื้อ ฮือ ฮือ หื่อ ฮือ

หื่อ ฮือ ฮือ ฮื้อ..หื่อ ฮือ ฮือ ฮือ

หื่อ ฮือ หือ ฮือ ฮือ ฮื้อ

..สง สาร ใจ ฉันบ้าง วาน อย่าสร้าง

รอยช้ำซ้ำเป็นรอยสอง

..รักแรกช้ำ น้ำตานอง

ถ้าเป็นสอง ฉันคงต้องขาดใจตาย

หื่อ ฮือ ฮือ ฮื้อ..หื่อ ฮือ ฮือ ฮือ

ฮื้อ ฮือ ฮือ หื่อ ฮือ

หื่อ ฮือ ฮือ ฮื้อ..หื่อ ฮือ ฮือ ฮือ

หื่อ ฮือ หือ ฮือ ฮือ ฮื้อ

..สง สาร ใจ ฉันบ้าง วาน อย่าสร้าง

รอยช้ำซ้ำเป็นรอยสอง

 

รักแรกช้ำ น้ำตานอง

ถ้าเป็นสอง ฉันคงต้องขาดใจตาย

มนัส​ ปิติสานต์คำร้อง และทำนอง    

ดนัย  ฮันตระกูลเรียบเรียง

เพลงนี้ครูมนัส ปิติสานต์ เล่าว่า แต่งในปี พ.ศ.2507 เมื่อครั้งที่ไปทำงานเป็นครูสอนดนตรีที่สถานีโทรทัศน์ กรมประชาสัมพันธ์ที่ขอนแก่น สมัยที่รักษ์ศักดิ์ วัฒนพานิช เป็นอธิบดี และมีบ้านพักอยู่ที่ริมบึงแก่นนคร

   

       คืนนั้นพระจันทร์ลอยเด่นเต็มดวงสวยมาก เป็นช่วงเดือนธันวาคม อากาศกำลังหนาว จึงเกิดอารมณ์อยากเขียนเพลงในท่วงทำนองของคนที่ผิดหวังในเรื่องของความรัก แต่ยังไม่ได้ตั้งชื่อ เมื่อนำมาบันทึกแผ่นเสียงออกเผยแพร่ จึงใช้คำว่าวรรคสุดท้ายของเพลงบรรทัดแรก คือคำว่า "เสน่หา" มาเป็นชื่อ และได้รับความนิยมไม่แพ้เพลงอื่นๆ ที่แต่งมาก่อนหน้านี้

   

       ครูมนัส ปิติสานต์ เขียนเล่าเอาไว้ในที่มาแห่งอารมณ์เพลงในหนังสือมหกรรมดนตรี เพลงไทยยุคทองของ 12 ครูเพลง ว่า

   

       "...เพลงนี้ลอยลมมาจริงๆ เหมือนอย่างเนื้อเพลงที่ว่า...ความรักเอยเจ้าลอยลมมาหรือไร...เป็นความรู้สึกนั้นจริงๆ ความรักลอยลมมากระทบใจ แล้วไหลออกมาเป็นบทเพลงนี้ เพียงไม่กี่บรรทัด แต่คำจำกัดความของความรักนั้นมันคือความรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ...ผมขอยืนยัน"

 

 

ฉันจะฝันถึงเธอ​                                                 

ดนู ฮันตระกูล คำร้อง ทำนองและ เรียบเรียง


เริ่มที่อัลบั้ม​ เทียบเสียง 2539 ของดนู​ ร้องโดยศรัณย่า ส่งเสริมสวัสดิ์ จากนั้น ก็ได้นำมาบันทึกเสียงใหม่ในอัลบั้มเมื่อดอกซากุระบาน พ.ศ 2548 ขับร้องโดยสุภัทรา (อินทรภักดี)​ โกราษฎร์ เพลงนี้ กลับมา ได้รับความนิยมอีกครั้งเมื่อถูกนำมาเป็นเพลงประกอบละครสุภาพบุรุษจุฑาเทพตอนคุณชายรัชชานนท์

          เมื่อตะวันลับลา

            ฟ้าก็มองมืดหม่น

            ทนเงียบเหงาอ้างว้าง

            เมื่อเธอลาลับไกล

            กลับอุ่นไอมิสร่าง

            ใจฉันค้างเคียงเธอ

            *รู้หรือไม่ ว่าภายในดวงตาสองนั่น

            ฉันได้พบความอบอุ่นใจ

            รู้หรือเปล่า ว่าข้างในรอยยิ้มของเธอ

            ฉันแอบเพ้อละเมอ คร่ำครวญ

            อิ่มอกอ่วนอาย

            อยากจะบอกสักคำ

            ฉันได้ถลำหัวใจ

            ตกอยู่ในความรัก

            เมื่อตะวันนิทรา ฟ้าจะรอพบจันทร์

            ฉันจะฝันถึงเธอ

 

เพลงพระราชนิพนธ์ ในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกธิเบศร์​ มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช​ บรมนาถบพิตร

มาร์ชราชวัลลภ

เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ ๗ ทรงพระราชนิพนธ์ขึ้นใน พ.ศ. ๒๔๙๑ ชื่อ "ราชวัลลภ" และพระราชทานให้เป็นเพลงประจำกรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ เพื่อไว้ใช้ในพิธีสวนสนาม หลังจากนั้น ผบ.กรมทหารราบที่ ๑ มหาดเล็กรักษาพระองค์ได้มอบหมายให้พันตรี ศรีโพธิ์ ทศนุต แต่งคำร้องภาษาไทยถวาย มีห้องเพลงยาวกว่าเดิม จึงขอพระราชทานทำนองเพิ่มเติมเพื่อให้เข้ากับคำร้อง ในการแก้ไขทำนองให้เข้ากับคำร้องนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจนดุริยางค์ (ปิติ วาทยกร) ช่วยตรวจทาน และได้พระราชทานนามเพลงพระราชนิพนธ์นี้ว่า "มาร์ชราชวัลลภ" (The Royal Guards March) เมื่อ พ.ศ. ๒๔๙๕

ภาพจาก https://sootinclaimon.wordpress.com/2017/05/10/

เมื่อปี 2507 คราวเสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐออสเตรียอย่างเป็นทางการ มีการแสดงดนตรี ณ คอนเสิร์ตฮอลล์ กรุงเวียนนา เมื่อวันที่ 3 ตุลาคม นั้น วงดุริยางค์ซิมโฟนี ออเคสตรา แห่งกรุงเวียนนา ได้อัญเชิญเพลงพระราชนิพนธ์ชุด “มโนห์รา” “สายฝน” “ยามเย็น” “มาร์ชราชนาวิกโยธิน” และ “มาร์ชราชวัลลภ” ไปบรรเลง รัฐบาลออสเตรียออกอากาศการบรรเลงและข่าวนี้ทางวิทยุไปทั่วประเทศ 

ต่อมาวันที่ 5 ตุลาคม 2507 สถาบันดนตรีและศิลปะแห่งกรุงเวียนนา (ปัจจุบันคือมหาวิทยาลัยการดนตรีและศิลปะการแสดงแห่งกรุงเวียนนา) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายประกาศนียบัตรอันทรงเกียรติยิ่งแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ให้ทรงดำรงตำแหน่งสมาชิกกิตติมศักดิ์ หมายเลข 23 และได้จารึกพระปรมาภิไธยบนแผ่นหินสลักในอาคารสถาบัน

 

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นชาวเอเชียบุคคลแรกที่เป็นสมาชิกกิตติมศักดิ์ของสถาบันดนตรีที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ขณะทรงพระชนมายุเพียง 37 พรรษาเท่านั้น

อ้างอิง https://www.matichonweekly.com/featured/article_12740

สายฝน                         พระเจ้าวรวงศ์เธอ​ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย

เป็นเพลงพระราชนิพนธ์ลำดับที่ 3 ทรงพระราชนิพนธ์ใน พ.ศ. 2489 ขณะทรงเป็นสมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าภูมิพลอดุลยเดช เป็นงานทดลองของพระองค์ในจังหวะวอลท์ซ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ นิพนธ์คำร้องภาษาไทย ส่วนภาษาอังกฤษ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจักรพันธ์เพ็ญศิริ ทรงแต่งร่วมกับท่านผู้หญิงนพคุณ ทองใหญ่ ณ อยุธยา เพลงพระราชนิพนธ์สายฝนนี้บรรเลงครั้งแรกที่เวทีลีลาศสวนอัมพร เมื่อวันอาทิตย์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2489 ในงานรื่นเริงของ สมาคมส่งเสริมการเลี้ยงไก่แห่งประเทศไทย บรรเลงโดยวงสุนทราภรณ์ ขับร้องโดย เพ็ญศรี พุ่มชูศรี ในเวลาต่อมาเพลงนี้นำมาขับร้องใหม่โดย รุ่งฤดี แพ่งผ่องใส , นภา หวังในธรรม, สวลี ผกาพันธ์ 

พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรมีรับสั่งถึงความลับของเพลงนี้ไว้เมื่อวันที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2524 ว่า

  

"...เมื่อแต่งมาเป็นเวลา 6 เดือน ม.จ.จักรพันธ์ได้เขียนจดหมายมาถึง บอกว่ามีความปลาบปลื้มอย่างหนึ่ง เพราะไปเชียงใหม่ เดินไปตามถนนได้ยินเสียงคนผิวปากเพลงสายฝน ก็เดินตามเสียงไปเข้าไปในตรอกซอยแห่งหนึ่ง ก็เห็นคนกำลังซักผ้าแล้วก็มีความร่าเริงใจ ผิวปากเพลงสายฝนและก็ซักผ้าไปด้วย ก็นับว่าสายฝนนี้มีประสิทธิภาพสูงซักผ้าได้สะอาด...ที่จริงความลับของเพลงมีอย่างหนึ่ง คือเขียนไป 4 ช่วง แล้วก็ช่วงที่ 1 ที่ 2 ที่ 3 ที่ 4 เสร็จแล้วเอาช่วงที่ 3 มาแลกช่วงที่ 2 กลับไป ทำให้เพลงมีลีลาต่างกันไป...เป็น 1 3 2 4..."

 

 

 

 

 

โดย feng_shui

 

กลับไปที่ www.oknation.net