วันที่ จันทร์ กันยายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ชาวพุทธได้อะไรเมื่อไปวัดหรือไปงานศพบ้าง


ชาวพุทธได้อะไรเมื่อไปวัดหรือไปงานศพบ้าง

ชาวพุทธทุกคนย่อมเคยไปวัดหรือไปงานสวดศพกันบ้างไม่มากก็น้อย ไปแล้วเคยลองถามตัวเองกันบ้างไหมละครับว่าได้อะไรจากวัดกลับบ้านบ้าง

ไปตักบาตรและถวายภัตตาหารอาหารแก่พระก็ได้บุญกลับมา เพราะบุญของผู้เขียนคือความสบายใจครับ

 

นั่นหมายความเฉพาะการทำบุญตามศรัทธาเท่านั้น ส่วนการทำบุญชนิด “เห็นช้างชี้ ขี้ตามช้าง” ผู้เขียนเห็นว่าไม่น่าได้บุญเพราะผู้ที่ทำนั้น ไม่ได้บุญหรอกครับได้ความไม่สบายใจมากกว่า

อย่างไรก็ตาม ตอนที่พระท่านให้พรหรือให้ยะถาสัพพีนั้น ท่านก็ให้พรเป็นภาษาบาลี แล้วชาวพุทธทราบกันไหมครับว่าพระที่ท่านให้นั้นมีความหมายว่าอย่างไร ส่วนใหญ่ก็ได้แต่ “สาธุ” กันเท่านั้น

สมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็ก ไปเรียนหนังสือกับพระ ไม่ถึงกับเป็นเด็กวัด แต่ก็ได้ฟังพระให้พร “ยะถาสัพพี” แปลเป็นภาษาไทยด้วย

สวดบาลีไปตอนหนึ่งแล้วแปลเป็นไทยตอนหนึ่ง ฟังแล้วสบายหู สบายใจเป็นที่สุด ลองฟังสักตอนไหมละครับ

“ขอให้ท่าน อยู่เย็นเป็นสุข สวัสดี ทุกคืนวัน”

เป็นไงครับ ฟังแล้วซาบซึ้งไหมละครับ ยกมือ “สาธุ” แล้วรับความสุขสบายใจกลับบ้าน

ข้อเสนอข้อแรกก็คือ พระทุกวัดให้พรเป็นภาษาไทยได้ไหมครับ ถ้าเห็นว่ายาวไปก็ตัดตอนเฉพาะเนื้อความที่สำคัญ ดังตัวอย่างข้างต้นบ้างก็ได้ไหม ชาวบ้านจะได้ “สาธุ” และได้บุญกลับบ้าน

โดยที่โลกเปลี่ยนแปลงไปทุกวัน เดี๋ยวนี้วัดหลายวัดก็เริ่มเปลี่ยนแปลงจากสิ่งที่เคยปฏิบัติกันไปหลายวัดแล้ว

สมัยก่อนงานศพนั้น อบอวลไปด้วยกลิ่นธูปควันเทียน ซึ่งผู้เขียนเข้าใจว่าคงมีไว้เพื่อดับกลิ่นของศพด้วย

ปัจจุบันความก้าวหน้าทางวิชาการมีมากขึ้น การใช้น้ำยาฉีดศพทำให้ศพปราศจากกลิ่น การจุดธูปเทียนเพื่อดับกลิ่นศพจึงไม่มีความจำเป็นแล้ว

หลายวัดจึงได้เริ่มการจุดธูปเทียนโดยใช้สวิทซ์ไฟฟ้าแทน ซึ่งนอกจากไม่มีกลิ่นธูปควันเทียนรบกวนแล้ว ยังช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อีกทางหนึ่งด้วย

 

การนำพวงหรีดดอกไม้สดมาวางไว้ให้ผู้ตายเป็นการเคารพศพก็เช่นกัน สมัยก่อนดอกไม้ช่วยในการดับกลิ่นศพ ซึ่งในปัจจุบันศพไไม่มีกลิ่นดังกล่าวแล้ว จึงน่าจะหมดความจำเป็นลง

นอกจากนี้ ไม่ว่าพวงหรีดดอกไม้สดและดอกไม้แห้งนี่แหละครับที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมด้วย

เพื่อแก้ปัญหาในเรื่องนี้วัดชลประทานรังสฤษฏ์จึงได้ป้องกัน โดยการห้ามไม่ให้วางพวงหรีดไม่ว่าดอกไม้สดหรือดอกไม้แห้ง

แม้แต่พัดลมซึ่งผู้นำไปวางเพื่อเจตนาจะให้พระได้นำไปใช้ในภายหลัง วัดนี้ก็ได้ประกาศห้ามเช่นกัน งานศพเลิกแล้ว วัดก็ไม่ต้องมีปัญหาในการขนพวงหรีดดอกไม้สดและดอกไม้แห้งไปทิ้ง

นี่เป็นข้อเสนอที่สองก็คือ เลิกการวางพวงหรีดดอกไม้สดและดอกไม้แห้ง ช่วยงานศพโดยใช้เงินช่วยแทน บางงานได้เงินช่วยทำบุญเป็นแสนๆ แล้วนำไปบริจาคเพื่อเป็นสาธารณประโยชน์เยอะมาก หากนำเงินที่ซื้อพวงหรีดไปเคารพศพ มาทำบุญดังกล่าวข้างต้น ผู้ตายอาจได้รับผลบุญไปด้วย

คราวนี้มาถึงตอนพระท่านสวดพระอภิธรรมบ้าง วัดส่วนใหญ่สวด ๔ จบ ซึ่งสวดเป็นภาษาบาลี ก็ฟังไม่ออกเช่นกัน

 

ดังนั้น งานศพที่วัดบางวัดจึงเป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ของเพื่อนร่วมรุ่นก็มี โดยบางครั้งในระหว่างที่พระกำลังสวดก็คุยกันสนั่นทีเดียว

แต่ที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ไม่ได้เป็นเช่นกัน เพราะที่วัดนี้ก่อนพระสวดเพียง ๑ จบ มีพระมาเทศน์ก่อน ประมาณไม่เกิน ๓๐ นาที แล้วพระที่เทศน์นี่แหละครับที่คอยดุผู้ที่ชอบคุยกันหรือเล่นโซเชียลมีเดียระหว่างพระเทศน์

ผู้เขียนเห็นแบบนี้ตั้งแต่มาสมัยพระเดชพระคุณหลวงพ่อปัญญานันทะภิกขุผู้ล่วงลับเป็นเจ้าอาวาสแล้ว และวัดนี้ก็ยังปฏิบัติเช่นนี้จนถึงปัจจุบัน

ไปงานศพที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ จึงได้ ๒ อย่างกลับบ้าน คือประการแรก ได้มารยาทในการฟัง และประการที่ ๒ ได้ธรรมะสั้นๆ ที่เข้าใจง่าย

ครั้งสุดท้ายที่ไปงานศพที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ พระที่ท่านเริ่มต้นให้ผู้ฟังธรรมได้ช่วยกันคิดก่อน

 

โดยท่านตั้งปุจฉาว่าความทุกข์เกิดขึ้นกับบุคคลตลอดเวลาหรือเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวเท่านั้น ท่านผู้อ่านอยากตอบคำถามนี้ด้วยไหมละครับ ลองคิดไว้ในใจนะครับ

หลังจากพระท่านได้ให้ผู้ฟังได้คิดตามแล้ว ท่านก็ขอให้ทุกคนนั่งตัวตรง หายใจเข้าออกอย่างช้าๆ แล้วให้จิตล่องต้องไปตามลมหายใจ โดยไม่คิดอะไร

สักพักหนึ่งท่านก็ถามประธาน ท่านไม่ได้ถามทุกคนหรอกครับ ท่านถามตัวแทนผู้มาร่วมในงานศพ ก็ประธานในพิธีนั่นแหละครับ ว่ารู้สึกโล่งไหม คำตอบคือโล่ง ท่านถามต่อว่าแล้วมีความทุกข์ไหม ประธานก็ตอบว่าไม่มี

คราวนี้ท่านผู้อ่านคงได้คำตอบแล้วนะครับว่า ความทุกข์เกิดขึ้นกับบุคคลตลอดเวลาหรือเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว

ก็เป็นข้อเสนอที่สามว่า ในการสวดพระอภิธรรมศพนั้น วัดพอจะจัดให้มีการเทศน์สั้นๆ เช่นเดียวกับวัดชลประทานรังสฤษฏ์ได้ไหมครับ

ครับ ข้อเสนอของผู้เขียนเรื่องการให้ยะถาหรือให้พรเป็นภาษาไทย การวางพวงหรีด การเทศน์แทนการสวดพระอภิธรรมศพบ้าง หรือแม้กระทั่งการใช้ไฟฟ้าแทนธูปเทียน นั้น ขอกราบนมัสการนำเสนอท่านเจ้าอาวาสทุกวัดเพื่อโปรดพิจารณา

และเพื่อให้ได้ผลรวดเร็วขึ้น ก็ขอกราบนมัสการกรรมการมหาเถระสมาคม (มส.) ได้หาแนวทางปฏิบัติในเรื่องนี้ด้วย อาจไม่จำเป็นต้องเหมือนกับที่วัดชลประทานรังสฤษฏ์ ที่ได้ปฏิบัติอยู่ก็ได้

สิ่งที่ผู้เขียนต้องการเห็นก็คือ เมื่อชาวพุทธไปวัดหรือไปงานศพ นอกจากบุญหรือความสบายใจที่ได้รับแล้ว อยากได้ธรรมะสั้นๆ กลับบ้านด้วย

ขอกราบนมัสการเสนอมาเพื่อโปรดพิจารณาด้วยความเคารพยิ่ง

พุธทรัพย์ มณีศรี

โดย พุธทรัพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net