วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ส.ส.เทพไทรับต่อไปจะโหวตตามอำเภอใจไม่ได้แล้ว


สวัสดีครับ

        เมื่อนายเทพไทตกปากว่า ต่อไปจะโหวตตามใจตัวเอง แต่จะโหวตตามมติพรรคนั้น เราก็โล่งอกกับสถานการณ์รัฐบาลไปได้อีก

เปลาะหนึ่ง ต่อไปนี้เราก็คงได้เห็นผลงานปชป.ภายใต้การนำของหัวหน้าพรรค นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ ร่วมกับพรรคร่วมรัฐบาลต่อไป

แต่ทั้งนี้ ยังเหลือพรรคภูมิใจไทยอีกพรรค ที่กำลังหงุดหงิดกับพรรคร่วมอื่นๆ ประเด็นสารพิษการเกษตรขยายเวลาการห้ามใช้ต่อไปอีก

         อย่างไรก็ตาม งานนี้ 'บิ๊กตู่' เตรียมเรียกพรรคเล็กพรรคน้อยเข้าแทนที่พรรคร่วมท่จะหลุดวงโคจรออกไปอยู่แล้ว

 

 

 

เรือดำน้ำกับทีท่ากรรมาธิการฯ


    
 

    เรื่อง "เรือดำน้ำ"..........
    ถูกทำให้กลับมาเป็นข่าวอีก!
    โฆษกคณะอนุกรรมาธิการพิจารณางบประมาณ ปี ๖๓ "นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร" ส.ส.พรรคเพื่อไทย แถลง เมื่อศุกร์ที่ ๖ ธ.ค.๖๒ ว่า
    ในส่วน "งบกองทัพเรือ"
    ทางอนุ กมธ.ได้แขวนงบผูกพันตั้งแต่ปี ๒๕๖๓-๒๕๖๙ สำหรับจัดซื้อเรือดำน้ำเพิ่มอีก ๒ ลำ ลำละ  ๑๑,๒๕๐ ล้านบาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น ๒๒,๕๐๐ ล้านบาท ไว้ก่อน 
    โดยอ้างสาเหตุกว้างๆ ว่า........
    "เนื่องจากไม่ได้มีการแจ้งในรายละเอียด"! 
    ครับ.......
    ได้ยินว่า "แขวน" อาจหลงเข้าใจทางอนุ กมธ. "ตัดงบ" ส่วนนี้ทิ้ง ทำให้กองทัพเรือมีเรือดำน้ำลำเดียวเท่าที่สั่งซื้อไปแล้ว ส่วนอีก ๒ ลำตามแผน
    อด!
    ก็อย่าเพิ่งไปตีโพย-ตีพายอย่างนั้น "แขวน" ในชั้นนี้ หมายถึงยังไม่พิจารณา รอให้ทางเจ้าภาพ คือกองทัพเรือไปตอบข้อซักถามอนุ กมธ.เขาก่อน
    ในความเห็นผม......
    ตรงนี้ เป็นการทำหน้าที่ของคณะกรรมาธิการพิจารณาจัดทำงบประมาณ ที่เป็นไปแต่ละขั้นตอนเท่านั้น
    อย่าไปมองว่า กมธ.งบประมาณอคติกองทัพ จ้องตัด-จ้องล้มในด้านจัดซื้อ-จัดหายุทโธปกรณ์ ทางทหารตะพึด-ตะพือ
    ด้วยสามัญสำนึก ระดับคนเป็น กมธ.ฯ ย่อมเข้าใจ ว่าเรื่องการจัดซื้อเรือดำน้ำ S-26T จากจีน 
    เมื่อสั่งซื้อลำแรกไปแล้ว ..........
    ก็ไม่มีเหตุผลขัดขวางการต้องซื้ออีก ๒ ลำ
    เพราะถ้าไม่ซื้ออีก ๒ ลำ ตามภารกิจที่ต้องใช้ ๓ ลำ ก็เท่ากับ ๑ ลำที่ซื้อไปแล้ว แทบจะไม่เกิดประโยชน์!
    ดังนั้น ไม่มีเหตุผลที่ กมธ.ฯ จะตัดงบในส่วนนี้ ถ้าตัด ก็บอกได้คำเดียวว่า 
    "ประสงค์ร้าย" ต่อประเทศสถานเดียว! 
    ที่พูดกันตื้นๆ ว่า.......
    เอามารบกับใคร เอาเงินหมื่นๆ ล้าน ไปแจกคนยาก-คนจนจะดีกว่า นั้น
    เหมือนกบในสระจ้อย ไม่เคยเห็นทะเล ก็จะบอกว่า ผักตบกอเดียวก็เหลือเฟือ จะต้องไปหาขอนไม้มาทำไม?
    จะคุยกันให้เข้าใจ ควรต้องเอาแผนที่ประเทศไทยมากางดู เมื่อกางแล้วจะเห็นภาพกว้างในย่านเอเชีย-แปซิฟิกที่กำลังเขม็งเกลียวเวลานี้
    ด้านอ่าวไทย เชื่อมต่อทะเลจีนใต้ มหาสมุทรแปซิฟิก นั้น
    เวียดนามมีเรือดำน้ำ ๖ ลำ 
    มาเลย์ ๔ ลำ สิงคโปร์ ๔ ลำ
    ด้านฝั่งทะเลอันดามัน เชื่อมต่อมหาสมุทรอินเดีย เส้นทางลำเลียงน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซ ย่านตะวันออกกลาง 
    จะไปทะเลจีนใต้ เกาหลี ญี่ปุ่น สหรัฐฯ ต้องมาลอดตรงช่องแคบมะละกานี้
    พม่าได้เรือดำน้ำจากอินเดียมาประจำการแล้ว และกำลังสั่งซื้อจากรัสเซียมาเพิ่มอีก
    สรุป คือ ตอนนี้.........
    ไทยซึ่งภูมิประเทศเป็นศูนย์กลางภูมิภาคถูกขนาบด้วยเรือดำน้ำทั้งซ้าย-ขวา คือทั้งฝั่งอันดามันและอ่าวไทย
    ในขณะที่เราบ๋อต๋อ 
    สั่งซื้อไป ๑ ลำ ก็อีกตั้ง ๓ ปีกว่าจะเสร็จ!
    มีแต่เรือรบบนผิวน้ำ ซึ่งศักยภาพไม่สามารถตรวจจับเรือดำน้ำได้ 
    เรียกว่าขณะนี้ ไทยเรา "เสียดุลอำนาจ" ทางทะเล ทั้งสองฝั่งให้เพื่อนบ้านไปแล้ว!
    ทุกประเทศ ไปถามประเทศไหน บอกเหมือนกันหมด ไม่ได้มีเอาไว้ไปรบกับใคร หรือเอาไปรุกรานใคร
    ใช่...ถูกต้อง เพื่อนบ้านกันทั้งนั้น ไม่มีใครเป็นศัตรูใคร
    แต่นั่น เป็นปัจจุบัน
    ส่วนพรุ่งนี้ ถ้าอยากรู้ ให้ย้อนดูโลกในอดีต แล้วทุกคนจะตอบได้
    ปืน กระบอกเดียวก็เกินตาย แต่ซื้อกันมาทำไมเป็นกระบุง คำตอบคือ ไม่ได้ซื้อมายิงกัน
    แต่ซื้อมาใช้ป้องกันทรัพย์สิน!
    อาวุธยุทโธปกรณ์ก็ทำนองนั้น ทุกวันนี้ ที่จะยกทัพช้าง ทัพม้า ๙ ทัพ ๑๐ ทัพ มารบกันภาคพื้นดิน มันเชยไปแล้ว
    เขาใช้วิธี "ดำน้ำ" สอดแนม เผลอก็สอยด้วยขีปนาวุธ ไม่ต้องโผล่ขึ้นมา 
    ยิงจากใต้น้ำระยะไกล สอยเรือรบ เรือสินค้า เรือน้ำมัน บนผิวน้ำ จมจุ้ยจ๋อมแจ๋ม ก็ยังไม่รู้ตัวว่า ไอ้จรวดมันโผล่ขึ้นมาจากตรงไหน?
    ปากน่ะ เป็นมิตรกันทุกประเทศแหละ
    แต่ใจ ใครล่ะ ไว้ใจใคร?
    ผลประโยชน์และทรัพยากร "ทางทะเล" ทุกวันนี้เป็นเรื่องใหญ่และมหาศาล
    มหาสมุทรแปซิฟิก หนีไม่พ้นเป็นสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ ๓ 
    นั่นคือ ไทย "เซ็นเตอร์" ภูมิภาค 
    เป็นประเทศเดียว มี ๒ มหาสมุทร ทั้งอันดามัน-มหาสมุทรอินเดีย และอ่าวไทย-ทะเลจีนใต้  มหาสมุทรแปซิฟิก
    เรือเดินสมุทร ทั้งเรือสินค้า ทั้งเรือบรรทุกน้ำมัน จะทะลุจากมหาสมุทรหนึ่งไปยังอีกมหาสมุทรหนึ่ง
    ต้องมารวมศูนย์ลอดที่ "ช่องแคบมะละกา" ปลายติ่งกระดิ่งห้อยบ้านเรา
    ก็คิดเอาซี.........
    ต่อให้รักไม่ยุ่ง มุ่งแต่รักชาติ-ชังชาติ ไทยเราก็ยากรอดจากวินาศสันตะโร เมื่อยักษ์ขาว-ยักษ์เหลืองตีกัน!
    อะไรก็ไม่สำคัญเท่า ต่อจากนี้ไป ไทยเรานอนหลับฝันดีได้ยากแล้ว
    ในเมื่อ "บนดิน" สงบ
    ก็ใช่ว่า "ใต้น้ำ-ใต้ทะเล" ในขอบขัณฑสีมาจะสงบ
    เพราะเราจะรู้ได้อย่างไร ถ้า สามแสนตารางไมล์อ่าวไทย มีเรือดำน้ำชาติใด-ชาติหนึ่ง ดอดเข้ามากบดาน?
    ทรัพยากรทางทะเล ต้องบอกว่า "มหาศาล" เสร็จเขามั้ย แบบนี้?
    หรือใครดำเข้ามา สอยเรือสินค้า เรือน้ำมันในเขตทะเลบ้านเรา เราซวย เข้าตำรา "เนื้อไม่ได้กิน  หนังไม่ได้รองนั่ง ต้องเอากระดูกมาแขวนคอ" มั้ย?
    จำได้มั้ย....
    เมื่อต้นปี มีฝรั่งเมียไทย กลุ่ม Seasteading ไปสร้างบ้านกลางทะเล นอกชายฝั่งเกาะภูเก็ต 
    อ้างเป็นเขตน่านน้ำสากล นอกเขตอำนาจประเทศไทย
    เตรียมตั้งชุมชน ประกาศเป็นอิสระไม่ขึ้นกับชาติใด!     
    เห็นมั้ย...
    ดีว่ากองทัพเรือไหวทัน และเอาจริง-เด็ดขาด 
    ไม่งั้น ป่านนี้ พวกฝรั่งเถื่อน ให้รัฐสภามันออกโฉนดทะเลให้มันไปแล้วก็ได้!
    ยิ่งตอกย้ำว่า มันจำเป็นที่ไทยต้องมีเรือดำน้ำตรวจตรา คุ้มกัน ดูแล "อาณาเขตทางทะเล"
    ลำพังเรือบนผิวน้ำ ไม่พอ และไม่ตอบโจทย์ปัจจุบัน สมมุติ แค่วันใด-วันหนึ่ง 
    เวียดนามเอาเรือดำน้ำ ๖ ลำ ดำมาขวางปากอ่าวไทย
    หรือพม่า เกิดลองของ 
    เอาเรือดำน้ำที่เพิ่งได้จากอินเดียมาเป็นไอ้เข้ขวางคลองด้านอันดามัน    
    เราไม่มีทางรู้เลย เพราะศักยภาพเรือรุ่นนี้เขาสูง ลึกระดับเครื่องตรวจจับของเรือรบหลวงลำใดๆ จับไม่ได้เลย
    เราตายลูกเดียว!
    ต้องไม่ลืมว่า ผลประโยชน์ทางทะเลของเรา ตีเป็นมูลค่าไม่หนี ๓๐ ล้านล้านบาท
    กับเรือดำน้ำ S-26T ๓ ลำ รวมราคา ๓.๖ หมื่นล้าน รวมทั้งอาวุธประจำเรือ 
    การฝึกอบรม การบริการหลังขายพร้อมอะไหล่ เป็นเวลา ๘ ปี
    และดำรงสมรรถนะ ใช้การได้ ๓๐ ปี เป็นเบื้องต้น
    คำเดียวที่ใช้ตอบโจทย์นี้ คือ
    เกินคุ้ม!
    ทำความรู้จักคร่าวๆ กับเรือดำน้ำ ๓ ลำ ที่ไทยเราซื้อซักหน่อยก็ได้
    -Yuan Class S26T เป็นเทคโนโลยีต่อเรือมาจากเรือดำน้ำชั้นกิโลของ "รัสเซีย" 
    พลังดีเซลไฟฟ้า มีระบบ AIP ไม่ต้องขึ้นมาผิวน้ำเพื่อชาร์จไฟฟ้า
    -เป็นเรือดำน้ำลาดตระเวนเดินสมุทรขนาดใหญ่ ราคา ๑๓,๐๐๐ ล้านบาท/ลำ 
    เป็นรุ่นพิเศษสำหรับไทยโดยเฉพาะ พัฒนาจากเรือดำน้ำคลาส Yuan Class S26 ขนาดยาว ๗๗.๗  เมตร กว้าง ๘.๖ เมตร ระวางขับน้ำ ๒,๖๐๐ ตัน 
    -ดำปฏิบัติการได้นาน ๒๑ วัน "ใต้ผิวน้ำ" โดยไม่ต้องโผล่มาชาร์จไฟเหมือนเรือดำน้ำรุ่นเก่า
    -เครื่องยนต์สเตอร์ลิง จีนซื้อต้นแบบจากสวีเดนมาพัฒนาต่อยอดเพิ่มประสิทธิภาพในการดำทน 
    -ตอร์ปิโด ๖ ท่อยิง พร้อมระบบยิงขีปนาวุธ ยิงไกลกว่า ๒๕๐ กม.
    -กำลังพล ๖๕ นาย 
    -ทันสมัยรองจากเรือดำน้ำนิวเคลียร์ระบบติดจรวดเรือผิวน้ำที่มีความทันสมัยที่สุด
    -ความเร็วสูงสุด ๑๘ นอต ระยะทำการ ๘,๐๐๐ ไมล์ทะเล ดำลึกสูงสุด ๓๐๐ เมตร 
    -ระยะปฏิบัติการต่อการออกทะเล ๑ ครั้ง นาน ๒ เดือน  
    -เครื่องยนต์และประสิทธิภาพปฏิบัติการรบใต้น้ำและผิวน้ำ ความลึกปฏิบัติการน้อยสุด ๕๐ เมตร  ระดับความลึกปลอดภัย ๖๐ เมตร 
    พิธีตัดเหล็กแผ่นแรกของ S-26T เรือดำน้ำลำแรกของกองทัพเรือไทย เมื่อ ๔ ก.ย.๖๑ 
    เป็น "วันเรือดำน้ำไทย" ที่อู่เรือ Wuchang เมืองอู่ฮั่น ประเทศจีน
    ลำแรกนี้........
    จะต่อเสร็จและส่งมอบเข้าประจำการในกองทัพเรือไทย ปี พ.ศ.๒๕๖๖
    เรือดำน้ำจะต่อเสร็จแต่ละลำ ต้องใช้เวลา ๖-๗ ปี ต้องใช้เวลาฝึกทหารประจำเรือประมาณ ๕ ปี
    นั่นคือ สั่งวันนี้ อีกเกือบ ๑๐ ปีจะได้ของ ดังนั้น จะขยักขย่อนไม่ได้ อีก ๒ ลำ ยังไงก็ต้องสั่งซื้อต่อเนื่องให้ครบ ๓ ลำ
    ทำไมต้อง ๓?
    ก็ ๑ ลำไว้ฝึก ไว้สำรอง
    อีก ๑ ลำ ประจำการเฝ้าอ่าวไทย
    อีก ๑ ลำ ประจำการด้านอันดามัน
    สั่งต่ออีก ๒ ลำวันนี้ พ.ศ.๒๕๗๐ โน่น จึงจะได้ของ
    แต่ถ้ายึกยัก....
    ลำเดียวที่ซื้อไม่คุ้มประโยชน์ ชั่งกิโลขายเอาเงินมาแจกจ่าย ส.ส.
    ชาติจะเจริญกว่า!?   

เลขาฯประธานสภาแจงยิบเหตุไม่จับกุม 'ไวพจน์'

    
 

9 ธ.ค. 62 - นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล เลขานุการประธานสภาผู้แทนราษฏร แถลงถึงกรณีมีการกล่าวหาสภาไม่จับกุม พ.ต.ท.ไวพจน์ อาภรณ์รัตน์ ส.ส.กำแพงเพชร พรรคพลังประชารัฐ ที่ถูกศาลเมืองพัทยาตัดสินจำคุก ว่าในการประชุมสภาเมื่อวันที่4 ธ.ค.ที่ผ่านมาที่พ.ต.ท.ไวพจน์ เข้าร่วมประชุมสภานั้นเนื่องจากยังเป็นส.ส. ยังไม่ถือว่าขาดจากการเป็นสภาชิกภาพส.ส. ซึ่งในแนวทางปฏิบัติหมายจับจะต้องมาจากศาลจังหวัดพัทยา แล้วส่งหมายจับมาที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ซึ่งสตช.จะส่งหมายจับไปยังสถานีตำรวจภูธรทั่วประเทศ 

นายสมบูรณ์ กล่าวว่าในกรณีของพ.ต.ท.ไวพจน์ทางสตช.จะต้องส่งหมายจับมาที่สน.บางโพ แล้วทางสน.บางโพต้องขอนุญาตสภาเพื่อเข้ามาจับกุมตัว แต่เมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา ทางสภาไม่ได้รับการขออนุญาตจากสน.บางโพว่าต้องการจับกุมพ.ต.ท.ไวพจน์แต่อย่างใด และทางประธานสภาฯก็ไม่มีอำนาจในการจับกุมได้ และไม่สามารถสั่งการให้ตำรวจสภาควบคุมตัวได้ เพราะไม่มีหมายศาลมา  ส่วนตำรวจสภามีหน้าที่เพียงแค่ควบคุมตัวส่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น อย่างไรก็ตามยังถือว่าพ.ต.ท.ไวพจน์มีสมาชิกสภาพเป็นส.ส.อยู่และสามารถเข้าร่วมการประชุมสภาได้ในสัปดาห์นี้ เนื่องจากยังไม่ต้องคำพิพากษา.

กระแสตอบรับสูงลิ่ว!'ส.ส.เทพไท'ฟุ้งลงพื้นพบประชาชนหนุนโหวตสวนมติวิปรัฐบาล แต่รับต่อไปจะโหวตตามอำเภอใจไม่ได้แล้ว


    
 

9 ธ.ค.62 -  นายเทพไท เสนพงศ์ ส.ส.นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงผลการตัดสินใจลงมติยืนยันให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญศึกษาผลกระทบการใช้มาตรา 44 ว่า เมื่อได้ลงพื้นที่พบพี่น้องประชาชนในเขตเลือกตั้งของตน ปรากฏว่ามีเสียงตอบรับ และสนับสนุนการตัดสินใจในครั้งนี้เป็นจำนวนมาก ถ้าหากตนเองกลับมติเปลี่ยนจากการลงมติในครั้งแรกก็จะถูกตำหนิและถูกวิพากษ์วิจารณ์จากประชาชนจนได้รับความเสียหายทางการเมืองเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจะนำมาเป็นบทเรียน และจะนำไปปรับปรุงการทำหน้าที่ ส.ส.ในสภาผู้แทนราษฎร 

"การทำหน้าที่ส.ส.ของตนเองนั้น ไม่ว่าจะเป็นการยื่นญัตติหรือการอภิปรายสนับสนุนหรือคัดค้านญัตติใดๆ จะต้องสอบถามแนวทางหรือต้องหาธงคำตอบจากวิปรัฐบาล ก่อนการดำเนินการใดๆ จะทำตามอำเภอใจไม่ได้อีกแล้ว เพราะถ้าหากทำหน้าที่ ส.ส.ขัดกับมติวิปรัฐบาล ก็อาจจะมีผลกระทบต่อสถานะความเป็นพรรคร่วมรัฐบาลและกระทบต่อจุดยืนของตนเองได้" นายเทพไท กล่าว

นายเทพไท กล่าวอีกว่า สำหรับกระแสข่าวเกี่ยวกับการปรับพรรคประชาธิปัตย์บางส่วนออกจากการเป็นพรรคร่วมรัฐบาล เนื่องจาก ส.ส.ของพรรค6คนไม่โหวตเสียงตามมติวิปรัฐบาลนั้น น่าจะเป็นเพียงการปล่อยข่าวโยนหินถามทาง หรือสร้างกระแสกดดันมากกว่า เพราะการเปลี่ยนแปลงใดๆทางการเมือง ที่เกี่ยวกับพรรคการเมืองร่วมรัฐบาลนั้น ถ้าจะเข้าร่วมหรือออกจากการร่วมรัฐบาลก็ต้องออกไปทั้งพรรค ที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นพรรคการเมืองใดเข้าร่วมรัฐบาลเพียงครึ่งพรรค ถ้าเป็นจริงเช่นนั้นพรรคการเมืองก็จะแตกออกเป็นสองส่วน และเปลี่ยนแปลงเป็นพรรคการเมืองใหม่ขึ้นมาสองพรรคอย่างแน่นอน

"เพราะฉะนั้นทุกฝ่ายไม่ควรทำให้วัฒนธรรมทางการเมืองเสียหาย อยากให้เล่นการเมืองภายในกรอบหรือกติกา วัฒนธรรมประเพณีทางการเมืองที่เคยปฏิบัติกันมา ไม่ควรเอาเงื่อนไขของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่ไม่เป็นประชาธิปไตยตามมาตรฐานสากล มาช่วงชิงความได้เปรียบและเสียเปรียบทางการเมืองต่อพรรคการเมืองอื่นๆเพียงเพื่อให้พรรคตัวเองอยู่ในอำนาจให้ยาวนานที่สุด"นายเทพไท กล่าว

อย่าเหยียบเรือสองแคม

    
 

               น่าจะจริงนะ

                ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด

                เฉกเช่นรัฐบาลเสียงปริ่มน้ำ

                ปริ่มน้ำที่สุดคือปลอดภัยที่สุด

                เพราะอะไร?

                เพราะเป็นการบังคับโดยอัตโนมัติว่า "ประมาท" ไม่ได้ 

                ประมาทเมื่อไหร่จบเห่!

                สภาล่ม ๒ ครั้งที่ผ่านมาคือสัญญาณเตือน 

                เตือนว่ารัฐบาลต้องบริหารจัดการเสียงปริ่มน้ำให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดในการประชุมสภาทุกนัด

                ขอย้ำว่า "ทุกนัด"

                ฟังเสียงวิตกจาก "เทพไท เสนพงศ์" ที่บอกว่า

                "อยากจะเรียกร้องมายังประธานวิปรัฐบาลให้ถอนญัตติการนับคะแนนใหม่ เพื่อที่จะให้การประชุมสภาสามารถเดินหน้าทำงานได้อย่างราบรื่น

                แต่ถ้าหากยังคงยืนยันญัตติเพื่อจะนับคะแนนใหม่ต่อไป เชื่อว่าในวันข้างหน้าจะมีลัทธิเอาอย่าง เมื่อมีการลงมติในทุกครั้ง คะแนนก็จะห่างกันไม่เกิน ๒๐ เสียง ฝ่ายค้านก็จะอ้างข้อบังคับข้อ ๘๕ ขอนับคะแนนใหม่เพื่อแก้เผ็ดหรือเอาคืนฝ่ายรัฐบาล

                และการลงคะแนนใหม่ในทุกครั้งก็จะมีการตรวจสอบองค์ประชุมก่อนทุกครั้งด้วย"

                "เทพไท" เป็น ส.ส.มาก็หลายสมัย แต่กลับวิเคราะห์สถานการณ์เหมือนเด็กเพิ่งจะสนใจเรื่องการบ้านการเมือง

                เชื่อหรือว่าเสียงรัฐบาลปริ่มน้ำแบบนี้ ฝ่ายค้านคิดเองไม่ได้ว่า จะต้องขอนับคะแนนใหม่ในการโหวตร่างกฎหมาย หรือญัตติต่างๆ แทบจะทุกการโหวต

                มันไม่ใช่ลัทธิเอาอย่าง 

                ต่อให้ครั้งนี้เสียงโหวตรัฐบาลชนะแต่แรก ใช่ว่าฝ่ายค้านจะไม่คิด โหวตคว่ำรัฐบาลให้ได้

                ไม่วันใดก็วันหนึ่งรัฐบาลต้องพลาด

                โดยเฉพาะการโหวตกฎหมาย

                แพ้เมื่อไหร่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ต้องลุกจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี

                จัดตั้งรัฐบาลกันใหม่

                หรือยุบสภา เลือกตั้งใหม่

                แต่ประเด็นการโหวตในวันนี้ มีปัญหาส่วนหนึ่งเพราะเกมภายในพรรคประชาธิปัตย์เอง

                คนในประชาธิปัตย์ จำนวนหนึ่งไม่ชอบใจ ที่พรรคเข้าร่วมรัฐบาลกับ พล.อ.ประยุทธ์ ผู้ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๗

                เกรงภาพพจน์พรรคจะเสียหายระยะยาวเพราะไปเข้าร่วมกับรัฐบาลเผด็จการทหาร

                ญัตติศึกษาผลกระทบ ม.๔๔ ที่ "สาทิตย์ วงศ์หนองเตย" เสนอก็คือเกราะกำบังตัวในอนาคต เพื่อจะได้แสดงให้เห็นว่า ไม่ได้เอาด้วยกับเผด็จการ

                แต่พรรคประชาธิปัตย์ก็ร่วมรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์

                การเหยียบเรือสองแคม เกิดขึ้นในพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนการเลือกตั้ง ๒๔ มีนาคม ที่ผ่านมา

                และมีผลลัพธ์ให้เห็นแล้วว่าเป็นเช่นไร

                วันนี้ยังจะเหยียบเรือสองแคมอีกหรือ? 

 (คลิกตรงรูปเพื่ออ่านต่อ)

 หมวดหมู่ : การเมือง 

 

 

 

 

................................................................

 

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net