วันที่ อังคาร พฤศจิกายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

สมบัติของชาติล้ำค่าน่าชม พิพิธภัณฑ์พระแสงปืนโบราณในพระบรมมหาราชวัง


โดย: โรม บุนนาค

 

 
 
 

มีพิพิธภัณฑ์แห่งหนึ่งซึ่งไม่ค่อยเป็นที่รู้จักกันนัก แต่เป็นที่จัดแสดงสิ่งที่น่าสนใจอย่างมาก โดยเฉพาะคนที่ชอบปืนผาหน้าไม้ เพราะเป็นที่เก็บรวบรวมพระแสงปืนของพระมหากษัตริย์ อันเป็นปืนเก่าแก่ที่สุดในเมืองไทยและมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ บางกระบอกเป็นปืนที่มีลวดลายสวยงามสั่งทำมาเป็นพิเศษโดยเฉพาะ

พิพิธภัณฑ์ที่ว่านี้ก็คือ “พิพิธภัณฑ์พระแสงปืนและปืนโบราณ” ซึ่งตั้งอยู่ที่ชั้นล่างของพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง โดยด้านตะวันออกเป็นที่จัดแสดงอาวุธโบราณ เช่น ดาบ หอก หลาว ง้าว เป็นต้น ส่วนด้านตะวันตกเป็นที่จัดแสดงพระแสงปืนและปืนโบราณ
 
ซึ่งสำนักพระราชวังเก็บรักษาดูแลมาแต่เดิม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้นำมาจัดแสดงให้ประชาชนชมตั้งแต่เดือนกันยายน พ.ศ.๒๕๑๖ เป็นต้นมา

ต่อมาสำนักพระราชวังได้จัดตั้งคณะกรรมการตรวจสอบและจัดทำทะเบียนพระแสงปืนและปืนโบราณ โดยมอบให้ฝ่ายพิพิธภัณฑ์วัดพระศรีรัตนศาสดาราม สำนักงานพระคลังข้างที่ ดูแลรับผิดชอบตั้งแต่ พ.ศ.๒๔๓๙

จวบจน พ.ศ.๒๕๔๒ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา ๖ รอบ เพื่อร่วมเฉลิมพระเกียรติในวโรกาสมหามงคลยิ่งนี้ เลขาธิการสำนักพระราชวังจึงมีดำริให้บูรณะปรับปรุงพิพิธภัณฑ์พระแสงปืนและปืนโบราณ โดยมอบให้ ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สำราญ วังศพ่าห์ กับ นายศิริรัจน์ วังศพ่าห์ เป็นผู้ศึกษาค้นคว้าประวัติความเป็นมาของปืนทุกกระบอก
 
โดยดำเนินการประสานความร่วมมือกับกรมสรรพาวุธทหารบก เพื่อซ่อมบำรุงรักษาทำความสะอาดปืนทั้งหมด และจัดสร้างตู้แสดงใหม่อย่างสวยงาม จัดแสดงพระแสงปืนและปืนโบราณรวม ๓๕๙ กระบอก เปิดให้ประชาชนชมตั้งแต่วันที่ ๘ พฤศจิกายน ๒๕๔๒ เป็นต้นมา

ปืนที่จัดแสดงไว้นี้แบ่งเป็นหลายประเภท เช่น ปืนยาวคาบศิลา ปืนปากแตรทองเหลือง ปืนยาวแบบคาบชุด พระแสงปืนลูกซองวินเชสเตอร์ ปืนลูกโม่โคลท์ ปืนลูกโม่ชาเวจ ปืนคาร์บาย ปืนสั้นสมิธแอนด์เวสสัน พระแสงปืนยาวลูกโม่ พระแสงปืนเมาเซอร์ ปืนยาวแบบสับแก๊ป ปืนลูกโม่สตาร์ ปืนสั้นลูกโม่แบบสับลวด ปืนติดหอกปลายปืน ปืนไม้เท้า ปืนลำกล้องแฝดแบบคาบศิลา พระแสงปืนลูกซอง ๔ ลำกล้องแลงคาสเตอร์ พระแสงปืนคาบชุดแบบพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสโตง เป็นต้น

ปืนทุกกระบอกที่จัดแสดงไว้นี้ จะมึคำอธิบายและบอกความเป็นมาไว้ อย่างเช่น
ปืนยาวคาบศิลา ปากลำกล้องกว้าง ๑ นิ้ว ความยาวลำกล้อง ๖๘ นิ้ว ตลอดตัวปืนยาว ๘๖ นิ้ว ศูนย์หน้าลูกปัด ลำกล้องเหล็กกลมเรียว ท้ายลำกล้องเหลี่ยม สันลำกล้องสลักอักษรว่า MORTIMER & SON LONDON และ 44 LUDGATE HILL GUN MAKERS HIS MAJESTY
 
มีแส้ทำความสะอาดปืน คอปืนสลักลายกันลื่น นกนอกสลักลวดลายแบบยุโรปลงยา ๓ กษัตริย์ (เงิน ทอง นาค) ที่ปลายลำกล้องรอบศูนย์หน้า ท้ายลำกล้อง ชุดแผงเครื่องลั่นไกและนก พานท้ายทำด้วยไม้แบบมอนติคาโล (มีแก้มที่พานท้าย) รองพานท้ายหุ้มเหล็ก มีแท่นปืนหรือเดือยติดกับรางปืน ใช้ยึดกับกราบเรือเป็นฐานสำหรับยิง โดยทั่วไปนิยมเรียกว่า “ปืนหลัก”

ปืนหาบแล่น หรือปืนใหญ่แบบหาบแล่น ปากลำกล้องกว้าง ๑.๒ นิ้ว ความยาวลำกล้อง ๓๘.๕ นิ้ว ตลอดตัวยาว ๕๑ นิ้ว ศูนย์หน้าสูญหาย ศูนย์หลังใช้แท่นรูชนวน และมีฝาปิดเมื่อเลิกใช้งาน ลำกล้องกลมเรียวทำด้วยทองสัมริด ปลายและท้ายลำกล้องสลักลายศิลปอินเดีย ใต้ลำกล้องตรงกลางมีเดือยสำหรับยึดต่อกับขาตั้ง
 
ด้ามปืนทำด้วยไม้สลักลาย ขาตั้งปืนทำด้วยไม้ลักษณะคล้ายเกือกม้า และมีไม้ลักษณะโค้งคล้ายคันไถต่อออกมาสำหรับรองรับด้ามปืน ปลายคันไม้สลักลายหางพญนาค

พระแสงปืนลูกซองสี่ลำกล้องแลงคาสเตอร์ ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ปากลำกล้องกว้างเกจ ๑๒ ลำกล้องยาว ๒๗ นิ้ว ตลอดตัวปืนยาว ๔๕.๕ นิ้ว ศูนย์หน้าลูกปัด ไม่มีศูนย์หลัง มีสันสะพาน ลำกล้องเหล็กกลมเรียว ท้ายลำกล้องสลักลวดลายทอง มี ๔ ลำกล้องเชื่อมติดต่อกัน
 
คือด้านบน ๒ ลำกล้อง ด้านล่าง ๒ ลำกล้อง สันลำกล้องสลักอักษรว่า CHARLES LANCASTER 151 NEWBORN STREET FOUR BARREL BREECH LOADING HAMMERLESS GUN “CHOKE” โครงปืนสลักลวดลายและอักษรว่า CHARLES LANCASTER PATENT
 
บรรจุกระสุนแบบหักลำกล้องด้วยคันโยกหางปลาที่สลักลวดลายเดินเส้นขอบทอง นกในขึ้นนกด้วยคันโยกใต้โกร่งไก และโยกครั้งหนึ่งจะขึ้นยิงได้ ๒ ลำกล้อง ๒ ไก โกร่งสลักลวดลายและแกะสลักเลข 5810 คอปืนติดแผ่นเหล็กประดับ รองมือและคอปืนสลักลวดลายเม็ดกันลื่น พานท้ายทำด้วยไม้ ด้านล่างติดแผ่นทองวงกลมสลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร และ ปล 782 ไม่มีรองพานท้าย

ปืนไม้เท้าแบบสับแก๊ป ปากลำกล้องกว้าง ๐.๓๒ นิ้ว ความยาวลำกล้อง ๓๒.๒๕ นิ้ว ความยาวตลอดตัวปืน ๓๗.๕ นิ้ว ไม่มีศูนย์หน้า มีแต่ศูนย์หลัง ลำกล้องเหล็กกลมเรียว นกนอก มีช่องสำหรับเก็บแก๊ปที่ด้ามปืน (หัวไม้เท้า)

พระแสงปืนยาวแบบคาบชุด สร้างตามแบบพระแสงปืนต้นข้ามแม่น้ำสะโตง ปากลำกล้องกว้าง ๐.๖๒ นิ้ว ความยาวลำกล้อง ๔๘ นิ้ว ความยาวตลอดตัวปืน ๖๐.๕ นิ้ว ศูนย์หน้าใบมีด ศูนย์หลังแท่นบากรูปตัววี ลำกล้องเหล็กกลม ท้ายลำกล้องเหลี่ยม ปากลำกล้อง ท้ายลำกล้อง และชุดแผงเครื่องลั่นไกสลักลวดลายทอง
 
นกนอกทำเป็นรูปพญานาคและหนุมาน แส้ทำความสะอาดปืนสูญหาย ไกและโกร่งสลักลวดลาย พานท้ายทำด้วยไม้แต่ตัดสั้น

นอกจากนี้ยังมีพระแสงปืนในรัชกาลที่ ๔ ที่ ๕ และที่ ๖ อีกหลายกระบอก ถ้าในรัชกาลที่ ๔ จะติดแผ่นทองสลักตราพระลัญจกร ในรัชกาลที่ ๕ ติดแผ่นทองสลักพระปรมาภิไธยย่อ จปร ส่วนรัชกาลที่ ๖ จะติดพระปรมาภิไธยย่อ วปร ซึ่งพระแสงปืนเหล่านี้เป็นสมบัติของชาติที่มีค่ายิ่ง

นอกจากนี้ที่ระเบียงเข้าพิพิธภัณฑ์ ยังจัดแสดงปืนใหญ่จำลองหลายกระบอก ซึ่งเป็นปืนใหญ่ขนาดย่อทำด้วยไม้ พร้อมเกวียนรางปืน แต่ละกระบอกมีแผ่นจารึกชื่อปืนบนลำกล้อง ปืนใหญ่เหล่านี้เป็นปืนสำหรับใช้ในพระราชพิธีสัมพัจฉรฉินท์ หรือพระราชพิธีตรุษสารทสงกรานต์ในสมัยโบราณ 
คือในวันที่ ๓๑ มีนาคม
 
โดยใช้ในขบวนแห่ที่เริ่มจากวัดพระศรีรัตนศาสดารามมายังพระที่นั่งจักรีมหาปราสาท มีพระสงฆ์ระดับพระราชาคณะขึ้นเสลี่ยงจำนวน ๑ รูปร่วมขบวนด้วย จากนั้นพระสงฆ์จะสวดมนต์ที่เรียกว่า “อฎาณาติยสูตร” บนพระที่นั่ง เมื่อพระสงฆ์สวดจบ ๑ บทจะยิงปืนใหญ่ ๑ ครั้งจนกว่าจะเสร็จพิธี ปัจจุบันปืนใหญ่ชุดจริงตั้งแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์กลางแจ้งหน้ากระทรวงกลาโหม

พิพิธภัณฑ์พระแสงปืนและปืนโบราณ เปิดให้ประชาชนเข้าชมทุกวันในเวลา ๘.๓๐-๑๖.๐๐ น.โดยไม่เก็บค่าเช้าชม
 


 

 
 
 
ขอบคุณ MGR Online
คุณโรม บุนนาค
 
สิริสวัสดิ์ภุมวารค่ะ
 

โดย vinitvadee

 

กลับไปที่ www.oknation.net