วันที่ พุธ กันยายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

การฟ้องร้องผู้กระทำผิดไม่ได้เพราะหมดอายุความ : ผู้ใดรับผิดชอบ


การฟ้องร้องผู้กระทำผิดไม่ได้เพราะหมดอายุความ : ผู้ใดรับผิดชอบ

สมัยก่อนมีคำกล่าวที่ว่าข้าราชการไทย ทำงานแบบ “เช้าชามเย็นชาม”

ท่านใดจะเข้าใจอย่างไรผู้เขียนไม่กล้าฟันธง แต่ความเข้าใจของผู้เขียนก็คือข้าราชการทำงานล่าช้าหรืออู้งาน


ภาพจากกูเกิ้ล

ส่วนจะทำงานช้าหรืออู้งานเพราะขี้เกียจทำงาน สภาพร่างกายไม่อำนวย ไม่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างเพียงพอ หรือเพราะต้องการค่าน้ำร้อนน้ำชาหรือค่าน้ำมันหล่อลื่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 

 

ภาพจากกูเกิ้ล

ลองมาแยกแยะดูรายละเอียดเฉพาะกรณีที่สำคัญๆ ได้ ๓ กรณี ดังนี้

กรณีที่หนึ่ง กรณีอู้งานเพราะขี้เกียจทำงาน กรณีนี้ผู้บังคับบัญชาทุกระดับชั้น จะต้องรีบไขลาน หากไขลานอย่างไรก็ไม่ขึ้น ก็ต้องมาตรการหนักคือการดำเนินการเรื่องการให้ออกเพราะหย่อนสมรรถภาพในการทำงานต่อไป

 

ภาพจากกูเกิิ้ล

กรณีที่สอง กรณีข้าราชการไม่มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงานอย่างเพียงพอ กรณีนี้ในปัจจุบันอาจเป็นไปได้ง่าย เพราะความรู้ทางวิชาการใหม่ๆ และเทคโนโลยีใหม่ๆ มีมากขึ้น จึงเป็นเรื่องที่หน่วยงานเจ้าสังกัดจะต้องรีบพัฒนาข้าราชการผู้นั้นให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งนั้นได้ หากจำเป็นก็อาจต้องโยกย้ายไปทำหน้าที่อื่นที่เหมาะกับความรู้ความสามารถของข้าราชการผู้นั้นก็ได้

                  

 

ภาพจากกูเกิ้ล

กรณีที่สาม กรณีเรียกค่าน้ำร้อนน้ำชาหรือกล่าวง่ายๆ ว่าต้องการเงินนั่นแหละครับ

กรณีการทุจริตคอร์รัปชั่นโดยการเรียกร้องเงินทองจากประชาชนเป็นเรื่องที่หนักหนาสาหัสในวงราชการชนิดที่แก้อย่างไรก็ไม่มีทางหมด ยิ่งผู้บังคับบัญชามีเอี่ยวด้วยแล้ว ยิ่งแก้ไขยากเข้าไปใหญ่

 

ภาพจากกูเกิ้ล

จะเห็นได้ว่าไม่ว่ากรณีใดที่กล่าวไว้ข้างต้น ขึ้นอยู่กับความเอาใจใส่ของผู้บังคับบัญชาทั้งสิ้น

หากผู้บังคับบัญชาให้ความเป็นธรรมและปฏิบัติตนเป็นตัวอย่าง ชมเชยหรือให้รางวัลข้าราชการที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ และลงโทษผู้ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า สิ่งเหล่านี้ก็ย่อมน้อยลง

คงสงสัยแล้วซิว่าเขียนมาตั้งนานยังไม่เข้าเรื่องที่จั่วหัวไว้ข้างบน แต่ประการใด ใจเย็นๆ ครับ กำลังจะเข้าเรื่องตอนนี้แหละครับ

กฎหมายของไทยที่เกี่ยวข้องกับการสอบสวนหรือฟ้องร้องผู้ไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือระเบียบที่กำหนดไว้นั้น ได้กำหนดระยะเวลาในการสอบสวนหรือฟ้องร้องไว้แตกต่างกันเป็นกรณีๆ ไป


ภาพจากกูเกิ้ล

การกำหนดระยะเวลาไว้นั้น ผู้เขียนเข้าใจว่าเพื่อให้ผู้ที่กระทำความผิดได้รับทราบผลการกระทำโดยเร็ว

ผู้ที่ไม่เคยถูกสอบสวนทางวินัยหรือถูกดำเนินคดีไม่ว่าจะเป็นคดีเพ่งหรือคดีอาญา ไม่ทราบหรอกครับว่าผู้ที่ถูกสอบสวนหรือถูกฟ้องร้องนั้นทุกข์ระทมตรมใจแค่ไหน คดีสิ้นสุดไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไรก็จะได้จบเรื่องจบราวเสียที

นอกจากนี้ การกำหนดระยะเวลาในการสอบสวนหรือฟ้องร้องไว้ ก็ถือเป็นการเร่งรัดให้เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบได้ดำเนินการให้เสร็จสิ้นโดยเร็ว

จะเห็นได้ว่าคดีที่เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบดำเนินการล่าช้าจนหมดอายุความไม่อาจเอาผิดกับผู้กระทำผิดกฎหมายหรือระเบียบนั้นมีมากมาย ทั้งนี้ ก็มีสาเหตุมาจาก ๓ กรณี ดังกล่าวข้างต้นนั่นแหละครับ

อาจแตกต่างกันบ้างโดยเฉพาะกรณีการรับเงินทอง เพราะกรณีที่กล่าวก่อนหน้านี้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานล่าช้าเพราะต้องการเรียกร้องเงินทอง แต่กรณีการฟ้องร้องล่าช้านั้นผู้ถูกฟ้องอาจใช้เงินเพื่อดึงเรื่องให้ช้าเข้าไว้ เพราะจะได้หลุดพ้นจากคดีที่ถูกฟ้องร้อง

กรณีทำนองนี้ที่ดังมากๆ เป็นที่รับรู้รับทราบกันอย่างกว้างขวางก็นทีเห็นจะไม่พ้นกรณีสนามก๊อล์ฟอัลไพน์นั่นแหละครับ และที่ทราบกันหมาดๆ ก็คือกรณีนักการเมืองยื่นบัญชีทรัพย์สินไม่ครบถ้วน

กรณ๊ทำนองนี้ที่ไม่เป็นข่าวนั้น ก็ไม่ทราบว่าจะมีกี่ร้อยกี่พันเรื่อง แล้วก็ไม่ทราบเช่นกันว่าผู้บังคับบัญชาได้ดำเนินการลงโทษเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในเรื่องนั้นๆ บ้างหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร หรือว่าที่แล้วไปแล้วก็ขอให้แล้วกันไป

หากมีการลงโทษกันตาโทษานุโทษ ก็โปรดกรุณาประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้ทราบกันบ้าง ดีไหมครับ เผื่อจะได้เป็นการ “เชือดไก่ให้ลิงดู” หรือ “เชิดลิงให้ไก่ดู” ก็ได้ครับ

จะทำให้ผู้กระทำความผิดได้รับโทษตามความผิดที่ได้กระทำ และทำให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบในคดีต่างๆ จะได้ไม่กล้าทำอีก

พุธทรัพย์ มณีศรี

โดย พุธทรัพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net