วันที่ พฤหัสบดี ตุลาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ไยจึงปล่อยพิพิธภัณฑ์พุทธหยุดนิ่ง จนเฉาตาย?



ช่ วงวันหยุดมักจะไปออกกำลังกายในบริเวณพุทธมณฑล  นับเป็นโชคดีของคนที่อยู่อาศัยบริเวณใกล้เคียง ได้อาศัยพื้นที่สีเขียว 2,500 ไร่ ที่มีความร่มรื่นเขียวสดของต้นไม้และความน่ารื่นรมณีย์ของแหล่งน้ำ เป็นแหล่งพักผ่อนหย่อนใจ การได้ออกกำลังกายท่ามกลางความรื่นรมย์ของธรรมชาติ และสูดอากาศสดชื่นเข้าปอดน่าจะเป็นลาภอันประเสริฐอย่างหนึ่งของคนเมือง

ขากลับออกจากพุทธมณฑล ผ่านอาคารสถาปัตยกรรมไทยหลังหนึ่ง (ดูภาพประกอบ) และทุกคราวที่ผ่านอาคารหลังนี้ก็ปิดทุกครั้ง

 

 

ครั้งล่าสุด เมื่อวันเสาร์ที่ 5 กันยายนที่ผ่านมา หลังปั่นจักรยานเสร็จ 10 โมงกว่าๆ ขากลับบ้านเลยจอดไปดูป้ายหน้าอาคาร ทำให้รู้ว่าอาคารหลังนี้คือ “พิพิธภัณฑ์ทางพระพุทธศาสนา” ข้อมูลในป้ายแบ่งออกเป็น 3 ส่วน และเปิดเวลา 9.00 – 16.30 น. เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ!!

เกิดเครื่องหมายคำถามอันใหญ่ๆ ว่าป้ายด้านหน้าระบุว่า “เปิดทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ” แต่ทำไมผ่านไปผ่านมานับครั้งไม่ถ้วน ไม่เคยเห็นเปิดเลยสักครั้ง?? จนนึกไปเล่นๆ ว่าน่าจะเปลี่ยนข้อความบนป้ายเป็น “ปิดทุกวันไม่เว้นวันเปิดทำการ!”

สังเกตประตูทางเข้า มีเก้าอี้ซ้อนวางขวางไว้อีกครั้งหนึ่ง เหมือนบอกให้คนที่จะเข้าไปดูรู้ว่าห้ามเปิดประตู!

ปิดทุกวันไม่เว้นวันเปิดทำการ!?!?

 

ไม่ทราบเหมือนกันว่าสาเหตุที่ไม่เปิดบริการ เป็นเพราะขาดคน ขาดงบประมาณ หรือขาดความปรารถนามุ่งมั่นจะทำให้ดี (ฉันทะ)?

ค้นข้อมูลจากเว็บไซต์สำนักงานพุทธมณฑล สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า พิพิธภัณฑ์ทางพระพุทธศาสนามีพื้นที่อาคารทั้งหมด 13,240 ตารางเมตร เริ่มก่อสร้างในปีพ.ศ. 2536 แล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2541 ใช้งบประมาณในการก่อสร้าง 326,552,500 บาท (สามร้อยยี่สิบหกล้านห้าแสนห้าหมื่นสองพันห้าร้อยบาทถ้วน)

อาคารสถาปัตยกรรมไทยอีกแห่งที่อยู่ใกล้เคียงกันอีกแห่ง มีป้ายด้านหน้าบอกให้รู้ว่าเป็นหอสมุดพระพุทธศาสนา ดูจากภายนอกแล้วก็ไม่แน่ใจว่ามีสภาพคล้ายกับพิพิธภัณฑ์พระพุทธศาสนาหรือไม่? ไว้วันหน้าจะแวะไปสำรวจใกล้ๆ นำมาเสนอกันอีก

 

 

เกี่ยวกับพิพิธภัณฑ์ หน่วยงานหลายแห่งทั้งราชการและภาคเอกชน มีงบประมาณสร้างอาคารสวยงามขึ้นมา แต่ผู้ทำหรือผู้รับผิดชอบอาจจะขาดความมุ่งมั่นจะทำให้ดี เลยปล่อยให้พิพิธภัณฑ์ไร้ชีวิตชีวา เหี่ยวเฉาบ้าง ยืนต้นตายบ้าง พิพิธภัณฑ์ที่พูดถึงข้างต้นก็น่าจะเป็นตัวอย่างประกอบกรณีได้ดี

ในภาคเอกชน รู้สึกชื่นชมพิพิธภัณฑ์ศิลปะไทยร่วมสมัย (MOCA) ถือกำเนิดขึ้นในกรุงเทพฯ เกิดขึ้นด้วยใจรักของภาคเอกชน โดยคนที่มีความงามและความรักงานศิลป์อยู่ในหัวใจ (แน่นอนว่าต้องมีทรัพย์ด้วยจึงจะทำให้นฤมิตความฝันให้สำเร็จเป็นจริงได้)

มองในมุมกลับ ถึงแม้จะมีทุนทรัพย์มากมาย แต่ถ้าไร้ “ฉันทะ” เสียแล้ว สิ่งดีๆ ก็หาเกิดขึ้นไม่ ดังเช่นที่ภาครัฐที่แม้จะมีเงินงบประมาณมหาศาล สามารถเนรมิตโครงการคมนาคมใหญ่ๆ (Mega Project) ต่างๆ มากมาย แต่ขาดความสามารถในการสร้างสรรค์พิพิธภัณฑ์เช่นว่านี้ ถึงแม้จะมีเงินงบประมาณพอจะสร้างได้ แต่ขาด “ฉันทะ” พิพิธภัณฑ์ที่พอจะเป็นหน้าตาให้บ้านเมืองก็ไม่เกิด หรือเกิดขึ้นแล้วก็ไร้ชีวิตชีวา

 

ในเมื่อสถานที่ปรารภเหตุของข้อเขียนนี้เป็น “พิพิธภัณฑ์ทางพระพุทธศาสนา” เลยจะยกตัวอย่างสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาที่มีชีวิตชีวาที่อยู่ใกล้ๆ พุทธมณฑลนั่นเอง

สถานที่นั้นก็คือวัดญาณเวศกวัน ด้านหลังพุทธมณฑล  ภายในวัดมีอาคาร “ญาณเวศก์ธรรมสมุจย์” (มีความหมายว่า “หออันเป็นสถานที่รวบรวมธรรมแห่งวัดญาณเวศกวัน”) เป็นอาคารประหยัดพลังงาน 3 ชั้น รูปทรงทันสมัยกลมกลืนกับสิ่งแวดล้อม

 อาคารญาณเวศก์ธรรมสมุจย์

 

ทั้ง 3 ชั้น ได้ใช้ประโยชน์คุ้มค่าด้านต่างๆ เป็นสถานที่สำหรับจัดนิทรรศการชั่วคราวและกิจกรรมทางศาสนา เป็นแหล่งรวบรวมคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา  เป็นที่รวบรวมผลงานและนิทรรศการถาวรแสดงชีวประวัติและผลงานของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต)  เปิดให้บริการทุกวัน ตั้งแต่เวลา 8.30 – 16.30 น. นอกจากนี้แล้ว อาคารแห่งนี้ยังเป็นที่จัดกิจกรรมสำหรับกลุ่มผู้สนใจกลุ่มวัยต่างๆ เช่น การบรรยาย การอภิปราย สนทนาธรรม การจัดกิจกรรมกลุ่ม การเจริญจิตตภาวนา ฯลฯ

ผ่านไปทีไรก็จะเห็นภาพผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่มย่อยๆ วันที่ไม่กิจกรรมบรรยาย/ สนทนาธรรม ก็เห็นคนนั่งอ่านหนังสือหรือสื่อพระพุทธศาสนา งานนิพนธ์ของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ฯลฯ

อาคารประหยัดพลังงาน 3 ชั้นหลังนี้ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเปิดในวโรกาสที่เสด็จพระราชดำเนินไปถวายผ้าพระกฐิน เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2549 นับว่าได้ใช้ในกิจกรรมส่งเสริมศีล สมาธิ ปัญญา จนน่าจะคุ้มค่าหรือล้นค่าก่อสร้างแล้ว

ส่วนอุโบสถ 2 ชั้น ที่อยู่ริมน้ำอีกฝั่งหนึ่ง มีรูปแบบเรียบง่าย สวยงาม ก็เป็นที่จัดกิจกรรมส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนาด้านต่างๆ ตลอดทั้งปี น่าจะคุ้มค่ากับการก่อสร้างไม่ต่างกัน

 อุโบสถวัดญาณเวศกวัน

 

วัดวาอารามต่างๆ ที่มีอาคารสถานที่ใหญ่โตกว้างขวาง ควรคิดหาแนวทางจัดกิจกรรมเชิญชวนและส่งเสริมให้คนเข้าไป และมุ่งการส่งเสริมการศึกษาพระพุทธศาสนา การเจริญไตรสิกขาให้เกิดขึ้นในหมู่พุทธศาสนิกชน

แนวทางนี้น่าจะเป็นวิธีการและแนวทางส่งเสริมพระพุทธศาสนาให้เจริญรุ่งเรืองได้มากกว่าการมุ่งสร้างอาคารถาวรวัตถุมูลค่าแพงๆ กันแต่อย่างเดียว แต่ขาดการใส่แก่นสารสาระการยังประโยชน์ให้เกิดจากอาคาร

ใช่หรือไม่?


 

โดย เสดพีร์

 

กลับไปที่ www.oknation.net