วันที่ อังคาร มกราคม 2550

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

“เซน” ริมน้ำท่าจีน...ที่นี่ “ไม่มีอะไร”


สุทธิชัย หยุ่น


เจ้านกกระแตแต้แว้ดคู่ริมน้ำคู่นั้นสอน "ความเป็นเซน" ให้ฉัน

โดยไม่ได้นัดหมายกัน ที่ริมแม่น้ำท่าจีน

เราพบกันครั้งแรกเช้าวันหมอกจัด ของหน้าหนาวแห่งบางเลน

เสียงนกร้องดังมาจากหนองน้ำและสุมทุมพุ่มไม้อย่างเริงร่า

และบางจังหวะเหมือนจะเร่งร้อน

เหมือนนัดหมายมาทำประชาพิจารณ์

เรื่องนกปากห่างยกพวกมาเป็นพัน ๆ หมื่น ๆ ตัว

เพื่อโหมทำรังสร้างลูกหลานอย่างเป็นระบบรอบ ๆ บริเวณนั้น

จะถือว่าเป็นการเสริมสภาวะนิเวศน์ของเรา (ทั้งประชาคมและฉัน)

หรือเป็นส่วนหนึ่งของแผน "ครอบครองปรปักษ์" อย่างเป็นขั้นตอน

------------------------------------------------------

แต่กระแตแต้แว้ดคู่นั้นดูเหมือนจะจงใจแยกตัวเอง

ออกจากความคึกคักที่เกิดขึ้นรอบตัว

ทันทีที่เห็นฉัน ทั้งคู่ส่งเสียง "แต้แว้ด" ขึ้นมาพร้อม ๆ กันอย่างตื่นเต้น

และโผขึ้นบินจากริมบึงน้ำข้างต้นไม้ใบหนาทึบอย่างคึกคัก

------------------------------------------------------

วนเวียนส่งเสียงดังก้องไปรอบ ๆ อยู่สองสามรอบ

เจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นี้ก็แยกกันไปคนละทิศ...

สายตาของฉันติดตามความเคลื่อนไหวของมันอย่างใกล้ชิด

มันเป็นเสียงแสดงความยินดีที่ได้พบปะกับคนแปลกหน้า

หรือเป็นเสียงเตือนให้ผู้เหยียบย่ำดินแดนของมันถอยออกห่างไป

เขามองฉันเป็นกัลยาณมิตรร่วมชะตากรรม


หรือผู้กำลังจะรุกรานพื้นที่ของเขา?

ตัวแรกโผบินเป็นเส้นตรง พร้อมส่งเสียงร้องดังลั่น

 พุ่งตรงมาทางฉัน และก่อนที่จะปะทะกับศีรษะของฉัน

มันก็หักมุมเลี้ยวกลับขึ้นไป, อย่างฉับพลัน, อย่างคล่องแคล่ว...

และดูเหมือนจะอย่างผลุนผลันด้วย

ในบัดดลนั้นเอง ตัวที่สองก็แฉลบลงมาอีกด้านหนึ่งด้วยความเร็ว

ดุดันและส่งเสียง "แต้แว้ด" ออกมาอย่างมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ

ใกล้ ๆ หูข้างหนึ่งของฉัน

พลัน,ฉันเห็นภาพของฝูงนกอาละวาดมนุษย์

ในภาพยนตร์สยองเรื่อง The Birds

ของอัลเฟรด ฮิชค็อก ขึ้นมากระทันหัน

และในบัดดลนั้นเอง ความหมายของเซนก็ปรากฎชัดแจ้ง

ตรงริมน้ำท่าจีนแห่งนั้น

------------------------------------------------------

เพราะเป้าหมายของเซนคือการไร้เป้าหมาย

ไม่กี่นาทีต่อมา, เจ้านกทั้งสองไปตั้งหลักอยู่ริมสระบัวข้าง ๆ ...

ตัวแรกส่งเสียง "แต้แว้ด" กับตัวที่สอง หลังจากบินฉวัดเฉวียนเหนือ

ศีรษะฉันอย่างน่าหวาดเสียวว่า

"ฉันบินไปเปล่า ๆ,แล้วกลับมาเปล่าๆ...ไม่ได้มีเป้าประสงค์อะไร"

ตัวที่สอง "แต้แว้ด" กลับมาถามด้วยความงุนงงว่า


"ถ้างั้น,แกโผขึ้นลงด้วยลวดลายตื่นเต้นอย่างนั้นเพื่ออันใดเล่า?"


ก็ได้เสียงตอบ"แต้แว้ด" กลับมาเกือบจะทันทีว่า

"หาไม่แล้วจะรู้ได้อย่างไรเล่าว่าฉันไปเปล่าๆ แล้วกลับมาเปล่าๆ..."


อีกตัวหนึ่งตอบว่า

"ฉันก็เหมือนแกนั่นแหละ"

------------------------------------------------------

"บทสนทนา" ของกระแตแต้แว้ด

ทำให้ฉันหวนคิดถึงพระเซนที่วัดนอกกรุงเกียวโต

ที่ฉันไปนอนค้างเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดทางธรรม


"การทำให้แน่ใจว่าไม่มีอะไรจะต้องทำนั้น

ไม่เหมือนกับการไม่ทำอะไร...เซนคือการทำให้แน่ใจว่าไม่ทำอะไร


แต่การไม่ทำอะไรคือความขี้เกียจ"

สำหรับผู้ศึกษาเซนใหม่ ๆ ความเป็นเซนกับความขี้เกียจย่อมไม่เหมือนกัน

...แต่อย่าได้แปลกใจเป็นอันขาดหากอาจารย์เซนเก๋าจริงๆ

จะบอกคุณว่าทำไมเซนกับความขี้เกียจจะเป็นเรื่องเดียวกันไม่ได้

และอย่าได้เผลอตกหลุมพรางแห่งเซน

ด้วยการตอบว่าเซนก็คือทุกอย่างที่คุณคาดไม่ถึง

เพราะเซนจะบอกคุณว่าการไม่ทำอะไรนั้นก็คือการทำอะไรแล้ว

------------------------------------------------------

บ้านน้อยริมน้ำที่บางเลนแห่งนี้

สำหรับฉันจึงเป็นการทำจิตใจให้ว่าง...

การจงใจไม่ทำอะไรเพื่อเป็นการทำอะไร...

“ความว่าง" กับ "ความว่างเปล่า" ย่อมไม่เหมือนกัน

นกกระแตแต้แว้ด (Red-watted Lapwing)

อาจเป็นนกประจำถิ่นของไทย สีสวย หุ่นดี พบเห็นได้ทั่วไป

พบได้ทุกภาคของประเทศ

------------------------------------------------------

แต่เจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นี้ที่บางเลน มีความหมายพิเศษสำหรับฉัน

ริมหนองน้ำและพุ่มไม้ริมแม่น้ำท่าจีน (แม่น้ำนครชัยศรีก็เรียก)

มันไม่ได้เป็นพระเอกของธรรมชาติบริเวณนั้นด้วยซ้ำ

เพราะนกปากห่างที่ใหญ่กว่าและเคลื่อนเป็นกองทัพนั้นดูขึงขัง

ยิ่งใหญ่อลังการกว่ามากมาย

อีกทั้งนกกระปูด, นกกระติ๊ด, นกคุ่มอกลาย

นกปรอดหัวโขน (นกกรงหัวจุก), นกกาเหว่า

นกกางเขน, นกเขา...

ต่างก็แวะเวียนมาถามไถ่ทุกข์สุขของกันและกันที่นี่เป็นประจำ

แต่เจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นี้มีความผูกพันกับฉันเป็นพิเศษ...

หลายวันแล้วที่เหมือนเราจะมีนัดหมายกัน

เพื่อ "การทดสอบทางจิตวิญญาณ" ของกันและกัน

เช้าอีกวันหนึ่ง มันทำท่าจะหลอกล่อให้ฉันตายใจ เมื่อฉันเดินเข้าป่าข้างบ้าน

และทำสมาธิไปอย่างเนิบๆ ช้า ๆ...

เดินแบบที่ท่านติช นัท ฮันห์เรียกว่า "เดินโดยไม่มีการไปถึง"

เดินอย่างที่ "แต่ละก้าวคือชีวิต, แต่ละก้าวคือสุขสันติ"

ฉันเหลือบดูจุดที่เจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นั้นเคยปักหลักเป็นถิ่นอาศัย

ไม่มีร่องรอย ไม่มีเสียง ไม่มีอาการใด ๆ ของการทักทายอย่างร้อนแรง

อย่างที่เคยสัมผัสมาหลายวันก่อนหน้านี้

ฉันตายใจ...วันนี้ฉันกับป่าไผ่และต้นหลิวกับไม้เต็งรังริมน้ำ

คงสามารถอยู่ในความสงบ

แต่ละก้าวย่างที่เดินจะไปกับการปล่อยวางจิตได้...

แทรกด้วยก็แต่เพียงกลิ่นหอมของหญ้าริมทางเท่านั้น

ฉันก้าวเดินด้วยการบอกตัวเองให้มีสติ รู้สึกถึงลมหายใจละเอียดขึ้น

เริ่มบอกตัวเองว่าสามารถกำหนดรู้ทั้งการหายใจและก้าวเดินไปพร้อม ๆ กัน

------------------------------------------------------

วัดความยาวของลมหายใจด้วยจำนวนก้าว...ยิ่งหายใจช้า, ยิ่งก้าวช้า...

นี่ใช่ไหมที่เรียกว่าการ "ประคองการกำหนดรู้และสันติสุข"?

เมื่อกำหนดรู้แล้วความผ่อนคลายก็ตามมา...

ดอกบัวในสระทั้งตูมและบานอย่างสดชื่นและสันติ...

ดอกบัวจะบานขึ้นจากรอยเท้าที่เชื่องช้าแต่มั่นคงหรือไม่หนอ?

ฉันไม่กล้าคิดต่อ...

เพราะเซนบอกว่าเป้าหมายของการทำสมาธิคือการไม่มีเป้าหมาย...

เพราะ "ซาเซ็น" (zazen) คือการนั่งเฉย ๆ โดยไม่ต้องมีเป้า

ไม่มีความคาดหวัง, ไม่สร้างวิมานในอากาศ...

แค่อยู่เฉย ๆ กับความว่าง

ก็คือการบรรลุในสิ่งที่เราไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะบรรลุแล้ว

ทันใดนั้นเอง, เสียงเจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นั้นก็ดังขึ้นมา

...เป็นเสียงคุ้นเคย, เป็นเสียงก้องกังวานที่ท้าทายความเงียบสงบรอบ ๆ ตัว

------------------------------------------------------

ตัวแรกโผบินขึ้นกลางอากาศอย่างคึกคะนอง หักมุมกระทันหัน

และ...พลันที่ฉันเหลือบหางตาไปทางทิศของมัน...

ก็เห็นมันพุ่งตรงมาที่ฉันเกือบจะเป็นเส้นตรง

ด้วยอาการมุ่งมั่น, ด้วยความร้อนรน

หากฉันไม่หลบ, เจ้า "แต้แว้ด" ตัวนั้นคงจะปะทะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกายฉัน

...หรือมันคิดว่ามันจะหลบทันในวินาทีสุดท้าย

ก่อนจะเกิดวิกฤตที่ทั้งมันและฉันไม่ได้แสวงหา?

------------------------------------------------------

ขณะที่ฉันพะวงกับเจ้าตัวแรก,"แต้แว้ด" ตัวที่สองก็พุ่งเสียงดังจากข้างหลัง

ประหนึ่งว่าเป็นปฏิบัติการ "กามิกาเซ่" ที่วางแผนร่วมกันมาอย่างแยบยล

ฉันไม่อาจจะบอกได้ว่าใครหลบใครได้ทันท่วงที

แต่ต่างฝ่ายต่างกลับไปสู่จุดเดิมของตนอีกครั้ง

ฉันพยายามจะหาคำตอบ

ถามตัวเองว่าเจ้ากระแตแต้แว้ดคู่นี้ต้องการจะทำลายสุขสันติทางใจ

แห่ง "การเดินอย่างมีสติ" ของฉัน

หรือต้องการจะท้าทายให้ฉันต้องยิ่งต้องฝึกความนิ่งภายใต้การเร่งเร้า

และก่อกวนของเพื่อนร่วมทาง

------------------------------------------------------

แว่วที่ข้างหูจากอาจารย์ติช นัท ฮันห์อีกว่า

"หากเธอไม่อาจแลเห็นสิ่งที่เกิดขึ้นเบื้องหน้าและรอบกายของเธอ

เธอจะคาดหวังที่จะแลเห็นธรรมชาติของเธอเองได้อย่างไร?"


วันรุ่งขึ้น, ฉันเดินเนิบช้าตามปกติดั่งทุกวัน...

ฉันพร้อมสำหรับการท้าทายจากกัลยาณมิตรกระแตแต้แว้ดแล้ว

ฉันพร้อมที่จะพิสูจน์ความสงบนิ่งของจิตใจ

เพื่อประสานกับเสียง "แต้แว้ด" ของเพื่อนร่วมเดินทางคู่นี้

---------------------------------------------------------

เพราะอาจารย์ ติช นัท ฮันห์ บอกไว้ว่า

ในดินแดนบริสุทธิ์ เสียงเพลงของนก คือเสียงแห่งธรรมะ

บนโลกของเรา เสียงเพลงของนกก็เปิดเผยธรรมชาติที่แท้จริงของเรา

--------------------------------------------------------

อาจารย์เซน อีกท่านหนึ่ง เล่าขานกันต่อมาว่า

"ในยามเริ่มแรก, ทุกสิ่งทุกอย่างหามีการเกิดหรือแตกดับไม่...

เมื่อฤดูใบไม้ผลิมาถึง, ดอกไม้นับพันพากันยินดี

นกสีทองพากันร้องเพลงบนหลิวเขียว"

--------------------------------------------------------

หลายวันแล้วที่กระแตแต้แว้ดคู่นั้นไม่ได้ส่งเสียงทักทายฉัน...

ฉันรู้แล้ว, บทเรียนแห่งธรรมชาติที่บางเลนสอนฉันอีกบทหนึ่ง

เมื่อที่นี่ไม่มีอะไร, ในจิตใจก็ไม่มีอะไร...

ความสุขสุดยอด คือการไม่มีอะไร

-----------------------------------

       

โดย สุทธิชัย หยุ่น

 

กลับไปที่ www.oknation.net