วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ว่าด้วยผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เพื่อไทย สองผู้ยิ่งใหญ่และคนตรงกลาง


สวัสดีครับ

         ตามรายงานข่าว : 'ชวน' แจงให้เงินเดือนย้อนหลัง ส.ส. 2 เดือนไม่เกี่ยวสภา แนะถามสำนักงบฯ ก็แปลกๆดีนะ ทำไมสำนักงบฯมีอำนาจ

ทำได้ถึงขนาดนี้ แล้วประเด็นนี้จะมีคนยกเรื่องเอาผิดกับส.ส. ส.ว. ประธานรํฐสภาและคณะ โทษฐานไม่ทักท้วงหรือเปล่า น่าจับตาดูกันต่อ นอก

จากนี้ยังมีนัยยะที่ไม่ผ่านการถวายสัตย์ฯ แต่ทำไมจึงเป็นส.ส.ได้ตั้งบัดนั้น(ประกาศผลการลงคะแนนเลือกตั้ง)

 

 

อนุทิน 'อย่าห้าวริมปากเหว'

10 ตุลาคม พ.ศ. 2562 เวลา 00:01 น.


รัฐบาลนี้ ถ้าใครบอก "นายอนุทิน ชาญวีรกูล" คือนายกฯ

เผลอๆ มีคนเชื่อ!

เพราะขี่ม้าขาวเป็นพระเอกได้แทบทุกเรื่อง เบียดม้าลากรถประยุทธ์ลงข้างทางไปเลย

วานซืน (๘ ต.ค.๖๒) นายอนุทิน รองนายกฯ และรัฐมนตรีสาธารณสุข โพสต์เฟซว่า

“โดนรุม…

แบนสามสารพิษ

รถไฟสามสนามบิน

รถไฟสายสีส้ม

ใครใคร่ถาม ถาม

ตอบคนเดียว สามเรื่อง แต่หลักการเดียวกัน ยึดประโยชน์ประชาชน และ ประเทศชาติ เป็นที่ตั้ง

.....

มีหนึ่งคำถาม ตอบไม่ได้

ใครรู้ช่วยตอบด้วย

ทำไม บอร์ดการรถไฟแห่งประเทศไทย พร้อมใจกันลาออกทั้งคณะ ก่อนการรถไฟฯ จะเซ็นสัญญาโครงการรถไฟสามสนามบิน เพียง 14 วัน

ใครรู้ ช่วยตอบด้วย...”

ผมรู้ครับ!

ขอเสนอตัวเป็นผู้ช่วยพระเอก สนองท่าน "ด้วยข่าว" โดยพลัน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์

2 ส.ค. 2562 08.36 น.

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รมว.คมนาคม เปิดเผยว่า จากที่ได้มีการแบ่งงานให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมเป็นที่แน่ชัดเจนแล้ว.....ฯลฯ.......

และเพื่อให้การทำงานระหว่างรัฐมนตรีที่กำกับดูแล และผู้บริหารหน่วยงานมีความสอดคล้องกับนโยบายที่รัฐมนตรีใหม่เข้ามากำกับดูแลไปในทิศทางเดียวกัน

เห็นว่าการปฏิบัติงานร่วมกับผู้บริหารระดับสูงที่ได้รับการแต่งตั้งจากรัฐบาลชุดเก่าให้ไปทำหน้าที่คณะกรรมการหรือบอร์ดในหน่วยงานต่างๆ นั้น

ตามมารยาทเมื่อมีการเปลี่ยนรัฐมนตรีที่กำกับดูแลแล้ว คณะกรรมการ ควรต้องแสดงสปิริตลาออก

ส่วนรัฐมนตรีใหม่ที่เข้ามากำกับดูแล จะแต่งตั้งกลับมาใหม่อีกครั้งหรือไม่นั้น ขึ้นกับการพิจารณาของแต่ละคน

ทั้งนี้ การเปลี่ยนแปลงบอร์ดใหม่ เพื่อให้มีการทำงานเป็นไปในทิศทางที่ฝ่ายบริหารกำหนดนโยบายไว้

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงคมนาคมมีโครงการเร่งด่วนที่ต้องทำ เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในภาพรวมจำนวนมาก

ทั้งโครงการก่อสร้างที่เกี่ยวกับโครงสร้างพื้นฐาน การลดภาระค่าครองชีพประชาชน รวมถึงนโยบายเพิ่มความสะดวกสบายในบริการระบบรถโดยสารสาธารณะ

ฝ่ายบริหารและผู้ปฏิบัติต้องทำงานไปในทิศทางเดียวกันเพื่อให้งานของรัฐบาลบรรลุผลสำเร็จ

กระทรวงคมนาคม มีรัฐวิสาหกิจภายในสังกัดทั้งหมด 15 แห่ง

เช่น การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.)....ฯลฯ......

บอร์ด ขสมก.ยื่นหนังสือลาออกยกชุดไปตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย.62 เพื่อเปิดทางให้รัฐบาลใหม่แต่งตั้งบุคคลมาทำหน้าที่แทน

บอร์ดการรถไฟฯ มีกระแสข่าวเรื่องการยื่นหนังสือลาออกเมื่อต้นเดือน ก.ค.แต่ล่าสุด ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่

เป็นไงครับ....?

คำตอบนี้ คงทำให้ท่านอนุทินหายข้อง ว่าทำไมบอร์ดการรถไฟฯ ลาออกยกคณะ

ส่วนจะหนี-ไม่หนีเป็น "ตรายาง" เซ็นสัญญารถไฟความเร็วสูงเชื่อม ๓ สนามบินกับซีพี ใช่หรือไม่ ตรงนี้ ผมไม่แน่ใจ?

แต่ที่แน่ใจ ก็ตรง..........

"นายศักดิ์สยาม" รัฐมนตรีคมนาคม เลขาฯ พรรคภูมิใจไทยที่ท่านเป็นหัวหน้าพรรคนั่นแหละ

นั่งกระทรวงปุ๊บ ไล่ให้เขาลาออกปั๊บ!

บอร์ดแต่ละคน เขามีศักดิ์ศรีพอที่จะหยิ่ง และที่สำคัญ เขาเหล่านั้นไม่ใช่คนหนังหนา-หน้าด้าน ขนาดเจ้ากระทรวงไล่แล้วยังจะตื๊ออยู่

อย่าง "นายกุลิศ สมบัติศิริ" ประธานบอร์ด เป็นทั้งปลัดคลัง ปลัดพลังงาน ประสบการณ์บริหารเกือบครึ่งชีวิต

ไม่ได้มาเป็นเพราะอยาก แต่เพราะรัฐบาลก่อนมอบหมายให้มา

ที่อ้างต้องเลื่อนเซ็นสัญญาจาก ๑๕ ตุลาไป ๒๕ ตุลา เพราะบอร์ดพร้อมใจกันลาออกก่อน ๑๔ วัน เป็นจริงอย่างนั้นหรือไม่?

ฟังจากปากนายกุลิศเขาเลย ขออนุญาตยกข่าวมาทั้งดุ้น จะได้ชัวร์

www.thebangkokinsight.com

30 ก.ย.62 นายกุลิศ สมบัติศิริ ปลัดกระทรวงพลังงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) กล่าวหลังการประชุมคณะกรรมการฯ ว่า

การประชุมวันนี้ เป็นการประชุมสรุปผลการทำงานของบอร์ดในช่วงที่ผ่านมา

รวมทั้งบอร์ด รฟท.ได้มีการยื่นใบลาออกทั้งหมด และได้แจ้งการลาออกให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ทราบแล้ว มีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมเป็นต้นไป

ยืนยันว่าการลาออกไม่ได้มีแรงกดดันจากฝ่ายการเมือง บอร์ดกำหนดกรอบลาออกสิ้นเดือนกันยามาระยะหนึ่งแล้ว ยอมรับว่าบอร์ดชุดนี้ได้รับการแต่งตั้งในยุค คสช. เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ก็เป็นเรื่องที่เหมาะสมหากจะมีการลาออก

เพื่อให้กระทรวงสามารถแต่งตั้งบุคคลเข้าไปเป็นบอร์ดช่วยขับเคลื่อนนโยบายตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

สิ่งที่เป็นห่วงและฝากให้บอร์ดชุดต่อไปรีบเข้ามาช่วยสานต่อ นอกจากปัญหาคดีค่าโง่โฮปเวลล์แล้ว ก็มีโครงการโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญ

เช่น โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดง ปัจจุบันประสบปัญหาล่าช้าจากการบุกรุกพื้นที่โครงการ ล่าช้าในส่วนของการก่อสร้างสถานีกลางบางซื่อ

ขณะที่การประกอบตัวรถไฟฟ้าเริ่มทยอยเสร็จแล้ว ในส่วนนี้ยอมรับกังวลว่าโครงการจะสามารถเปิดให้บริการได้ทันในต้นปี 2564 ตามเป้าหรือไม่

ประเด็นลงนามในโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน ซึ่งกระทรวงขีดเส้นให้กลุ่มซีพีต้องมาลงนาม 15 ต.ค.

และกังวลว่า........

หากการลงนามไม่เกิดขึ้น จะต้องมีการเปลี่ยนเอกชนที่ประมูลได้คะแนนรองลงมาเข้ามาดำเนินการแทนจะเกิดความยุ่งยากหรือไม่


ในช่วงที่ รฟท.ไม่มีคณะกรรมการฯ มองว่า......

"โครงการดังกล่าว ไม่ได้ผ่านการพิจารณาของบอร์ด รฟท.ในช่วงที่ผ่านอยู่แล้ว

เนื่องจากโครงการมีคณะกรรมการคัดเลือกเอกชนฯ ดำเนินการ และมีการรายงานผลดำเนินการลงสู่คณะกรรมการอีอีซีชุดใหญ่เลย"

อีอีซีชุดใหญ่ ก็..........

"คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก" นายกฯ ประยุทธ์ เป็นประธาน และท่านอนุทินก็เป็นกรรมการอยู่ด้วยนั่นแหละ

สรุป ใครมาเป็นบอร์ด รฟท.ต้องทำหน้าที่ "ตรายาง" ตามกฎหมายแทนฝ่ายการเมือง ในเนื้อหาที่ไม่ผ่านตัวเองมาก่อนเลย

!?!?!

นอกจากเรื่องนี้แล้ว เมื่อวาน (๙ ต.ค.) รองนายกฯ และรัฐมนตรีอนุทิน โพสต์อีก

"Anutin Charnvirakul"

"ชีวิตดีแล้ว มั่นคงมาก ไม่จำเป็นต้องเอื้อธุรกิจของครอบครัวหรือของใคร ถ้าไม่เอื้อของตัวเองแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไปเอื้อใคร

และจะใช้ความสามารถและประสบการณ์ทั้งหมดที่มีรักษาผลประโยชน์ให้บ้านเมือง รับมือกันให้อยู่ก็แล้วกัน

ใครกันแน่ที่จะเอาเปรียบรัฐ ใครกันแน่ที่พยายามเลี่ยงไม่ทำตามผลของการประมูล

ใครกันแน่ที่พยายามขอให้รัฐผ่อนปรนเพิ่มประโยชน์ให้ตัวเอง ไม่ต้องไปบีบสื่อให้ออกข่าว

งานนี้ง่ายมาก ทำตามเงื่อนไขที่รัฐประกาศไว้ ไม่ต้องวิ่งเต้น ไม่ต้องจ่าย เอาปากกามาด้ามเดียวแล้วเซ็นสัญญา กล้าๆ หน่อย

พร้อมสนับสนุนทุกอย่างให้ทำงานโดยสะดวก ราบรื่น ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น ไม่พูดเยอะ เจ็บลิ้นไก่"

อืมมมม....

ผมว่า "ชักเยอะ" นอกกิริยาผู้หลัก-ผู้ใหญ่ระดับผู้บริหารประเทศไปหน่อยแล้วครับท่าน!

พูดกันตรงๆ นะ เรื่องนี้ ต้องตำหนินายกฯ ประยุทธ์ ที่เอากระทรวงคมนาคมไปให้พรรคภูมิใจไทยบริหาร

โดยรู้-ทั้งรู้ ว่าหัวหน้าพรรคคือ "นายอนุทิน" กับบริษัท "ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน)"

นิตินัย พูดได้ว่า ไม่เกี่ยวกัน

แต่พฤตินัย มีใครบอกได้ว่า นายอนุทินไม่มีสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับบริษัทรับเหมาก่อสร้างแห่งนี้?

แล้วนายกฯ ก็ยังให้นายอนุทินกำกับดูแลงานกระทรวงคมนาคม

ซึ่งแค่นายศักดิ์สยาม เลขาฯ พรรคเป็นเจ้ากระทรวง ชาวบ้านเขาก็ซุบซิบอยู่แล้ว

นี่ยังให้นายอนุทิน "หัวหน้าพรรค" ลูกนายห้างมากำกับดูแลอีกที

ก็ระวังนะ ........

ผมห่วงคำว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน" ซึ่งไม่แน่ ซักวัน การเมืองมันจะย้อนการเมืองเอากับคุณอนุทิน เหมือนที่ทักษิณถูกมาแล้ว

กรณี "ผัวเซ็น-เมียซื้อ" ที่ดินรัชดาฯ!

สมมุติ ถึง ๗ พฤศจิกาแล้ว ก็ยังล้มเหลวการเซ็นสัญญากับกลุ่มซีพี

ตามเส้นทาง รายต่อไปที่ รฟม.จะเรียกมาเจรจาคือ กลุ่มกิจการร่วมค้า บีเอสอาร์ ซึ่งประกอบด้วย

บริษัท บีทีเอส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (ประเทศไทย)

บริษัท ซิโน-ไทย เอ็นจีเนียริ่ง แอนด์ คอนสตรัคชั่น จำกัด (มหาชน) (ประเทศไทย)

บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) (ประเทศไทย)

เนี่ย...

ถ้าเป็นตามนี้ ยากจะหนีคำว่า "ผลประโยชน์ทับซ้อน"

ถึงแม้ในข้อเท็จจริง ทั้งนายศักดิ์สยาม นายอนุทิน นั่งนิ่งยิ่งกว่าพระประธานในโบสถ์ก็เหอะ

ยักษ์ ว่ามีเขี้ยวแล้ว

ซีพี น่ะ...

ยิ่งกว่ายักษ์อีก!

ว่าด้วยผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.เพื่อไทย ว่าด้วยสองผู้ยิ่งใหญ่และคนตรงกลาง

    
 

              จากความคาดหวังพรรคเพื่อไทยจับมือพรรคร่วมฝ่ายค้าน ดัน ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคร่วมฝ่ายค้าน เข้าชิงชัยในสนามเมืองกรุง วิเคราะห์ อ่านเกมไปถึงคู่ต่อสู้ทางการเมือง พลังประชารัฐ ประชาธิปัตย์ ในภาวะเสือสองตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ จะต้องส่งผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ทั้งคู่เข้าชิงชัยกันแน่

 

                คำนวณสมการความคิด คะแนนความนิยมของชัชชาติ ผู้สมัครในนามพรรคร่วมฝ่ายค้าน คะแนนป๊อปปูลาร์โหวตจากอนาคตใหม่ใน กทม.ที่แตะระดับหลักล้านคะแนน ฐานเสียงเพื่อไทยที่ยังคงเหนียวแน่น แฟนพันธุ์แท้ก็มีอยู่ไม่น้อย หากผู้สมัครเจ๋ง นโยบายแจ๋ว บวกกับกระแสไม่เอาคนจากพรรคสืบทอดอำนาจ ชัยชนะจะไปไหนเสีย

                แต่ไปๆ มาๆ เพื่อไทยเกิดภาวะหักเหลี่ยมเฉือนคมกันเอง ที่ลามไปถึงดีลอนาคตใหม่ สัญญาใจฉบับเดิมอาจพลอยต้องพับเก็บไว้ นำไปทบทวนถึงความเป็นไปได้ที่จะส่ง-ไม่ส่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.ในนามพรรคอนาคตใหม่

                นายสมพงษ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย บอกถึงกรณีออกแถลงการณ์ชี้แจงพรรคยังไม่มีมติในเรื่องการส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. จนถูกมองว่าเกิดความขัดแย้งในพรรคว่า

                ‘เรื่องนี้ไม่มีความขัดแย้ง เพียงเป็นห่วงว่าเกิดความสับสนในเรื่องการส่งผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม. เพราะทางพรรคยังไม่เคยมีมติ ส่วนที่ทางภาค กทม.มีการประชุมกันมาตลอด แต่ไม่เคยให้ข่าว ครั้งนี้กลับมีการแถลงข่าวออกมา จึงกลัวว่าจะสับสน จึงต้องออกแถลงการณ์ว่ายังไม่มีมติของพรรค ที่ภาค กทม.หารือก็ว่ากันไป การออกแถลงการณ์ของผมไม่มีความขัดแย้งภายในพรรคเพื่อไทย และตนไม่เคยงัดกับใคร 

                ขณะที่สุดารัตน์พูดในเรื่องเดียวกันว่า ‘มติภาค กทม.เป็นเรื่องที่ทำตามระบบของพรรค เมื่อเป็นเรื่องที่เกี่ยวพันกับอนาคตของเขาและพันธสัญญาที่ ส.ก.และ ส.ข.มีต่อคนกรุงเทพฯ จึงตั้งความหวังว่าจะมีผู้ใหญ่ของพรรคไปลงสมัคร แต่เมื่อไม่ได้เป็นไปตามนั้น ภาค กทม.จึงหารือว่าจะทำอย่างไร และมีความคิดเห็นไปตามระบบของพรรค คือมติที่จะส่งให้ผู้บริหารพรรคพิจารณา และที่หัวหน้าพรรคแถลงการณ์ออกมาไม่ได้พูดผิดอะไร เป็นเรื่องที่ท่านบอกว่าพรรคยังไม่ได้มีมติและพรรคยังไม่มีมติจริง เหมือนที่ตนให้สัมภาษณ์ไปเมื่อวันที่ 7 ต.ค. เมื่อมันไม่ได้เป็นไปตามความคาดคิดของเรา พรรคก็ต้องหารืออีกครั้งร่วมกับ 7 พรรค ยังมีเวลาไม่ได้รีบร้อน ไม่ใช่อะไรที่เป็น

                ถ้อยคำจากสองผู้มีอำนาจในพรรค สื่อสารผ่านสื่อ จนถูกนำไปตีความ ขบเหลี่ยมขบวนการทางความคิด

                อย่างไรก็ดี ข้อมูลทางสถิติ บทเรียนในอดีต พ.ศ.2547 ปวีณา หงสกุล ผู้สมัครในนามอิสระ แต่ในช่วงโค้งสุดท้าย ‘ทักษิณ ชินวัตร’ นายกฯ และหัวหน้าพรรคไทยรักไทยช่วยหาเสียง พ.ศ.2551 ‘ประภัสร์ จงสงวน’ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคพลังประชาชน พ.ศ.2552 การเลือกตั้งแทนผู้ว่าฯ คนเก่าที่ลาออก ‘นายยุรนันท์ ภมรมนตรี’ เป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคเพื่อไทย พ.ศ.2556 พล.ต.อ.พงศพัศ พงษ์เจริญ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ในนามพรรคเพื่อไทย

                ไม่ว่าจะเป็นยุค ไทยรักไทย พลังประชาชน เพื่อไทย ยังสะกดคำว่าชัยชนะไม่เจอ

                ว่ากันว่า ชัชชาติ ผู้สมัครอิสระ ในนามของกลุ่มกรุงเทพฯ ที่ดีกว่าเดิม (Better Bangkok) ได้ระดมทีมนักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วน รวมถึงสมาชิกพรรคการเมืองที่ไม่สังกัดค่ายระดมความเห็น บวกกับพลังเครือข่ายจุฬาฯ คอนเน็กชั่น แท็กทีมชัชชาติ พร้อมให้การสนับสนุนในทุกด้าน บวกกับความที่เจ้าตัวอยากจะขอ Change สลัดภาพผู้สมัครในนามพรรค ให้เกิดความเป็นอิสระในการทำงาน นโยบายและแนวคิดที่จะเปิดออกมา น่าจะโดนใจ ตอบโจทย์คนกรุงเทพฯ ได้ดีกว่า สิ่งนี้ต่างหากที่น่าจะทำให้ได้รับชัยชนะ

                ว่ากันอีกว่า ชัชชาติครุ่นคิดในแนวคิดนี้มานาน ก่อนที่จะประกาศตัว (ขอ) ลงอิสระ ได้บินไปเมืองนอกขอไฟเขียวจากผู้มีอำนาจ นำมาสู่การประกาศตัวลงอิสระ รวมไปถึงบิ๊กๆ แกนนำในพรรค ที่รับรู้สัญญาณไฟเขียว ไม่เพียงไม่มีทีท่าคัดค้าน แต่เมื่อได้ฟังแนวคิดนี้ ยังยกมือสนับสนุนแนวทางนี้อย่างเต็มที่

                ทว่าภาค กทม.ที่มี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ประธานยุทธศาสตร์พรรค เป็นผู้ที่ ทรงอิทธิพลในความคิด กลับมองคนละมุม ยังมองในมุมมองพรรค ความเป็นพรรค พันธสัญญาที่ชาวบ้านส่งผ่านมาถึง ส.ส. ขอให้พรรคส่งผู้สมัครในนามพรรคลงต่อสู้น่าจะดีกว่า โดยอาศัยความนิยมของผู้สมัคร ซึ่งก็คือชัชชาติ บวกกับนโยบายจากส่วนกลางและ กทม.เอาไปใส่ ก็ใช่ว่าจะมองไม่เห็นหนทางที่จะชนะ

                แต่ไม่ว่าอย่างไร คำสัมภาษณ์สมาชิกในภาค กทม. ท่าทีของสมาชิกที่ส่งสัญญาณแสดงออกมา ทำให้ถูกมองไปในทิศทางไม่ต้องมีชัชชาติ สุดท้ายภาค กทม.จัดประชุม เคาะเป็นมติภาค กทม. พร้อมดันคนลงสมัครแข่งเหมือนเดิม กลายเป็นภาวะงัดกันทางแนวความคิด ไม่ถึงกับหัก ไม่ถึงกับแตก แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ถึงรอยแยกทางความคิดเช่นกัน

                เมื่ออีกฝั่งก็พยายามถือสัญญาณไฟเขียวทางไกล ประเมินบนฐานข้อมูล ชุดความคิดอีกแบบ แต่อีกฝ่ายก็มีชุดความคิดเป็นของตัวเอง ถือมติพันธสัญญา เดิมพันแพ้ชนะไม่รู้ แต่ในแง่ศักดิ์ศรี-ความเป็นพรรค จำต้องมีผู้สมัครในนามเพื่อไทย

                บทสรุป มติสัญญาฉบับสุดท้าย ไม่ว่าจะดึงชัชชาติกลับมาเป็นผู้สมัครในนามพรรคเพื่อไทยได้ หรือปล่อยชัชชาติเป็นอิสระ เพื่อไทยก็ส่งคนของตัวเองแข่งขัน จะออกหน้าไหน ก็มีคนเจ็บ (ปวด) ใจทั้งนั้น. 

ยืนยันทำได้เพียงทักท้วงเพื่อความรอบคอบ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือให้แก้ไขคำพิพากษา

    

สราวุธ เบญจกุล

9 ต.ค 62- เพจเฟซบุ๊ก "สื่อศาล" ซึ่งเป็นเพจทางการของสำนักงานศาลยุติธรรม รายงานว่า นายสราวุธ เบญจกุล เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม เปิดเผยว่า ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ถึงเหตุการณ์เกิดขึ้น โดยอธิบดีผู้พิพากษาภาค 9 ยอมรับเสียใจกับเหตุการณ์ดังกล่าว ยืนยันว่าการปฏิบัติหน้าที่ที่ผ่านมา ทำไปตามระเบียบ ไม่มีเจตนาที่จะแทรกแซง ซึ่งผลการพิพากษาจะออกมาเป็นอย่างไร ตนเองทำได้เพียงทักท้วงเท่านั้น เพื่อให้กระบวนการต่างๆ ในการพิจารณา มีความรอบคอบ ไม่ได้เปลี่ยนแปลงหรือให้แก้ไข

นายสราวุธ กล่าวอีกว่า เรื่องที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากสื่อสารคลาดเคลื่อน ซึ่งหลังจากนี้ อนุกรรมการวิสามัญจะทำหน้าที่ในการหาข้อเท็จจริงและนำเข้าที่ประชุมคณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (ก.ต.) เพื่อหาแนวทางในการแก้ไขปัญหา

ซึ่ง ก.ต.เป็นคนกำหนดนโยบายบริหารงานบุคคล วางหลักประกันความเป็นอิสระของผู้พิพากษา แต่งตั้งโยกย้าย และการลงโทษทางวินัยผู้พิพากษา ดังนั้น แม้อธิบดีผู้พิพากษาภาคจะย้ายผู้พิพากษาในภาคตัวเอง หากผู้พิพากษาไม่ยินยอมก็ไม่สามารถที่จะย้ายได้ ส่วนอำนาจของการแต่งตั้งโยกย้าย หรือถ้าไม่ใช่โยกย้ายประจำปี อำนาจประธานศาลฎีกาจะสั่งย้ายผู้พิพากษาโดยไม่รับความยินยอม ก็ไม่มีอำนาจที่จะย้ายผู้พิพากษาได้ หากจะทำได้ก็ต่อเมื่อ ก.ต.เห็นชอบ

ส่วนกรณีที่มีการเรียกร้องให้ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องดังกล่าว ย้ายออกนอกพื้นที่นั้น อยู่ระหว่างตรวจสอบข้อเท็จจริงให้ปรากฏ ส่วนแนวทางในการป้องกันปัญหานั้น จะมี 2 ส่วน คือคนที่รับผลกระทบตอนนี้พักรักษาตัวโดยจะดูแลทั้งสภาพร่างกายและจิตใจเป็นอันดับแรก ส่วนการบริหารงานบุคคล จะจัดการอย่างไร เป็นหน้าที่ของ ก.ต.ที่จะต้องพิจารณา

ทั้งนี้ นายสราวุธ กล่าวอีกว่า ก่อนที่ผู้พิพากษาจะเข้ามาปฏิบัติหน้าที่จะต้องปฏิญาณตนในการทำงาน โดยการทำงานระบบการพิจารณาพิพากษาของศาล เป็นระบบองค์คณะในการตัดสินคดี ยกตัวอย่างเช่น ศาลจังหวัดจะต้องมีผู้พิพากษา 2 คน เป็นองค์คณะในการตัดสินคดี ซึ่งหัวหน้าศาลหรืออธิบดีฯ จะสั่งให้ผู้พิพากษาตัดสินคดีตามความต้องการของหัวหน้าศาล หรืออธิบดีฯ ไม่ได้เด็ดขาด ไม่ใช้ระบบข้าราชการพลเรือนที่บังคับบัญชาตามลำดับชั้น  แต่ทำได้เพียงความเห็นแย้งเท่านั้น และการทำความเห็นแย้งไม่ได้มีผลกระทบต่อคำพิพากษา แต่มีประโยชน์สำหรับการใช้สิทธิในการอุทธรณ์ ฎีกาต่อไป

อย่างไรก็ตาม เลขาธิการสำนักงานศาลยุติธรรม ยังกล่าวถึงคดีความมั่นคงว่า ที่ผ่านมาสำนักงานศาลยุติธรรมเราได้รับความร่วมมือ ได้รับความสนับสนุนจากทุกฝ่าย ทั้งฝ่ายบริหาร ตำรวจ ทหาร ไม่เคยเข้ามาแทรกแซงการทำหน้าที่ของศาลยุติธรรม ยืนยันศาลมีความเป็นกลาง มีอิสระในการทำหน้าที่ เราจะลงโทษคนตามพยานหลักฐาน เราจะไม่ลงโทษคนโดยมีเหตุสงสัย และมั่นใจว่าผู้พิพากษา 5,000 คน ในประเทศ ทำหน้าที่ด้วยความอิสระ ปราศจากการแทรกแซง ถ้ามีการร้องเรียนว่ามีการแทรกแซง สำนักงานศาลยุติธรรมจะดำเนินการ รายงานที่ประชุม ก.ต. และจะรายงานถึงประธานศาลฎีกา ในฐานะผู้บังคับบัญชาโดยทันที

'เทวัญ' เผยถกงบประมาณปี 63 แค่ 3 วัน ไม่ขยายเวลาเพิ่ม

    
 

ขณะเดียวกัน นายเทวัญ ยังกล่าวถึงการประชุมพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2563 ว่า มีการพูดคุยกับคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) แล้วเป็นวันที่ 17-19 ตุลาคม 2562 โดยในวันที่ 17 ตุลาคม ครึ่งวันเช้า จะมีการพิจารณากฎหมายสำคัญก่อน และหลังจากนั้นช่วงบ่ายจะมีการพิจารณาพ.ร.บ. งบประมาณฯ ซึ่งเราคาดการณ์ว่า เวลาของวันที่ 17 ตุลาคมหายไปครึ่งวัน ก็อาจจะต้องเลยไปถึงวันที่ 19 ตุลาคม ซึ่งก็จะมีการหารือในที่ประชุมในวันนี้ อย่างไรก็ตาม คาดว่าจะมีการประชุมเต็มที่แค่เพียง 3 วัน เพราะอยากได้ระหว่าง 2 วัน หรือ 3 วันเท่านั้น ซึ่งหากถัดไปอีกหนึ่งวัน ในวันที่ 20 ตุลาคม ส.ว.เขาขอประชุมวุฒิสภา

'ชวน' แจงให้เงินเดือนย้อนหลัง ส.ส. 2 เดือนไม่เกี่ยวสภา แนะถามสำนักงบฯ

    
 

10 ต.ค.62 - ที่สถาบันพระปกเกล้า นายชวน หลีกภัย ประธานสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่มีการวิพากษ์วิจารณ์ความเหมาะสมในการให้เงินเดือน ส.ส. ย้อนหลัง 2 เดือนก่อนปฏิบัติหน้าที่ว่า อยู่ที่วิธีคิดและการคำนวณ คาดว่าจะคิดเวลาเริ่มปฏิบัติหน้าที่ ตั้งแต่คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)ประกาศรับรองผล ซึ่งก็อาจจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ความไม่เหมาะสมในการรับเงินส่วนนี้บ้าง เพราะเป็นเรื่องที่ห้ามไม่ได้ แต่เรื่องดังกล่าวไม่เกี่ยวกับประธานสภาฯ สำนักงานเลขาธิการสภาฯ และ ส.ส. แต่ควรจะสอบถามรัฐบาล และสำนักงบประมาณที่เป็นผู้จ่ายเงินเดือนให้กับ ส.ส. ว่าจะทำอย่างไร

เมื่อถามถึงกรณีที่สังคมตั้งคำถามถึงคณะกรรมาธิการฯบางคณะ ที่ใช้อำนาจเรียกบุคคลเข้าชี้แจง เช่น กรณี นายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.พรรคอนาคตใหม่ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการกฎหมายการยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร เตรียมเรียก พล.ต.บุรินทร์ ทองประไพ ผู้ชำนาญการสำนักงาน กอ.รมน.มาให้ข้อมูลเป็นการแทรกแซงหรือไม่ นายชวน กล่าวว่า การเชิญบุคคลมาชี้แจง มีขอบเขตที่เป็นระเบียบอยู่แล้ว ซึ่งข้อท้วงติงว่าการเรียกมาอาจเป็นการแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม ก็ยังไม่เห็นว่าแทรกแซงในส่วนใด แต่ถ้าหากเห็นว่าคณะกรรมาธิการเชิญมาไม่ถูกต้องและเป็นการแทรกแซงการทำงาน ก็สามารถร้องเรียนมาที่สภาฯได้ ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการร้องเรียนของคณะกรรมาธิการลักษณะนี้มาแล้ว 1 คณะ อย่างไรก็ตามขอย้ำว่าการเชิญคนเข้าชี้แจงสามารถทำได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่หากผู้ใดสงสัยสามารถไปศึกษาระเบียบข้อบังคับสภาฯดูได้

นายชวน ยังกล่าวถึงกรณีที่พรรคพลังประชารัฐ ยื่นหนังสือผ่านประธานสภาฯ เพื่อให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย สมาชิกภาพของแกนนำพรรคร่วมฝ่ายค้านที่ไปรณรงค์แก้ไขรัฐธรรมนูญในการจัดเสวนา“พลวัตแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ สู่การนับหนึ่งรัฐธรรมนูญใหม่” ที่จังหวัดปัตตานี ว่า เบื้องต้น ยังไม่เห็นหนังสือดังกล่าว แต่ได้ทราบจากสื่อเท่านั้น คาดว่าขณะนี้อยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบความถูกต้องของเอกสาร ทั้งนี้หากเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ก็จะส่งเรื่องต่อไปยังศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณาวินิจฉัยต่อไป

 
 

 

 

......................................................................

 

 (คลิกที่รูปเพื่ออ่านข่าว)
 

 

 

.......................................................

 

 

 

 

 

.......................................................

10 ตุลาคม 2562

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net