วันที่ พฤหัสบดี กันยายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

อดีตผู้พิพากษากางกฎหมายสอนมวยอดีตผบ.ตร.ปมยิงกบฏไม่ผิด!


สวัสดีครับ

         ความเป็นเพื่อนร่วมสถาบันเตรียมทหาร ระหว่างรุ่นพี่ พล.ต..อ.เสรีย์พิสุทธิ์ เตมียาเวสน์ กับรุ่นน้องที่ห่างกันถึง 17 รุ่น พล.อ.

ประยุทธ์ จันทร์โอชา ไม่น่าจะอยู่ในระบบความสัมพันธ์อันดีแม้แต่น้อย เพราะจากภาวะการณ์ที่เห็นกันได้ตลอดมานั้น  ทางฝ่ายรุ่นพี่

ดูเหมือนจะพกเอาแต่ความเคียดแค้นรุ่นน้องอยู่ตลอดเวลาที่ผ่านมามิใช่น้อย

         เราก็ดูกันไปนะครับ ว่าสายสัมพันธ์ของสองเพื่อนร่วมสถาบันคู่นี้จะกระเตื้องขึ้น หรือจะยิ่งจมดิ่งอีกต่อไป

  

 

 

วาทกรรม 'ไพร่' เพื่อพ่ายสภา

    
 

                 และแล้ว...........

 

                งานลงรักปิดทองนายกฯ ประยุทธ์ของฝ่ายค้าน เมื่อวาน (๑๘ ก.ย.๖๒) ก็ผ่านไป พร้อมสภาปิดสมัยประชุม

                เปิดอีกที ก็ พฤศจิกาโน่น!

                ติดตามฟังกันหรือเปล่าล่ะ ถ้าฟังบางท่านอาจสงสัย นี่งานอภิปราย หรืองาน "ไล่นายกฯ" กันแน่?

                เพราะตั้งแต่เปิดหัวตอนเช้า ยันปิดตูดตอนเย็น ฝ่ายค้านงุ่นง่านอยู่ ๒ ประเด็น

                ๑.พร่ำเพ้อให้นายกฯ "ลาออก"

                ๒.ประชด-ประชัน "นายกฯ ทำอะไรก็ไม่ผิด"

                ในประเด็นให้ลาออก จับใจความได้ว่า นอกจากพ่อเขา "ทักษิณ" หรือพวกเขา "ระบอบทักษิณ" แล้ว

                นอกนั้น........

                ใครมาเป็นนายกฯ "ผิด-ใช้ไม่ได้" ทั้งนั้น!

                ในประเด็น "นายกฯ ทำอะไรก็ไม่ผิด" ขุนพลเหลือเดนของฝ่ายค้าน ท่าทางจะเป็นเอามาก

                "ประชดนายกฯ" ไม่เป็นไร

                แต่การกระแทกแดกดันไปถึง "ศาลรัฐธรรมนูญ" ที่วินิจฉัยคำร้องนายกฯ ต่างๆ ผลออกมาไม่เป็นดั่งใจตน นั้น

                ชักจะออกลายเดิมในสมัยยิ่งลักษณ์อีกแล้ว ที่ทั้งพรรค ทั้งสภาเพื่อไทย เมื่อไม่เป็นดังใจ ก็ประกาศ "ไม่รับอำนาจศาล"

                มันไม่ใช่เรื่อง "นายกฯ ทำอะไรก็ไม่ผิด" หรอก

                แต่เป็นเรื่อง "ฝ่ายค้านเคยทำอะไรถูก" หรือไม่ตะหาก เพราะแต่ละเรื่องที่ปั้นไปกล่าวหาเขาน่ะ

                ทั้งเรื่องถวายสัตย์ฯ ไม่ครบ เรื่อง "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ"

                "ผิด-ไม่ผิด" ศาลฯ ก็แจกแจงให้ทราบด้วยข้อกฎหมายในทุกคำวินิจฉัย

                จึงไม่ควรสร้างวาทกรรมบิดเบือน "เป็นลิ่ม" ตอกให้สังคมแตกแยก ด้วยหลงเข้าใจผิดๆ ถูกๆ

                เรื่องถวายสัตย์ปฏิญาณ.......

                ศาลฯ ก็บอกแล้วเมื่อ ๑๑ ก.ย.๖๒ ว่า เป็นเรื่องการเมือง ระหว่างรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์

                ไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญ จึงไม่รับคำร้องไว้พิจารณา

                ในหลักปฏิบัติ เรื่องนี้ คนมีสำนึกชอบตามกรอบ มันจบแล้ว จะไม่หยิบขึ้นมาเป็นประเด็นเค้นสอบเชิง "หาเรื่อง" อีก

                แต่เพราะแรงแค้นเหนือสำนึกค้าน......

                จึงทำเดียงสาตาใส ใช้คราบสภาเป็น "วังจระเข้" หวังลากนายกฯ ลงไปฟัดในน้ำ

                เจตนาต้องการให้นายกฯ ตอบ

                ไม่ใช่อยากรู้.........

                แต่ต้องการ "จับผิด-โยงประเด็น" จากคำตอบนายกฯ ในเมื่อเป็นเรื่องเฉพาะรัฐบาลกับพระมหากษัตริย์

                เมื่อตอบ ก็แน่นอน ย่อมหนีไม่พ้นที่ต้องกล่าวถึงในความต่อเนื่อง

                และนั่น ขบวนการโซเชียลแปลงสารของเขา ก็จะลงมือละเลงกันทันที

                นายกฯ "นิ่งเสียตำลึงทอง" ดีที่สุด!

                ประเด็นถวายสัตย์ปฏิญาณ ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ มีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา นั้น

                เพราะอะไร.......

                ผมจะเอาความชัดๆ มาให้อ่านกันอีกที เพื่อขจัดปัญหาพวกขยุ้มคำไปสุมฟืน-ใส่ไฟ ดังนี้

                "ศาลรัฐธรรมนูญได้พิจารณาข้อเท็จจริงตามคำร้องและเอกสารประกอบคำร้องแล้ว

                เห็นว่า แม้ข้อเท็จจริงจะปรากฏว่านายภาณุพงศ์ ได้ยื่นคำร้อง และผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นว่า การกระทำที่ถูกกล่าวอ้างว่าละเมิดสิทธิ์และเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำที่ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

                และยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 ประกอบ  พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 7 (11) และมาตรา 46 ก็ตาม

                แต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (1)  บัญญัติว่า

                "การใช้สิทธิยื่นคำร้องตามมาตรา 46 ต้องเป็นการกระทำที่เป็นการละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพอันเกิดจากการกระทำของหน่วยงานของรัฐ เจ้าหน้าที่ของรัฐ หรือหน่วยงานซึ่งใช้อำนาจรัฐ และต้องมิใช่เป็นกรณีอย่างหนึ่งอย่างใดดังต่อไปนี้

                (1) การกระทำของรัฐบาล และมาตรา 46 วรรคสาม บัญญัติว่า '...ถ้าศาลเห็นว่า เป็นกรณีต้องห้าม ตามมาตรา 47 ให้ศาลสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณา'

                เห็นว่า การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์เป็นการกระทำทางการเมือง (Political Issue) ของคณะรัฐมนตรีในฐานะที่เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญฝ่ายบริหารในความสัมพันธ์เฉพาะกับพระมหากษัตริย์

                อันอยู่ในความหมายของการกระทำของรัฐบาล (ACT of Government) ตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 47 (1)

                ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญ ไม่อาจรับคำร้องไว้พิจารณาได้ ตามมาตรา 46 วรรคสาม

                ประกอบกับเมื่อวันที่ 16 ก.ค.2562 เวลา 17.45 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระบรมราชวโรกาสให้นายกรัฐมนตรี

                นำคณะรัฐมนตรี ซึ่งทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณ ก่อนเข้ารับหน้าที่ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต

                หลังจากนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีกล่าวคำถวายสัตย์ปฏิญาณจบ

                พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัส เพื่อให้นายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีได้น้อมนำไปเป็นแนวทางในการบริหารราชการแผ่นดิน

                ต่อมา เมื่อวันที่ 27 ส.ค.2562 เวลา 09.00 น. นายกรัฐมนตรีพร้อมคณะรัฐมนตรี ได้เข้ารับพระราชดำรัสในโอกาสเข้าเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทถวายสัตย์ปฏิญาณก่อนเข้ารับหน้าที่

                ซึ่งพระราชทานเป็นลายลักษณ์อักษร พร้อมทั้งทรงลงพระปรมาภิไธย โดยเข้ารับต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ ณ ทำเนียบรัฐบาล

                การถวายสัตย์ปฏิญาณต่อพระมหากษัตริย์ดังกล่าว จึงไม่อยู่ในอำนาจการตรวจสอบขององค์กรตามรัฐธรรมนูญใด"

                เอาล่ะ....ประเด็นถวายสัตย์ฯ จบไปแล้ว

                เมื่อวาน (๑๘ ก.ย.๖๒) ก็ถึงเรื่อง "นายกฯ คสช." เป็น "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" หรือไม่?

                มีคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญออกมา สรุป ดังนี้

                มีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่า...........

                คสช.ได้ยึดอำนาจเมื่อ 22 พ.ค.57 ต่อมาออกประกาศเรื่องควบคุมอำนาจในการปกครองประเทศ แต่งตั้งผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญในการรักษาความสงบแห่งชาติ

                 มีชื่อ พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช.และมีอำนาจหน้าที่ในตำแหน่งนายกรัฐมนตรี 

                รวมถึง ต่อมามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง พล.อ.ประยุทธ์ เป็นหัวหน้า คสช.

                และประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว ปี 2557 โดยมาตรา 42 วรรค 1 บัญญัติให้ คสช. เป็น คสช. ต่อไป

                ต่อมา เมื่อวันที่ 6 เม.ย.60 ประกาศใช้รัฐธรรมนูญ 2560 โดยมาตรา 264 วรรคหนึ่ง

                บัญญัติให้คณะรัฐมนตรีที่บริหารราชการแผ่นดินอยู่ในวันก่อนประกาศใช้รัฐธรรมนูญ เป็นคณะรัฐมนตรี ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

                จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ได้รับการแต่งตั้งใหม่หลังการเลือกตั้งทั่วไปครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญจะเข้ารับหน้าที่

                โดยรัฐธรรมนูญ มาตรา 265 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้ คสช. ยังคงอยู่ในตำแหน่ง เพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไป จนกว่าคณะรัฐมนตรี ที่ตั้งขึ้นใหม่หลังเลือกตั้ง จะเข้ารับหน้าที่  

                ซึ่งในประเด็นความเป็นรัฐมนตรีของ พล.อ.ประยุทธ์ สิ้นสุดลงเฉพาะตัว เนื่องจากเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ หรือไม่?

                ศาลรัฐธรรมนูญเคยมีคำวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 5/2543 ซึ่งใช้รัฐธรรมนูญปี 2540

                โดยเป็นมาตรา 109 (11) ซึ่งเป็นหลักการเดียวกันกับรัฐธรรมนูญปี 2560 มาตรา 98 (15)

                สรุปได้ว่า.........

                การพิจารณาความหมายคำว่า "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" ตามมาตรา 109 (11) ของบุคคลในการสมัครรับเลือกตั้ง ส.ส. และ ส.ว. จึงต้องตีความอย่างแคบ

                และได้กำหนดลักษณะ "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" ไว้ว่า

                1.ได้รับแต่งตั้งหรือเลือกตั้งตามกฎหมาย

                2.มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการหรือหน้าที่ปฏิบัติการให้เป็นไปตามกฎหมายและปฏิบัติงานประจำ

                3.อยู่ในบังคับบัญชาหรือในกำกับดูแลของรัฐ และ

                4.มีเงินเดือน ค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนตามกฎหมาย 

                ส่วนคำว่า "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ".........

                รัฐธรรมนูญ 60 ไม่ได้บัญญัตินิยามเจ้า "หน้าที่อื่นของรัฐ" ตามมาตรา 98 (15) ไว้

                การตีความคำว่า "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ".........

                จึงต้องตีความให้สอดคล้องกับบริบทและเจตนารมณ์ของกฎหมายที่บัญญัติถึงคำว่า "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ"

                กล่าวคือ รัฐธรรมนูญมีเจตนารมณ์ที่จะไม่ให้ข้าราชการเข้ามาเป็นนักการเมืองตามที่บัญญัติไว้ก่อนแล้วในมาตรา 98 (12) คือเป็นข้าราชการที่มีเงินเดือนประจำ นอกจากข้าราชการการเมือง

                แต่คำว่า "ข้าราชการ" ยังไม่ครอบคลุมถึงบุคคลที่มีลักษณะเดียวกับข้าราชการ จึงได้บัญญัติมาตรา 98 (15) ไว้อีกว่า

                เป็นพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยราชการของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ หรือเป็นเจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ

                อันเป็นเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่นอกจากไม่ต้องการให้ข้าราชการเป็นนักการเมืองแล้ว

                ยังให้รวมถึงพนักงานหรือลูกจ้างของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจด้วย 

                ถ้อยคำที่บัญญัติถึง "เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ" เป็นการบัญญัติเพื่อให้ครอบคลุมถึงบุคคลที่มีคุณสมบัติและสถานะเช่นเดียวกันกับพนักงานหรือลูกจ้างของหน่วยราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ ซึ่งอาจมีชื่อเรียกเป็นอย่างอื่น

                ประกอบกับ "ลักษณะต้องห้าม" เป็นกฎหมายที่จำกัดสิทธิบุคคล จึงจำเป็นต้องตีความอย่างแคบ 

                การตีความถ้อยคำที่มีความหมายทั่วไปต่อท้ายคำเฉพาะหลายคำที่นำหน้ามาก่อนนั้น

                จึงต้องตีความทั่วไปให้มีความหมายสอดคล้องกับคำเฉพาะและแคบกว่าความหมายธรรมดาทั่วไป

                โดยต้องมีความเฉพาะประเภทเดียวกัน ซึ่งเป็นไปตามหลักสากลโดยทั่วไป 

                ตำแหน่งหัวหน้า คสช. .........

                มาจากการยึดอำนาจการปกครองประเทศ เมื่อวันที่ 22 พ.ค.57

                ต่อมามีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พล.อ.ประยุทธ์ หัวหน้า คสช.เป็นนายกรัฐมนตรีบริหารประเทศ 

                การแต่งตั้งหัวหน้า คสช.ผลสืบเนื่องจากการยึดอำนาจ และเป็นตำแหน่งที่ใช้อำนาจรัฏฐาธิปัตย์ที่เป็นอำนาจสูงสุดในการปกครองประเทศ

                เห็นได้จากการออกประกาศ หรือคำสั่งหลายฉบับ หัวหน้า คสช.ไม่อยู่ภายใต้การบังคับบัญชาหรือการกำกับดูแลของรัฐ หรือหน่วยงานของรัฐใด

                และเป็นตำแหน่งที่ไม่ได้รับการแต่งตั้งโดยกฎหมายใด ตำแหน่งได้รับการแต่งตั้งโดยกฎหมาย ไม่มีกฎหมายใดกำหนดการเข้าสู่ตำแหน่ง

                มีอำนาจหน้าที่เฉพาะชั่วคราว ช่วงระยะเวลาหนึ่ง มีอำนาจในการรักษาความสงบเรียบร้อย ความมั่นคงของประเทศของประชาชน

                ดังนั้น...........

                ตำแหน่งหัวหน้า คสช.ไม่มีสถานะตำแหน่งหน้าที่ หรือลักษณะงาน ทำนองเดียวกันกับพนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือรัฐวิสาหกิจ

                และไม่ใช่เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ ตามมาตรา 98 (15) 

                เนี่ย..........

                ทุกคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ใช่สักแต่ว่าตัดสินผิด-ถูก หากแต่ในทุกคำตัดสิน ท่านต้องแจกแจงที่มา-ที่ไปตามตัวบทกฎหมายให้ทราบทุกขั้นตอน

                ดังนั้น การพล่อยๆ ว่า "นายกฯ ทำอะไรก็ไม่ผิด" เป็นการใช้ความรู้สึก "ได้ประโยชน์-เสียประโยชน์" ฝ่ายตน เป็นตัวตัดสิน

                คำพูด-สันดาน-หน้าตา..........

                ที่เคยสถาปนาตัวเองเป็นพวก "ไพร่" นั้น ถูกต้องแล้ว! 

 

สะดุ้งกันเป็นแถบ!ที่แท้เอกสารลับคือ'รายชื่อ'ขบวนการทำลายประเทศ

    
 

 เมื่อถามว่าเอกสารดังกล่าวมีความเกี่ยวโยงกับกลุ่มนักการเมืองหรือไม่โดย พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องของฝ่ายความมั่นคง เอกสารลับก็คือเอกสารลับจะมาเผยแพร่ได้อย่างไร

ดราม่าร้อนฉ่า!'ดร.อาทิตย์'ชื่นชม'คุณช่อ'ส.ส.คุณภาพแห่งสภาไทย

    
 

18 ก.ย.62- หลังดร.อาทิตย์ อุไรรัตน์  อดีตประธานรัฐสภา โพสต์รูปถ่ายคู่กับ น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรคอนาคตใหม่  พร้อมระบุข้อความว่า เจอรัฐศาสตร์จุฬารุ่นเหลน สส. คุณภาพ แห่งสภาไทย

 

โพสต์ดังกล่าวมีผู้เข้าไปแสดงความเห็นจำนวนมาก และตั้งคำถามกับ ดร.อาทิตย์ ว่าทำไมถึงกล้าการันตีว่า น.ส.พรรณิการ์ เป็นส.ส.คุณภาพ เนื่องจากก่อนนี้ถูกแจ้งดำเนินคดีฐานหมิ่นพระบรมเดชานุภาพ จากการโพสต์ในเฟซบุ๊ก สุ่มเสี่ยงหมิ่นสถาบันพระมหากษัตริย์

ทำให้ดร.อาทิตย์ เข้าไปชี้แจงว่า สังคมธรรมาธิปไตยจะเกิดขึ้นได้ ประชาชนควรจะเปิดใจกว้างรับฟังความเห็นที่แตกต่างกันด้วยความเข้าใจและเห็นอกเห็นใจซึ่งกันและกัน ทุกคนมีจุดเด่นจุดดีและจุดด้อยด้วยกันทั้งสิ้น การสร้างความปรองดองและความรักสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติ ต้องให้โอกาสและปรับตัวเข้าหากัน ไม่ใช่ทำโดยความเกลียดชังทำลายล้างซึ่งกันและกัน เพราะจะไม่มีวันสิ้นสุดและไม่ใช่วิธีที่นำชัยชนะมาสู่ส่วนรวมและฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดอย่างแน่นอน.

 

รมต.จีนเข้าพบ'บิ๊กตู่'ชื่นชมรัฐบาลไทยบริหารประเทศพัฒนาก้าวหน้า

    
 


รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ฯ ขอบคุณรัฐบาลไทยที่ให้ความร่วมมือและสนับสนุนความสัมพันธ์ไทย-จีนในทุกมิติ การมาเยือนไทยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนการสานต่อและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลและระหว่างพรรคการเมืองของทั้งสองประเทศให้แน่นแฟ้น ใกล้ชิด ทั้งนี้ ชื่นชมการบริหารประเทศของนายกรัฐมนตรีที่เห็นได้ชัดว่ามีความพัฒนาอย่างก้าวหน้า ทั้งการเมือง เศรษฐกิจ สังคม ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของประชาชนดีขึ้น ประเทศจีนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสัมพันธ์กับไทยมาก โดยเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่จะทูลเกล้าฯ ถวายสมเด็จพระเทพมีผู้ได้รับเพียง 6 ท่าน จากทั่วโลก ในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ฯ ได้ส่งความปรารถนาดีที่นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีสาธารณรัฐประชาชนจีน นายหลี่ เค่อเฉียง นายกรัฐมนตรีสาธารณรัฐประชาชนจีน ฝากมาถึงนายกรัฐมนตรี

ทั้งสองฝ่ายพร้อมที่จะสนับสนุนความร่วมมือระหว่างกันในทุกด้าน ด้านการเมือง สร้างความเข้าใจ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกัน ด้านเศรษฐกิจ พร้อมให้ความร่วมมือความเชื่อมโยงทางนโยบาย อาทิ EEC ของไทย กับ GBA ของจีน ด้านการท่องเที่ยว นายกรัฐมนตรีขอบคุณที่คนจีนยังเดินทางมาเที่ยวไทยอย่างต่อเนื่องไทยพร้อมดูแลและสนับสนุนการท่องเที่ยวระหว่างกัน และทั้งสองฝ่ายพร้อมสนับสนุนการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างกันในด้านอื่นๆ อาทิ การศึกษา เทคโนโลยี วิทยาศาสตร์ และในโอกาสนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ฯ ได้เชิญให้ฝ่ายไทยไปศึกษาดูงานด้านต่างๆ ที่มีความสนใจ

นอกจากนี้ จีนชื่นชมการเป็นประธานอาเซียนของไทย และพร้อมสนับสนุนบทบาทของไทยในระดับอนุภูมิภาคและภูมิภาค ทั้งในกรอบ ACMECS ในฐานะ Development Partner โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ฯ เชื่อมั่นว่า การเจรจาอย่างใกล้ชิดในภูมิภาคจะทำให้สามารถบรรลุการแก้ไขปัญหาต่างๆได้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ขอบคุณที่จีนให้ความสำคัญกับบทบาทของไทยในภูมิภาค และขอให้จีนสนับสนุนให้ผลการเจรจา RCEP สำเร็จภายในปีนี้

ในตอนท้าย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิเทศสัมพันธ์ฯ ได้มอบแผ่นป้ายภาษาจีน "เหอจั้วก้งอิ๋ง" ที่มีความหมายว่า "ความร่วมมือที่ให้ประโยชน์กับทุกฝ่าย" แด่นายกรัฐมนตรี

'อดีตผู้พิพากษา'กางกฎหมายสอนมวย'อดีตผบ.ตร.'ปมยิงกบฏไม่ผิด!

    
 

19 ก.ย.62 - นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาศาลฎีกา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Chuchart Srisaeng ระบุว่า.....เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 พลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ เตมีเวส พูดในสภาผู้แทนราษฎรถึงเรื่องที่พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เคยกล่าวว่าถ้าพลตำรวจเสรีพิศุทธ์ใช้อาวุธปืนยิงพลเอกประยุทธผู้ยิงก็ต้องติดคุก
.....โดยกล่าวว่า "ผมเรียนเลยว่า ขนาดกฎหมายพื้นฐาน กฎหมายอาญาเบื้องต้น ท่านยังไม่มีความรู้เลย การยึดอำนาจเป็นกบฏ ถ้าผมยิงคนเป็นกบฏ ผมไม่ผิดกฎหมายครับ"

.....ในฐานะเป็นคนที่เรียนมาด้านกฎหมาย เคยปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้พิพากษา ทั้งเคยสอนวิชากฎหมาย ขอยืนยันว่าประมวลกฎหมายอาญาไม่มีบทบัญญัติมาตราใดที่บัญญัติว่าบุคคลหนึ่งบุคคลใดสามารถใช้อาวุธปืนยิงหรือใช้อาวุธอื่นฆ่าผู้ที่กระทำผิดฐานเป็นกบฎหรือกระทำผิดฐานอื่นๆ ได้ โดยถือว่าเป็นการกระทำที่ชอบด้วยกฎหมาย

.....ส่วนประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
........มาตรา 78 บัญญัติว่า เจ้าพนักงานตำรวจจะจับผู้ใดโดยไม่มีหมายจับไม่ได้ เว้นแต่บุคคลได้กระทำผิดซึ่งหน้า
........มาตรา 79 บัญญัติว่า ราษฎรจะจับผู้อื่นไม่ได้เว้นแต่เจ้าพนักงานที่มีหมายจับขอให้ช่วยเหลือตามมาตรา 82 หรือเมื่อบุคคลนั้นกระทำผิดซึ่งหน้าที่ได้ระบุไว้ในบัญชีท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา
.....บทบัญญัติในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาก็เป็นเรื่องการจับโดยไม่ต้องมีหมายจับเท่านั้น ไม่มีบทบัญญัติในมาตราใดที่อนุญาตให้เจ้าพนักงานหรือราษฎรสามารถยิงหรือใช้อาวุธอื่นใดฆ่าผู้กระทำผิดได้เช่นเดียว กัน

.....น่าสงสัยว่าพลตำรวจเอกเสรีพิศุทธ์ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติมีความรู้เกี่ยวกับกฎหมายอาญาดังที่อ้างหรือไม่รู้เลย.

 

 

 

 

 ..............................................................
 

 

 


หน้าแรก / World "ทรัมป์-สี"ใช้เวทีไทย สงบศึกสงครามการค้า

"ทรัมป์-สี"ใช้เวทีไทย สงบศึกสงครามการค้า

19 Sep 2019
 
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น  ทีม “อเวนเจอร์-เศรษฐกิจสมัยใหม่” พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า  “ข่าวแว่วมาแรงส์ =สีจิ้นผิงพญามังกร กับโดนัลด์ ทรัมป์ พญาอินทรีย์ จะมาประชุมที่ไทยแลนด์ !!!  งานนี้เตรียมรับมือชั้นสูงสุดได้เลยจ้า”

เรื่องดังกล่าว “ฐานเศรษฐกิจ”ได้ติดต่อเพื่อสอบถามรายละเอียดไปยังดร.อักษรศรี ได้รับคำตอบทางไลน์สั้น ๆ ว่า “รอทางการแถลงนะคะ”

อย่างไรก็ดีการเดินทางมาไทยครั้งนี้ของ 2 ผู้นำโลกครั้งนี้คาดจะเดินทางมาร่วมประชุมสุดยอดอาเซียน(ASEAN Summit) ครั้งที่ 35 ที่ไทยจะเป็นเจ้าภาพระหว่างวันที่ 31 ตุลาคม-4 พฤศจิกายน 2562 นี้ ณ กรุงเทพมหานคร ซึ่งนอกจากจะมีเวทีประชุมในหลายระดับ รวมถึงระดับผู้นำอาเซียน 10 ชาติแล้ว ยังมีเวทีการประชุมอาเซียนพบคู่เจรจาด้วย ซึ่ง 2 ประเทศจากหลายประเทศคู่เจรจาหลักของอาเซียนก็คือ จีน และสหรัฐฯนั่นเอง ซึ่งน่าติดตามว่าในเวทีนี้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯและประธานาธิบดีสี จิ้นผิงของจีน จะมีนัดเจรจานอกรอบเพื่อยุติสงครามการค้า"สหรัฐฯ-จีน" ที่ยังยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้เศรษฐกิจ การค้า การลงทุนของโลกชะลอตัวอยู่ในเวลานี้หรือไม่

หน้าแรก / เศรษฐกิจมหภาค EEC ศิลปินดารารวมพลังช่วยภัยน้ำท่วม บิณฑ์-เป๊ก-ลิซ่า ยืนหนึ่ง

ศิลปินดารารวมพลังช่วยภัยน้ำท่วม บิณฑ์-เป๊ก-ลิซ่า ยืนหนึ่ง

19 Sep 2019

   น้ำท่วมจังหวัดอุบลราชธานี ต้องบอกว่าน้ำใจคนไทยไม่ทิ้งกันโดยเฉพาะศิลปินดารา-นักร้อง และ นักแสดง โดยเฉพาะหลัง บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ ควักเงินบริจาคส่วนตัว 1 ล้านบาทเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัย ปรากฏว่ายอดบริจาคเข้าบัญชีบิณฑ์ ทะลุไปถึง 355 ล้านบาท

  ไม่เพียงแต่ บิณฑ์ เท่านั้น หน้ากากจิงโจ้ เป๊ก ผลิตโชค และ สุดยอดแฟนคลับของ เป๊ก ร่วมแรงร่วมใจบริจาคกว่า 2 ล้านบาท ไม่ใช่บริจาคเพียงเงินเท่านั้น ยังมีเสื้อชูชีพสกรีนชื่อ ถังน้ำ และ ล่าสุดเรืออีกจำนวน 1 ลำ

   นอกจากนี้ White Music จัดงาน "Whitehaus Charity" เพื่อช่วยเหลือพี่น้องชาวอุบล พร้อมจัดดนตรีเปิดหมวกการกุศล มี เป๊ก ผลิตโชค,โอ๊ต ปราโมทย์ แบะ ป๊อป ปองกูล ร่วมกันจัดงานครั้งนี้ได้เงินทั้งสิ้น 559,590 บาท โดย โอ๊ต ปราโมทย์ บริจาคส่วนตัว 1.5 แสนบาท

 

เช่นเดียวกับ ปุณณาสา พรหมยศ หรือ "แจง" ภรรยาของ "แจ๊ส ชวนชื่น" นักร้องและดาวตลกชื่อดังร่วมบริจาค 1 แสนบาท และ แจ็ค แฟนฉัน ยังร่วมบริจาคผ่านบัญชี ต่าย เพ็ญพักตร์ ศิริกุล 

   ล่าสุด “ลิซ่า” แบล็คพิ้ง ร่วมบริจาคช่วยเหลือผู้ประสบภัยจำนวน 1 แสนบาท เช่นเดียวกับ ออม สุชาร์ ร่วมบริจาค 1 แสนบาท เข้าบัญชี บิณฑ์ บรรลือฤทธิ์ และ ยังมีศิลปินอื่นๆร่วมบริจาคด้วย

.............................................................

19 กันยายน 2562

 

 

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net