วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ซูเปอร์ฮีโร่ตัวจริงในชีวิตของผม


 

ผมเชื่อว่าคนส่วนใหญ่ชื่นชอบซูเปอร์ฮีโร่

และความชื่นชอบนั้นก็เกิดจากหลายเหตุผลที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน

.
ซูเปอร์ฮีโร่ในโลกอุดมคติที่ผมชื่นชอบ คือ แบทแมน The Dark Knight (ฉบับไตรภาคของผู้กำกับ คริสโตเฟอร์ โนแลน)

เหตุผลที่ชอบก็เพราะ บรูซ เวนย์ คือตัวละครที่เป็นสัญลักษณ์แห่งการเลือกทำในสิ่งที่ถูกต้องและดีงามเสมอ

.
“เหตุการณ์แย่ๆ” อาจทำให้วันบางวันในชีวิตของเรากลายเป็น “วันแย่ๆ”

แต่วิธีที่เราเลือกรับมือกับ “วันแย่ๆ” เหล่านั้นต่างหากที่จะบอกให้รู้ว่า

เราคือ “แบทแมน” หรือ “โจ๊กเกอร์”

.

หลายคนเลือกที่จะปล่อยให้ “วันแย่ๆ” เหล่านั้นมาทำให้ตนเองเกิด “ความรู้สึกแย่ๆ”

และโอบกอด “ความรู้สึกแย่ๆ” ไว้กับตัวเองนานเกินไปจนจิตใจหดหู่ซึมเศร้าและรู้สึกไร้ค่า

.

สิ่งที่ทำร้ายเราได้มากกว่า “วันแย่ๆ” คือ “ความรู้สึกแย่ๆ” ที่เรามีต่อ “เหตุการณ์แย่ๆ” เหล่านั้น

แต่เราเลือกได้เสมอว่า เราจะปล่อยให้ “วันแย่ๆ” เหล่านั้นมาทำให้เราตัดสินใจทำ “เรื่องแย่ๆ” จนกลายเป็น “คนแย่ๆ” จริงๆหรือไม่

.

ดังนั้น เมื่อชีวิตผมต้องเจอกับ “วันแย่ๆ”

ผมจะเลือกนึกถึงแบทแมน นึกถึงวิธีที่เขาใช้ชีวิต นึกถึงการช่วยเหลือผู้คนจำนวนมากที่ปกป้องตนเองไม่ได้ของเขา

และการที่ผมตัดสินใจเลือกรับมือกับปัญหาด้วยวิธีของ “แบทแมน” ใม่ใช่แบบ “โจ๊กเกอร์”

ทำให้ผมผ่าน “วันแย่ๆ” ในชีวิตมาได้มากมายและเดินบนเส้นทางที่ภายนหลังได้รับการยืนยันว่า “ถูกต้อง” ได้ทุกครั้ง

.

แต่ในชีวิตจริง ซูเปอร์ฮีโร่ที่ผมชื่นชอบคือ พ่อแท้ๆของผม

พ่อที่แยกทางกับแม่ตั้งแต่ผมอายุ 11 เพื่อไปบวชรับใช้ศาสนาจนได้เป็นเจ้าอาวาสเปิดสำนักเรียนปริยัติธรรม

พ่อที่พาผมไปบวชเรียนตั้งแต่อายุ 12 จนทำให้เราทั้งคู่ไม่มีโอกาสได้ใช้เวลาร่วมกันเหมือนครอบครัวอื่นๆ

เพราะพอผมอายุได้ 23 ปี ท่านก็จากโลกนี้ไป

.

หลายคนมักจดจำวิธีที่ใครคนหนึ่ง...เสียชีวิต

แต่ผมเลือกที่จะจดจำวิธีที่ใครคนหนึ่ง...ใช้ชีวิต

เพราะการตายยังไงเสียก็เกิดขึ้นกับทุกคน

แต่การใช้ชีวิตให้คุ้มค่าและมีประโยชน์สูงสุดทั้งต่อตนเองและผู้อื่น

เกิดขึ้นเฉพาะกับคนที่ตัดสินใจเลือกที่จะเป็น “#คนที่ดีขึ้นกว่าเดิม” เท่านั้น

.

การเป็นคนมีการศึกษาน้อยของท่าน ทำให้ท่านรักการเรียนรู้

มันผลักดันให้ท่านไปรับเด็กยากจนในที่ห่างไกลมาเข้าเรียนในโรงเรียนปริยัติธรรมที่ท่านเปิด

.

การเป็นเจ้าอาวาสทำให้ท่านต้องทำงานร่วมกันกับทั้งคนที่ดีและคนที่ไม่ดี ส่วนใหญ่...คนไม่ดี

ผมมักหงุดหงิดใจกับการที่หลวงพ่อยิ้มแย้มแจ่มใสหรือยอมเสียประโยชน์บางอย่างของตนเองเพื่อรักษาประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่กว่า

สำหรับเด็กที่แว่นตาที่ใส่ในตอนนั้นเป็นสีขาวกับสีดำชัดเจน นั่นคือการถูกเอารัดเอาเปรียบ

ผมถามท่านว่าทำไมต้องยอมทำงานกับคนไม่ดีพวกนี้

ท่านตอบมาคำเดียวโดยไม่มีคำอธิบาย

“บารมี”

.

ใช้เวลานานทีเดียวกว่าผมจะเข้าใจว่าท่านต้องการให้ผมเรียนรู้อะไร

ผมจะเข้าใจความหมายของคำว่า “บารมี” ตามความหมายที่ท่านต้องการบอกได้

ผ่านการทำงานเพื่อประโยชน์ส่วนรวมมากกว่าเพื่อประโยชน์ส่วนตัวเท่านั้น

วันนี้ผมเข้าใจแล้ว

.

พ่อผมมีจิตวิทยาในการรับมือกับผู้คนที่ยอดเยี่ยม

ท่าน(จึงมัก)เป็นคนร่าเริง ยิ้มแย้มแจ่มใส เข้ากับคนได้ง่าย

อัธยาศัยดี มีความฉลาดทางอารมณ์ ใจเย็น (เดิมท่านค่อนข้างใจร้อน)

ถ้าถามว่าพ่อผมเป็น “คนดี” จริงๆอย่างที่ท่านแสดงออกหรือเปล่า ผมตอบไม่ได้หรอก

แต่ท่านสอน(ปลูกฝัง)ให้เราเป็น “คนดี” ด้วยการทำให้ดูเป็นตัวอย่างเสมอ

.

ท่านเป็นเจ้าอาวาสที่...

ล้างจานด้วยตนเอง

ขัดส้วมทุกห้องในวัดด้วยตนเอง

รดน้ำต้นไม้ทุกต้น(และอาจสนทนาธรรมกับต้นไม้โดยที่ผมไม่รู้)ด้วยตนเอง

ตลอดชีวิต ผมไม่เคยได้ยินว่า “ธนา ลูกจงเป็นคนดีนะลูก” จากปากท่านแม้เพียงครั้งเดียว

แต่ในทุกลมหายใจของชีวิตท่าน

ท่านสอนให้ผมเป็น “คนดี” ผ่านการกระทำ ไม่ใช่คำพูด

.

ต้องเด็ดเดี่ยวแค่ไหนที่จะกล่าวคำนี้กับผู้หญิงลูกสามที่เป็นภรรยาของตนเองว่า

“ยอมรับใช้คนทั้งโลกดีกว่ารับใช้เมียและลูก”

แน่นอนว่า ในตอนนั้น แม่ผมเสียใจมากกับคำๆนี้ (แม่พูดคำนี้ให้ผมได้ยินเพียงครั้งเดียว)

.

แต่ทุกสิ่งที่หลวงพ่อของเลือกทำหลังจากที่พูดคำๆนี้ไปแล้วตลอดหลายปีต่อมาจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต

ได้พิสูจน์ให้ทุกคนได้เห็นแล้วว่า

การตัดสินใจเลือกของท่านในวันนั้น

สร้างคุณค่าและเป็นประโยชน์กับผู้คนมากมายมหาศาลขนาดไหน

.

ถ้าท่านเลือกรับมือกับ “วันแย่ๆ” ในชีวิตด้วยการเป็น “พ่อที่ดี” เพียงอย่างเดียว

ท่านจะช่วยเหลือคนได้เพียง 3 – 4 ชีวิตเท่านั้นให้มีชีวิตที่ดีขึ้น

.

แต่ท่านเลือกใช้ชีวิตแสนสั้นของท่านทำในสิ่งที่มีประโยชน์และทรงคุณค่ามากกว่า

ด้วยการช่วยเหลือคนที่ปกป้องตนเองไม่ได้มากมายนับไม่ถ้วน

ซึ่งในคนเหล่านั้นมีตัวผมรวมอยู่ด้วย

.

“เหตุการณ์แย่ๆ” ในชีวิตเกิดได้กับทุกคน

แต่คนที่เกิดมาเพื่อเป็นซูเปอร์ฮีโร่ทุกคนจะใช้ “วันแย่ๆ” เหล่านั้นเป็นแรงผลักดันให้ตนเองทำในสิ่งที่ถูกต้องดีงาม

เพื่อป้องกันไม่ให้คนที่ปกป้องตนเองไม่ได้จำนวนมากต้องได้รับผลกระทบจากการเผชิญหน้ากับ “เหตุการณ์แย่ๆ” ในชีวิต

.

นี่คือเรื่องราวของซูเปอร์ฮีโร่ตัวจริงในชีวิตของผม

ซูเปอร์ฮีโร่ที่ผมเรียกว่า “พ่อ”

.

เขียนมาเล่าให้ฟังบ้างนะครับว่า ใครคือซูเปอร์ฮีโร่ตัวจริงของคุณและทำไมเขาถึงเป็นซูเปอร์ฮีโร่ในใจคุณ

.

Be Yourself…Enjoy Your Game

#โค้ชธนา

#Excellent_Habit_Coach

#Rakdee_Training

#ขอให้ผมช่วยได้อีกคน

 

โดย แมวเหมียวสิบชีวิต

 

กลับไปที่ www.oknation.net