วันที่ เสาร์ พฤศจิกายน 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โลกสองด้าน ในระดับควอนตัม (must read)


ความหมายของคำว่า โลกสองด้าน ระดับควอนตัมหมายถึง บนล่าง ซ้ายขวา หน้าหลัง นอกใน จะเห็นได้ว่า สองด้าน ระดับควอนตัมหมายถึง สองด้านและไม่ได้หมายถึงสองด้านในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน ระดับควอนตัมทุกสิ่งทุกอย่างจะแยกออกเป็นสองเป็นสี่เป็นแปดภายในตัวเอง และเป็น 16 ภายในกันและกัน + 16 ภายนอกกันและกัน = 32 x 2 (ด้าน) = 64 คือ ค่ารวมของพลังงานทั้งระบบ เมื่อแยกค่ารวมออกเป็นสองจะได้ด้านละ 32 และเมื่อแยก 32 ออกจากกันจะได้ 3 และ 2 ซึ่งหมายถึง 3มิติ และ 2มิติ ภายใน3มิติมีสามมิติและสองมิติ และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันภายใน 2 มิติก็จะมีทั้งสองมิติและสามมิติ จะเห็นได้ว่าแต่ละด้านจะมี 3มิติ และ 2มิติ เหมือนกันและไม่เหมือนกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน (2ด้าน) —->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน (มี-ไม่มี ช้า-เร็ว) ยกตัวอย่างเช่น สมองใหญ่และสมองน้อย ภายในของสมองใหญ่และสมองน้อยจะมีเซลล์สมองหรือเซลล์ประสาทไม่เท่ากันคือ สมองใหญ่จะมีน้อยกว่าสมองน้อย ซึ่งการมีเซลล์ประสาทมากและน้อยต่างกันทำให้ทั้งสมองใหญ่และสมองน้อยมีคุณสมบัติและคุณลักษณะ/กระบวนการทำงานที่แตกต่างกันคือ ภายในสมองใหญ่จะมีความคิดมากกว่าความรู้สึก และภายในสมองน้อยจะมีความรู้สึกมากกว่าความคิด ดังนั้นทั้งสมองใหญ่และสมองน้อยจะมีส่วนที่แยกออกจากกันอย่างชัดเจนคือ ในส่วนของสมองใหญ่/ความคิด (3มิติ และ 2มิติ) และในส่วนของสมองน้อย/ความรู้สึก (2มิติ และ 3มิติ) ตามหลักการทำงานของแรงไทดัล+แรงโน้มถ่วงและแรงดึงดูด ในเวลาที่เราคิดและรู้สึกจากสมองใหญ่ซึ่งมีความคิดมากกว่าความรู้สึกจะทำให้ความคิดนั้นยืนอยู่บนหลักของเหตุผลและเวลามากว่าเนื่องจากสมองใหญ่/ความคิดจะมีความเป็น 3มิติ มากกว่า ความเป็น 2มิติ และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันในเวลาที่เรารู้สึกและคิดจากสมองน้อยซึ่งมีความรู้สึกมากกว่าความคิดก็จะทำให้ความคิดนั้นยืนอยู่บนหลักของความไม่มีเหตุผลหรือไร้เหตุผลและไร้เวลาหรือไม่มีเวลาเข้ามากำกับเนื่องจากสมองน้อย/ความรู้สึกจะมีความเป็น 2มิติมากกว่า 3 มิติคือ ภายในความเป็น 2มิติจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ ชัดเจนและไม่ชัดเจน จากนั้นจะแยกออกไปอีกอย่างละสองเป็นสี่เป็นแปดคือ ภายในและภายนอกความชัดเจนจะมีทั้งความชัดเจนและไม่ชัดเจนอยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันภายในและภายนอกความไม่ชัดเจนก็จะมีทั้งความไม่ชัดเจนและความชัดเจนอยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งทั้งความชัดเจนและไม่ชัดเจนที่มีอยู่ภายในและภายนอกตัวเองและที่มีอยู่ภายในและภายนอกกันและกัน หรือความเป็น 2มิติจะมีความเป็น 3มิติอยู่ และความเป็น 3มิติก็จะมีความเป็น 2 มิติอยู่ ซึ่งความมี/เป็น/อยู่และไม่มี/ไม่เป็น/ไม่อยู่ของ 3มิติที่แยกออกมาจาก 2มิติก็จะมีความเป็น 2มิติอยู่คือ มีและไม่มีความกว้าง ยาว สูง (ลึก) อยู่ทั้งภายในและภายนอก 3มิติ ซึ่งความมีและไม่มีอยู่ของ 3มิติ และ 2มิติทั้งภายในและภายนอกคือ สิ่ง/ส่วนที่ทำให้ระบบควอนตัม (มนุษย์ โลก จักรวาล) จะมีทั้งความสามารถและไม่สามารถแสดงคุณสมบัติทั้งอนุภาคและคลื่นพร้อมกันและไม่พร้อมกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน มาถึงจุดนี้ทุกท่านน่าจะเห็นถึงการซ้อนทับและไม่ซ้อนทับ พัวพันและไม่พัวพันที่อยู่ภายในระบบควอนตัมกันบ้างแล้ว ซึ่งหมายความว่าควอนตัม (มนุษย์ โลก จักรวาล) จะแยกออกเป็นสองระบบคือ 1) ระบบ (system) 2) สิ่งแวดล้อม (surrounding)
และแยกออกไปอีกสามระบบคือ 1) ระบบเปิด (open system) 2) ระบบปิด (closed system) 3) ระบบโดดเดี่ยว (isolated system) ซึ่งระบบทั้งสามจะมีกระบวนการทำงานที่แยกออกเป็นสองกระบวนการภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกันคือ กระบวนการที่เกิดขึ้นแล้วมีการให้พลังงานกับสิ่งแวดล้อม เราเรียกว่า กระบวนการแบบคายความร้อน (exothermic process) ในทางตรงกันข้ามถ้ากระบวนการที่เกิดขึ้นแล้วมีการรับพลังงานจากสิ่งแวดล้อม เราเรียกว่า กระบวนการแบบดูดความร้อน (endothermic process) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ กระบวนการทำงานของพลังงานบวกและพลังงานลบ (ให้และรับ สร้างและทำลาย เกิดและตาย) ที่ภายในและภายนอกพลังงานบวกก็จะมีทั้งพลังงานบวกและพลังงานลบ และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันภายในและภายนอกพลังงานลบก็จะมีทั้งพลังงานลบและพลังงานบวก พลังงานทั้งหมดของระบบ (ให้และรับ สร้างและทำลาย เกิดและตาย) เรียกว่า พลังงานภายใน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงพลังงานภายในจะเกิดขึ้นเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงค่าของตัวแปรในลักษณะที่ทำให้เกิดการทำงาน(Work,w) หรือ เกิดเป็นความร้อน (Heat, q) หรือเกิดทั้งสองอย่างพร้อมๆ กัน" นั่นคือ กฎของการอนุรักษ์พลังงานนั่นเอง การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นทีละเล็กน้อย (differential) จะเกี่ยวข้องกับการขยายตัวของระบบที่ความดันคงที่(p) ซึ่งงานที่เกิดขึ้นคือ ค่าการเปลี่ยนแปลงของปริมาตร และ p คือ ความดันภายนอก จะมีค่าเท่ากับความดันภายในของระบบสำหรับกระบวนการที่ผันกลับได้ (ภาพภายนอกคือ ภาพสะท้อนของภาพภายใน และภาพภายในก็คือภาพสะท้อนภายนอกของเราเอง) และไม่เท่ากับสำหรับกระบวนการที่ผันกลับไม่ได้ หรือในอีกความหมายหนึ่งคือ ภาพภายนอกที่สะท้อนมาจากภาพภายในของเราเองจะผันกลับได้ แต่ภาพสะท้อนภายนอกที่สะท้อนมาจากภาพภายในของคนอื่น (โลก) จะผันกลับไม่ได้ เว้นเสียแต่เราจะนำเอาภาพภายนอกของคนอื่นเข้าไปสู่ภายในของตัวเราเองด้วยตัวเอง (การนำเอาความคิดความรู้สึกของตัวเราเองเข้าไปรองรับการกระทำของคนอื่นและทำให้เราเกิดความคิดและหรือรู้สึกที่ดีและหรือไม่ดีกับคนอื่น) หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ระบบในทฤษฎีเคออส (chaos theory) มีสองระบบคือ ระบบแบบสุ่มหรือไร้ระเบียบ (random/stochastic) และระบบแบบไม่สุ่ม หรือระบบที่มีระเบียบ (deterministic) ซึ่งทั้งสองระบบจะมีทั้งกระบวนการที่ผันกลับได้และไม่ได้ภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกัน หรือในอีกความหมายหนึ่งคือ ความมีที่สิ้นสุดและไม่มีที่สิ้นสุดที่อยู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ซึ่งจากสมการนี้เราสามารถหางานที่ระบบทำ เมื่อมีการขยายตัวของระบบจากปริมาตรเริ่มต้น(Vi) ไปสู่ปริมาตรสุดท้าย (Vf) โดยทำการอินติเกรตทั้งสองข้าง ได้ ยกตัวอย่างเช่น การลดน้ำหนัก เมื่อเรากินเข้าไปมากเราก็จะอ้วน เมื่อเราคิดและหรือรู้สึกว่าตัวเราอ้วนเราก็จะมีความพยายามในการลดน้ำหนัก และการที่เราผลักวันประกันพรุ่งก็มีความหมายสองทางคือ น้ำหนักไม่ลดและอาจจะเพิ่มขึ้นได้ และอนาคตที่เราจะมีน้ำหนักที่ลดลงก็จะถูกเลื่อนออกไปอย่างไร้กำหนด ซึ่งการถูกเลื่อนออกไปนี้จะทำให้โอกาสที่จะลดน้ำหนักของเราเข้าสู่สถานะและสภาวะทางความคิดและความรู้สึก (สมองใหญ่) และหรือ ความรู้สึกและความคิด (สมองน้อย) หรือที่เรียกว่า สถานะและสภาวะของการลังเลใจ/ยังไม่ตัดสินใจว่าจะ “ สถานะลดและหรือไม่ลด หรือ สภาวะกึ่งลดกึ่งไม่ลด หรือสถานะทำและหรือไม่ทำ หรือ สภาวะกึ่งทำกึ่งไม่ทำ” จนกว่าเราจะตัดสินใจได้ว่าจะเลือกข้างไหน เมื่อเราเลือกข้างได้และลงมือทำข้างที่เราไม่ได้เลือกจะยุบหายไปทันที ซึ่งการยุบหายไปจะเท่ากับการเลื่อน/เคลื่อนที่ออกจากสถานะและสภาวะเดิมเข้าสู่สถานะและสภาสะใหม่ทันทีจึงเท่ากับว่าสถานะและสภาวะมีการยุบหายไปและไม่ได้มีการยุบหายไป สถานะและสภาวะเพียงแต่มีการเลื่อน/เคลื่อนที่ออกจากสถานะและสภาวะเดิมเข้าสู่สถานะและสภาสะใหม่ ซึ่งจะเท่ากับการยกระดับและขยายขอบเขตของสถานะและสภาวะให้สูงขึ้น และในระดับควอนตัมการยกระดับและขยายขอบเขตของสถานะและสภาวะให้สูงขึ้นจะมีความหมายแยกออกได้ถึงแปดทางคือ สูงขึ้นและหรือต่ำลง หรือไปทางซ้ายและหรือไปทางขวา หรือไปข้างหน้าและหรือไปข้างหลัง และท้ายที่สุดคือ ออกข้างนอกและหรือเข้าข้างใน หรือเกิดขึ้นในกระบวนการย้อนกลับของเราเองและหรือของคนอื่น (โลก จักรวาล) ซึ่งเมื่อเราปล่อยให้โอกาสในการตัดสินใจเลือกที่จะลงมือทำในสิ่งใดก็ตาม โอกาสในการเลือกจะถูกเปลี่ยนมือ หรืออีกนัยหนึ่งคือโอกาสในการที่เราเป็นคนตัดสินใจจะเลื่อนหรือเคลื่อนที่จากเราไปเป็นโอกาสของคนอื่นทันที และเมื่อโอกาสนั้นตกไปสู่มือคนอื่นหรือเคลื่อนไปสู่คนอื่น สิ่งที่เราทำได้จะแยกออกเป็นสองทางคือ รอให้โอกาสนั้นวนกลับมาหาเราอีกรอบหรือเปลี่ยนความคิดและความรู้สึก หรือเปลี่ยนความรู้สึกและความคิดจากไม่เอา ทำไม่ได้ ไม่ทำมาเป็นลงมือทำเพื่อให้ได้มาซึ่งอนาคตที่เราอยากได้อยากมีอยากเป็น โดยไม่ต้องรอหรือเรียกร้องถามหาสิ่งนั้นจากคนอื่น การรอหรือเรียกร้องถามหาสิ่งนั้นจากคนอื่นจะทำให้เราได้และไม่ได้ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกันคือ ได้จากคนอื่น แต่ไม่ได้จากตัวเราเอง ซึ่งการไม่ได้จากตัวเราเองจะทำให้เราเลือกที่จะรอหรือเรียกร้องถามหาสิ่งนั้นจากคนอื่นก่อนเสมอ ซึ่งจะเป็นการเลือกโดยไม่ได้เลือกเนื่องจากเรายืนอยู่ตรงจุดของการรอหรือเรียกร้องถามหาสิ่งนั้นจากคนอื่นอยู่แล้ว 


ถึงเวลาหรือยัง? ที่จะนำพาตัวเราเองเดินออกจากโลกใบใหญ่เข้าสู่โลกใบเล็ก หรือจากโลกแห่งระบบแบบสุ่มหรือไร้ระเบียบ (random/stochastic) เข้าสู่โลกแห่งระบบแบบไม่สุ่ม หรือระบบที่มีระเบียบ (deterministic) โดยการให้ธรรมชาติของธรรมชาติที่อยู่ภายในและภายนอกตัวเราเป็นเครื่องนำทางแทนที่การใช้ธรรมชาติของมนุษย์ ในระดับควอนตัม การแทนที่จะมีความใช่และไม่ใช่การแทนทีในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน จากสองแยกออกเป็นสี่จากสี่เป็นแปด —>ใช่คือใช่ ไม่ใช่คือไม่ใช่ ใช่คือไม่ใช่และไม่ใช่คือใช่ ซึ่งความไม่ใช่คือใช่นี้จะมีส่วนหนึ่งที่เคลื่อนที่ออกจากความไม่ใช่คือใช่เดิมและมีส่วนหนึ่งที่ยังอยู่ที่เดิม ส่วนที่เคลื่อนที่ออกเข้าสู่ความไม่ใช่คือใช่ใหม่ ซึ่งการเข้าสู่ไม่ใช่คือใช่ใหม่จะเท่ากับการเข้าสู่กระบวนการแยกออกใหม่ซึ่งจะวนเวียนเช่นนี้ไปเรื่อยๆ นักฟิสิกส์เรียกปรากฎการณ์นี้ว่า กระบวนการสปาเกตตี้

โดย Enlightened

 

กลับไปที่ www.oknation.net