วันที่ พฤหัสบดี สิงหาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

12 ส.ส.รัฐบาลโดดประชุม ทำฝั่งรัฐบาลแพ้โหวต 2 รอบ


สวัสดีครับ

         วันนี้ทั้งวัน ผมทำงานกับ CPU ที่ใช้ WiFi ของ TOT ไม่สะดวกเลยครับ ข้อความที่ส่ง update หายต๋อมๆเรื่อยเลย สาเหตุที่

เจ้าหน้าที่ Call Senter 1100 เช็คเจอ คือ speed ตกไปเยอะเลย แล้วบอกว่าจะบอกให้ศูนย์อุทัยธานีแก้ไขให้ แต่หลายชั่วโมงมาแล้ว

ยังไม่ดีเลยครับ ... พับผ่าเถอะ ...

         รายงานข่าวแจ้งรายชื่อ 12 ส.ส. ที่โดดประชุมสภาดังท้ายนี้ 

 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงมติที่ปรากฏว่าเสียงข้างมากของสภาฯ ซึ่งประกอบด้วย เสียงของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล มี 254

เสียง ซึ่งแพ้การลงมติในข้อบังคับ ข้อที่ 9 และ ข้อ 13 ของร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ต่อเสียง ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มี 244

เสียง นั้น จากการตรวจสอบผลการลงมติมีจุดที่น่าสนใจ คือ ผลการลงมติ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ต่อข้อ 9 ของร่างข้อบังคับการประ

ชุม มีผู้เข้าร่วมประชุม 414 เสียง เสียงฝั่งรัฐบาล แพ้โหวต เสียงฝั่งฝ่ายค้าน 205 ต่อ 207 เสียง พบว่า ส.ส.ที่อยู่ฝั่งรัฐบาล ขาดการ

ประชุมไปถึง  37 คน  อาทิ นายไพบูลย์​ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนปฏิรูป, นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ

พรรคพลังธรรมใหม่, นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังไทยรักไทย, นายชัชวาลย์ คงอุดม ส.ส.บัญชีราย

ชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท, น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ, น.ส.จิตภัร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ

พรรคประชาธิปัตย์, นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์, นายชัย ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นาย

ฐานิสร์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคพลังประชารัฐ ฯลฯ

 

 แผ่นดินไทย 

 

 

เปิดชื่อ ส.ส.รัฐบาลโดดประชุม ทำฝั่งรัฐบาลแพ้โหวต 2 รอบ

วันที่ 15 สิงหาคม 2562 - 15:03 น.
เปิดชื่อสส,ฝั่งรัฐบาล,โดดประชุม,แพ้โหวต,ฝ่ายค้าน,สุชาติ,ตรวจสอบ,การลงคะแนน

เปิดชื่อ ส.ส.รบ.โดดประชุม ทำฝั่งรบ.​แพ้โหวตฝ่ายค้าน 2รอบ "ปธ.วิปรบ." เสนอยืดเวลาลงมติ เหตุปัญหาไม่ได้ยินเสียง แนะใช้วิธีอื่นเพื่อโหวต หลังประมวลผลไม่ตรงออกเสียง

เปิดชื่อ ส.ส.รัฐบาล โดดประชุม ทำฝั่งรัฐบาลแพ้โหวตฝ่ายค้าน 2 รอบ "ปธ.วิปรบ." ขอแก้ไข ยืดเวลาลงมติ เหตุปัญหาไม่ได้ยินเสียง แนะให้ใช้วิธีอื่นเพื่อโหวต หลังพลการประมวลผลลงมติ ไม่ตรงการออกเสียง ด้าน "สุชาติ" บอกจะส่งผลโหวตให้ "วิป2ฝ่าย" ตรวจสอบการลงคะแนน 

          เมื่อเวลา 12.40 น. การประชุมสภาผู้แทนราษฎร ได้เข้าสู่การพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร  ตามที่ คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ที่มีนายวิเชียร ชวลิต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ เป็นประธาน กมธ. ต่อเนื่อง ในข้อที่ 14 แต่การพิจารณาไม่สามารถเข้าสู่วาระพิจารณาต่อได้ เนื่องจาก ส.ส.ขอหารือต่อที่ประชุม 

          โดยนายวิรัช รัตนเศรษฐ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะประธานคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) ชี้แจงต่อที่ประชุมว่าข้อบังคับการประชุมสภาฯ ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล หรือ เป็นร่างกฎหมายของรัฐบาล และกรณีที่มีการโหวตแพ้ หรือ ชนะนั้น ไม่ใช่กรณีที่รัฐบาลแพ้โหวตในสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนี้ยอมรับว่า ส.ส. ที่ไม่ทราบว่าจะมีกำหนดลงมติเมื่อใด ทำให้ออกไปผ่อนคลายอิริยาบถภายนอกห้องประชุม และเมื่อเรียกให้ลงมติ ไม่สามารถกลับเข้าห้องประชุมได้ทัน ดังนั้นขอให้ยืดเวลาการลงมติในแต่ละประเด็นออกไป นอกจากนั้นภายหลังการลงมติ ได้ตรวจสอบผลการลงมติ พบว่า มีส.ส.บางคน ที่กดลงมติแบบหนึ่ง แต่ผลลัพท์ที่ออกมาเป็นอีกแบบซึ่งไม่ตรงกับการลงคะแนนไว้ จึงขอให้ตรวจสอบ รวมถึงพิจารณาใช้วิธีการอื่นเพื่อตรวจสอบ ส่วนการพิจารณาร่างข้อบังคับนั้น ได้ขอให้ส.ส.ลงมติตามกมธ.ฯ เสียงข้างมาก เป็นหลัก

          ขณะที่นายสุทัศน์ เงินหมื่น ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ อภิปรายทักท้วงว่า ส.ส.​ไม่สามารถยกมือสนับสนุน กมธ.ฯ ตามเสียงข้างมากทุกเรื่อง เพราะส.ส.มีสิทธิที่จะพิจารณาด้วยความอิสระ

          ทั้งนี้นายสุชาติ ตันเจริญ รองประธานสภาฯ ให้วิปรัฐบาลไปตรวจสอบฝ่ายของตนเองว่าตรงหรือไม่ เพราะเป็นห่วง การผ่านกฎหมายแต่ละฉบับหากมีข้อผิดพลาด จะไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ส.ส. จะมีปัญหา ดังนั้นจะตรวจสอบลงมติผ่านระบบลงคะแนนต้องตรวจสอบว่าตรงกับการให้ความเห็นหรือไม่ เพื่อให้ไม่มีข้อผิดพลาด ทั้งนี้ขอให้เลขาธิการสภาฯ ตั้งลำโพงกระจายเสียงเพิ่มเติม เพื่อให้การกระจายเสียงการประชุมทั่วถึงภายในอาคารรัฐสภา

          ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับการลงมติที่ปรากฏว่าเสียงข้างมากของสภาฯ ซึ่งประกอบด้วย เสียงของ ส.ส.พรรคร่วมรัฐบาล มี 254 เสียง ซึ่งแพ้การลงมติในข้อบังคับ ข้อที่ 9 และ ข้อ 13 ของร่างข้อบังคับการประชุมสภาฯ ต่อเสียง ส.ส.พรรคร่วมฝ่ายค้าน ที่มี 244 เสียง นั้น จากการตรวจสอบผลการลงมติมีจุดที่น่าสนใจ คือ ผลการลงมติ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ต่อข้อ 9 ของร่างข้อบังคับการประชุม มีผู้เข้าร่วมประชุม 414 เสียง เสียงฝั่งรัฐบาล แพ้โหวต เสียงฝั่งฝ่ายค้าน 205 ต่อ 207 เสียง พบว่า ส.ส.ที่อยู่ฝั่งรัฐบาล ขาดการประชุมไปถึง  37 คน  อาทิ นายไพบูลย์​ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนปฏิรูป, นพ.ระวี มาศฉมาดล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังธรรมใหม่, นายคฑาเทพ เตชะเดชเรืองกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังไทยรักไทย, นายชัชวาลย์ คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไท, น.ส.กานต์กนิษฐ์ แห้วสันตติ ส.ส.กทม. พรรคพลังประชารัฐ, น.ส.จิตภัร์ ตั๊น กฤดากร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์, นายชัย ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย, นายฐานิสร์ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคพลังประชารัฐ

          นอกจากนั้นยังมีรัฐมนตรีที่ไม่เข้าร่วมประชุม อาทิ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ฐานะรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์, นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ฐานะรองนายกฯ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข, นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ ฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายประภัตร โพธสุธน ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา ฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ , นายณัฐพล ทีปสุวรรณ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังประชารัฐ ฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ, นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา ฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นต้น

          ทั้งนี้มี ส.ส.ฝั่งรัฐบาลที่ลงมติต่างจากกมธ. เสียงข้างมาก อาทิ นายนริศ ขำนุร้กษ์ ส.ส.พัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ , นายนิกร จำนง ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ฐานะกมธ.เสียงข้างน้อย เป็นต้น

          ขณะที่การลงมติล่าสุด เมื่อวันที่ 14 สิงหาคม ข้อ13(1) ที่มีผู้เข้าร่วมประชุม 460 คน จากสมาชิกที่มีทั้งหมด 499 คน ซึ่งเสียงข้างมากเห็นด้วยให้แก้ไข 234 เสียงซึ่ง ชนะเสียงส.ส.รัฐบาล ที่ลงคะแนน 223 เสียง พบว่า มีส.ส.ฝั่งรัฐบาล ไม่มาลงมติ จำนวน 25 คน อาทิ นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์, นายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ ส.ส.ตาก พรรคประชาธิปัตย์, นายเขตรัฐ เหล่าธรรมทัศน์ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมพลังประชาชาติไทย,นายชัย ชิดชอบ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย,  นายจักรฤษณ์ ทองศรี ส.ส.บุรีรัมย์ พรรคภูมิใจไทย, นายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ ส.ส.อุทัยธานี พรรคภูมิใจไทย,​นายชัชวาลล์ คงอุดม ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคพลังท้องถิ่นไทย, นายฐานิศร์​ เทียนทอง ส.ส.สระแก้ว พรรคพลังประชารัฐ, นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ส.ส.สุรินทร์ พรรคพลังประชารัฐ, นายณัฐวุฒิ ประเสริฐสุวรรณ ส.ส.สุพรรณบุรี พรรคชาติไทยพัฒนา,นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชนปฏิรูป นายเทวัญ ลิปตพัลลภ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติพัฒนา ฐานะรัฐมนตรีประจำสำนักนายกฯ, ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ส.ส.พะเยา พรรคพลังประชารัฐ ฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์, นายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคชาติไทยพัฒนา ฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม, นายอนุทิน ชาญวีรกูล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ฐานะรองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

 

ดับฝัน"พี่กี้ร์"ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52

วันที่ 15 สิงหาคม 2562 - 11:40 น.
อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง,กี้,ประชุมอาเซียน,ถอนฟ้อง

ดับฝัน"พี่กี้ร์"ดิ้นจี้ถอนฟ้องคดีล้มการประชุมอาเซียนปี52

          นอกจากคดีก่อการร้ายที่แกนนำ นปช. รวมทั้ง “พี่กีร์” อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ได้เฮ เพราะศาลชั้นต้นยกฟ้องจำเลยทั้งหมดแล้ว ยังมีอีก 1 คดีที่ “พี่กี้ร์” หวังลูกฟลุก เป็นคดีที่ “พี่กี้ร์” ซึ่งตกเป็นจำเลยในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน ที่พัทยา เมื่อปี 52


          เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม นายอริสมันต์ ได้นำจำเลยคนอื่นๆ ในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน เข้ายื่นคำร้องต่ออัยการสูงสุดให้ถอนฟ้องพวกตน เพราะพยานคนหนึ่งซึ่งเป็นตำรวจ และให้การกล่าวหาพาดพิงพวกตน ถูกศาลตัดสินแล้วว่าเป็นพยานเท็จ


          การยื่นอัยการให้ถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน สรุปง่ายๆ ได้แบบนี้ นายอริสมันต์และพวกถูกฟ้องเป็นจำเลย ศาลชั้นต้นกับศาลอุทธรณ์ตัดสินว่ามีความผิดไปแล้ว คดีอยู่ระหว่างฎีกา แต่ปรากฏว่าหนึ่งในพรรคพวกของนายอริสมันต์ไปยื่นฟ้องศาลแยกอีกคดีหนึ่งว่า พยานปากสำคัญซึ่งเป็นตำรวจ และให้การพาดพิงถึงพวกตนในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนนั้น เป็นพยานเท็จ ปรักปรำ ไม่มีหลักฐานยืนยัน

          ปรากฏว่าคดีใหม่นี้ ศาลพิพากษาว่าตำรวจที่เป็นพยานกระทำผิดจริง โดยเป็นคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ แล้วไม่มีการยื่นฎีกา ทำให้คดีถึงที่สุด นายอริสมันต์และพวกสบช่อง จึงไปยื่นฟ้องตำรวจรายนี้เพิ่มเติม แล้วก็มายื่นอัยการให้ถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน โดยอ้างว่าพยานที่เป็นตำรวจให้การเท็จ พวกตนต้องไม่ได้กระทำผิด ไม่ได้ไปบุกล้มการประชุมอาเซียนกันเลยแม้แต่น้อย

          นี่คือที่มาที่ไป โดยตำรวจคนนี้มีการระบุชื่อเลยว่า พ.ต.ท.ศราวุฒิ บุญชัย

          “ทีมข่าวเนชั่น” ตามไปตามตรวจสอบ ปรากฏว่าตำรวจรายนี้ ปัจจุบันเป็นสารวัตรปราบปราม อยู่ที่ สภ.ขลุง จ.จันทบุรี

          “ทีมข่าวเนชั่น” ได้โทรศัพท์ไปพูดคุยกับตำรวจรายนี้ ก็ยอมรับว่าถูกแนวร่วม นปช.ที่เป็นจำเลยในคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนฟ้องร้องจริงในคดีเบิกความเท็จ และศาลก็ตัดสินว่าผิดจริง คดีถึงที่สุดแล้ว ศาลรอการกำหนดโทษ (หมายถึงผิดจริง แต่ศาลยังปรานีไม่ลงโทษ แต่ถ้าทำผิดซ้ำก็จะกำหนดโทษจำคุก)

          ตำรวจรายนี้อธิบายว่า คดีมีจำเลยจำนวนมาก และพยานหลักฐานเยอะมาก หลักฐานภาพถ่ายที่จะยืนยันตัวตนของจำเลยบางคนจึงตกหล่น ไม่สามารถนำไปแสดงต่อศาลได้ ซึ่งจริงๆ ก็มีเพียงจำเลยแค่คนเดียวที่ฟ้องตนเท่านั้น ส่วนคนอื่นๆ มีหลักฐานครบหมด ส่วนตัวก็ยอมรับในความผิดพลาดเกี่ยวกับพยานหลักฐานในส่วนนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคดีบุกล้มการประชุมอาเซียนทั้งหมดจะเสียหาย เพราะมีหลักฐานทั้งภาพถ่ายและคลิปวิดีโอยืนยันพฤติกรรมเป็นจำนวนมาก

          ยังมีอีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจและต่อเนื่องกันก็คือ นายอริสมันต์และพวก ไปเรียกร้องให้อัยการถอนฟ้องคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน โดยอ้างเหตุพยานที่เป็นตำรวจรายนี้ให้การเท็จ คำถามก็คือคดีอาญาแผ่นดินที่มีความผิดร้ายแรงแบบนี้ ถอนฟ้องได้หรือไม่

          “ทีมข่าวเนชั่นทีวี” ได้รับคำยืนยันจากแหล่งข่าวที่เป็นอัยการในสำนักงานอัยการสูงสุดว่า โดยปกติแล้วคดีอาญาทั่วไปที่เป็นความผิดต่อส่วนตัว โจทก์(ผู้ฟ้อง) สามารถถอนฟ้องได้ทุกคดี ทุกชั้่นศาล ก่อนคดีจะถึงที่สุด แต่สำหรับคดีอาญาแผ่นดิน ซึ่งเป็นความผิดที่ยอมความไม่ได้ การถอนฟ้องจะกระทำได้เฉพาะในขั้นตอนก่อนที่ศาลชั้นต้นจะมีคำพิพากษาเท่านั้น หากศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาไปแล้ว จะถอนฟ้องไม่ได้อีก หากมีการยื่นถอนฟ้อง จะเท่ากับเป็นการถอนอุทธรณ์ หรือถอนฎีกา ทำให้คดีถึงที่สุด แต่ก็ต้องยึดตามคำพิพากษาของศาลล่าง คือ ศาลชั้นต้น หรือศาลอุทธรณ์ ที่ได้ตัดสินไปแล้ว

          จากคำอธิบายนี้ เมื่อนำมาเทียบเคียงกับคดีบุกล้มการประชุมอาเซียน ซึ่งเป็นความผิดอาญาแผ่นดิน และศาลล่าง 2 ศาลมีคำพิพากษาแล้ว การที่นายอริสมันต์และพวกจะให้อัยการถอนฟ้อง ย่อมกระทำไม่ได้ และจะให้ถอนฎีกาก็ทำไม่ได้ เพราะอัยการไม่ได้เป็นฝ่ายฎีกา แต่เป็นฝ่ายนายอริสมันต์เอง ฉะนั้นถ้าฝ่ายนายอริสมันต์ถอนฎีกาจริง ก็จะทำให้คดีถึงที่สุด และพวกของนายอริสมันต์ก็ต้องรับโทษตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

          ส่วนที่อ้างว่ามีพยานบางปากให้การเท็จ ก็ไม่ได้ส่งผลให้คดีบุกล้มประชุมอาเซียนต้องเสียไป ยกเว้นจะมีการไปรื้อคดีขึ้นพิจารณาใหม่ โดยอ้างเหตุพยานเท็จ

          ขณะที่นักกฎหมายอีกรายหนึ่ง ให้ข้อมูลว่า แนวทางที่ถูกต้องคือ นายอริสมันต์และพวกต้องยื่นพยานหลักฐานไปในสำนวนที่ยื่นฎีกา เพื่อให้ศาลพิพากษายกฟ้อง โดยยื่นคำร้องว่ามีพยานหลักฐานใหม่ภายหลังศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา

          ด้าน นายประยุทธ เพชรคุณ รองโฆษกสำนักงานอัยการสูงสุด กล่าวกับ “เนชั่นทีวี” ว่า ตามระเบียบสำนักงานอัยการสูงสุด การถอนฟ้องสามารถทำได้ 2 กรณี คือ 1.การฟ้องผิดตัว หมายถึงกรณีที่อัยการยื่นฟ้อง นาย ก. แต่ภายหลังมีพยานหลักฐานว่า นาย ก. ไม่ได้เป็นคนทำผิด กับ 2.เป็นอำนาจของอัยการสูงสุดพิจารณาว่าคดีไหนถ้าฟ้องไปแล้วไม่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ก็อาจขอถอนฟ้องได้ (ตาม พ.ร.บ.องค์กรอัยการและพนักงานอัยการ มาตรา 21)

          นอกจากนั้นยังมีหลักเกณฑ์การถอนฟ้องบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 35-36 ด้วยว่า คดีความผิดส่วนตัวจะถอนฟ้องหรือยอมความในเวลาใดก็ได้ก่อนคดีถึงที่สุด แต่ถ้าเป็นคดีอาญาแผ่นดิน จะต้องยื่นคำร้องก่อนมีคำพิพากษาของศาลชั้นต้น

ผู้ตรวจฯให้นายกฯชี้ปมถวายสัตย์ภายใน 15 วัน

วันที่ 15 สิงหาคม 2562 - 17:06 น.
ผู้ตรวจการแผ่นดิน,ปมถวายสัตย์,นายกฯ,วิทวัส

"วิทวัส" แจงผู้ตรวจการแผ่นดินรับพิจารณาปมถวายสัตย์ฯไม่ครบ เล็งให้เวลานายกฯ-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงใน 15 วัน ระบุเป็นเรื่องไม่ซับซ้อนคาดใช้เวลาไม่นาน

"วิทวัส" แจงผู้ตรวจการแผ่นดินรับพิจารณาปมถวายสัตย์ฯไม่ครบ เล็งให้เวลานายกฯ-หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ชี้แจงใน 15 วัน ระบุเป็นเรื่องไม่ซับซ้อนคาดใช้เวลาไม่นาน พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่มีใครชี้นำ-กดดัน 

          วันที่ 15 ส.ค.62 พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องที่นายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการสมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย ขอให้ผู้ตรวจการฯส่งศาลรัฐธรรมนูญ หรือศาลปกครอง วินิจฉัยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐธรรมนูญ นำคณะรัฐมนตรี กล่าวคำถวายสัตย์ไม่ครบถ้วน ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 161 เข้าข่ายขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการแสวงหาข้อเท็จจริง ซึ่งผู้ตรวจได้มีมติรับเรื่องนี้ไว้พิจารณา ทั้งนี้ขั้นตอนการแสวงหาข้อเท็จจริงนั้นเป็นหลักการ ที่ต้องการรวบรวมข้อเท็จจริงและประเด็นข้อกฎหมายซึ่งอาจจะต้องสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และผู้ถูกร้องคือนายกฯด้วย เมื่อได้ข้อเท็จจริงครบถ้วนแล้วจะนำพิจารณาอีกครั้ง 

          "ปกติแล้วการสอบถามไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง หากเป็นเรื่องซับซ้อนก็จะให้เวลา 30 วัน ถ้าเรื่องไม่ซับซ้อนจะให้เวลา 15 วัน ในกรณีนี้น่าจะถือว่าเป็นเรื่องไม่ซับซ้อน 15 วันก็น่าจะเพียงพอ ซึ่งการประชุมผู้ตรวจฯ ครั้งต่อไปในวันที่ 27 ส.ค.ก็คงได้มีการพิจารณา คงจะไม่เร็วไปกว่านั้น เพราะผู้ตรวจฯก็มีภารกิจมาก" พล.อ.วิทวัส กล่าว

          เมื่อถามว่าหากจะต้องส่งเรื่องไปยังศาลพิจาณาจะยื่นศาลใด พล.อ.วิทวัส กล่าวว่า ยังตอบไม่ได้ เพราะยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณา ส่วนที่นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯ ระบุว่าควรส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยนั้น ตนไม่ได้รู้สึกว่าเป็นการชี้นำ เพราะฝ่ายค้านก็ว่าอย่างหนึ่ง รัฐบาลก็ว่าอย่างหนึ่ง แต่ผู้ตรวจฯจะใช้ดุลยพินิจของเราเอง ไม่ได้หนักใจเราเป็นองค์กรอิสระ ไม่ประสงค์ที่จะไปยุ่งเกี่ยวกับการเมือง การพิจารณาเป็นอิสระยึดตามข้อเท็จจริง พร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่มีใครมากดดันได้ ส่วนที่นายศรีสุวรรณระบุว่าผู้ตรวจฯสามารถหยิบยกเรื่องนี้มาพิจารณาโดยไม่ต้องมีการร้องนั้น ยืนยันว่าถ้าเป็นเรื่องที่ต้องยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือศาลปกครองกฎหมายไม่ให้สามารถหยิบยกขึ้นเองต้องเป็นเรื่องที่ต้องมีการร้องเรียนเท่านั้น

การเมือง

พปชร.หอบ 510 แฟ้ม สู้คดี 21 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ มั่นใจรอด

วันที่ 15 สิงหาคม 2562 - 15:20 น.
พปชร,สู้คดีหุ้นสื่อ,คมชัดลึก

หัวหน้าทีมกฎหมาย พปชร.หอบเอกสาร 510 แฟ้ม สู้คดี 21 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ มั่นใจหลักฐานชัด ไม่เคยประกอบธุรกิจสื่อ-ไม่เคยมีรายได้จากสื่อ แตกต่างชัดเจนจาก "ธนาธร-อนค.

         สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ -15 ส.ค.62 หัวหน้าทีมกฎหมาย พปชร.หอบเอกสาร 510 แฟ้ม สู้คดี 21 ส.ส.ถือหุ้นสื่อ มั่นใจหลักฐานชัด ไม่เคยประกอบธุรกิจสื่อ-ไม่เคยมีรายได้จากสื่อ แตกต่างชัดเจนจาก "ธนาธร-อนค." ด้าน"เทวัญ" ส่งทนายแจงศาลตลอด 10 ปี บริษัทที่เคยมีหุ้นทำธุรกิจอสังหาฯ ไม่เคยทำสื่อ
         เวลา 13.30 น. นายทศพล เพ็งส้ม หัวหน้าทีมต่อสู้คดีหุ้นสื่อของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ได้นำคำชี้แจงพร้อมพยานหลักฐานของ 20 ส.ส.พรรคพลังประชารัฐ และนายสมเกียรติ ศรลัมม์ ส.ส.พรรคประชาภิวัฒน์ มายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ ก่อนที่จะครบกำหนดระยะเวลา 30 วัน ที่ขอขยายยื่นคำชี้แจงในวันที่ 17 ส.ค. นี้ โดยเอกสารจำนวน 510 แฟ้ม ขนมาด้วยรถกปิ๊กอัพ 3 คันรถ  

   

         นายทศพล กล่าวว่า เอกสารหลักฐานที่นำส่งเป็นหลักฐานเพื่อยืนยันว่า ส.ส.พรรคพปชร. ทั้ง 20 คน ไม่ได้ประกอบธุรกิจสื่อ แม้ในบางรายจะมีระบุอยู่ในวัตถุประสงค์ของบริษัท แต่ในการประกอบกิจการจริง ก็ไม่ได้มีการผลิตสื่อ ซึ่งไม่เหมือนกับกรณีการถือครองหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และผู้สมัครของพรรคอนาคตใหม่ที่ถูกตัดสิทธิ์สมัคร ซึ่งประกอบธุรกิจสื่อจริง และมีรายได้จากธุรกิจสื่อ   ขณะที่ส.ส.ของพปชร.ไม่เคยประกอบธุรกิจสื่อ รวมถึงไม่มีรายรับจากธุรกิจสื่อ ซึ่งหลักฐานที่นำมายื่นประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ แบบวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งบริษัท (สสช1.) แบบนำส่งงบการเงิน (ส.บช.3) และเอกสารงบดุลบริษัท รวมทั้งภาพถ่ายการประกอบธุรกิจในปัจจุบัน เช่น นางบุญยิ่ง นิติกาญจนา ประกอบธุรกิจ ฟาร์ม และธุรกิจอาหารแช่แข็ง นายอนุชา นาคาศัย มีโรงฆ่าสัตว์ และโรงงานแปรรูปหนังสัตว์ จึงได้แนบภาพถ่ายเพื่อยืนยันรูปแบบการประกอบกิจการให้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับทราบ
 


             "การต่อสู้คดีจะมุ่งเน้นว่า หากส.ส.ของพรรคประกอบธุรกิจสื่อจริง ก็ต้องมีการทำธุรกิจสื่อมาก่อนแล้ว และมีรายได้ แต่ส.ส.ทุกคนของพรรคไม่มีใครที่เข้าข่ายดังกล่าว ไม่เหมือนกับกรณีพรรคอนาคตใหม่ 2 คน ที่ถือหุ้นในบริษัทที่ประกอบธุรกิจสื่อจริง และมีรายได้จากธุรกิจดังกล่าว นอกจากนี้พรรคได้มีการนำรายงานการประชุมของสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ 2560 นำมาใช้เป็นหลักในการพิจารณา ในการกำหนดห้าม ส.ส.ถือหุ้นสื่อ ซึ่งสภาร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ระบุว่า จะต้องดูว่ามีการประกอบธุรกิจสื่อจริงหรือไม่ เพื่อให้ศาลได้เห็นกระบวนการทั้งหมดในการออกกฎหมายฉบับนี้ด้วย"นายทศพล กล่าว 

               นายทศพล กล่าวอีกว่า ทางพรรคไม่ได้ขอให้ศาลออกนั่งบัลลังก์ไต่สวน แต่ขอให้ส่งเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบการดำเนินธุรกิจของส.ส.ที่ถูกร้อง เพื่อจะได้เห็นข้อเท็จจริงว่าไม่ได้ประกอบธุรกิจสื่อจริง อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะยังมีการยื่นเอกสารเพิ่มเติมอีกจำนวนหนึ่ง เนื่องจากส.ส.ผู้ถูกร้องบางคนเช่น นายสุชาติ ชมกลิ่น นายณัฎฐพล ทีปสุวรรณ นายสมเกียรติ เนื่องจากยังรอเอกสารจากหน่วยงานของรัฐทั้งกรมศิลปากร ในเรื่องการออกใบอนุญาตจัดทำสิ่งพิมพ์ และคณะกรรมการกิจกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม แห่งชาติ   (กสทช.) ในเรื่องใบอนุญาตจัดสรรคลื่นความถี่ที่ยื่นขอไป
             ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันเดียวกันนี้ นายเทวัญ ลิปตพัลลภ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจให้ทนายความนำหลักฐานและคำชี้แจงกรณีถูกร้องว่าประกอบธุรกิจด้านสื่อสารมวลชน มายื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยยืนยันว่าบริษัทที่นายเทวัญ เคยถือหุ้นไม่เคยประกอบกิจการด้านสื่อสารมวลชน ตั้งแต่จดทะเบียนก่อตั้งบริษัท เพื่อค้าขายอสังหาริมทรัพย์ และตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีไม่เคยประกอบธุรกิจสื่อเลย

 

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net