วันที่ อังคาร ธันวาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

ระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) และ สตริง กับชีวิต


พลังงานทั้งระบบของโลก (สรรพสิ่งจะมีค่าเท่ากับ 0/10 และพลังงานหมุนเวียนภายในและภายนอกจะมีค่าเท่ากับ 0/1 ดังนั้นการเกิด-การตายจะมีค่าอยู่สองค่าภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกันคือ 0/10 และ 0/1 เราอาศัยอยู่ในโลกควอนตัมที่มีฐานอยู่บนความเป็นคู่ที่ใช่และไม่ใช่ความเป็นคู่ในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน หรือในทางวิทยาศาสตร์เรียกว่า ระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) ยกตัวอย่างเช่นการเกิด-การตาย จะมีกระบวนการแยกออกและไม่แยกออก ย้อนกลับและไม่ย้อนกลับ กระบวนการทั้งหมดจะเกิดขึ้นพร้อมกันและไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกัน ความหมายคือ 

ในกระบวนการที่เกิดขึ้นพร้อมกันคือ ในเวลาที่เราเกิดจะมีกระบวนการสองกระบวนการเกิดขึ้นพร้อมกันคือ เกิดขึ้นในอีกมิติหนึ่งและตายจากอีกมิติหนึ่งในเวลาเดียวกัน (การเคลื่อนที่ออกจากและเคลื่อนที่เข้าสู่ และการย้อนกลับและไม่ย้อนกลับและแต่ละส่วนก็จะแยกออกไปอีกสองส่วนคือ เกิดจากพ่อและแม่ และตายจากพ่อแม่ และย้อนกลับสู่พ่อแม่และไม่ย้อนกลับสู่พ่อแม่ (เก่าและใหม่และพ่อแม่ก็จะมีการเกิด-ตายจากพ่อแม่ และย้อนกลับสู่พ่อแม่และไม่ย้อนกลับสู่พ่อแม่ (เก่าและใหม่ต่อๆกันไปจากสองเป็นสี่เป็นแปดเรื่อยไปจนกลายเป็นสตริงระหว่างทั้งสองตระกูล + สองกระบวนการ และสองทิศทาง และในขณะเดียวกันและหรือในทางกลับกันในเวลาที่เราตายจะมีกระบวนการสองกระบวนการเกิดขึ้นพร้อมกันคือ ตายจากมิติหนึ่งและเกิดขึ้นในอีกมิติหนึ่งในเวลาเดียวกัน (การเคลื่อนที่ออกจากและเคลื่อนที่เข้าสู่ และการย้อนกลับและไม่ย้อนกลับแต่การตายจะมีความแตกต่างออกไปจากตอนเกิด (เหมือนและไม่เหมือนในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—-> สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกันคือ ในแต่ละส่วนก็จะแยกออกไปมากกว่าสองส่วนคือ ไม่ใช่แค่ตายจากพ่อและแม่ แต่ยังตายจากญาติพี่น้องเพื่อนฝูงคนรัก และไม่ใช่แค่ตายจากพ่อแม่และหรือญาติพี่น้องเพื่อนฝูงคนรักเท่านั้น แต่ยังมีการย้อนกลับและไม่ย้อนกลับสู่พ่อแม่และหรือญาติพี่น้องเพื่อนฝูงคนรัก (เก่าและใหม่อีกด้วยเช่นกัน หรือในความหมายที่เป็นที่รู้กันในเรื่องของการกลับชาติมาเกิดระหว่างชาติเก่าและชาติใหม่ ซึ่งทั้งสองส่วนจะมีทั้งส่วนที่เชื่อมต่อกันและไม่เชื่อมต่อกันทั้งในส่วนของสรรพสิ่งและเวลา ซึ่งทั้งหมดจะทำให้การกลายเป็นสตริงในกระบวนการตายจากถี่ขึ้นและเร็วขึ้น และหรือ ห่างขึ้นและลดลง ในทางกลับกันเมื่อมีกระบวนการตายจากถี่ขึ้นและเร็วขึ้น และหรือห่างขึ้นและลดลงก็จะมีกระบวนการเกิดถี่ขึ้นและเร็วขึ้น และหรือ ห่างขึ้นและลดลงตามมาด้วยเช่นกัน ซึ่งเป็นไปตามกฎของอุณหพลศาสตร์ มีทั้ง 4 ข้อที่จะมีกระบวนการทำงานที่แยกออกและไม่แยกออก ย้อนกลับและไม่ย้อนกลับ ไปในทิศทางเดียวกันและไม่ได้ไปในทิศทางเดียวกัน (ตรงกันข้ามกันและในขณะเดียวกันในฝั่งของกระบวนการย้อนกลับและไม่ย้อนกลับก็จะมีกระบวรการเพิ่มขึ้นและลดลงระหว่างพลังงาน/ข้อมูล/สสารหนึ่งไปสู่อีกพลังงาน/ข้อมูล/สสารหนึ่งเช่นเดียวกันกับที่เกิดขึ้นกับกระบวนการแยกออกและไม่แยกออก ซึ่งทั้งสองกระบวนการจะมีความใช่และไม่ใช่อยู่ภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกัน ซึ่งทำให้พลังงาน/ข้อมูล/สสารเกิดความมี/เป็น/อยู่และไม่มี/ไม่เป็น/ไม่อยู่ระหว่างสถานะและสภาวะของตัวพลังงาน/ข้อมูล/สสารและสถานะและสภาวะของความเป็นพลังงาน/ข้อมูล/สสารทั้งที่อยู่ภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกัน ซึ่งธรรมชาติจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ ใช่ธรรมชาติและไม่ใช่ธรรมชาติ ทั้งสองส่วนคือธรรมชาติเหมือนกัน แต่เป็นธรรมชาติที่มีความแตกต่างกัน (ตรงกันข้ามกันทั้งในด้านของพลังงาน/ข้อมูล/สสาร และในด้านของกระบวนการทำงานที่จะไปในทิศทางเดียวกันและไปในทิศทางตรงกันข้ามกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกันคือ จะมีกระบวนการทำงานจากพลังงาน/ข้อมูล/สสารที่มีความใช่และไม่ใช่ระหว่างสถานะและสภาวะของพลังงาน/ข้อมูล/สสารที่อยู่ภายในและภายนอก และที่เปลี่ยนรูปกลับไปกลับมาระหว่างสถานะและสภาวะของพลังงาน/ข้อมูล/สสารที่อยู่ภายในและภายนอก และทิศทางที่แยกออกเป็นสองทิศทางซึ่งเป็นที่มาของระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) และ สตริงที่แผ่ขยายและเชื่อมต่อกันเป็นระบบเป็นเครือข่ายเช่นเดียวกันกับ internet of things ที่เริ่มต้นจากโลกซึ่งมีสรรพสิ่ง+เวลาอยู่—> ไปสู่สรรพสิ่ง+เวลาซึ่งมีโลกอยู่และย้อนกลับสู่โลกซึ่งมีสรรพสิ่ง+เวลาอยู่วนไปวนมารอบแล้วรอบเล่าจนกว่าโลกและหรือสรรพสิ่งอย่างใดอย่างหนึ่ง และทั้งสองอย่างจะเรียนรู้และพัฒนาตัวเองเพื่อที่จะนำพาตัวเองและกันและกันเคลื่อนที่ออกจากจุดเริ่มต้นเข้าสู่จุดหมายปลาย หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า การสลับขั้วแม่เหล็ก ซึ่งภายในการสลับขั้วแม่เหล็กก็จะมีกระบวนการเกิด-ตาย สร้างและทำลายระหว่างสรรพสิ่ง/พลังงาน/ข้อมูล/สสารและเวลาที่โลกคือ ตัวนำยิ่งยวดในขณะที่มนุษย์คือ สารกึ่งตัวนำ และหรือสารตัวนำ แต่มนุษย์สามารถเรียนรู้และพัฒนาตัวเองขึ้นไปอยู่ในระดับของตัวนำยิ่งยวดได้ มนุษย์ไม่เพียงแต่สามารถ แต่มนุษย์จำเป็นต้องเรียนรู้และพัฒนาตัวเองขึ้นไปสู่การเป็นตัวนำยิ่งยวดเพื่อตัวของมนุษย์เอง ที่ผ่านมามนุษย์มีความต้องการ/มีความพยายามที่จะมองหาโลกใบใหม่เพื่อนำไปสู่การย้ายถิ่นฐานที่อยู่ ซึ่งความพยายามดังกล่าวไม่สามารถนำไปสู่ความสำเร็จได้เนื่องจากข้อจำกัดในหลายๆด้าน แต่มีทางที่เป็นไปได้แน่นอนคือ การเดินทางผ่านระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) และ สตริงหรือในคำพูดที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวางที่ว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวหรือ "ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ" (จาก "butterfly effect") ซึ่งหมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่ละเล็กที่ละน้อยในชีวิตประจำวันของเราจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ ซึ่งจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ การสลับขั้วแม่เหล็กโลก และ การสลับขั้วแม่เหล็กภายในตัวเราเอง ซึ่งการสลับขั้วทั้งสองจะมีความเหมือนและความแตกต่างกันภายในตัวเองและภายในกันและกันคือ จะมีทั้งการสลับขั้วและไม่ใช่การสลับขั้ว แต่จะเป็นการมีเพิ่มขึ้นและมีลดลงระหว่างพลังงาน/ข้อมูล/สสาร+เวลา ซึ่งทั้งสองส่วนจะมีความสัมพันธ์กันระหว่างการเพิ่มขึ้นและลดลงทั้งภายในและภายนอกตัวเองและภายในและภายนอกกันและกัน ซึ่งเราทุกคนจะต้องนำพาตัวเราเองเข้าไปทำการสังเกตเรียนรู้และทำความเข้าใจถึงการมีอยู่/เป็นอยู่และไม่มีอยู่/ไม่เป็นอยู่ของสรรพสิ่งและเวลาที่ทำงานร่วมกันกับพลังงาน/ข้อมูล/สสารทั้งที่เป็นรูปแบบออริจินัลและไม่ใช่ออริจินัล (เปลี่ยนรูปไปยกตัวอย่างเช่น มนุษย์จะมีสถานะและสภาวะอยู่สองส่วนคือ ส่วนที่เป็นออริจินัลและไม่ใช่ออริจินัล (เปลี่ยนรูปไปดังนั้นเพื่อที่จะเติมเต็มการเรียนรู้และทำความเข้าใจในชีวิตมนุษย์ เราจึงมีความจำเป็นต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจในสองรูปแบบคือ ทั้งแบบออริจินัลและไม่ใช่ออริจินัล (เปลี่ยนรูปไปหรือในอีกความหมายหนึ่งคือ ในรูปแบบ/ระดับของอนุภาคและคลื่น และในรูปแบบ/ระดับของมนุษย์ เพื่อนำเอาความรู้ความเข้าใจในกันและกันมายกระดับและขยายขอบเขตในตัวเองและในกันและกัน หรือมาเติมเต็มตัวเองและกันและกันเพราะโลกและเราคือ สิ่งเดียวกันที่ใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน ฉะนั้นจงอยู่และอย่าอยู่ในสิ่งที่เรามีในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—-> สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน

 

ในกระบวนการที่ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันคือ ระยะเวลาจากการเกิดและตายที่จะมีได้ตั้งแต่เวลาเดียวกันไปจนถึงร้อยกว่าปี ซึ่งระยะเวลาทั้งหมดจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ รวมกันเรียกว่า หนึ่งเวลา/เวลาเดียวกัน และแยกกันเรียกว่า คนละเวลา/ไม่ใช่เวลาเดียวกัน นอกจากเวลาแล้วยังมีในส่วนของสรรพสิ่งอีกด้วยที่จะเริ่มตั้งแต่เป็นสิ่งเดียวกันไปจนถึงมีค่าเป็นอนันต์ ทั้งหมดคือ ระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system)  ประเภทหนึ่ง ที่มีความไวต่อสภาวะเริ่มต้น กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ถ้าระบบ 2 ระบบนั้นเริ่มต้นจากสภาวะที่แตกต่างกันเพียงเล็กน้อย คือเกือบจะเหมือนกันทุกประการ ซึ่งระบบไม่เชิงเส้น (nonlinear system) นี้จะแยกออกเป็นสองส่วนคือ ส่วนที่เกิดขึ้นพร้อมกันและส่วนที่ไม่ได้เกิดขึ้นพร้อมกันในสิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน—-> สิ่งเดียวกันใช่และไม่ใช่สิ่งเดียวกันในเวลาเดียวกัน —->เวลาเดียวกันใช่และไม่ใช่เวลาเดียวกันในเวลาเดียวกัน เมื่อไหร่ที่ระบบมีในส่วนของสรรพสิ่งและเวลาเข้ามามีส่วนร่วมด้วย ระบบจะมีการเปลี่ยนแปลงในสองระดับสองทิศทาง ซึ่งจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ ในส่วนที่เราสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงในทันที่ และ ในส่วนที่ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ในทันทีคือ เราจะสามารถสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อระบบได้มีการเปลี่ยนไปสักระยะหนึ่ง สภาวะของระบบทั้งสองที่เราสังเกตได้เมื่อเวลาผ่านไปจะแตกต่างกันอย่างสังเกตเห็นได้ชัด หรือในทางฟิสิกส์กล่าวถึงระบบควอนตัมนี้ว่า ระบบควอนตัมจำเป็นต้องอาศัยคำบรรยายที่แสดงสมบัติทั้งสองด้าน คือ สมบัติอนุภาคและสมบัติคลื่นคำอธิบายเกี่ยวกับระบบจึงจะครบสมบูรณ์ นั่นคือ การกล่าวถึงเฉพาะสมบัติคลื่นหรือสมบัติอนุภาคแต่เพียงด้านเดียว ไม่เพียงพอ และระบบจะแสดงสมบัติด้านใด ก็ขึ้นกับว่า นักทดลองจะทดสอบสมบัติด้านใด เช่น ถ้านักทดลองจัดรูปแบบการทดลองให้ระบบแสดงสมบัติคลื่น ก็จะได้คลื่น และถ้าจัดการทดลองให้ระบบแสดงสมบัติด้านอนุภาค ก็จะได้อนุภาค แต่จะอย่างไรก็ตามระบบจะไม่แสดงสมบัติทั้งคลื่นและอนุภาคพร้อมกัน ซึ่งคำกล่าวดังกล่าวจะแยกออกเป็นสองส่วนคือ ในส่วนที่เป็นจริงตามที่ได้มีการทำการทดลอง และในส่วนที่การทดลองยังไปไม่ถึงคือ ในส่วนของก่อนหน้าทำการทดลองและหลังจากทำการทดลอง ถ้าหากนักฟิสิกส์สามารถนำพาตัวเองเข้าไปทำการสังเกตเห็นถึงความมีอยู่/เป็นอยู่ทั้งก่อนหน้าที่จะทำการทดลองและเลยขึ้นไปหลังจากนั้นได้ นักฟิสิกส์จะเห็นว่า ธรรมชาติมีสองด้านคือ ด้านที่ไม่มีอยู่/เป็นอยู่และด้านที่ไม่มีอยู่/ไม่เป็นอยู่ และทั้งภายในและภายนอกของทั้งสองด้านก็ยังมีด้านที่แยกออไปในส่วนของตัวเองและในส่วนของกันและกันอีก ซึ่งการแยกออกก็จะมีความหมายว่า แยกออและไม่แยกออก ทุกสรรพสิ่งล้วนมีค่ามีความหมายในตัวเองและภายในความมีค่ามีความหมายก็จะแยกออกเป็นสองส่วนคือ มีค่ามีความหมายและไม่มีค่าไม่มีความหมายในตัวเองทั้งสิ้น หรืออีกนัยหนึ่งคือ การเคลื่อนที่ออกจากสถานะและสภาวะหนึ่งและการเคลื่อนที่เข้าสู่อีกสถานะและสภาวะหนึ่ง ซึ่งจะเป็นการไต่ระดับ/การยกระดับตัวเราเองจากการเป็นสารตัวนำหรือสารกึ่งตัวนำขึ้นไปเป็นตัวนำยิ่งยวดเราจะต้องนำเอาหลักการเติมเต็ม (complementarity principle) มาใช้กับตัวเราเอง เรามักจะได้ยินคำพูดที่นิยมพูดกันอย่างกว้างขวางที่ว่า "เด็ดดอกไม้สะเทือนถึงดวงดาวหรือ "ผีเสื้อขยับปีกทำให้เกิดพายุ" (จาก "butterfly effect") เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ละเล็กทีละน้อยในชีวิตประจำวันที่นำไปสู่การเข้ารหัสและปลดล็อกการเข้ารหัสภายใน RNA และนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงยีนส์ และ DNA ซึ่งจะเป็นการเคลื่อนที่ออกจากโลกเก่าเข้าสู่โลกใหม่โดยอัตโนมัติ

 

*โลกยังมีในส่วนที่เราไม่รู้อีกมากมาย ฉะนั้นจงอย่าหยุดตัวเองอยู่ที่การเป็นเพียงแค่การเป็นสารตัวนำหรือสารกึ่งตัวนำเท่านั้น จงพาตัวเองขึ้นไปอยู่ในระดับของการเป็นตัวนำยิ่งยวดที่จะเปลี่ยนประสบการณ์เรียนรู้ การมองเห็นและการสัมผัสได้ของคุณไปตลอดกาล

โดย Enlightened

 

กลับไปที่ www.oknation.net