วันที่ พุธ สิงหาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

Road Trip Norway 2019 (13) … Notodden: Heddal Stave Church โบสถ์ไม้สุดคลาสสิก


Road Trip Norway 2019 (13) …   Notodden: Heddal Stave Church โบสถ์ไม้สุดคลาสสิกของนอร์เวย์


นอร์เวย์ เป็นประเทศที่สวยงาม มีชื่อเสียงในเรื่องของฟยอร์ด ภูเขา และดินแดนแห่งพระอาทิตย์เที่ยงคืน .. นอกจากนี้ยังได้ชื่อว่า มีโบสถ์ไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกอีกด้วย

.. นั่นคือ Heddal stave church ซึ่งตั้งอยู่ในหมู่บ้าน Heddal เขตการปกครองโนตอดเดน (Notodden) มณฑล Telemark ประเทศนอร์เวย์

Heddal stave church สร้างขึ้นในช่วงต้นศตวรรษที่ 13 .. เป็นโบสถ์ไม้สามชั้นที่ได้รับการปรับปรุงซ่อมแซมอยู่หลายครั้งในหลายศตวรรษที่ผ่านมา

การซ่อมแซมครั้งสุดท้าย ปรากฏเค้าโครงส่วนที่เหลือให้เห็นในส่วนของด้านในของโบสถ์ในปัจจุบัน

และปรากฏอิทธิพลของศิลปะสมัยที่เรียกว่า the Lutheran Reformation in 1536-1537

ในสมัยก่อน การสร้างโบสถ์ไม้เป็นที่นิยมกันมากในเขตตะวันตกเฉียงเหนือของยุโรป

แต่ปรากฏว่า นอร์เวย์เป็นประเทศเดียวที่อนุรักษ์โบสถ์แบบนี้ไว้ได้มากที่สุดจนถึงยุคนี้

มีแค่ 2 โบสถ์ไม้นอกดินแดนของนอร์เวย์เท่านั้นที่ยังเหลืออยู่ คือ ที่ Hedared, Sweden และ Karpacz, Poland ซึ่งโบสถ์ที่โปแลนด์ เดิมอยู่ในนอร์เวย์ แต่ถูกย้ายไปเมื่อปี 1842

Stave churches ตั้งชื่อตามคำว่าstafr ภาษาNorse ..  ตอนนี้คือคำว่า Stav ในภาษานอร์วีเจี้ยน

ซึ่งคำว่า stafr เป็นชื่อเรียกเสาไม้สนทั้งต้นที่นำมารับน้ำหนักของอาคาร

ตำนานการสร้างโบสถ์แห่งนี้ มีเรื่องเล่าขานกันมาว่า ใช้เวลาสร้างเพียงแค่ 3 วัน

เรื่องราวของตำนานเริ่มจากชาวนา 5 คน (Raud Rygi, Stebbe Straand, Kjeik Sem, Grut Grene and Vrang Stivi) ในเขต Heddal ต้องการจะสร้างโบสถ์ในชุมชน ..

หนึ่งในชาวนาชื่อ Raud ได้ว่าจ้างชายแปลกหน้าคนหนึ่งให้มาสร้างโบสถ์

ชายแปลกหน้าคนนั้น ได้ตั้งเงื่อนไขไว้ 3 ข้อ และอย่างน้อย 1 ข้อจะต้องทำให้ได้สำเร็จก่อนที่เขาจะสร้างโบสถ์เสร็จ …

เงื่อไข คือ นำดวงสุริยันและจันทราลงมาจากท้องฟ้า .. รีดเลือดออกไปจากกายของตนทั้งหมด … ข้อสุดท้าย คือ ทายชือของชายแปลกหน้า

หากทำไม่ได้แม้แต่ข้อเดียว ชายแปลกหน้าคนนั้นจะฆ่าชาวนา

นาย Raud คิดว่าเรื่องนี้มันหมูมาก เขามีเวลาเหลือเฟือที่จะทำข้อที่สามให้สำเร็จ

.. จึงตกลงรับเงื่อนไขของชายแปลกหน้า

หลังจากที่ตกปากรับคำกันแล้ว การก่อสร้างก็เริ่มขึ้น ..

ท่อนซุงและหินก้อนใหญ่ๆถูกนำมา ในวันแรกที่เริ่มก่อสร้าง …

ในวันที่สอง โครงสร้างของโบสถ์ก็เสร็จเรียบร้อย ..

ในวันที่สาม นาย Raud ซึ่งเกิดอาการวิตกกังวลอยางหนัก ได้ออกไปเดินรอบๆแปลงนาใน Heddal และพยายามที่จะนึกชื่อของชายแปลกหน้า เพื่อที่จะได้ไม่ต้องถูกฆ่า

เมื่อเขาเดินไปเรื่อยๆ จนไปใกล้ก้อนหินที่ Svintruberget (เนินเขาหินทางตะวันออกเฉียงใต้ของที่ตั้งของโบสถ์)  เขาได้ยินเสียงเพลงที่ไพเราะมากๆ

 “Hush-hush little child .. เจ้าเด็กน้อยเอ๋ย

tomorrow your father Finn will bring you the moon and the sun…

พรุ่งนี้ Finn พ่อของเจ้าจะนำพรอาทิตย์และพระจันทร์มาให้

or he will bring you a Christian heart .. หรือไม่เขาก็จะนำหัวใจชาวคริสต์มาให้

so pretty toys for my little child to play a part .. เพื่อเป็นของเล่นที่สวยงามให้กับลูกน้อยของข้า

เมื่อได้ยินดังนั้น นาย Red ก็รู้ได้ทันทีว่า ชายแปลกหน้านั้นความจริงคือ troll ตนหนึ่งที่อาศัยอยู่ที่เนินเขาหินนั่นเอง และชื่อว่า Finn

เขาเดินกลับไปที่โบสถ์ใน Heddal และพบว่าโบสถ์สร้างเสร็จแล้ว

เป็นสิ่งก่องสร้างที่มี 5 ประตู และมีหลังคาเล็กๆ 64 อัน และไม่ได้ใช้ตะปูในการก่อสร้างเลย …

ในขณะที่ Finn และนาย Raud เดินเข้าไปในโบสถ์พร้อมๆกัน Raud ได้เข้าไปโอบเสาต้นหนึ่ง ประหนึ่งว่ากำลังพยายามจะตั้งเสาให้ตรง

... และพูดขึ้นว่า “Finn .. เสาอันนี้มันตั้งไม่ตรง”

หลังจากได้ยินชาววนาเรียกชื่อของตน Finn ที่โกรธแค้นก็ชกเสาอันนั้น วิ่งขึ้นไปบนภูเขา แล้วก็โยนหิน 3 ก้อนมายังโบสถ์ แต่ไม่โดน …

คนในท้องที่บอกว่า สาเหตุที่หินไม่โดนโบสถ์ เพราะมีเสียงระฆังพอดี และ Troll แพ้เสียงระฆัง

การก่อสร้าง

Heddal stave church เริ่มสร้างในต้นศตวรรษที่ 13 และเป็นโบสถ์ไม้ที่ใหญ่ที่สุดในนอร์เวย์ ในจำนวนโบสถ์ไม้ 28 แห่งของนอร์เวย์ในปัจจุบัน ..

ตัวโบสถ์แบ่งเป็นสามตอน สร้างด้วยไม้ทั้งหมด ยกเว้นฐานที่เป็นหิน ..

การสร้างใช้เทคนิคเดียวกับการสร้างเรือไม้ของชาวไวกิ้ง ด้วยการใช้ความชำนาญในการวัดละตัดสัดส่วนไม้ให้พอดี และต่อกันด้วยวิธีการเข้าลิ่ม แทนการใช้กาวหรือตะปู

Heddal stave church สร้างโดยใช้เสาไม้สนต้นใหญ่ 12 ต้นและต้นเล็กจำนวน 6 ต้น รวมถึงประตูไม้ และมีเฉลียงด้านนอกรอบๆโบสถ์

โบสถ์แห่งนี้ได้รับความเสียหายในหลายช่วงเวลา แต่ได้รับการซ่อมแซมบูรณะในปี 1849-51

และในช่วงนั้นเองที่ระฆังประจำโบสถ์ได้ถูกนำออกไป แล้วเอาไปวางไว้ด้านนอก เพื่อลดน้ำหนักไม่ให้โครงสร้างโบสถ์ที่เป็นไม้รับโหลดมากเกินไป

… การบูรณะครั้งใหญ่อีกครั้ง คือในช่วงปี 1950s.

โบสถ์แห่งนี้เปิดให้ประกอบกิจทางศาสนามาโดยตลอดตั้งแต่มีการสร้างมา

ประตูทางด้านตะวันตกของโบสถ์ : เป็นประตูที่ถูกใช้มากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากมีการนำเด็กมาทำพิธี Baptist รับศีลจุ่ม ด้วยความเชื่อที่ว่า หากไม่ทำพิธี สิ่งชั่วร้ายจะเข้ามาครอบงำได้

.. ดังนั้นประตูทางด้านนี้จะมีเครื่องรางป้องกันมากและอลังการที่สุด

ประตูที่เราผ่านเข้าไปทางทิศตะวันตก สลักเสลาเป็นรูปงูและรูปมังกร ซึ่งเชื่อว่าจะสามารถสกัดกั้นสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้าไปในโบสถ์ …

ด้านบนของกรอบประตูด้านซ้าย สลักเป็นรูปสิงโตกำลังขย้ำสัตว์ชนิดหนึ่ง (สัญลักษณ์แทนความชั่วร้าย)ในจินตนาการ

.. รูปสิงโต เป็นสัญลักษณ์แห่งชัยชนะของชาวคริสต์ สิงโต คือ Lion of Judah

ด้านบนกรอบประตูด้านขวา แกะสลักเป็นรูปหมี 2 ตัวกำลังต่อสู่ติดพันกันอยู่

.. เชื่อว่าเป็นสัญลักษณ์ของการขัดขวางสิ่งชั่วร้ายไม่ให้เข้าไปในโบสถ์

ประตูทางด้านทิศเหนือ : ในสมัยยุคกลาง ผู้หญิงจะใช้ประตูด้านนี้

ประตูทิศใต้ : เป็นประตูที่ผู้ชายใช้ ในยุคกลาง

และทางด้านนี้บนหัวเสาจะมีรูปสลักมังกร ที่เชื่อว่าจะช่วยปกป้องเขาจากสิ่งชั่วร้าย

ส่วนประตูด้านที่ผู้หญิงผ่านเข้ามา ม่ต้องมีอะไรที่ช่วยปกป้อง เพราะแม้แต่สิ่งชั่วร้ายที่สึด ก็ยังกลัวพลังของผู้หญิง .. ไกด์เล่า

(แหม แหม ตะเอง .. จะพูดว่า ผู้หญิงร้ายที่สุดเหรอ?)

ประตูด้านตะวันออก : เป็นทางที่นักบวชเข้ามา

ไกด์บอกว่าประตูมีขนาดเล็กพอดีตัวคนๆเดียวเท่านั้น เพื่อให้คนผ่านเข้าไปได้ทีละคน และไม่ให้สิ่งชั่วร้ายที่อาจจะติดตามผู้คนมามีพื้นที่ที่จะเล็ดลอดผ่านไปได้

.. ไกด์ยังบอกอีกว่า สมัยโบราณผู้ชายต้องดูแลเลี้ยงดูภรรยาอย่างดี เมื่อผ่านประตูโบสถ์สะโพกทั้งสองข้างของเธอจะต้องแตะขอบประตูทั้งสองด้านด้วย ถึงจะเรียกว่าดูแลดีพอ

.. หญิงอย่างพวกเรา อยู่ในเกณฑ์ต่ำกว่ามาจรฐาน เพราะยังมีพื้นที่เหลือเฟือตอนเดินผ่านประตูเข้าไป

ภายในโบสถ์ .. ตรงกลางด้านในสุด มีรูปเคารพทางศาสนาคริสต์ และแท่นบูชา

.. ไม้แกะสลักด้านหน้า ขึ้นมาใหม่เป็นของที่ทำขึ้นมาใหม่ ของเก่าแก่ดั้งเดิมถูกเก็บไว้ในพิพิธภัณฑ์

… ส่วนประกอบอื่นที่เห็นในภาพ ก็ทำขึ้นมาใหม่

.. เหนือด้านหน้าของส่วนนี่มีไม้แกะสลักรูปพระคริสต์

.. มีสิ่งของเก่าแก่ตั้งแต่ศตวรรษที่ 13 อันเดียวที่เหลืออยู่ในโบสถ์แห่งนี้ คือ Bishop’s Chair’

.. มีภาพวาดบนผนังที่เรียกว่า  “rose paintings” จากปี 1668

ลวดลายบนผนังดูอ่อนช้อย สวยมาก คล้ายๆกับศิลปะของตะวันออก

.. นอกจากนี้ยังมีไม้แกะสลักที่สวยงามที่เล่าเรื่องราวคนในสมัยก่อน และเรื่องราวทางศาสนา

ฉันถามเกี่ยวกับเรื่องราวที่เห็น แต่ไกด์ฝรั่งบอกว่า เป็นภาพทั่วไป?

ในช่วงฤดูหนาว อากาศที่เย็นยะเยือก อาจจะเป็นอุปสรรคทำให้ไม่สามารถประกอบศาสนกิจได้

จึงมีการก่อสร้างโบสถ์ฤดูหนาวขึ้น ดังที่เห็นในภาพด้านบน 

… ส่วนในช่วงที่อากาศอบอุ่น ที่นี่เป็นสถานที่ให้บริการเครื่องดื่มชนิดต่างๆ หรับผู้มาเยือน

โดย Supawan

 

กลับไปที่ www.oknation.net