วันที่ พุธ กันยายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

หนังสือ "Sapiens" ประวัติย่อมนุษยชาติ


ปกติหนังสือประวัติศาสตร์ ผมไม่ค่อยชอบอ่านเท่าไร เพราะดูมันน่าเบื่อ แต่ที่อ่านเล่มที่จะมาแนะนำวันนี้ มันเข้าข่ายว่า ต้องอ่านนั่นเอง หนังสือที่ผมจะมีรีวิวในวันนี้ จริงๆมันมีอยู่หลายคนที่รีวิวนะครับ แต่ อยากจะรีวิวในสไตล์ของผมเองครับ หนังสือ ที่ผมกำลังจะรีวิวในวันนี้ ชื่อว่า เซเปี้ยนส์ โดยนักเขียนที่ชื่อ Yuval Noah Harari อ่านว่า ยูวัล โนอาห์ แฮรารี ซึ่ง เกิดเมื่อ 24 กุมภาพันธ์ 2519 เป็นนักประวัติศาสตร์ชาวอิสราเอล และเป็นศาตราจารย์ที่ภาควิชาประวัติศาสตร์ ของมหาวิทยาลัยฮิบรูแห่งนครเยรูซาเล็ม หนังสือเล่มนี้พาแกรวยเลยนะครับ เพราะถูกตีพิมพ์เป็นภาษาฮิบรูและภาษาอื่นๆอีกหลายภาษา ยอดขายถล่มทลายทั่วโลก หนังสือมีชื่อไทยตัวเล็กๆว่า ประวัติย่อมนุษยชาติ ชื่อเต็ม ภาษาอังกฤษว่า Sapiens : A brief History of Humankind ฉบับภาษาไทยที่แปลโดย ดร.นำชัย ชีววิวรรธน์  คือฉบับที่ผมมาแปลให้ฟัง ตัวหนังสือฉบับแปลไทยโดย ดร.นำชัย หนา 608หน้าเป็นตัวเนื้อหนังสือ 566 หน้า ที่เหลือเป็นเชิงอรรถ กิตติกรรมประกาศ  ที่มาภาพประกอบ และดัชนี ตัวหนังสือแบ่งเป็น สี่ส่วนและอีกหนึ่งบทส่งท้ายเล็ก ส่วนที่หนึ่ง ชื่อ ปฏิวัติการรับรู้  ส่วนที่สอง ปฏิวัติเกษตรกรรม ส่วนที่สาม การรวมเป็นหนึ่งของมนุษยชาติ ส่วนที่สี่ การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ หนังสือเล่มนี้ก็แสดงบทบาทของมันอย่างเต็มที่ เมื่อผมอ่านทั้งเล่มจบลง สิ่งที่บอกได้ดีคือ คุณยูวัล เชื่อมโยงให้เห็นการวิวัฒนาการของมนุษย์เราได้เก่งมาก เราคิดว่า เราเป็นมนุษย์ species เดียว ที่ไหนได้ จริงๆมี อีกหลาย Species แต่นั่นคือเมื่อก่อน แต่ปัจจุบัน Homo Sapiens ครองโลกไปเรียบร้อยแล้ว ผมจะบอกสั้นๆว่า แต่ละส่วนมันบอกอะไร

ส่วนที่หนึ่ง ปฏิวัติการรับรู้ กำลังบอกว่า การปฏิวัติการรับรู้นี่แหละเป็นจุดเริ่มต้น คือ หนังสือบอกว่า แต่ก่อนเราบันทึกไม่เป็น เรานับเลขไม่เป็น แต่การที่เราบันทึกเป็น นับเลขเป็น นี่แหละ ทำให้เกิดการปฏิวัติการรับรู้ ซึ่งนำไปสู่ทุกอย่างในส่วนต่อไป

ส่วนที่สอง การปฏิวัติเกษตรกรรม หนังสือบอกว่า สังคมเกษตรกรรมมันเกิดจาก เซเปี้ยนส์ที่ เกิดความที่จะต้องการตั้งถิ่นฐานให้คงที่ ไม่เป็นพรานล่าสัตว์ที่ต้องท่องไปเรื่อยๆ และ จากการที่มนุษย์ต้องการที่จะตั้งถิ่นฐานทำให้เกิดสังคมการผลิตในเบื้องต้น เช่น ใครเลี้ยงสัตว์เก่ง เลี้ยงสัตว์ ใครปลูกพืชเก่ง ปลูกพืช แล้วส่วนที่เหลือก็เอามาแบ่งปันกัน เกิดเป็นสังคมเกษตรเกิดขึ้น ส่วนที่สามการรวมเป็นหนึ่งของมนุษยชาติ คุณยูวัล ชี้ให้เห็นว่า พอเกิดการรวมตัวกันมากขึ้น การพึ่งพากับ สังคมแบบจักรวรรดิ ทำให้เกิดการรวมกันเป็นหนึ่งเดียวด้วยความเชื่อ อะไรบางอย่างเรื่องเล่า ซึ่ง

ส่วนที่สามนี้เหมือนเป็นรอยต่อที่ทำให้ เซเปี้ยนส์ ที่กำลังวิวัฒนาการวิวัฒนาการอย่างก้าวกระโดด การที่รวมกันเป็นจักรวรรดิ นั้น เมื่อมารวมกับ

ส่วนที่สี่ คือ การปฏิวัติวิทยาศาสตร์ ทำให้เซเปี้ยนส์ ไร้เทียมทานไปเรื่อยๆ แต่ปัจจุบัน เซเปี้ยนส์ ถูกครอบงำจากทุนนิยม ชนิดที่ว่า แม้ว่าคุณเป็นเซเปี้ยนส์ที่ไม่ชอบทุนนิยม แต่คุณก็ยังคงต้องอยู่กับมัน ในตอนท้ายๆของการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ คุณยูวัล ตั้งคำถามเกี่ยวกับ ความสุขในชีวิตซึ่งผมคิดว่า เข้าหลักการของศาสนาพุทธมาก คือ เซเปี้ยนส์ พยายามที่จะเอาสิ่งที่ตัวเองชอบเข้าตัว(หาสุข) และ พยายามผลักสิ่งที่ตัวเองไม่ชอบออกจากตัว (พ้นทุกข์) แต่คุณยูวัลบอกอีกว่า เหล่านี้ไม่เที่ยงเอามากๆ เพราะ แต่ละคนนอกจากจะสุขเร็ว สุขช้า ต่างกันแล้ว สิ่งต่างๆที่พยายามดึงเข้าหรือผลักออกก็ล้วนแต่สร้างความสุขแค่ชั่วครั้ง ชั่วคราวเท่านั้น นอกจากเรื่องความสุขแล้ว คุณยูวัล ยังถามถึงความหมายของการมีชีวิตเมื่อเชื่อมกับความสุขด้วย 

ผมชอบตอนหนึ่งในส่วนที่สี่

...  ดังที่นีทเชอ นักปรัชญา เยอรมันกล่าวไว้หากคุณรู้ว่าจะมีชีวิตไปเพื่ออะไร คุณก็สามารถที่จะอดทนต่อสิ่งต่างๆได้ทุกอย่างการมีชีวิตที่มีความหมายจึงเป็นความพึงพอใจอย่างยิ่งยวดแม้แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางความยากลำบากขณะที่ชีวิตที่ปราศจากความหมาย แม้สุขสบายสักเพียงใดก็ตามยังอาจจะมองชีวิตเป็นเรื่องทุกข์ยากแสนสาหัสได้…

ใช่ผมเห็นด้วยกับคำพูดนี้นะครับ  ในหนังสือเล่มนี้นอกจากคุณยูวัลจะเล่าร้อยเรื่องของประวัติศาสตร์มนุษยชาติได้ดี สนุกแล้ว ยังมีการทำนายการพัฒนาการของมนุษย์ในส่วนที่เป็นการปฏิวัติวิทยาศาสตร์ไป อีก สามแบบ ว่า sapiens จะสามารถพัฒนาวิทยาศาสตร์ไปในเชิง

แบบที่หนึ่ง วิศวพันธุศาสตร์ ตัดต่อพันธุกรรม(เข้าใกล้พระเจ้า) ไปได้ทุกที มีการแสดงตัวอย่างการตัดต่อยีนส์เรืองแสงในแมงกะพรุนให้เข้าไปในขนกระต่าย ทำให้กระต่ายนั้น ขนของเขาจะเรืองแสงในที่มืด นี่แค่น้ำจิ้ม คุณยูวัล ยังคิดว่าอีกหน่อยการตัดต่อทางวิศวกรรมพันธุศาสตร์จะช่วยเรื่องโรค จะช่วยเรื่องการเกษตรเช่น พืชที่ทนแล้ง ทนโรค ทนแมลง เป็นต้น แต่ในมุมหนึ่ง เมื่อใช้วิศวพันธุศาสตร์ในการตัดต่อยีนมนุษย์เป็นสิ่งที่คุณยูวัลบอกว่ามีแค่เส้นแบ่งจริยธรรมบางๆ ระหว่าง การพัฒนาเพื่อการรักษาโรคและการไปทำในสิ่งที่ไม่ควรทำในเชิงการเปลี่ยนแปลงมนุษย์ในระดับยีน

แบบที่สอง อาจมีการพัฒนาในเชิงไซบอร์ค อันนี้พอเห็นแล้วว่า ถ้าเราสามารถ ติดตั้ง เครื่องจักรกล ไม่ว่าจะเป็น แขนเทียม ขาเทียม สมองกล หรือแม้แต่กระทั่งโทรศัพท์มือถือแล้วเชื่อมโยงกับการสั่งงานของสมองปกติได้ ซึ่งมันจะทำให้เกิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า สปีชี่ส์ ใหม่หรือไม่ คุณยูวัล ตั้งคำถาม

แบบที่สาม คือ ไวรัสในไซเบอร์ที่พัฒนาตัวเองได้ โดยไม่ต้องมีคนมากระทำมัน คือจะบอกว่าคิดโปรแกรมไวรัสคอมพิวเตอร์ขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วให้มันพัฒนาตนเองไปเรื่อย

ผมอ่านถึงตรงนี้ ผมอยากจะเข้าสู่ส่วนที่ผมต้องการบอกว่าผมได้อะไรเลย แต่ก่อนจะไปถึงตรงนั้น ผมมีส่วนของบทส่งท้ายที่ผมชอบ

ผมชอบคำพูดในบทส่งท้ายที่คุณยูวัลพูดถึงความสามารถของเซเปี้ยนส์ในบทส่งท้าย

…ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าเรามีความสามารถจะทำเรื่องมหัศจรรย์ได้มากมาย แต่เราก็ยังคงไม่แน่ใจนักว่าจุดหมายของเราควรจะเป็นเรื่องใดกันแน่และดูเหมือนเราจะไม่พอใจกับที่เป็นอยู่ตลอดเวลา เราพัฒนาจากเรือแคนูมาเป็นเรือแจวโบราณแล้วก็เรือจักรไอน้ำไปจนถึงยานกระสวยอวกาศ แต่กลับไม่มีใครรู้ว่าเรากำลังจะไปที่ใดกันแน่ เราทรงอำนาจกว่าที่เคย แต่กลับมีความนึกคิดน้อยมากว่าจะทำอะไรกับอำนาจเหล่านั้น แย่กว่านั้นอีกก็คือมนุษย์ดูจะขาดไร้ความรับผิดชอบมากกว่าที่เคยเป็นมา พระเจ้าที่เราสร้างขึ้นเองเพื่อให้อยู่ร่วมกันได้ จะอย่างไรก็ยังทรงเคารพกฎต่างๆทางฟิสิกส์ แต่เรากลับไม่เคยรับผิดชอบต่อใครหรือสิ่งใดเลย ทำให้เรามุ่งร้ายต่อสัตว์ต่างๆร่วมโลกและต่อระบบนิเวศรอบตัว เราคิดแต่เรื่องความสะดวกสบายและความสนุกสนานของตัวเอง แต่กระนั้น ก็ไม่เคยรู้จักพอเลย จะมีอะไรอันตรายยิ่งไปกว่าพระเจ้าที่ไม่เคยรู้จักพอและไม่มีความรับผิดชอบ ผู้ซึ่งไม่รู้ตัวเองว่าต้องการอะไรกันแน่...

ผมว่าเป็นการจิกกัดอย่างเจ็บแสบสำหรับ เซเปี้ยนส์ นะครับ เอาละ ผมได้อะไรจากเล่มนี้

หลังจากการอ่านเล่มนี้จบ ต้องออกตัวก่อนว่า จริงๆ ผมไม่ได้เกรดเอในวิชาพุทธศาสนา แต่สิ่งที่ผมได้

ข้อหนึ่งคือ ใครที่เข้าใจศึกษาพระพุทธศาสนามามากพอจะทราบว่า ในหลายๆเรื่อง ก็สอดคล้อง เช่น กฎไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา  ทุกสิ่งไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน ทั้งสิ้น เพราะทุกอย่างที่เซเปี้ยนส์ทำ บางทีก็ไม่ค่อยได้คิดถึงเรื่องพวกนี้ แต่พยายามที่จะยึดเรื่องบางเรื่องที่ตนเองชอบไว้ และพยายามที่จะผลักเรื่องที่ตัวเองไม่ชอบเป็นทุกข์ออกไป เซเปี้ยนส์บางคนก็นึกได้ บางคนก็นึกไม่ได้ครับ... และไม่ได้นึกด้วย

ข้อสอง เซเปี้ยนส์นั้นเป็นเจ้าของความสมมุติเอามากๆ สมมุติ เรื่อง ค่าของทอง ค่าของเงินตรา ค่าของสกุลเงินใหม่ในอนาคต สมมุติเรื่องภาษา สมมุติ เรื่องหน่วยนับ สมมุติ จนมาไกลมาก มากจน ถ้าเดินกลับไปคงหาไม่เจอ เพราะ คนที่รู้ว่าจุดเริ่มต้นของเรื่องเริ่มตรงไหนตายไปแล้วหรือถ้าอยู่ก็เปลี่ยนรูปร่างไปจนจำไม่ได้ สมมุติเป็นตุเป็นตะ และปัจจุบันก็กำลังทุกข์กับสิ่งสมมุติอยู่

ข้อสาม เห็นด้วยเราอยู่ในยุคทุนนิยม คุณไม่ชอบก็ไม่ได้คุณต้องอยู่กับมัน เพราะ ว่า มันถูกสร้างจากเซเปี้ยนส์ รุ่นก่อนๆ ตอนนี้คุณไม่มีเงินเลยได้ไหม...ตอบทันทีไม่ได้ ในมุมหนึ่ง แม้จะทำยาก เงินนั้นยังจำเป็นแต่ถ้าเราพึ่งมันน้อยๆในมุมหนึ่งก็น่าจะดี ถ้าคุณสามารถรักษากองทุกข์ของคุณไว้ได้โดยการพึ่งมันน้อยๆ

ข้อสี่ หนังสือเล่มนี้ สอนให้เราตั้งคำถามกับตัวเราเองว่า เราเกิดมาทำไม ถ้าเราเป็นเซเปี้ยนส์ เราจะพัฒนาตัวเองไปในทิศทางใด เซเปี้ยนส์เข้าใกล้พระเจ้าเข้าไปทุกที แต่ดูเหมือนไร้ทิศทาง ขาดจิตสำนึก และควบคุมตัวเองไม่ได้ในเชิงจิตวิญญาณ แต่เชิงกายภาพ กำลังจะควบคุมได้แล้ว...

ข้อห้า บางครั้งผมก็คิดแบบตลกร้ายๆ มันก็สอดคล้องกับหลักพุทธศาสนานะครับ อนิจจัง ครับ นะครับ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เซเปี้ยนส์เกิดขึ้น เซเปี้ยนส์ตั้งอยู่ และ เซเปี้ยนส์ดับไป และมี มนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตที่ไม่ใช่ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Homo Sapiens เกิดขึ้นมาแทน และมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตนั้น ก็จะเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แม้กระทั่ง ความเป็นชุมชนสังคมหรือจักรวรรดิ ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องนี้ เซเปี้ยนส์เคยต่างคนต่างอยู่ เซเปี้ยนส์รวมอยู่เป็นกลุ่มก้อน และเซเปี้ยนส์ก็จะต้องต่างคนต่างอยู่อีกครั้งหรืออยู่รวมกันแต่แยกเป็นอีกสปีชี่ส์ใหม่ในอนาคต

ข้อหก หลังจากอ่านเซเปี้ยนส์จบ มนุษยชาติใช้ภาษาอังกฤษว่า Humankind คำว่า Kind หลัง Human แปลว่าใจดีมีความกรุณา จะยังใช้ได้อีกไหมน้า...ผมเฝ้าถาม อ่านจบแล้วคุณจะเข้าใจความหมายของคำที่ผมเล่น

ข้อเจ็ด กราบพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์... ในฐานะหนึ่งใน Species Homo Sapiens

กาแฟรสจืด

 

 

 

โดย กาแฟรสจืด

 

กลับไปที่ www.oknation.net