วันที่ อาทิตย์ ตุลาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ปชช.บอกยังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้เหมือนเดิม!?


สวัสดีครับ

         มีผลโพลจากสำนักสวนดุสิตโพล เปรียบเทียบผลงานเศรษฐกิจระหว่างรัฐบาลคสช.กับรัฐบาลปัจจุบัน โดยชี้ว่ายังไม่ดีขึ้น ซึ่ง

เราก็ไม่ทราบเจตนาของสำนักนี้เหมือนกัน ว่าเหตุใดจึงจะต้องรีบร้อนเปรียบเทียบถึงขนาดนี้ ทั้งที่รัฐบาลใหม่เพิ่งจะฟอร์มรัฐมนตรีหรือ

ทีมทำงานของรัฐาลในเวลาไม่กี่วันเท่านั้นเอง

         อย่างไรก็ตาม ชีวิตความเป็นอยู่ของคนไทยก็ยังอยู่กันได้ในระดับไม่ดีไม่ร้ายจนเกินไปนัก ราคาสินค้าต่างๆที่จำเป็นต่อการครอง

ชีพก็ยังไม่ขึ้นราคาเสียแพงจนซื้อไม่ลงแต่อย่างไร ทั้งนี้ จะว่าคนติหาเรื่องติก็ย่อมได้

 

กรมอุตุฯพยากรณ์อากาศฝนยังตกทั่วทุกพื้นที่กรุงเทพฯเกินครึ่งเมือง

    
 

6 ต.ค.2562 -  กรมอุตุนิยมวิทยาได้พยากรณ์ลักษณะอากาศทั่วไปประจำวันที่ 6 ตุลาคม 2562 ใน 24 ชั่วโมงข้างหน้าระบุว่า บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จะมีฝนฟ้าคะนองเกิดขึ้น กับมีฝนตกหนักและมีลมกระโชกแรงบางแห่ง ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ และสิ่งปลูกสร้างที่ไม่แข็งแรงในระยะนี้ไว้ด้วย สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนตกต่อเนื่อง 

ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางแผ่ลงมาปกคลุมภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และทะเลจีนใต้ ส่งผลให้มี ลมตะวันออกเฉียงใต้พัดปกคลุมประเทศไทยตอนบนและอ่าวไทย ลักษณะเช่นนี้ทำให้บริเวณประเทศไทยมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มมากขึ้นและมีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเลย หนองคาย หนองบัวลำภู อุดรธานี บึงกาฬ ขอนแก่น ชัยภูมิ นครราชสีมา และบุรีรัมย์ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. 

ภาคกลาง มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดราชบุรี กาญจนบุรี อุทัยธานี นครสวรรค์ พระนครศรีอยุธยา ลพบุรี และสระบุรี อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. 

ภาคตะวันออก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีลมกระโชกแรง โดยมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดนครนายก ปราจีนบุรี สระแก้ว ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร 

ภาคใต้ (ฝั่งตะวันออก) มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดเพชรบุรี สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช พัทลุง สงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส อุณหภูมิต่ำสุด 23-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร ภาคใต้ (ฝั่งตะวันตก)    มีเมฆเป็นส่วนมาก กับมีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 40 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักบางแห่ง บริเวณจังหวัดพังงา ภูเก็ต กระบี่ ตรัง และสตูล อุณหภูมิต่ำสุด 23-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 15-30 กม/ชม ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 1 เมตร 

กรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 60 ของพื้นที่ และมีฝนตกหนักกับมีลมกระโชกแรงบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 25-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. 

 

อ่านช้าๆฟังชัดๆบทวิเคราะห์ของ 'ผู้พิพากษาท่านหนึ่ง' ในเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด

    

5 ต.ค 62 - ผู้พิพากษาท่านหนึ่ง ซึ่งไม่ประสงค์จะให้เปิดเผยชื่อ แสดงความคิดเห็นเรื่อง "บทวิเคราะห์ในเหตุการณ์ที่ไม่มีใครอยากให้เกิด" ต่อกรณีผู้พิพากษายิงตัวเอง โดยมีเนื้อหาดังนี้

ขอขึ้นต้นว่า ทั้งหมดนี้เป็นความเห็นส่วนตัวนะคะ แต่ยืนยันว่ามาจากการเสพข้อมูลอย่างมากที่สุดและเสพซ้ำๆจนตกผลึกทางความคิด แล้วจึงนำมาวิเคราะห์เป็นบทความนี้

และอยากให้ท่านที่จะอ่านบทวิเคราะห์นี้ ได้กลับไปอ่าน ไปเสพข้อมูลให้หมด ด้วยตนเองให้ครบเสียก่อนถึงจะมาอ่านบทวิเคราะห์ต่อไปค่ะ

เพราะนี่อาจเป็นบททดสอบสำคัญว่า ท่านมีทักษะการเสพข้อมูลดีพอหรือยังขอวิเคราะห์จากการถอดความแถลงการณ์ของท่าน...รวม 25 หน้าและข้อความในเฟซบุคของท่านเอง ดังต่อไปนี้

ประเด็นสำคัญที่สุดที่ท่านเขียนคือ การแทรกแซงการเขียนคำพิพากษาและการตรวจร่างนั้น มีจริงหรือไม่ เป็นอย่างไร

ข้อนี้ ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า กระบวนการตรวจร่างคำพิพากษามีที่มาอย่างไร

การตรวจร่างคำพิพากษานั้น คือการให้ผู้พิพากษาเจ้าของสำนวนที่เขียนคำพิพากษาแล้ว ส่งร่างดังกล่าวไปยังสำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาของแต่ละพื้นที่ได้ตรวจก่อนอ่าน

ซึ่งระเบียบนี้ใช้บังคับทั่วทั้งประเทศ ใช้บังคับมาเป็นเวลาพอสมควรแล้ว โดยกำหนดประเภทคดีที่ต้องส่งตรวจตามความสำคัญ(ซึ่งขึ้นอยู่กับอัตราโทษและบริบทอื่น เช่นสถานะของคู่ความ จำนวนความเสียหาย ฯลฯ)

สำหรับกระบวนการตรวจสำนวน เมื่อส่งไปที่สำนักงานอธิบดีผู้พิพากษาภาคแล้ว อธ.(ต่อไปขอใช้เป็นชื่อย่อของตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษา) จะจ่ายให้ รอง อธ.และหน.ภาค(หัวหน้าศาลประจำภาค)เป็นผู้ตรวจ

กรณีที่ผู้ตรวจไม่เห็นด้วยกับคำพิพากษา รอง อธ.จะทำความเห็นพร้อมข้อเท็จจริง ข้อกฎหมายและเหตุผล เสนอ อธ.

หาก อธ. เห็นตามด้วยจะมีหนังสือให้ เจ้าของสำนวนพิจารณาทบทวน ถ้าเจ้าของสำนวนยังยืนยันความเห็นเดิม ก็จะให้รองอธ.ทราบ ซึ่งรอง อธ.จะมีความเห็นแย้งหรือไม่ก็ได้ (ปกติไม่มีความเห็นแย้ง)

ทั้งหมดนี้ เป็นเรื่องของทางวิชาการและการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ทำเป็นเอกสารตอบโต้กันเพื่อให้เกิดความชัดเจน

กระบวนการตรวจร่างคำพิพากษานี้เป็นแนวคิดที่สร้างขึ้น โดยมีวัตถุประสงค์หลายประการ แต่ขอยกมาแค่สองประการคือ

1 การตรวจร่างคำพิพากษาจะช่วยเกลางานเขียนที่อาจขาดคุณภาพและประสบการณ์ได้ในระดับหนึ่ง เพราะในความเป็นจริง ก็มีคำพิพากษาบางฉบับที่ไม่ได้คุณภาพพอที่จะอธิบายสังคมได้อย่างสิ้นกระแสความ (คนในวงการก็รับรู้ดี)

2 การตรวจร่างคำพิพากษาช่วยรักษาความเป็นเอกภาพ ขององค์กรตุลาการ เพราะบางครั้งดุลพินิจของผู้พิพากษาเองก็มีหลากหลาย ตามจำนวนผู้พิพากษาที่มีมากขึ้นเรื่อยๆจนสังคมเคยมองว่า ต่างคนต่างตัดสินตามใจฉัน โดยขึ้นกับ ประสบการณ์ ทัศนคติ และการอบรมสั่งสอน ทำให้ผลกระทบแห่งความแตกต่างตกแก่ประชาชน

นี่ก็เป็นข้อดีของการมีระเบียบให้ต้องตรวจร่างคำพิพากษาก่อนการอ่าน หาใช่ว่าไม่มีประโยชน์เสียเลย

ปัญหาที่น่าคิดคือ ท่านถูกแทรกแซงจากการตรวจร่างคำพิพากษาหรือไม่ ขอใช้ข้อมูลที่เขียนโดยท่านเองมาวิเคราะห์นะคะ

1) คดีนี้ท่านอ่านคำพิพากษาตัดสินยกฟ้อง(แล้วจึงก่อเหตุยิงตัวเอง) คำพิพากษาจึงเป็นไปตามความคิดท่าน เพราะท่านอ้างว่าถูกแทรกแซงให้พิพากษาลงโทษจำเลย แต่สุดท้ายท่านยกฟ้อง แสดงว่าการแทรกแซง(ถ้าจะมี)ก็ไม่เป็นผล และเมื่อเป็นเช่นนั้น ก็ไม่มีเหตุผลใดที่ท่านจะต้องกระทำการทำร้ายตนเองรุนแรงเช่นนี้

จึงน่าคิดต่อว่า การแทรกแซงในความหมายของท่านคืออะไร เช่น ทางภาคเห็นไม่ตรงกับท่าน และทำเอกสารมาเพื่อให้แสดงเหตุผล เช่นนี้จะเป็นการแทรกแซงในความหมายของท่านหรือไม่

แต่ต้องยอมรับว่า ความเห็นทางวิชาการนั้น ทุกคนมีอิสระที่จะแสดงได้ (แค่ในวงการศาล อาจมีทัศนคติว่า คนมีพรรษามาก่อน น่าจะมีประสบการณ์กว่ามองอะไรชัดเจนกว่า)

2 )การแทรกแซงในกรณีเช่นนี้ ใครได้อะไรเพราะการแทรกแซงนั้น ควรแทรกแซงให้ท่านพิพากษายกฟ้อง ไม่ใช่แทรกแซงให้ลงโทษ ซึ่งพอคิดได้ว่า คนแทรกแซงอาจจะมีนอกมีในกัน แต่คดีนี้ทางภาคมีความเห็นต่างจากท่าน โดยทางภาคเห็นว่าพยานหลักฐานพอที่จะลงโทษได้ (ประเด็นการเรียกรับผลประโยชน์จึงไม่ควรเอามาคิดให้เสียเวลา)

3) แถลงการณ์ของท่านอ้างถึงหนังสือของภาคหลายฉบับ แสดงให้เห็นว่า มีการทำเป็นเอกสารกัน จึงน่าคิดต่อว่า คนจะแทรกแซง ต้องทำหลักฐานมัดตัวเองด้วยหรือ

4) หนังสือลับ ที่ถูกอ้างถึง ถ้าอ่านผ่านๆ อาจเข้าใจว่า หนังสือที่มีลับลมคมใน หรือลับๆล่อ แต่ความจริงคือ หนังสือนี้ควรรู้แค่คนตรวจกับเจ้าของสำนวนเพราะคำพิพากษาที่ยังไม่ได้อ่าน ไม่พึงให้ใครล่วงรู้ นี่คือความหมายสั้นๆของคำว่า หนังสือลับ

5) ที่ท่านอ้างว่าจะถูกย้ายหรือไล่ออกนั้น อาชีพผู้พิพากษาเป็นอาชีพได้รับความคุ้มครองความเป็นอิสระมากกว่าอาชีพอื่น จึงไม่ใช่เรื่องง่ายที่แค่ไม่ปฏิบัติตามใจนายแล้ว จะถูกไล่ออกหรือถูกย้าย ประโยคของท่านที่ว่า ท่านจะถูกไล่ออกจึงสุดโต่งเกินไป น่าคิดว่ายังมีภูมิหลังอะไรระหว่างท่านกับผู้บังคับบัญชา ซึ่งยังรอการคลี่คลายปมนี้อยู่

6) พออ่านแถลงการณ์ไปเรื่อยๆ จะพบร่องรอยว่า ทั้งฝ่ายผู้ใต้บังคับบัญชาและผู้บังคับบัญชา มีภูมิหลังในหลายๆเหตุการณ์ ก่อนมาเป็นเหตุการณ์นี้

ในที่นี้จึงขออนุญาต แสดงความเห็น(แท้ๆ)สักหน่อยนะคะ เพราะอ่านทั้งหมดแล้ว รู้สึกได้ว่าน่าจะเป็นแบบนั้น

ขอพูดแบบห้วนๆว่า เรื่องนี้อาจเป็นแค่ การที่คนเอาแต่ใจตัวเองสองคน มาปะทะทางอารมณ์กัน

คนหนึ่งเป็นผู้บังคับบัญชาต้องการให้งานเป็นไปตามนโยบายของตน(ตามความมุ่งมั่นและเจตนาดีต่อราชการ)แต่ขาดความกล่อมกล่อมในการมีคำสั่ง เข้มงวดในระเบียบ ขาดศิลปะในการประนีประนอม จนกระทั่งกลายเป็นอึดอัดของผู้ใต้บังคับบัญชา(บุคลิกของผู้นำเช่นนี้เชื่อว่าทุกองค์กรมีหมด ท่านคงนึกภาพออก) ที่วิเคราะห์แบบนี้เพราะระเบียบการตรวจร่างคำพิพากษานี้ มีทุกภาคและใช้มาหลายรุ่นอธิบดีแล้ว รุ่นก่อนๆก็ไม่เคยถูก ผู้ใต้บังคับบัญชาแสดงอาการแบบนี้ นั่นส่อให้เห็นว่า เจตนาดีของท่านอธ อาจแสดงออกมาภายใต้บุคลิกที่ไม่ประนีประนอมเกินไป (อันเป็นคุณลักษณะที่ดีของผู้บริหาร) จนนำมาสู่ทางออกแบบนี้

ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ที่อาจจะขาดทักษะในการคิด ยึดมั่นในความคิดตนเองสูง ผลที่ออกมาเลยเป็นเช่นนี้

ทั้งหมดจึงอาจมีที่มาจากการขาดทักษะในการสื่อสารของคนที่เป็นเจ้านายและลูกน้อง ที่มีเจตนาดีกันทั้งคู่ แต่ผลออกมารุนแรงเกินกว่าที่คาดไว้(บทสรุปนี้จึงอาจจบลงที่ว่า มนุษย์ขัดแย้งกันเพราะเจตนาดีก็มีได้)

7) ส่วนที่ท่านระบุเรื่องเงินตอบแทนด้วยนั้น ดิฉันขอข้ามการวิเคราะห์ไปนะคะ เพราะไม่มีความยึดโยงกับประเด็นหลัก และถึงตอนนี้ ดิฉันยังไม่เข้าใจว่าวิธีใช้ความรุนแรงแบบนี้จะสมเหตุสมผลต่อข้อเรียกร้องหรือไม่

ท้ายที่สุด อยากให้ทุกคนตั้งสติในการเสพข่าว แล้ว

1. ภาวนาให้ท่านหายดี เพื่อกลับมาหาครอบครัวอันเป็นที่รัก กลับมาทบทวนว่า สิ่งที่ทำไปนั้นคุ้มค่ากันหรือไม่

อยากให้ท่านรับรู้ว่า มีคนเป็นห่วง มีคนอยากบอกท่านว่าวิธีเช่นนี้ไม่ควรเกิดกับยุคปัจจุบันอีก ควรใช้วิธีอื่นที่ท่านไม่ต้องแลก ไม่ต้องเสี่ยง ว่าจะได้อยู่เห็นการเปลี่ยนแปลงตามที่ท่านเรียกร้องต่อสู้หรือไม่

2. ขอให้เป็นบทเรียนของผู้บริหารว่า นโยบายที่ดี การบริหารงานบุคคลที่ดี และเจตนาต่อราชการที่ดีนั้น ต้องอยู่บนพื้นฐานของศาสตร์และศิลป์ในการครองตน ครองคน และครองใจ ผู้ใต้บังคับบัญชาจึงจะสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี (ดังคำโบราณว่า ปกครองคน อย่าใช้แต่พระเดช ให้มีพระคุณรวมอยู่ด้วย)

มิฉะนั้นแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น จะไม่คุ้มค่ากับสิ่งที่เสียไป ซึ่งกว่าจะฟื้นฟูใจเขาและฟื้นฟูชื่อเสียงของเรากลับคืนมา(จากข่าวสารที่ไปไวกว่าสายลม)นั้น มันยากและนานเหลือเกิน

ปล. ดิฉันจะไม่รับฟังความเห็นของใครไม่ว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้ว จนกว่าท่านจะได้อ่านและเสพข้อมูลทุกอย่างจนครบถ้วนด้วยตัวของท่านเองก่อน เพราะนั่นคือสิ่งที่ดิฉัน เสียเวลาทำมาก่อนแล้ว
ก่อนที่จะมาเขียนบทความนี้ให้ท่านอ่านกัน

ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองท่าน...ค่ะ สาธุ....

เทียบผลงานรัฐบาลประยุทธ์ 1 และ 2 ประชาชนบอกยังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจไม่ได้เหมือนเดิม

    
 

6 ต.ค. 2562 จากที่รัฐบาลประยุทธ์ 2 เข้ามาบริหารประเทศเข้าสู่เดือนที่ 3  โดยมีการดำเนินงานตามนโยบายที่สำคัญหลายเรื่อง และเป็นที่จับตามองว่าการบริหารประเทศของ“รัฐบาลประยุทธ์ 2 ที่มาจากการเลือกตั้ง” จะดีกว่าหรือแย่กว่า “รัฐบาลประยุทธ์ 1 ที่มาจากการรัฐประหาร” หรือไม่ เพื่อเป็นการสะท้อนความคิดเห็นเชิงเปรียบเทียบในด้านผลงาน                   

“สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จึงได้สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,223 คน ระหว่างวันที่ 1-5 ตุลาคม 2562 สรุปผลได้ ดังนี้ 

1. ประชาชนคิดว่า“รัฐบาลประยุทธ์ 2” มีผลงานอะไร? ที่ดีขึ้น
อันดับ 1    ความพยายามในการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศ มาตรการชิมช้อปใช้    49.11%
อันดับ 2    การควบคุมดูแลสถานการณ์ในบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย    43.78%
อันดับ 3    มีการลงทุนด้านการคมนาคมและขนส่ง รถไฟฟ้า รถไฟความเร็วสูง    30.67%

2. ประชาชนคิดว่า“รัฐบาลประยุทธ์ 2” มีผลงานอะไร? ที่แย่ลง
อันดับ 1    การควบคุมราคาสินค้า ของแพง ค่าครองชีพสูง    67.87%
อันดับ 2    ปัญหาการลักลอบขนยาเสพติด การทุจริตคอรัปชั่น     40.42%
อันดับ 3    ไม่สามารถทำตามนโยบายที่ให้ไว้ตอนหาเสียง เช่น การขึ้นค่าแรง     22.43%

3. ประชาชนคิดว่า“รัฐบาลประยุทธ์ 2” มีผลงานอะไร? ที่ยังคงเหมือนๆเดิม
อันดับ 1    ยังแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจและปัญหาปากท้องของประชาชนไม่ได้      56.94%
อันดับ 2    ปัญหาความเหลื่อมล้ำของคนในสังคม     31.61%
อันดับ 3    การตรวจสอบการทุจริตในการดำเนินงานโครงการต่าง ๆ    28.55%


4. เมื่อเปรียบเทียบในภาพรวมระหว่างผลงาน “รัฐบาลประยุทธ์ 2 ที่มาจากการเลือกตั้ง” กับ “รัฐบาลประยุทธ์ 1 ที่มาจากการรัฐประหาร” เป็นอย่างไร? 

อันดับ 1    เหมือนเดิม    51.68%
เพราะ มาจากคณะทำงานชุดเดียวกัน เป็นทีมงานเดิม ดำเนินงานต่อเนื่องจากนโยบายเดิม ไม่ค่อยเห็นการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ 

อันดับ 2    แย่ลง    41.70%
เพราะ เศรษฐกิจโลกถดถอย เศรษฐกิจในประเทศไม่ดี ประชาชนยังมีความเป็นอยู่ลำบาก ยังแก้ปัญหาไม่ตรงจุด ฯลฯ

อันดับ 3    ดีขึ้น    6.62%
เพราะ พยายามกระตุ้นการใช้จ่ายของประชาชน เร่งดำเนินโครงการช่วยเหลือประชาชน มีโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มาตรการชิมช้อปใช้ ฯลฯ

5. สิ่งที่ประชาชนอยากให้ “รัฐบาลประยุทธ์ 2” เร่งดำเนินการ คือ    

อันดับ 1    การใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์เพื่อแก้ปัญหาเศรษฐกิจให้ดีขึ้น    65.24%
อันดับ 2    ลดภาษี ลดภาระค่าใช้จ่าย ลดค่าครองชีพ     38.56%
อันดับ 3    แก้ปัญหาความยากจน คนตกงาน ว่างงาน สร้างงาน สร้างรายได้     35.23%

ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาคดีครั้งแรก'หญิงหน่อย'ฟ้อง2ป.ป.ช.ปกปิดข้อมูลคดีซื้อคอมพ์สธ.ฉาว

    
 

6 ต.ค.2562 – ในวันจันทร์ที่ 7 ตุลาคม เวลา 13.00 น. ศาลปกครองสูงสุดนัดนั่งพิจารณาคดีครั้งแรก ณ ห้องพิจารณาคดี 4 ชั้น 3 อาคารศาลปกครอง ในคดีหมายเลขดำที่ อ.44/2560 ระหว่าง คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ (ผู้ฟ้องคดี) กับคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กับพวกรวม 2 คน (ผู้ถูกฟ้องคดี) ในคดีพิพาทเกี่ยวกับการที่หน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

โดยคุณหญิงสุดารัตน์ฟ้องว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนด กรณีคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย ได้มีคำวินิจฉัยที่ สค 48/2558 ลว. 17 มี.ค.2558ให้ผู้ถูกฟ้องคดีเปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริง คดียกเลิกการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี แต่ผู้ถูกฟ้องคดีได้มีหนังสือ ลว. 30 มิ.ย.2558 ปฏิเสธโดยอ้างว่าการเปิดเผยกรณีดังกล่าวจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อผู้ถูกกล่าวหา เป็นเหตุให้ผู้ฟ้องคดีได้รับความเดือดร้อนเสียหาย ผู้ฟ้องคดีจึงนาคดีมาฟ้องต่อศาล ขอให้ศาลเพิกถอนมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ที่ไม่อนุญาตให้เปิดเผยสานวนการไต่สวนข้อเท็จจริงคดียกเลิกการจัดซื้อคอมพิวเตอร์ของกระทรวงสาธารณสุข

ทั้งนี้คดีนี้ ศาลปกครองชั้นต้น (ศาลปกครองกลาง) มีคำพิพากษาให้ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองเปิดเผยข้อมูลข่าวสารให้แก่ผู้ฟ้องคดี ตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย ภายใน 10 วันนับแต่วันที่คดีถึงที่สุด เนื่องจากเห็นว่าข้อมูลข่าวสารที่ผู้ฟ้องคดีขอให้เปิดเผยนั้นไม่ได้เป็นข้อมูลข่าวสารอันจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศ หรืออาจทำให้การบังคับใช้กฎหมายของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 เสื่อมประสิทธิภาพหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ตลอดจนไม่กระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 แต่อย่างใด ผู้ฟ้องคดีจึงสมควรได้รับการคุ้มครองสิทธิรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อตรวจสอบความโปร่งใสในการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานของรัฐให้สิ้นสงสัย และเพื่อปกป้องสิทธิเสรีภาพของตนโดยชอบด้วยกฎหมาย ดังนั้น ข้อมูลข่าวสารที่ผู้ฟ้องคดีร้องขอให้เปิดเผยจึงไม่เป็นข้อมูลข่าวสารที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผย นอกจากนี้ ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสอง เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐและหน่วยงานของรัฐที่อยู่ในบังคับตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ.2540 จึงมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติข้างต้น เมื่อผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองยังไม่ยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยดังกล่าวจนผู้ฟ้องคดีต้องใช้สิทธิฟ้องคดีนี้ ถือได้ว่า ผู้ถูกฟ้องคดีทั้งสองไม่ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารสาขาสังคม การบริหารราชการแผ่นดินและการบังคับใช้กฎหมาย ที่วินิจฉัยให้ผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 เปิดเผยสำนวนการไต่สวนข้อเท็จจริงของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 1 ตามคำขอของผู้ฟ้องคดี อันเป็นการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติ

'น่าห่วง'คุณธรรมด้านยับยั้งการโกงของคนนักศึกษาและข้าราชการ มีไม่ถึงร้อยละ 30

    
 

6 ต.ค. 2562 นพ.สุริยเดว ทรีปาตี ผู้อำนวยการศูนย์คุณธรรม ร่วมกับ นายนพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) สถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ นำเสนอผลสำรวจภาคสนาม เรื่อง คุณธรรมในระดับที่น่าเป็นห่วงของคนไทยกรณีศึกษาประชาชนทุกสาขาอาชีพทั่วประเทศ จำนวนทั้งสิ้น 1,224 ตัวอย่าง ดำเนินโครงการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ระหว่าง 1 – 5 ตุลาคม พ.ศ. 2562 ที่ผ่านมา พบว่า เกินครึ่งหรือร้อยละ 54.5 ระบุสามารถควบคุมตนเองในการใช้จ่ายอย่างพอประมาณ 

รองลงมาคือ ร้อยละ 43.5 ระบุ สามารถวางแผนชีวิตตนเองได้ตามเป้าหมาย ร้อยละ 39.6 ระบุ มีเหตุผลมากพอในการตัดสินใจ ร้อยละ 38.9 ระบุ หักห้ามใจตนเองไม่ประมาท ร้อยละ 38.2 ระบุ รอบคอบในการใช้ชีวิต ร้อยละ 36.9 ระบุ เคารพระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคม ร้อยละ 32.1 ระบุ สามารถยับยั้งพฤติกรรมโกงได้ ร้อยละ 28.7 ระบุ มุ่งมั่นตั้งใจทำที่ถูกต้องชอบธรรมได้ ร้อยละ 28.2 ระบุ นึกถึงประโยชน์ส่วนรวมได้ และร้อยละ 27.2 ระบุ ไม่คล้อยตามคนที่ทำผิดวินัย ผิดกฎหมาย

ที่น่าสนใจคือ เมื่อจำแนกออกตามเพศ ในคุณธรรมเรื่อง ความสามารถควบคุมในการใช้จ่ายอย่างพอประมาณได้ พบว่า ชายร้อยละ 50.2 ซึ่งน้อยกว่า หญิง ร้อยละ 58.8 นอกจากนี้ เมื่อจำแนกตามช่วงอายุในคุณธรรมด้าน ความสามารถวางแผนชีวิตตนเองได้ตามเป้าหมาย พบว่า คนอายุต่ำกว่า 20 ปี มีเพียงร้อยละ 37.1 ในขณะที่คนสูงอายุที่มากกว่า 50 ปีขึ้นไปมีอยู่ร้อยละ 54.4 

ที่น่าเป็นห่วงคือ ในคุณธรรมเรื่อง ความสามารถยับยั้งพฤติกรรมโกงได้ โดยพบว่า นักศึกษามีเพียงร้อยละ 27.6 และ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่รัฐมีร้อยละ 29.1 ในขณะที่ กลุ่มเกษตรกรและรับจ้างทั่วไป กลับสูงสุดคือร้อยละ 46.4 ที่สามารถยับยั้งพฤติกรรมโกงได้ แต่ยังต่ำกว่าครึ่งหนึ่งของผู้ที่ศึกษาทั้งหมด

ผอ.ซูเปอร์โพล กล่าวต่อว่า ผลโพลชิ้นนี้ชี้ให้เห็นคุณธรรม 5 อย่างสุดท้ายที่น้อยที่สุดคือ ไม่คล้อยตามคนทำผิดวินัย ผิดกฎหมาย นึกถึงประโยชน์ส่วนรวม มุ่งมั่นทำสิ่งถูกต้องชอบธรรม ยับยั้งพฤติกรรมโกง และเคารพระเบียบกฎเกณฑ์ของสังคม เหล่านี้ที่ผลการศึกษาพบตัวเลขน้อยที่สุดใน 5 อันดับสุดท้าย จึงจำเป็นต้องเร่งหาทางป้องกันและแก้ไข เพราะคุณธรรมทั้ง 5 เป็นส่วนสำคัญของความเจริญทั้งด้านวัตถุและจิตใจของประชาชนและประเทศชาติ ถ้าไม่เร่งแก้ไข ผลที่ตามมาคือ คนส่วนใหญ่จะไม่มีวินัย ทำผิดกฎหมาย จะเห็นแก่ตัว ขี้โกง และบ้านเมืองจะไร้ระเบียบ วุ่นวาย จะเข้าสู่ความเสื่อมและล่มสลายในที่สุด

ในขณะที่ ผอ.ศูนย์คุณธรรม กล่าวว่า เสียงของประชาชนส่งสัญญาณว่า แม้แต่นักศึกษาที่อยู่ในรั้วสถาบันการศึกษาที่น่าจะมีคุณธรรมสูงแต่กลับต่ำที่สุดสะท้อนให้เห็นว่า กระบวนการพัฒนาคุณภาพพลเมืองของประเทศในเด็กและเยาวชนขาดความเป็นรูปธรรมชัดเจน การให้ความสำคัญเรื่องคุณธรรมมีน้อยมาก ส่วนใหญ่ที่ทำกันก็มักจะทำแบบบังคับให้ทำเป็นเพียงพิธีกรรมไม่ได้จิตใจของพวกเขาและทำกันแบบท่องจำ

“การเรียนรู้ในมนุษย์จนเปลี่ยนพฤตินิสัยมี 3 ระดับคือ 1) ระดับที่อ่อนแอที่สุดหวังผลแทบไม่ได้เลยเป็นวังวนล้มเหลวคือ การท่องจำ เรียนจากตำราและจัดให้มีการสอบ แสดงออกแบบถูกบังคับ ซึ่งประเทศไทยมีหลายสถาบันที่ทำกันแบบนี้มายาวนาน 2) ระดับเรียนรู้และลงมือทำ มีพื้นที่แห่งโอกาส เช่น เด็กไม่ค่อยสนใจงานบ้านถ้ามีฐานะดีก็มีคนใช้ทำแทน เด็กเหล่านี้ส่วนใหญ่จึงมี Portfolio มากมาย แต่ไม่สามารถเปลี่ยนพฤตินิสัยได้ แต่ถ้าพัฒนาจากกิจกรรมเป็นกิจวัตรได้จะดีมาก และ 3) ระดับเรียนรู้จากการซึมซาบ เรียนรู้จากการทำกันทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในสิ่งที่ถูกต้องชอบธรรมตามหลักคุณธรรมสากล ไม่ใช่เพียงกิจวัตรแต่เป็นวิถีชีวิต ซึ่งตอนนี้สังคมไทยอ่อนแอในระดับที่ 3 นี้มาก ดังนั้นแต่ละคนและทุกสถาบันต้องก้าวผ่านการทำตามตัวชี้วัดไปสู่พฤติกรรมระดับวิถีชีวิตในการเป็นแบบอย่างที่ดี” รศ.ดร.นพ.สุริยเดว กล่าว 

 (คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)

 
 

 

 

 

  .............................................................................
 

 

หน้าแรก / ธุรกิจ การท่องเที่ยว “ทีจี”แจงโพสต์ “วรวรรณ” ยันมาตรฐานพรีเมียม

“ทีจี”แจงโพสต์ “วรวรรณ” ยันมาตรฐานพรีเมียม

06 Oct 2019
 
บริษัท การบินไทย จำกัด (มหาชน) ชี้แจงว่า บริษัทฯ มีมาตรฐานการบริการในระดับ Premium Airline จากกรณีผู้โดยสารท่านหนึ่งโพสต์ผ่าน Facebook ส่วนตัวถึงความไม่พึงพอใจในการบริการอาหารในชั้นประหยัดบนเที่ยวบินกรุงเทพฯ-ซัปโปโร ซึ่งได้มีการแพร่กระจายอยู่ในสังคมออนไลน์นั้น

นายสุธีรัชต์ ศิริพลานนท์ ผู้อำนวยการใหญ่ฝ่ายบริการบนเครื่องบิน บริษัท การบินไทยฯ เปิดเผยว่า การบริการในชั้นประหยัดบนเที่ยวบินกรุงเทพ-ซัปโปโร นั้น บริษัทฯ มีมาตรฐานการบริการอาหารจำนวนสองมื้อ โดยเที่ยวบินดังกล่าวจะออกเดินทางหลังเที่ยงคืน เพื่อให้ผู้โดยสารมีเวลาพักผ่อนเต็มที่ บริษัทฯจึงบริการอาหารมื้อแรกเป็นแซนด์วิชและเครื่องดื่ม โดยเฉพาะเครื่องดื่ม ผู้โดยสารสามารถเรียกให้พนักงานบริการได้ตลอดเวลาที่ต้องการ ยกเว้นเวลาที่มีสัณญาณให้นั่งประจำที่และรัดเข็มขัด ปรากฎขึ้น และเมื่อเดินทางใกล้ถึงซัปโปโร คือ ช่วงเช้า บริษัทฯ จะให้บริการอาหารร้อนมื้อหนัก เป็นอาหารเช้าแก่ผู้โดยสาร บริษัทฯ ขอยืนยันว่าเที่ยวบินดังกล่าวไม่ได้มีการบริการเพียงแค่แซนด์วิชและเครื่องดื่ม ตามที่ผู้โดยสารท่านดังกล่าวโพสต์แต่อย่างใด

สำหรับที่นั่งแถวหน้าบนเครื่องบิน หรือ Preferred Seat บริษัทฯ มีนโยบายให้ผู้โดยสารชำระเงินเพิ่ม หากต้องการนั่งที่นั่งดังกล่าว ทั้งนี้ พนักงานต้อนรับบนเครื่องบินทุกเที่ยวบินได้ปฏิบัติเป็นมาตรฐานเดียวกัน หากพบว่ามีผู้โดยสารที่ไม่ได้สำรองที่นั่ง Preferred Seat มานั่งในที่นั่งดังกล่าวพนักงานต้อนรับฯ จะเรียนให้ผู้โดยสารทราบเพื่อให้ผู้โดยสารย้ายกลับไปยังที่นั่งของตนเอง ในกรณีของผู้โดยสารท่านนี้บริษัทฯ จะเรียกพนักงานต้อนรับฯ ในเที่ยวบินดังกล่าวมาสอบข้อเท็จจริง หากพบว่าพนักงานต้อนรับฯ ใช้วาจาไม่เหมาะสม บริษัทฯ จะดำเนินการกับพนักงานตามระเบียบบริษัทฯ ต่อไป

สำหรับการใช้ไมล์สะสมแลกบัตรโดยสารในแต่ละเที่ยวบิน บริษัทฯ ได้กำหนดจำนวนที่นั่งไว้ ซึ่งบริษัทฯ ต้องขออภัยหากที่นั่งบนเที่ยวบินที่ผู้โดยสารต้องการได้หมดลงก่อน ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้เพิ่มทางเลือกให้สมาชิกรอยัล ออร์คิด พลัส ที่ต้องเดินทางในเที่ยวบินที่กำหนดไว้ และสามารถยืนยันที่นั่งได้โดยสมาชิกสามารถใช้ไมล์สะสมเพิ่ม เพื่อแลกบัตรโดยสารแบบยืนยันที่นั่งได้ สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่เว็บไซต์ thaiairways.com/rop หรือติดต่อ THAI Contact Center โทร.02-356-1111 (ตลอด 24 ชั่วโมง)อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ต้องขออภัยในความไม่สะดวกที่ผู้โดยสารได้รับมา ณ โอกาสนี้

https://www.thansettakij.com/content/411388

 ...........................................................................

 
6 ตุลาคม 2562
 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net