วันที่ พุธ กันยายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

มติเอกฉันท์ ศาลรธน.ไม่รับคำร้อง ปม นายกฯถวายสัตย์ฯไม่ครบ


สวัสดีครับ

         ตามที่มีผู้ยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินตรวจสอบประเด็นนายกฯถวายสัตย์ฯไม่ครบ แล้วผู้ตรวจฯนำเรื่องส่งศาลรธน.พิจารณา

นั้น ได้ผลดังท้ายนี้

         ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องปมถวายสัตย์ฯไม่ครบ ชี้ ไม่อยู่ในอำนาจตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

         แต่อีกด้านหนึ่ง มีรายงานว่า ศาลฎีกาพิพากษาว่า

ล่าสุด วันนี้ (11 ก.ย.) ที่ศาลจังหวัดพัทยา ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการ ยื่นฟ้องนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช. กับพวกอีก 12 คน ที่บุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดยพบว่าในวันนี้มีเพียงนายศักดา นพสิทธิ์ เลขาธิการพรรคเพื่อชาติ เพียงคนเดียวที่มาฟังการตัดสินของศาลฎีกา โดยไม่มีกองเชียร์เสื้อแดงมาให้กำลังใจเหมือนที่ผ่านมา มีเพียงกลุ่มผู้สื่อข่าวแขนงต่างๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมารอเฝ้ารายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

โดยศาลจังวัดพัทยาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จำคุกจำเลยทั้ง 12 คน และให้ออก
หมายจับ ยกเว้นนายสมญศฆ์ พรมมา เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมเท่านั้น

 

 

น้ำครำตรวจสอบน้ำเน่า

    
 

                สเต็ปน่าสนใจ

                ฝ่ายค้านเตรียมซักฟอก นายกฯ ประยุทธ์ แบบไม่มีการลงมติ วันที่ ๑๘ กันยายนนี้

                ถึงวันนี้อย่าถามว่า เวลา ๑ วัน พูดอะไรได้บ้าง เพราะฝ่ายแค้นน่าจะมีเรื่องให้พูดเยอะกว่าเดิม

                เหมือนจะถูกที่ถูกเวลา 

                เครือสื่อยักษ์ใหญ่ของออสเตรเลีย

                หนังสือพิมพ์ซิดนีย์มอร์นิงเฮรัลด์ (Sydney Morning Herald) และหนังสือพิมพ์ดิเอจ (The Age)

                ตีพิมพ์รายงานสืบสวนสอบสวน อ้างบันทึกคดีของตำรวจและศาลออสเตรเลียว่า "ธรรมนัส พรหมเผ่า" เคยรับโทษจำคุกเป็นเวลา ๔ ปีในเรือนจำออสเตรเลียจริง

                ก่อนถูกเนรเทศในปี พ.ศ.๒๕๔๐ 

                เนื่องจากความผิดฐานสมรู้ร่วมคิดกับแก๊งอาชญากรลักลอบนำเข้าและค้าเฮโรอีน ๓.๒ กิโลกรัม ในออสเตรเลีย

                เรื่องเก่าแต่นำมายำใหม่ พร้อมข้อมูลลับเป็นเครื่องเคียง

                มองด้านปรากฏการณ์ทางข่าว ถือว่าไม่ธรรมดา

                ถึงจะมีเบื้องลึกเบื้องหลัง ก็ใช่เรื่องที่จะไปตำหนิสื่อออสเตรเลีย

                มันอยู่ที่ "ผู้กองมนัส" เคลียร์ตัวเองได้หรือเปล่าต่างหาก

                ถ้าเคลียร์ไม่จบ....

                ประเด็นนี้ มีคนจ้องนำมาเป็นข่าว เขย่าการเมืองได้ตลอดเวลา

                วันนี้ทำแล้ว วันข้างหน้าก็ยังเล่นได้อีก

                ไปเรื่อยๆ

                หาก "ผู้กองมนัส" มีเอกสารจากศาลและตำรวจออสเตรเลียมายืนยันได้ว่า แค่ตกกระไดพลอยโจน  ไม่ได้ค้ายา......ก็จบ  

                แล้ววันนี้ "ผู้กองมนัส" ว่าไง?

                ".....มันเป็นเรื่องรายละเอียดที่ตกลงกับศาลออสเตรเลียและเจ้าหน้าที่ตำรวจไว้

                ซึ่งเป็นเรื่องที่พูดไม่ได้

                แต่ที่เอามาเขียนมันมีที่มาที่ไป ผมรู้หมดแล้วว่าโยงใยกับเรื่องอะไร มีที่มาที่ไปอย่างไร รู้โครงข่ายทั้งหมดแล้ว และมอบหมายทนายความและฝ่ายกฎหมายของผม ดำเนินการทั้งทางแพ่งและอาญา

                ผมไม่เคยรับสารภาพ ไม่เคยกระทำผิดอย่างที่เขียน

                เรื่องนี้คงเป็นการเขียนภายในประเทศและส่งไปให้นักข่าวออสเตรเลียมากกว่า

                ก่อนหน้านี้ผมได้รับการติดต่อมาจากนายไมเคิล อีวานส์ หลายรอบแล้ว เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งไม่ตื่นเต้นอะไร คงต้องไปเจาะว่าเขาเป็นเครือข่ายอะไรกับนายไมเคิล

                 เรื่องนี้อย่าให้ผมพูดมากเลย เอาเรื่องชาวบ้านดีกว่า ชาวบ้านเขาเดือดร้อนจะตายกันอยู่แล้ว

                ผมว่าหากข้องใจ เปิดหน้ามาชกกันเลยดีกว่า ไม่ต้องเป็นอีแอบอย่างนี้ ที่พูดไม่ได้จะท้าชก แต่เอามาพูดกันดีกว่า เอาแต่เรื่องอดีตมาพูด

                เราอยากจมอยู่กับอดีตหรือจะอยู่กับอนาคต

                ทำไมผมต้องลาออก

                จำไว้เลยลูกผู้ชายอย่างผมอยู่บนโลกความเป็นจริง

                เรื่องนี้เป็นเรื่องส่วนตัว และจะพิสูจน์ให้เห็นว่าผมจะทำงานให้ประชาชนและแผ่นดิน....."

                ถ้าอธิบายตามนี้ เพียงแค่นี้ จบยาก!

                เลื่อนลอยไม่มีหลักฐาน

                ในทางการเมือง ตกเป็นฝ่ายรับตลอดกาล

                เอาล่ะเมื่อเดือนที่แล้ว "ผู้กองมนัส" อธิบายเรื่องเดียวกันนี้ว่า

                ".....ยอมรับว่าเกิดขึ้นจริง และเกิดขึ้นช่วงปี ๒๕๓๕-๒๕๓๖ ผมตกเป็นผู้ถูกกล่าวว่าเป็นผู้ที่ไม่แจ้งการพบเห็นบุคคลที่มียาเสพติดไว้ในครอบครอง และศาลพิพากษาเป็นที่สุดให้จำคุก ๘ เดือน ก่อนจะพ้นโทษและประกอบอาชีพเป็นเซลส์แมนที่ประเทศออสเตรเลีย จำนวน ๔ ปี ก่อนถูกส่งตัวกลับประเทศไทย

                 เนื่องจากนโยบายของรัฐบาลออสเตรเลียไม่ต้องการให้คนที่รวมตัวทำธุรกิจในประเทศ โดยไม่มีที่พักเป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่การส่งตัวกลับไทยในฐานะผู้ร้ายในคดีร้ายแรง...."

                คำถามคือ...ทำไมถึงไม่ยืนยันตามคำพูดเดิม

                สำคัญไปกว่านั้น ประเด็นนี้หากไม่เคลียร์จะติดตัวไปจนตาย

                แล้วทำไม "ผู้กองมนัส" ไม่เอาหลักฐานทางออสเตรเลียมายืนยันว่า ติดคุกแค่ ๘ เดือน ส่วนที่เหลืออีก ๔ ปีนั้น

                อยู่นอกคุก!

                และมีความผิดแค่....เป็นผู้ที่ไม่แจ้งการพบเห็นบุคคลที่มียาเสพติดไว้ในครอบครอง

                ไม่ใช่ผู้ค้า

                ในฐานะผู้เสียหาย การขอคัดสำเนาจากศาล ไม่ใช่เรื่องยาก

                เมื่อมีแค่คำพูดปากเปล่า ก็ต้องเผชิญกับผลกระทบทั้งตัวเอง และรัฐบาลอย่างเลี่ยงไม่ได้

                ฝ่ายค้านลับมีดรอแล้ว และนี่คือเรื่องที่ต้องพูดคุยกันต่อไป

                เรื่องคอร์รัปชัน ยาเสพติด ในวงการการเมือง ไม่ใช่เรื่องใหม่

                สองเรื่องนี้มีความเลวทรามพอๆ กัน

                ฉะนั้นการตรวจสอบ คอร์รัปชัน ยาเสพติด ในวงการการเมือง ผู้ตรวจสอบต้องมือสะอาดจริงๆ ไม่ใช่ทีใครทีมัน

                เพราะสุดท้ายแล้วกลายเป็นว่า เลวพอกัน

                วันนี้ (๑๑ กันยายน) พรรคฝ่ายค้านโดย พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส จะยื่นกระทู้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา กรณี "ผู้กองมนัส" มีเอี่ยวคดีค้ายาเสพติด

                ในฐานะหัวหน้ารัฐบาล คนเป็นนายกฯ จะปัดความรับผิดชอบไม่ได้

                ต้องจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งหากรัฐมนตรีร่วมรัฐบาลติดคุกคดีค้ายาเสพติดในต่างประเทศ

                จะอ้างว่า ไม่ผิดกฎหมายไทยไม่ได้

                เพราะค้ายาเสพติด ไม่ว่าค้าที่ไหนในโลก มันเลวทรามเหมือนๆ กัน

                หรือจะบอกว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ก็ดูจะขาดความรับผิดชอบอย่างรุนแรง ไร้ภาวะความเป็นผู้นำอย่างสิ้นเชิง

                ไม่เชื่อลองถาม พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ดู

                หากยังจำกันได้ เมื่อไม่นานมานี้มีข่าวโด่งดัง ผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเสรีรวมไทย ชื่อ  "สุบรรณ มหาชนนท์" ถูกจับกุมคาหนังคาเขา พร้อมของกลางยาเสพติดมูลค่า ๒ พันล้านบาท

                บิ๊กล็อตส่งออกไปจีน!

                วันนั้น "พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส" บอกว่า เป็นเรื่องส่วนบุคคลที่พรรคไม่สามารถเข้าไปตรวจสอบผู้สมัครได้ครบทุกคน

                "ยืนยันว่าพรรคเสรีรวมไทยมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดอย่างเด็ดขาด พร้อมมั่นใจกรณีที่เกิดขึ้นจะไม่สร้างความเสียหายให้กับพรรค ซึ่งถ้าคิดจะเป็นก็จะไม่เสียหายจะคิดไม่เป็น จะเอาเรื่องหาเรื่องพรรคเสรีรวมไทยตลอดก็เป็นเรื่อง ย้ำว่าผมเป็นข้าราชการดีเด่นของชาติ มีความซื่อสัตย์สุจริต ซึ่งมองไปใน ๒ สภายังไม่มีใครเหมือนผม"

                ครับ...ความจริงมันเป็นเช่นนั้น

                กรณีของ "ผู้กองมนัส" ต้องถูกตรวจสอบ ต้องหาความจริงให้ได้

                เช่นเดียวกันคนตรวจสอบต้องมั่นใจว่า ตัวเองมีความดีเป็นที่ประจักษ์พอ

                ตามข่าวจากสื่อออสเตรเลีย "ผู้กองมนัส" ถูกศาลสั่งจำคุก ๔ ปี

                หากเป็นความจริง ก็น่าสะอิดสะเอียน

                ปัญหาคือแล้ว พรรคฝ่ายค้าน รวมไปถึงพรรคเพื่อไทย ที่ตั้งหน้าตั้งตาถล่มว่ากรณีนี้รัฐบาลอยู่ไม่ได้แล้ว จะอุ้มศพไปทำไมกันนั้น....

                ขอถามกลับประเด็นพื้นๆ

                หลายคดีที่ศาลไทยพิพากษาให้จำคุก พรรคเพื่อไทยรู้สึกขยะแขยงหรือไม่

                จำคุกทักษิณ ๒ ปี คดีทุจริตซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก หนีจนหมดอายุความ

                ศาลฎีกาสั่งจำคุกอีก ๒ ปี คดีหวยบนดิน

                สั่งจำคุก "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ๕ ปี คดีปล่อยทุจริตจำนำข้าว

                ๔๘ ปี "บุญทรง เตริยาภิรมย์" คดีจีทูจีเก๊

                และล็อตสองจะตามมาเร็วๆ นี้ "เจ๊.ด." ในเครือข่ายคนโกง อาจไม่รอด คุกตามมาติดๆ

                เทียบกับคดีที่สื่อออสเตรเลียขุดมาถล่ม "ผู้กองมนัส" ถือว่าเลวทรามไม่ต่างกัน

                แล้วที่ผ่านมา พรรคร่วมฝ่ายค้าน มีความรู้สึกว่า "ทักษิณ-ยิ่งลักษณ์" ชั่วช้าหรือไม่?

                ศาลไทยพิพากษา เห็นคำวินิจฉัยกันครบ รู้หมดใครโกง ใครเอาเปรียบประชาชน

                แต่วันนี้ คนโกง ยังเป็นผู้ชี้นำพรรคเพื่อไทย.

         ผักกาดหอม

"พระพยอม" พูดแล้ว ปม "พระพุทธรูปอุลตร้าแมน"

11 ก.ย. 2562
6.0K 24

พระพยอม พูดแล้ว ปม พระพุทธรูปอุลตร้าแมน

ประเด็นดราม่าเกี่ยวกับภาพวาดงานศิลปะของเด็กนักเรียนโรงเรียนแห่งหนึ่ง ที่มีการวาดภาพ พระพุทธรูปอุลตร้าแมน ซึ่งจัดแสดงที่ศูนย์การค้าแห่งหนึ่งใน จ.นครราชสีมา

ล่าสุด วันนี้ 11 กันยายน 62 ที่วัดสวนแก้ว ต.บางเลน อ.บางใหญ่ จ.นนทบุรี พระราชธรรมนิเทศ หรือ พระพยอม กัลยาโณ กล่าวถึงเรื่องภาพวาดพระพุทธเจ้าอุลตร้าแมน ที่กำลังเป็นประเด็นถกเถียงในโลกโซเซียล ที่สังคมแตกออกเป็นสองฝ่ายว่า เป็นเรื่องของการตีความในเรื่องพุทธลักษณะที่มีตามความเชื่อเท่านั้น ว่าต้องเป็นแบบนี้ เช่นนี้ ให้ไปดูที่เจตนาแทน เพราะเท่าที่ดูแล้วนักศึกษาคนนี้ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีไปหลบหลู่พระพุทธเจ้า เพียงแต่มีเจตนาไปเติมแต่งให้พระพุทธเจ้ามีฤทธิ์เท้านั้นเอง แต่ทีนี่ผลงานของนักศึกษาออกมาสู่สังคมที่มีความคิดเห็นหลากหลาย หากรูปภาพนี้ถูกวาดอยู่ในห้อง หรือในคณะ ก็คงไม่เป็นไร ไม่มีปัญหา แต่เมื่อออกสู่สายตาสังคมก็เกิดปัญหาขึ้นแบบนี้

ที่ผ่านมาการแต่งแต้มเติมพุทธลักษณะของพระพุทธก็มีมาหลายอย่าง เช่น หลวงพ่อปากแดง หลวงพ่อใส่แว่นตาดำ เป็นต้น ดังนั้นในกรณีของนักศึกษาคนนี้ สังคมแค่ตักเตือนก็พอ ไม่ต้องถึงไปแจ้งความจับอะไรขนาดนั้น เมื่อนักศึกษาออกมาขอโทษแล้ว สังคมก็ควรให้อภัยกัน สบายใจกว่าที่จะตามเอาเรื่องกัน

ต่อไปนักศึกษาจะคิดจะทำอะไรก็อย่าไปให้สุดโต่ง เพราะสังคมเรามันมีคน 3 ประเภท มีคนชอบ คนไม่ชอบ และคนที่เฉยๆ อะไรที่มันมากเกินไป ก็ตักเตือนกันก็พอ ให้อภัยกันไป อย่าไปให้ไฟมันมาเผาใจทั้งสองฝ่าย ในเมื่อเป็นคนในพระพุทฑศาสนาด้วยกัน หนักนิดเบาหน่อยก็ควรให้อภัยต่อกัน" พระพยอม กล่าว

พระพยอม กล่าวอีก ไม่เห็นด้วยที่จะมีกลุ่มคนไปแจ้งความจับนักศึกษาคนนี้ เพราะไม่ได้ผิดอะไรร้ายแรงถึงขั้นทำลายศาสนา หากจะปกป้องพระพุทธศาสนาจริง ควรไปตรวจสอบ ตรวจดูพระนอกรีต หรือคนที่ใช้ผ้าเหลืองเข้ามาหากิน มาทำลายพระพุทธศาสนาให้เสื่อมลงจะดีกว่า

 
หน้าแรก / Politics “ไวพจน์”หลุดเก้าอี้ส.ส. หลังศาลฎีกาพิพากษาคุก4ปี

“ไวพจน์”หลุดเก้าอี้ส.ส. หลังศาลฎีกาพิพากษาคุก4ปี

11 Sep 2019
 
เหตุการณ์แกนนำ นปช. บุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อปี 2552 ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา  ล่าสุด(11 ก.ย.62 )ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และศาลอุธรณ์  ตัดสินจำคุกนายอริสมันต์ กับพวกเป็นเวลา 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา
 

ที่น่าสนคือพ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ แกนนำนปช.ที่ย้ายจากพรรคพลังประชาชน มาซบพรรคพลังประชารัฐ และปัจจุบันได้รับเลือกเป็นส.ส.กำแพงเพชร ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด    จากคำพิพากษาดังกล่าว  ส่งผลให้พ.ต.ท.ไวพจน์ พ้นจากการเป็น ส.ส.เพราะศาลได้ตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา  ตำรวจสามารถออกหมายจับได้ทันที  หลังจากนี้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 2  จังหวัดกำแพงเพชร เช่นเดียวกับที่จะมีการจัดเลือกตั้งใหม่ในจังหวัดนครปฐม
พ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์

พ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว จึงไม่เกี่ยวกับเอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส.เพราะเอกสิทธิ์จะคุ้มครองเฉพาะตอนต่อสู้คดีเท่านั้น แต่เมื่อศาลพิพากษาแล้ว จึงไม่เกี่ยวกัน ดังนั้นกรณีนี้ถือว่า พ.ต.ท.ไวพจน์ พ้นจากการเป็น ส.ส.เพราะศาลได้ตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา

“เมื่อมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว ตำรวจสามารถออกหมายจับได้ทันที ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตของ พ.ต.ท.ไวพจน์ เช่นเดียวกับที่จะมีการจัดเลือกตั้งใหม่ในจังหวัดนครปฐมที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ลาออก ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลต่อคะแนนรวมของพรรคด้วย แต่ไม่ทราบว่าจะมีผลมากน้อยเพียงใด”

นอกจากนี้ยังมีแกนนำนปช.ล้มประชุมอาเซียนที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก 4ปี โดยไม่รอลงอาญา  ประกอบด้วย

อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
 
นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.กทม.ปี 2538  สังกัดพรรคพลังธรรม  ต่อมาในปี 2548 ย้ายสังกัดลงเลือกตั้งพรรคไทยรักไทย  ได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ  และเป็นเลขานุการของนายประชา มาลีนนท์  รมว.พัฒนาสังคมและความมั้นคงของมนุษย์ ในขณะนั้น

ในการเลือกตั้งส.ส.ปี 2550 อริสมันต์  ลงเลือกตั้งส.ส.กทม. พรรคพลังประชาชนแต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง  และได้เข้าร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.)  


นายนิสิต สินธุไพร  อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด  และเป็นผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลร้อยเอ็ด ยูไนเต็ล
 

ขณะที่แกนนำ นปช. ที่ถูกจำคุกและยังเหนียวแน่นอยู่กับพรรคเพื่อไทย   ประกอบด้วย นายนิสิต สินธุไพร  อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด  และเป็นผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลร้อยเอ็ด ยูไนเต็ล

นายพายัพ ปั้นเกตุ  เป็นอดีตส.ส.จังหวัดสิงห์บุรี พรรคไทยรักไทย ในปี 2544 แต่ถูก กกต.ตัดสิทธิให้ใบเหลืองในปีต่อมา   ได้รับเลือกตั้งเข้ามาในการเลือกตั้งซ่อมปี 2548   เป็นส.ส.ในปี 2549  ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ครั้งแรกและได้เป็นส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยในปี 2554  

นายวรชัย เหมะ  เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงประจำจังหวัดสมุทรปราการ ช่วงหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ลงเลือกตั้งครั้งแรกและได้เป็นส.ส.จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ปี 2554  

นายวันชนะ เกิดดี  ก่อนเข้ามามีบทบาทใน นปช. เคยเป็นนักร้องสังกัดบริษัทชัวร์ ออดิโอ จำกัด 

นายศักดา นพสิทธิ์  เป็นประธานแนวร่วมนปช.จังหวัดชลบุรี  เคยลงเลือกตั้งส.ส. ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2544  แต่สอบตก   ลงเลือกตั้งแก้ตัวอีกครั้งในปี 2548 พรรคไทยรักไทย แต่สอบตกอีกครั้งจึงได้รับแต่งเป็นโฆษกพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ  

นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง  ได้ชื่อว่าเป็นมือขวาของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง”  มีบทบาทในทางการเมืองผ่านกลุ่มองค์กรพลังแผ่นดินแห่งประเทศไทย ในฐานะเลขาธิการกลุ่มองค์กรพลังแผ่นดิน  และเคยมีตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ในปี 2556

วรชัย เหมะ

วรชัย เหมะ
 
นายสำเริง ประจำเรือ อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.)จันทบุรี เป็นแกนนำกลุ่มเสื้อแดงจันทบุรี ที่เอาการเอางาน และมีบทบาทนำมวลชนในพื้นที่เข้าร่วมเคลื่อนไหวใหญ่กับนปช.ในส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองสูงที่ผ่านมา รวมทั้งระดมพลมาสมทบการปิดล้อมและบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ในปี 2551 จนเป็นเหตุให้ต้องคดีจนถูกพิพากษาให้ติดคุก

นายนพพร นามเชียงใต้ เป็นแกนนำมวลชนต่อต้านการรัฐประหารของคมช.ตั้งแต่แรก ต่อมาเข้าร่วมเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม"คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ" กับ“วราวุธ ฐานังกูร-สุดชาย บุญไชย-ดารนี ชาญเชิงศิลปกุล ที่ยื่นถวายฎีกาให้ปลดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จากตำแหน่งองคมนตรี โดยกล่าวหาว่ารู้เห็นเป็นใจให้เกิดการยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ 

นพ.วัลลภ  ยังตรง จบแพทยศาสตรบัณฑิต จากม.เชียงใหม่ เป็นส.ส.สมุทรปราการครั้งแรก ในการเลือกตั้งปี 2535/2 สังกัดพรรคพลังธรรม หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  เมื่อทักษิณทิ้งพลังธรรม ได้ติดตามคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ มาเข้าพรรคไทยรักไทย เป็นส.ส.สมุทรปราการหลายสมัย จนช่วงขัดแย้งทางการเมืองมีบทบาทเด่นคู่กับ"ประชา ประสพดี"  เป็น 1 ใน 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จึงส่งอนุสรา ภริยาลงสนามแทน โดยนพ.วัลลภยังคงมีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองในร่มเงาเพื่อไทยต่อมา

นายสิงห์ทอง บัวชุม เป็นคนเชียงใหม่ จบด้านกฎหมายจากม.รามคำแหง และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ ม.ศรีปทุม สิงห์ทองเข้าร่วมเป็นทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทย เคลื่อนไหวยื่นร้องให้ตรวจสอบกรณีการเกณฑ์ทหารของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สิงห์ทองเคยเป็นผู้สมัครส.ส.กทม.ของเพื่อไท

Manager Online
ศาลฎีกาพิพากษายืนจำคุก 4 ปี ไม่รอลงอาญา “กี้ร์” พร้อมพวก ล้มประชุมอาเซียน “ไวพจน์” ส.ส.พปชร.โดนด้วย

เผยแพร่: 11 ก.ย. 2562 15:34   ปรับปรุง: 11 ก.ย. 2562 16:30

   โดย: ผู้จัดการออนไลน์

 

ตามที่กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปช. ได้มีการล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพเมื่อปี 2552 ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมรอยัล คลิฟบีช รีสอร์ท เมืองพัทยา ก่อนอัยการศาลจังหวัดพัทยาเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง กับพวกในข้อหาร่วมกันขัดขืนคำสั่งเจ้าพนักงานที่ไม่ให้มีการชุมนุมเกินกว่า 10 คนขึ้นไป และผิดพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) จราจร พ.ศ. 2522

ทั้งนี้ ศาลชั้นต้นได้พิพากษาตัดสินจำคุก 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา และศาลอุทธรณ์ได้พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ตัดสินจำคุกนายอริสมันต์ กับพวก เป็นเวลา 4 ปี ไม่รอลงอาญา โดยจำเลยในคดีนี้มี 13 คน ประกอบด้วย นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง นายนิสิต สินธุไพร นายพายัพ ปั้นเกตุ นายวรชัย เหมะ นายวันชนะ เกิดดี นายพิเชฐ สุขจินดาทอง นายศักดา นพสิทธิ์ พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรรัตน์ นายนพพร นามเชียงใต้ นายสำเริง ประจำเรือ นายสมญศฆ์ พรมมา นพ.วัลลภ ยังตรง และนายสิงทอง บัวชุมนั้น

ล่าสุด วันนี้ (11 ก.ย.) ที่ศาลจังหวัดพัทยา ศาลฎีกามีคำพิพากษาในคดีที่พนักงานอัยการ ยื่นฟ้องนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำ นปช. กับพวกอีก 12 คน ที่บุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน โดยพบว่าในวันนี้มีเพียงนายศักดา นพสิทธิ์ เลขาธิการพรรคเพื่อชาติ เพียงคนเดียวที่มาฟังการตัดสินของศาลฎีกา โดยไม่มีกองเชียร์เสื้อแดงมาให้กำลังใจเหมือนที่ผ่านมา มีเพียงกลุ่มผู้สื่อข่าวแขนงต่างๆ ทั้งส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมารอเฝ้ารายงานสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเท่านั้น

โดยศาลจังวัดพัทยาได้อ่านคำพิพากษาศาลฎีกา มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์จำคุกจำเลยทั้ง 12 คน และให้ออก
หมายจับ ยกเว้นนายสมญศฆ์ พรมมา เนื่องจากศาลเห็นว่าเป็นเพียงผู้ร่วมชุมนุมเท่านั้น

ด้านนายศักดา นพสิทธิ์ จำเลยที่ 10 เป็นเพียงคนเดียวที่มาศาลในวันนี้ เปิดเผยว่า วันนี้เท่าที่ทราบมีจำเลยบางคนไม่ได้รับหมายจึงไม่ได้มา บางคนในกลุ่มที่ 2 ป่วยมีใบรับรองแพทย์ ส่วนตนเองมีประเด็นในการต่อสู้คดีว่ามีพยานปากหนึ่งที่เบิกความ และศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ เชื่อจนพิพากษาลงโทษเหมือนกันทุกคน แต่ต่อมาพนักงานอัยการโดยอธิบดีอัยการ ภาค 2 มีความเห็นว่าพยานปากหนึ่งคือ พ.ต.ท.ศราวุธ บุญชัย เบิกความจนทำให้ศาลพิพากษาลงโทษ เป็นการเบิกความเท็จ เอกสารสำนวนคดีนี้ได้ถูกส่งไปที่ศาลฎีกา โดยตนเขียนคำร้องยื่นต่อศาลฎีกาเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2562 วันที่ 14 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา จึงมายื่นคำร้องไปที่ศาลฎีกาอีกครั้งว่าเอกสารนี้เป็นเอกสารสำคัญ เป็นข้อมูลข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นใหม่ หลังจากศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ มีคำพิพากษาแล้ว โดยหลักการในลักษณะคดีเหมือนการมีคดีที่มีข้อเท็จจริง เหมือนคดีครูจอมทรัพย์ เขาจะเอาไปพิจารณาอีกครั้งหนึ่ง ผมเสนอความเห็นนี้ยื่นคำร้องต่อศาลเมื่อวานนี้ว่า การอ่านคำพิพากษาวันนี้ เห็นควรที่ศาลจะรอการอ่านคำพิพากษาศาลฎีกา เพราะเอกสารที่ผมส่งยื่นต่อศาลฎีกา สวนกันกับคำพิพากษาของศาลที่ส่งมาอ่านในวันนี้ ฉะนั้นถ้าหากว่าเพื่อความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรมในทางกฎหมายที่เขาต่อสู้กันแล้ว ข้อเท็จจริงก็เป็นอย่างนั้น อาจจะเปิดโอกาสให้เลื่อนการอ่านคำพิพากษา

สำหรับเหตุการณ์ก่อความไม่สงบของกลุ่ม นปช. เมื่อเมษายน พ.ศ. 2552 นายอริสมันต์เป็นแกนนำผู้ชุมนุมที่เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยนำผู้ชุมนุมทั้งจากจังหวัดใกล้เคียงและที่สมทบจากกรุงเทพฯ เพื่อปิดล้อมการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับคู่เจรจา โดยเมื่อวันที่ 10 เมษายน ได้เข้าปิดล้อมหน้าโรงแรมรอยัล คลิฟบีช รีสอร์ท พัทยา เพื่อเข้ายื่นหนังสือกับตัวแทนอาเซียน

และในวันต่อมาได้กลับมาชุมนุมหน้าโรงแรมอีกครั้งเพื่อกดดันรัฐบาลให้รับผิดชอบต่อเหตุการณ์ปะทะกับกลุ่มคนสวมเสื้อสีน้ำเงิน ในช่วงเช้า จนกระทั่งรัฐบาลอภิสิทธิ์ ในฐานะเจ้าภาพจัดการประชุมขอเลื่อนการประชุมออกไปโดยไม่มีกำหนด แล้วพาผู้นำประเทศต่างๆ เดินทางออกจากสถานที่ประชุม และขึ้นเครื่องบินกลับโดยทันที

 

 

มติเอกฉันท์ ศาลรธน.ไม่รับคำร้อง ปม นายกฯถวายสัตย์ฯไม่ครบ

ไทยรัฐออนไลน์11 ก.ย. 2562 17:20 น.
SHARE
 

ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องปมถวายสัตย์ฯไม่ครบ ชี้ ไม่อยู่ในอำนาจตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

ทั้งนี้ ศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องปมถวายสัตย์ปฏิญาณไม่ครบ ชี้ ไม่อยู่ในอำนาจตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

มติศาลรธน.ไม่รับคำร้อง ปมถวายสัตย์ฯไม่ครบ 


...........................................
 
 
หน้าแรก / Politics ศาลรธน.เอกฉันท์ตีตกปม“ประยุทธ์”ถวายสัตย์

ศาลรธน.เอกฉันท์ตีตกปม“ประยุทธ์”ถวายสัตย์

11 Sep 2019
 
ศาลรธน.มีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องตีความถวายสัตย์ ขัดรธน. ชี้เป็นเรื่องความสัมพันธ์ฝ่ายบริหารกับสถาบันไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

วันนี้ ( 11 ก.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ไม่รับคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินกรณีส่งคำร้องของนายภาณุพงศ์  ชูรักษ์ ขอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา  213 ว่า การที่พล.อ.  ประยุทธ์  จันทร์โอชา  นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรี(ครม.) ถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา  161 เป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ใช้บังคับไม่ได้ตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  5  วรรคหนึ่ง และเป็นการกระทำที่ละเมิดต่อสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องเรียนไว้พิจารณาวินิจฉัย 

เนื่องจากเห็นว่าแม้นายภานุพงศ์ จะอ้างว่า ถูกละเมิดสิทธิและเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ แต่ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2561  มาตรา  47(1) บัญญัติว่า  “การใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา  46  ต้องเป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ และต้องมิใช่เป็นกรณีอย่างหนึ่งอย่างใด  ดังต่อไปนี้  (1) การกระทำของรัฐบาล”  และมาตรา  46 วรรคสาม บัญญัติว่า  “...  ถ้าศาลเห็นว่าเป็นกรณีต้องห้ามตามมาตรา  47 ให้ศาลสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา” ซึ่งการถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมือง  (Political Issue)  ของคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล  (Act of Government)  ตามพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ.  2561 มาตรา  47(1)  ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้ ตามมาตรา  46  วรรคสามได้

นอกจากนี้เมื่อวันที่  16 ก.ค. 62 เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรีนำคณะรัฐมนตรีซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่  ณ  พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต  หลังจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณจบ  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส  เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน 

และต่อมาเมื่อวันที่  27  สิงหาคม 2562  เวลา  09.00 น.  นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรีได้เข้ารับพระราชดำรัสในโอกาส เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษร  พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธยโดยเข้ารับต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์  ณ  ห้องรับรอง  ชั้น  5 ตึกบัญชาการ  ทำเนียบรัฐบาล  การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าวจึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด

อย่างไรก็ตาม ศาลรัฐธรรมนูญ ยังมีมติเอกฉันท์ ไม่รับคำร้องในประเด็นเดียวกัน จากกรณีที่ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกพรรคไทยรักษาชาติ(ทษช.) ยื่นขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 49 ว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณของพล.อ.ประยุทธ์ ไม่ครบถ้วน และการแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญเข้าข่ายเป็นการใช้สิทธิแสรีภาพเพื่อล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยเห็นว่า

เป็นกรณีที่นายเริองไกรกล่าวอ้างว่าพล.อ.ประยุทธ์ ไม่กระทำการให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญมาตรา 161 และมาตรา 162 ซึ่งเป็นการกระทำที่เป็นข้อเท็จจริงที่พล.อ.ประยุทธ์ได้ดำเนินการหรือยุติไปแล้วก่อนที่นายเรืองไกรจะยื่นต่อศาลให้วินิจฉัย โดยไม่ปรากฏข้อเท็จจริงที่เกี่ยวข้องกับการใช้สิทธิหรือเสรีภาพ เพื่อกระทำการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  49 วรรคหนึ่ง  แต่อย่างใด  กรณีจึงไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  49  วรรคสอง  ประกอบพ.ร.ป.ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ  พ.ศ.  2561  ที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยได้

September 11, 2019 
 
หน้าแรก / Politics เปิดเบื้องลึกเพื่อไทยไฟท์“เสี่ยเตาะ”ปะทะ“เสี่ยโจ้”

เปิดเบื้องลึกเพื่อไทยไฟท์“เสี่ยเตาะ”ปะทะ“เสี่ยโจ้”

11 Sep 2019
 
มวยรอบพิเศษนัดหยุดโลกเมื่อวานนี้ระหว่าง นวัธ เตาะเจริญสุข ส.ส.ขอนแก่นสังกัดพรรคเพื่อไทย กับ ยุทธพงศ์ จรัสเสถียร รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อส.ส.จากค่ายเดียวกันซัดกันเละจึงเกิดเป็นประเด็น

 ในรายงานห้องข่าวเศรษฐกิจ NEWSROOM ช่วง ลึกแต่ไม่ลับ กับ บากบั่น บุญเลิศ ตอน เบื้องลึก ไทยไฟท์เบิร์ดกะโหลกส.ส.โจ้” ซึ่งออกอากาศทางเนชั่นทีวีช่อง 22 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 10.30 น.-11.50 น. เทียบฟอร์มของ 2 คู่ชกในครั้งนี้ไว้ ดังนี้ 

นายนวัธ เตาะเจริญสุข หรือ เสี่ยเตาะ เดิมชื่อ ประเสริฐ เตาะเจริญสุข เกิดเมื่อวันที่ 16 ตุลาคม 2510 อายุ 51 ปี เป็นส.ส.ขอนแก่นสังกัดพรรคเพื่อไทย มีชื่อเสียงจากการซื้อกิจการ บจก.แม็กซ์มวยไทย เป็นคนจังหวัดพระนครศรีอยุธยาแต่สร้างฐานะและมีชื่อเสียงในจังหวัดขอนแก่น เข้าสู่สนามการเมืองเริ่มจากการเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(อบจ.) ขอนแก่น และรองนายกฯ อบจ.ขอนแก่น ลงสมัครส.ส.ครั้งแรกเมื่อปี 2548 สังกัดพรรคมหาชนแต่แพ้การเลือกตั้ง ต่อมาในปี 2550 ได้ลงสมัครส.ส.ในนามพรรคพลังประชาชนและชนะการเลือกตั้ง ปี 2554 และปี 2562 ได้รับเลือกเป็น ส.ส.ขอนแก่นสังกัดพรรคเพื่อไทย นายนวัธและคู่สมรสยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) รวมทั้งสิ้น 35.9 ล้านบาท  

ส่วนนายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร หรือ เสี่ยโจ้ ก็ไม่ธรรมดา เกิดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2515 อายุ 47 ปี ปัจจุบันเป็นรองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย เป็นคนมหาสารคามโดยกำเนิด เป็นลูกเจ้าของโรงสีข้าวแหลมทอง เริ่มเข้าสู่ถนนการเมืองเมื่อปี 2544 ชิงเก้าอี้ ส.ส.มหาสารคามได้รับชัยชนะจากการเลือกตั้งนับตั้งแต่ครั้งแรกสังกัดพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนย้ายมาสังกัดพรรคเพื่อไทย ได้รับเลือกเป็น ส.ส.มหาสารคามในปี 2554 และปี 2562 ตามลำดับ มีบทบาทในการตรวจสอบการทุจริตจนได้ฉายา จอมแฉ” สร้างชื่อในปีแรกด้วยการตรวจสอบที่ดินเขาแพงของ นายแทน เทือกสุบรรณ” ลูกชายนายสุเทพ เทือกสุบรรณ ซึ่งกลายเป็นผลงานชิ้นสำคัญที่ทำให้นายยุทธพงศ์ได้เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรฯในรัฐบาลนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายยุทธพงศ์ และคู่สมรสยื่นแสดงรายการบัญชีทรัพย์สินหนี้สินต่อป.ป.ช.รวมกันที่ 28.5 ล้านบาท 

ส่วนสาเหตุของการวางมวยของส.ส.ค่ายเดียวกันในครั้งนี้นั้น มีข้อมูลระบุว่า ทั้งนายนวัธ และนายยุทธพงษ์นั้น กินใจ กันมาตั้งแต่วันประชุมพรรคเพื่อไทยเพื่อสรรหาผู้สมัครส.ส.เขต 7 จังหวัดขอนแก่นซึ่งมีแนวโน้มจะเปลี่ยนตัวผู้สมัครจากเดิมที่เป็นนายนวัธ เนื่องจากนายนวัธถูกดำเนินคดีจ้างวานฆ่านักการเมืองท้องถิ่นรายหนึ่งซึ่งเรื่องอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น ได้สร้างความไม่พอใจให้กับนายนวัธที่กระโดดถีบ ว่าที่ผู้สมัครที่คาดว่าจะมาลงสมัครในเขตเดิมของตน ท่ามกลางบรรดาแกนนำพรรคเพื่อไทยที่อยู่ในการประชุมวันนั้น กระทั่งนายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรคเพื่อไทยในขณะนั้นต้องเข้าห้ามปรามแต่นายนวัธก็ไม่ยอมหยุด นายภูมิธรรมต้องต้องขอให้ “ว่าที่ผู้สมัครคนใหม่” เดินหนีออกไปแทน

มาปะทุขึ้นเมื่อนายนวัธ ส.ส.ขอนแก่นพรรคเพื่อไทยลุกขึ้นอภิปรายในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรเมื่อวันที่ 10 กันยายนที่ผ่านมา ระหว่างการพิจารณา สรุปแนวทางการพิจารณาศึกษาเรื่องการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วน ซึ่งนายยุทธพงษ์ เป็นหนึ่งในคณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญพิจารณาศึกษาการขยายสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า (บีทีเอส) ชุดนี้ด้วย โดยนายนวัธ กล่าวตอนหนึ่งว่า มีข่าวลือทั้งสภาว่า กมธ.บางท่านมีส่วนได้ส่วนเสียกับเรื่องการต่อสัมปทานครั้งนี้ ร้อนถึง นายยุทธพงษ์ ในฐานะ กมธ.เสียงข้างมากต้องลุกขึ้นปกป้องศักดิ์ศรี พร้อมกับท้านายนวัธด้วยว่า ถ้ามีหลักฐานก็ให้ไปดำเนินคดีกับผู้นั้นเลย พร้อมยืนยันว่า กมธ.ชุดนี้ทำงานไม่มีใครคดโกง พร้อมเหน็บกลับไปถึงคดีความส่วนตัวของนายนวัธ 

เรื่องไม่จบอยู่ที่ห้องประชุมรัฐสภาเมื่อนายนวัธ เก็บความเดือดดาลมาระเบิดที่ห้องนายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย เมื่อนายนวัธพาชายฉกรรจ์ 2 คนไปล็อกตัวนายยุทธพงษ์และตบหัวไป 1 ที กระทั่งมีส.ส.ที่อยู่ในห้องมาช่วยกันพาตัวนายนวัธและชายฉกรรจ์ออกไปจากห้อง

ภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฉากหน้าที่สังคมรับรู้รับทราบแต่เบื้องลึกของเรื่องนี้มีมากกว่านั้น ตอนหนึ่งในรายการนายบากบั่นตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่า เป็นเรื่องของผลประโยชน์มูลค่ามหาศาลอย่างชัดเจน จากกรณีที่ก่อนหน้านี้ในการประชุม กมธ.ส.ส. พิจารณารายงานศึกษาการขยายสัญญาสัมปทานทางด่วนและรถไฟฟ้า(บีทีเอส) เมื่อวันที่ 20 สิงหาคม 2562 ได้มีมติเสียงข้างมากเห็นด้วยกับการต่อสัญญาสัมปทานทางด่วนระหว่าง การทางพิเศษแห่งประเทศไทย (กทพ.) กับ บริษัท ทางด่วนและรถไฟฟ้ากรุงเทพ จำกัด (มหาชน) (BEM) เพื่อยุติข้อพิพาทที่มีการประเมินมูลค่าสูงถึง 1.37 แสนล้านบาท ที่ กทพ.ต้องจ่ายให้เอกชน แต่มีมติไม่เห็นด้วยกับการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าสายสีเขียวกับ บมจ. บีทีเอส กรุ๊ปโฮลดิ้งส์ (BTS) ที่จะหมดสัญญาลงในปี 2572 ต่อไปอีก 40 ปี

 “เรื่องราวของผลประโยชน์เมกะโปรเจค คือ ฉากหลังที่แท้จริงของเบื้องหน้าแม็กมวยไทยโซ้ยกับพี่โจ้ ณ มหาสารคาม นายบากบั่น กล่าว


หน้าแรก / Politics “ไวพจน์”หลุดเก้าอี้ส.ส. หลังศาลฎีกาพิพากษาคุก4ปี

“ไวพจน์”หลุดเก้าอี้ส.ส. หลังศาลฎีกาพิพากษาคุก4ปี

11 Sep 2019
 
เหตุการณ์แกนนำ นปช. บุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนกับประเทศคู่เจรจา ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ เมื่อปี 2552 ซึ่งจัดขึ้นที่โรงแรมรอยัล คลิฟ บีช รีสอร์ท เมืองพัทยา  ล่าสุด(11 ก.ย.62 )ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลชั้นต้น และศาลอุธรณ์  ตัดสินจำคุกนายอริสมันต์ กับพวกเป็นเวลา 4 ปี โดยไม่รอลงอาญา

ที่น่าสนคือพ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ แกนนำนปช.ที่ย้ายจากพรรคพลังประชาชน มาซบพรรคพลังประชารัฐ และปัจจุบันได้รับเลือกเป็นส.ส.กำแพงเพชร ในการเลือกตั้งครั้งล่าสุด    จากคำพิพากษาดังกล่าว  ส่งผลให้พ.ต.ท.ไวพจน์ พ้นจากการเป็น ส.ส.เพราะศาลได้ตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา  ตำรวจสามารถออกหมายจับได้ทันที  หลังจากนี้ต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ ในเขต 2  จังหวัดกำแพงเพชร เช่นเดียวกับที่จะมีการจัดเลือกตั้งใหม่ในจังหวัดนครปฐม


พ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์

พ.ต.ท. ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์
 
นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี ระบุว่า เมื่อศาลฎีกาพิพากษาแล้ว จึงไม่เกี่ยวกับเอกสิทธิ์คุ้มครอง ส.ส.เพราะเอกสิทธิ์จะคุ้มครองเฉพาะตอนต่อสู้คดีเท่านั้น แต่เมื่อศาลพิพากษาแล้ว จึงไม่เกี่ยวกัน ดังนั้นกรณีนี้ถือว่า พ.ต.ท.ไวพจน์ พ้นจากการเป็น ส.ส.เพราะศาลได้ตัดสินจำคุกโดยไม่รอลงอาญา

“เมื่อมีคำพิพากษาจำคุกแล้ว ตำรวจสามารถออกหมายจับได้ทันที ด้วยเหตุนี้จึงต้องมีการจัดการเลือกตั้งใหม่ในเขตของ พ.ต.ท.ไวพจน์ เช่นเดียวกับที่จะมีการจัดเลือกตั้งใหม่ในจังหวัดนครปฐมที่ ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ลาออก ซึ่งแน่นอนว่าจะมีผลต่อคะแนนรวมของพรรคด้วย แต่ไม่ทราบว่าจะมีผลมากน้อยเพียงใด”

นอกจากนี้ยังมีแกนนำนปช.ล้มประชุมอาเซียนที่ถูกศาลพิพากษาจำคุก 4ปี โดยไม่รอลงอาญา  ประกอบด้วย

อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง

อริสมันต์ พงศ์เรืองรอง
 
นายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง ได้รับเลือกตั้งเป็นส.ส.กทม.ปี 2538  สังกัดพรรคพลังธรรม  ต่อมาในปี 2548 ย้ายสังกัดลงเลือกตั้งพรรคไทยรักไทย  ได้เป็นส.ส.บัญชีรายชื่อ  และเป็นเลขานุการของนายประชา มาลีนนท์  รมว.พัฒนาสังคมและความมั้นคงของมนุษย์ ในขณะนั้น

ในการเลือกตั้งส.ส.ปี 2550 อริสมันต์  ลงเลือกตั้งส.ส.กทม. พรรคพลังประชาชนแต่ไม่ได้รับเลือกตั้ง  และได้เข้าร่วมกับแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) 

นายนิสิต สินธุไพร  อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด  และเป็นผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลร้อยเอ็ด ยูไนเต็ล

ขณะที่แกนนำ นปช. ที่ถูกจำคุกและยังเหนียวแน่นอยู่กับพรรคเพื่อไทย   ประกอบด้วย นายนิสิต สินธุไพร  อดีตส.ส.ร้อยเอ็ด  และเป็นผู้อำนวยการสโมสรฟุตบอลร้อยเอ็ด ยูไนเต็ล

 
นายพายัพ ปั้นเกตุ  เป็นอดีตส.ส.จังหวัดสิงห์บุรี พรรคไทยรักไทย ในปี 2544 แต่ถูก กกต.ตัดสิทธิให้ใบเหลืองในปีต่อมา   ได้รับเลือกตั้งเข้ามาในการเลือกตั้งซ่อมปี 2548   เป็นส.ส.ในปี 2549  ลงสมัครรับเลือกตั้งส.ส.ครั้งแรกและได้เป็นส.ส. บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทยในปี 2554  

นายวรชัย เหมะ  เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มคนเสื้อแดงประจำจังหวัดสมุทรปราการ ช่วงหลังรัฐประหาร 19 ก.ย.2549 ลงเลือกตั้งครั้งแรกและได้เป็นส.ส.จังหวัดสมุทรปราการ พรรคเพื่อไทย ปี 2554  

นายวันชนะ เกิดดี  ก่อนเข้ามามีบทบาทใน นปช. เคยเป็นนักร้องสังกัดบริษัทชัวร์ ออดิโอ จำกัด 

นายศักดา นพสิทธิ์  เป็นประธานแนวร่วมนปช.จังหวัดชลบุรี  เคยลงเลือกตั้งส.ส. ชลบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในปี 2544  แต่สอบตก   ลงเลือกตั้งแก้ตัวอีกครั้งในปี 2548 พรรคไทยรักไทย แต่สอบตกอีกครั้งจึงได้รับแต่งเป็นโฆษกพรรคเพื่อไทย ปัจจุบันเป็นรองเลขาธิการพรรคเพื่อชาติ  

นายพิเชษฐ์ สุขจินดาทอง  ได้ชื่อว่าเป็นมือขวาของ พล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือ “เสธ.แดง”  มีบทบาทในทางการเมืองผ่านกลุ่มองค์กรพลังแผ่นดินแห่งประเทศไทย ในฐานะเลขาธิการกลุ่มองค์กรพลังแผ่นดิน  และเคยมีตำแหน่งประจำสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี  ในปี 2556

วรชัย เหมะ

วรชัย เหมะ

นายสำเริง ประจำเรือ อดีตสมาชิกองค์การบริหารส่วนจังหวัด(ส.อบจ.)จันทบุรี เป็นแกนนำกลุ่มเสื้อแดงจันทบุรี ที่เอาการเอางาน และมีบทบาทนำมวลชนในพื้นที่เข้าร่วมเคลื่อนไหวใหญ่กับนปช.ในส่วนกลางอย่างต่อเนื่อง ในช่วงความขัดแย้งทางการเมืองสูงที่ผ่านมา รวมทั้งระดมพลมาสมทบการปิดล้อมและบุกล้มการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน ในปี 2551 จนเป็นเหตุให้ต้องคดีจนถูกพิพากษาให้ติดคุก

นายนพพร นามเชียงใต้ เป็นแกนนำมวลชนต่อต้านการรัฐประหารของคมช.ตั้งแต่แรก ต่อมาเข้าร่วมเคลื่อนไหวในนามกลุ่ม"คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ" กับ“วราวุธ ฐานังกูร-สุดชาย บุญไชย-ดารนี ชาญเชิงศิลปกุล ที่ยื่นถวายฎีกาให้ปลดพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ จากตำแหน่งองคมนตรี โดยกล่าวหาว่ารู้เห็นเป็นใจให้เกิดการยึดอำนาจรัฐบาลทักษิณ 

นพ.วัลลภ  ยังตรง จบแพทยศาสตรบัณฑิต จากม.เชียงใหม่ เป็นส.ส.สมุทรปราการครั้งแรก ในการเลือกตั้งปี 2535/2 สังกัดพรรคพลังธรรม หลังเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ  เมื่อทักษิณทิ้งพลังธรรม ได้ติดตามคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ มาเข้าพรรคไทยรักไทย เป็นส.ส.สมุทรปราการหลายสมัย จนช่วงขัดแย้งทางการเมืองมีบทบาทเด่นคู่กับ"ประชา ประสพดี"  เป็น 1 ใน 111 กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี จึงส่งอนุสรา ภริยาลงสนามแทน โดยนพ.วัลลภยังคงมีบทบาทเคลื่อนไหวทางการเมืองในร่มเงาเพื่อไทยต่อมา

นายสิงห์ทอง บัวชุม เป็นคนเชียงใหม่ จบด้านกฎหมายจากม.รามคำแหง และปริญญาโทรัฐประศาสนศาสตร์ ม.ศรีปทุม สิงห์ทองเข้าร่วมเป็นทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทย เคลื่อนไหวยื่นร้องให้ตรวจสอบกรณีการเกณฑ์ทหารของอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สิงห์ทองเคยเป็นผู้สมัครส.ส.กทม.ของเพื่อไท

หน้าแรก / Politics เปิดศาลรธน.18ต.ค.ไต่สวน10ปาก“คดีธนาธร”ถือหุ้นสื่อ

เปิดศาลรธน.18ต.ค.ไต่สวน10ปาก“คดีธนาธร”ถือหุ้นสื่อ

11 Sep 2019
 
ศาลรัฐธรรมนูญนัดไต่สวนพยานศาล 10 ปากคดี “ธนาธร”ถือหุ้นสื่อ 18 ตุลาคมนี้

วันนี้ ( 11ก.ย.) ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาต่อในคดีที่คณะกรรมการการเลือกตั้งขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ  มาตรา  82  ว่า  สมาชิกภาพ ส.ส.ของนายธนาธร  จึงรุ่งเรืองกิจ  หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98 (3) หรือไม่ จากกรณีการถือครองในธุรกิจสื่อบริษัทวี-ลัค มีเดีย จำกัด โดยศาลได้กำหนดวันนัดไต่สวนพยานบุคคลของศาลจำนวน 10 ปากในวันศุกร์ที่  18 ตุลาคม เวลา 09.00 น. ณ.ห้องพิจารณาคดี ชั้น 3 ศาลรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้​ คาดว่า​ พยาน​ 10  ปากที่ศาลจะเรียกนอกจากนายธนาธรแล้ว​ น่าจะมีแม่ของนายธนาธร, หลาน​ผู้รับโอน​ 2 คน,  ภริยาของนายธนาธร, ทนาย​ และเจ้าหน้าที่กกต.

................................................
 
11 กันยายน 2562
 
 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net