วันที่ ศุกร์ ตุลาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ช่วยเหลือประชาชนทั้งทีก็ขอให้ช่วยแบบยั่งยืนไม่ดีกว่าหรือครับ


ช่วยเหลือประชาชนทั้งทีก็ขอให้ช่วยแบบยั่งยืนไม่ดีกว่าหรือครับ 

สมัยที่ผู้เขียนเริ่มรับราชการใหม่ๆ เงินเดือนๆ ละ ๙๐๐ บาท ถ้าเป็นสมัยปัจจุบันเงินจำนวนนี้เป็นเงินที่ไม่มากนัก ออกจากบ้านด้วยเงินเท่านี้ในแต่ละวันไม่ทราบจะเพียงพอหรือไม่

แม้เงินเดือนน้อย แต่ความมุ่งมั่นในการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตัวเองนั้นอยู่ในหัวใจของผู้เขียนโดยตลอด เห็นโฆษณาขายที่ดินจัดสรร ๖๐ ตารางวา ราคาตารางวาละ ๖๐๐ บาท ก็สนใจ

ผู้เขียนนั้นไม่เคยขอเงินจากพ่อและแม่อีกเลยหลังจากผู้เขียนทำงานและมีเงินเดือนแล้ว นอกจากมีแต่ให้พ่อกับแม่ ดังนั้น ความคิดเรื่องขอเงินพ่อและแม่ซึ่งเป็นชาวนาชาวสวนที่ไม่อาจช่วยได้แล้ว ยังขัดกับความตั้งใจของตัวเองด้วย

แต่ผ่อนเองคนเดียวคงไม่ไหว จึงชวนคุณสายพิณ แฟนในขณะนั้นและเป็นภรรยาในปัจจุบันนี้เข้าหุ้นชีวิตด้วยกัน ร่วมกันสร้างเนื้อสร้างตัว โดยช่วยกันผ่อนเดือนละ ๑ ตารางวา ก็คนละ ๓๐๐ บาท นั่นแหละครับ เหลือไว้ใช้เดือนละ ๖๐๐ บาท

กลับจากไปศึกษาต่อต่างประเทศ แต่งงานกันแล้วก็เริ่มถมที่และหาทางสร้างบ้าน โดยบริษัทที่สร้างบ้านติดต่อเรื่องการกู้เงินจากธนาคารให้ ทั้งนี้ ได้นำหลักทรัพย์ซึ่งเป็นบ้านและที่ดินค้ำประกัน

 

ไม่น่าเชื่อเลยครับว่าเราทำได้อย่างไร เพราะเงินเดือนของผู้เขียนตอนจบการศึกษาระดับปริญญาโทในขณะนั้น คือ ๑,๙๐๐ บาท แต่ต้องผ่อนบ้านถึงเดือนละ ๑,๘๐๐ บาท

ยังโชคดีที่ยังมีเงินเหลือกลับบ้านเดือนละ ๑๐๐ บาท เพราะในสมัยนั้น รัฐบาลยังไม่เก็บภาษีจากเงินเดือนของข้าราชการ

แล้วค่าใช้จ่ายประจำเดือนทำอย่างไร นอกจากเงินเดือนของภรรยาก็สู้กันสุดฤทธิ์ละครับ ผู้เขียนเองก็มีรายได้จากการสอนพิเศษตามบ้านบ้าง ภรรยาตัดเย็บเสื้อผ้าบ้าง

แล้วก็ใช้จ่ายกันอย่างประหยัดที่สุด ไม่มีโอกาสได้ไปดูหนังฟังเพลงหรือกินข้าวนอกบ้านกันหรอกครับ ยังจดจำความลำบากในสมัยนั้นกันได้เป็นอย่างดี

เขียนมาเสียยืดยาวก็เพื่อสรุปว่า เด็กไทยในปัจจุบันแม้จบการศึกษาในระดับปริญญาตรี ปริญญาโทหรือปริญญาเอก หากพ่อแม่ไม่ช่วยซื้อหรือช่วยผ่อนบ้านให้ และยิ่งเป็นข้าราชการซึ่งเงินเดือนน้อยแล้ว ยิ่งเป็นการยากสำหรับพวกเขาที่จะมีบ้านและที่ดินเป็นของตนเองได้

อาจมีคอนโดมีเนียมพื้นที่ ๓๐ - ๔๐ ตารางเมตร ซึ่งปัจจุบันก็แพงเอาการอยู่ทีเดียว หากจะซื้อในราคาที่ถูกหน่อย ก็ต้องอยู่นอกเมืองออกไป

 

ในขณะที่ระบบขนส่งมวลชนของไทยยังไม่มีมากพอ หรือที่ไกลออกไปราคาก็แพงมาก ผู้ที่ต้องการมีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเองต้องขวนขวายและต้องต่อสู้กับชีวิตไม่ใช่น้อย แล้วเหตุใดรัฐบาลจึงไม่ช่วยเหลือคนประเภทนี้ละครับ

นโยบายประชานิยมของทุกรัฐบาลที่ผ่านมานั้น ผู้เขียนเห็นว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำเสียเป็นส่วนใหญ่

ไม่ว่า “โครงการรถคันแรก” ในอดีต ซึ่งจ่ายเงินให้คนละ ๑๐๐,๐๐๐ บาท เพื่อซื้อรถยนต์คันแรก ไม่ได้สร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิต แต่ประการใด เพราะ “รถ” ก็คือ “ลด” นอกจากนั้น ยังสร้างปัญหาอื่นๆ  เช่น ปัญหาหนี้สินและปัญหาจราจร มีดีอยู่อย่างเดียว คือสร้างความร่ำรวยให้กับบางบริษัท เท่านั้น 

แม้โครงการ “ชิม ช้อป ใช้” ในปัจจุบันนี้ก็เถอะ ผู้เขียนเคยเขียนไม่เห็นด้วยไว้แล้วในหัวข้อเรื่อง “รัฐจัดให้ประชาชนไปเที่ยว กินและพักฟรี : สมควรแล้วหรือ” (อ่านรายละเอียดได้ที่  http://oknation.nationtv.tv/blog/puthsup/2019/08/19/entry-1)

แต่เพื่อต้องการกระตุ้นเศรษฐกิจ และได้ผลมาบ้างก็ช่างเถอะครับ แต่ผู้เขียนก็ยังเห็นว่าเป็นการตำน้ำพริกละลายแม่น้ำอยู่ดี เพราะไม่สร้างความมั่นคงให้กับชีวิตของประชาชน หมดแล้วก็หมดไป

รัฐบาลมีนโยบายช่วยเหลือผู้ที่กำลังผ่อนส่งบ้านหรือที่อยู่อาศัยไม่ดีกว่าหรือครับ ช่วยเหลือเท่าที่รัฐพอจะช่วยเหลือได้

ที่รัฐช่วยอยู่ในปัจจุบันโดยการลดหย่อนภาษีเงินได้ให้ เช่น ในปี พ.ศ. ๒๕๖๒ ซึ่งรัฐบาลลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา สำหรับผู้ซื้อบ้านพร้อมที่ดินหรือคอนโดมิเนียม มูลค่าไม่เกิน ๕ ล้านบาท ได้ตามจำนวนที่จ่ายจริง แต่ไม่เกิน ๒๐๐,๐๐๐ บาท นั้น ผู้เขียนเห็นว่าไม่ได้ช่วยอะไรมากมายหรอกครับ

เพราะคนโสดที่ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดานั้น ต้องมีรายได้ประมาณปีละ ๓๑๐,๐๐๐ บาท หรือมีรายได้ประมาณเดือนละ ๒๕,๘๓๐ บาท ซึ่งเงินจำนวนนี้มากกว่าเงินเดือนสำหรับผู้ที่จบการศึกษาในระดับปริญญาเอกเสียอีก นี่พูดถึงหากรับราชการนะครับ

ดังนั้น ผู้ที่จบการศึกษาทุกระดับที่เริ่มรับราชการ ทำงานรัฐวิสาหกิจหรือเอกชนบางแห่ง หากผ่อนที่อยู่อาศัยอยู่ก็ไม่มีใช้สิทธิ์ในการลดหย่อนภาษีเงินได้หรอกครับ

ผู้เขียนขอเสนอแนวทางให้แก่รัฐบาลในการช่วยเหลือผู้ต้องการมีที่อยู่เป็นของตนเอง แต่ก่อนอื่นมาดูตัวเลขคนผ่อนที่อยู่อาศัยกันหน่อยดีไหมครับว่ามากน้อยแค่ไหน ต้องขอขอบคุณหน่วยบริการข้อมูล ของสำนักงานสถิติแห่งชาติที่ให้ความสะดวกในการหาข้อมูลไว้ ณ ที่นี้ด้วย

จากผลการสำรวจด้านสังคม สาขารายได้และรายจ่ายครัวเรือน ในหัวข้อภาวะเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือน พ.ศ. ๒๕๖๐ ของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปรากฏว่า

จากจำนวนครัวเรือนของประเทศไทยทั้งสิ้น ๒๑.๓๙ ล้านครัวเรือน มีจำนวนครัวเรือนที่เป็นหนี้ด้วยการซื้อ เช่าซื้อบ้านและหรือที่ดิน ทั้งประเทศ มีถึง ๑,๔๐๗,๕๗๗ ครัวเรือน หรือคิดเป็นร้อยละ ๖.๕๙ ของจำนวนครัวเรือนทั้งหมด

ดูรายละเอียดครัวเรือนที่เป็นหนี้ด้วยการซื้อ เช่าซื้อบ้านและหรือที่ดินสักนิด โดยเป็นแยกเป็น กทม. และปริมณทล ๕๐๘,๐๓๘  ครัวเรือน ภาคกลาง ๒๘๑,๘๗๕ ครัวเรือน ภาคเหนือ ๑๘๑,๑๔๔ ครัวเรือน ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ๒๗๗,๑๖๔ ครัวเรือน และภาคใต้ ๑๕๙,๓๕๗ ครัวเรือน

หรือหากจำแนกในหรือนอกเขตเทศบาล ในเขตเทศบาลมีมากกว่าคือมีจำนวน ๘๑๒,๖๓๒ ครัวเรือน และนอกเขตเทศบาล ๕๙๔,๙๔๕ ครัวเรือน

หักจำนวนผู้เช่าซื้อที่ดิน ซื้อบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน เพราะผู้เขียนไม่รวมไว้ในข้อเสนอของการช่วยเหลือออก ก็จะเหลือจำนวนที่รัฐให้การช่วยเหลือน้อยกว่าที่กล่าวไว้ข้างต้นมากพอสมควร

อย่างไรก็ตาม การให้ความช่วยเหลือที่ผู้เขียนเห็นว่ารัฐบาลควรทำนั้น เป็นการช่วยเหลือคนดีเพื่อเป็นการสร้างนิสัยให้แก่ประชาชนคนไทยไปด้วย กล่าวคือ

ประการแรก รัฐบาลให้การช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่กำลังผ่อนส่งที่อยู่อาศัยหลังแรก เท่านั้น

ประการที่สอง ประเภทของที่อยู่อาศัย ต้องไม่ใช่การเช่าซื้อที่ดิน ซื้อบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดิน เพราะในปัจจุบันราคาสูงมากๆ ไม่เหมาะสมกับฐานะสำหรับผู้ต้องการมีบ้านหลังแรก โดยให้การช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่กำลังผ่อนส่งอาคารพาณิชย์ ทาวน์เฮ้าส์หรือคอนโดมีเนียม เท่านั้น

 

เพราะผู้เขียนถือว่าเป็นการเริ่มต้นสร้างฐานะของผู้ต้องการมีที่อยู่อาศัยหลังแรกก่อน ส่วนผู้ที่ต้องการมีบ้านเดี่ยวพร้อมที่ดินก็ไปรับการช่วยเหลือในการลดหย่อนภาษีเงินได้ที่รัฐให้อยู่แล้วต่อไป

ประการที่สาม รัฐให้ความช่วยเหลือเป็นเงินโดยคิดเป็นร้อยละของจำนวนเงินที่ผ่อนส่งและให้การช่วยเหลือจนกระทั่งผ่อนเสร็จ ส่วนจะช่วยเหลือสำหรับผู้ที่ผ่อนส่งต่อเดือนไม่เกินจำนวนเท่าไร หรือให้ร้อยละเท่าไรของจำนวนเงินที่ผ่อนส่งต่อเดือน ก็แล้วแต่รัฐบาลจะมีงบประมาณจัดให้

ประการที่สี่ ข้อนี้สำคัญมากครับ รัฐให้การช่วยเหลือเฉพาะผู้ที่ผ่อนส่งมาแล้วอย่างน้อย ๑ ปี โดยต้องนำหลักฐานการผ่อนส่งไปแสดง เพื่อพิสูจน์ว่าเป็นคนดีของสังคม ซื่อสัตย์สุจริต วัดได้จากการผ่อนส่งว่าผ่อนส่งทุกงวด ไม่เคยขาด ไม่เคยเบี้ยวการผ่อนส่ง หากเคยขาดหรือเบี้ยวก็ขาดคุณสมบัติ

มีคุณสมบัติข้อนี้ไว้ก็เพราะสมัยนี้มีผู้ที่ไม่ซื่อสัตย์สุจริตกันเยอะมาก ดูตัวอย่างจากผู้ที่กู้เงิน กยศ. ซิครับ จบการศึกษาทำงานมีเงินเดือนแล้วเบี้ยว คนค้ำประกันต้องลำบาก หรือมีเงินเดือนเป็นแสนพอจะชำระเงินคืนได้เพื่อให้ผู้อื่นได้ยืมบ้างก็ไม่ทำ เป็นต้น

ประการสุดท้าย สำหรับข้าราชการหรือผู้ที่มีสิทธิเบิกค่าเช่าบ้านไปผ่อนส่งบ้านที่เช่าซื้ออยู่นั้น ไม่มีสิทธิ์เข้ารับการช่วยเหลือ เพราะเป็นการช่วยเหลือซ้ำซ้อน

ก็ขอฝากรัฐบาลชุดปัจจุบันช่วยพิจารณาด้วย เพราะผู้เขียนเห็นว่าเป็นการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม สร้างความมั่นคงให้แก่ชีวิต เชื่อได้เลยว่าผู้รับการช่วยเหลือจะระลึกถึงบุญคุณที่ได้รับจากรัฐ

ดีกว่านโยบายที่เป็นนามธรรม เช่น การเสนอให้แก้ไขรัฐธรรมนูญโดยไม่รู้ว่าแก้มาตราไหน แก้อย่างไรและประชาชนได้อะไร ผู้เขียนเห็นว่าประชาชนไม่ได้อะไรดีขึ้นหรอกครับ

พุธทรัพย์ มณีศรี

โดย พุธทรัพย์

 

กลับไปที่ www.oknation.net