วันที่ พฤหัสบดี ธันวาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

โฆษกรัฐบาล แจงเก็บภาษีรถเก่าเป็นข้อเสนอภาคเอกชน


สวัสดีครับ

 

 

 
ปฐมบทยุบอนาคตใหม่
   

                ครับ...      

                มันคือนิติกรรมอำพราง

                เอกสารแถลงข่าวของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) วานนี้ (๑๑ ธันวาคม) เขียนข้อความเอาไว้สั้นๆ ว่า........

                ........วันนี้ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่แล้ว

                ที่ประชุมเห็นว่าการที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธร เป็นเงินจำนวน ๑๙๑,๒๐๐,๐๐๐  บาท เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา ๗๒ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐

                จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมากให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา ๙๒ วรรคหนึ่ง (๓) ประกอบมาตรา ๙๓ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐.....

                มติ กกต. ๕ ต่อ ๒ ยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญยุบพรรคอนาคตใหม่

                "ปิยบุตร แสงกนกกุล" ชักแม่น้ำทั้งห้ามาอ้างเป็นเหตุผล

                ........พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคที่เพิ่งเริ่มก่อร่างสร้างตัว จึงมีเรื่องต้องใช้ทุนจำนวนมาก

                ทั้งการตั้งสาขา ตั้งตัวแทนประจำจังหวัด

                รวมทั้งตั้งสำนักงานใหม่

                ปัญหาคือเมื่อเริ่มตั้งพรรค ทางคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยังไม่ยอมยกเลิกประกาศให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมทางการเมืองได้

                จึงทำให้พรรครับบริจาคและระดมทุนไม่ได้

                แต่เราจำเป็นต้องใช้เงิน

                จึงคิดว่าจะทำอย่างไรเมื่อเปิดกฎหมายดูก็ไม่ได้ห้ามให้กู้เงิน

                และพรรคการเมืองก็เป็นนิติบุคคลเอกชน

                หมายความว่าพรรคมีเสรีภาพจะทำอะไรก็ได้

                เว้นกฎหมายจะห้ามไว้

                และการห้ามต้องห้ามอย่างชัดแจ้ง

                แต่พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง ไม่ได้ห้ามไว้ชัด ไม่มีบทบัญญัติไหนเขียนว่าห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน

                มีแต่เรื่องห้ามรับเงินต่างชาติและห้ามตั้งสาขาพรรคนอกประเทศ แต่เราไม่ต้องการให้พรรคอนาคตใหม่เป็นพรรคของ ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เพียงคนเดียว

                ดังนั้นธนาธรจึงตัดสินใจให้พรรคกู้เงิน และถ้าพรรคเริ่มเปิดระดมทุนและรับบริจาคได้ก็จะทยอยคืนเงิน.........

                นั่นคือข้ออ้างจากปากนักกฎหมายใหญ่

                และประเด็นสำคัญที่ "ปิยบุตร" พูดถึง กกต.คือ "การใช้กฎหมายต้องดูถึงคุณธรรมทางกฎหมาย จะตีความหรือขยายความไม่ได้ เพราะมันมีโทษอาญา"

                ก็แสดงว่า "ปิยบุตร" รู้อยู่เต็มอกว่า กฎหมายบัญญัติเอาไว้อย่างไร

                เมื่อถามถึงคุณธรรมทางกฎหมาย ก็มีประเด็นที่ "ปิยบุตร" ต้องตอบสังคมในประเด็นจริยธรรมเช่นกัน

                เอาง่ายๆ.....

                พรรคการเมือง ไม่ใช่บริษัทเอกชน 

                พรรคการเมืองมีฐานะเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ไม่ใช่องค์กรทางธุรกิจ มิได้เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน

                เบี้องต้นประเด็นนี้ "ปิยบุตร" อย่าลักไก่สรุป ว่าพรรคการเมืองเป็นนิติบุคคลเอกชน

                เนื่องจากพรรคการเมืองมีลักษณะสองด้าน ด้านหนึ่งเป็นองค์การที่มีส่วนสำคัญในการเมืองการปกครองอันเป็นแดนกฎหมายมหาชน

                แต่อีกด้านหนึ่งเป็นองค์การที่เกิดจากการรวมกลุ่มของบุคคลอันเป็นแดนกฎหมายเอกชน คำถามที่สำคัญจึงมีว่า

                สถานะของพรรคการเมือง นิติบุคคลเอกชนหรือมหาชนกันแน่

                นิติบุคคลตามกฎหมายเอกชน คือ นิติบุคคลที่บัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีด้วยกัน ๕ ประเภท ได้แก่

                บริษัทจำกัด ห้างหุ้นส่วนจำกัด ห้างหุ้นส่วนสามัญจดทะเบียน สมาคม มูลนิธิ

                ส่วนนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน คือ นิติบุคคลที่บัญญัติไว้ในกฎหมายมหาชนอื่นๆ ซึ่งมีเยอะ

                จังหวัด กระทรวง ทบวง กรม องค์การมหาชน วัด ฯลฯ

                เป็นความจริงที่ว่า การจดทะเบียนพรรคการเมือง มีสภาพเป็นนิติบุคคลเอกชน

                แต่...อีกแดนหนึ่งของกฎหมาย ก็มีสถานะในแดนกฎหมายมหาชน

                เช่น การส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง การใช้จ่ายในการเลือกตั้ง

                วัตถุประสงค์ของพรรคการเมืองมุ่งเน้นไปที่กิจกรรมทางการเมือง โดยเฉพาะการเข้าสู่อำนาจการเมืองการปกครองของประเทศผ่านการเลือกตั้ง

                กฎหมายพรรคการเมืองมีลักษณะที่ค่อนข้างไปในทางที่ควบคุมดูแล มากกว่าที่จะปล่อยให้เป็นแดนอิสระในทางเอกชน

                เช่นการกำหนดให้พรรคการเมืองต้องมีวัตถุประสงค์อันสอดคล้องกับระบอบประชาธิปไตยตั้งแต่ในชั้นของข้อบังคับพรรค

                การบริหารพรรคต้องไม่เป็นเผด็จการ

                ไม่ใช่พรรคของนายทุน

                นี่คือพรรคการเมืองในแดนกฎหมายมหาชน

                ฉะนั้นการกู้เงินเพื่อนำไปใช้ในการเลือกตั้ง ในการส่งผู้สมัครรับเลือกตั้ง อยู่ในแดนของกฎหมายเอกชน หรือ กฎหมายมหาชน

                นักกฎหมายใหญ่อย่าง "ปิยบุตร" น่าจะตอบได้

                คุณธรรมทางกฎหมาย ยิ่งจะตอบยากกว่า เพราะ "ธรรม" เหนือกว่า "กฎหมาย" หลายขั้น

                พรรคการเมืองใช่ห้างหุ้นส่วน หรือบริษัท ที่ต้องการกำไรหรือไม่

                ถ้าตอบว่าใช่ ประเทศฉิบหายวายป่วง

                เมื่อไม่ใช่ การกู้เงินโดยไม่สามารถหากำไรได้ แต่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ ถามว่าหากพรรคการเมืองไทยทุกพรรคกู้เงิน สุดท้ายจะตกอยู่ภายใต้อาณัติของใคร

                พรรคอนาคตใหม่ กู้เงินจาก "ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ" มีด้วยกัน ๒ สัญญา 

                สัญญาแรก ลงวันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๒ โดย นิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิกพรรค ปฏิบัติหน้าที่แทนหัวหน้าพรรคเป็นผู้ทำสัญญากู้ 

                มี ปิยบุตร แสงกนกกุล และ พุฒิพงศ์ พงศ์อเนกกุล ลงชื่อเป็นพยานในการทำสัญญากู้เงิน

                เป็นการกู้เงินจำนวน ๑๖๑,๒๐๐,๐๐๐ บาท พรรคอนาคตใหม่ตกลงจะชำระเงินกู้ ภายใน ๓ ปี 

                แบ่งเป็นปีที่ ๑ ชำระ ๘๐ ล้านบาท ปีที่ ๒ ชำระ ๔๐ ล้านบาท และปีที่ ๓ ชำระ ๔๑,๒๐๐,๐๐ บาท

               คิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๗.๕ ต่อปี

                สัญญาที่ ๒ ลงวันที่ ๑๑ เมษายน  ๒๕๖๒ คนทำสัญญา และพยานยังคงเป็นบุคคลเดิม

                เป็นการกู้เงินจำนวน ๓๐ ล้านบาท 

                พรรคอนาคตใหม่ตกลงจะชำระเงินกู้ภายใน ๑ ปี โดยคิดอัตราดอกเบี้ยร้อยละ ๒ ต่อปี

                ถ้าพรรคอนาคตใหม่ไม่มีเงินจ่ายตามสัญญา "ธนาธร" จะฟ้องร้องเรียกเงินคืนหรือไม่

                เว้นเสียว่า "ธนาธร" ไม่อยากได้เงินคืน เพราะไม่เดือดร้อนเรื่องเงิน

                แต่พรรคอนาคตใหม่ ก็เป็นหนี้บุญคุณ "ธนาธร" ตลอดกาล

                มันก็กลับไปสู่อีหรอบเดิม อนาคตใหม่เป็นพรรคของนายทุน

                นั่นเป็นเหตุให้ มาตรา ๗๒ แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.๒๕๖๐ บัญญัติไว้ว่า

                "........ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงินทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย..........."

                ประเด็นสำคัญอีกประการ พรรคการเมืองมีเสรีภาพทำอะไรก็ได้ เพราะเป็นนิติบุคคลเอกชน ตามที่  "ปิยบุตร" ระบุเอาไว้จริงหรือไม่

                เมื่อการอยากได้เงินอยู่เหนือคุณธรรมทางกฎหมาย ก็ไม่แปลกที่ "ปิยบุตร" จะพูดเช่นนั้น

                พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง มาตรา ๖๒ พรรคการเมืองอาจมีรายได้ ดังต่อไปนี้

                (๑) เงินทุนประเดิมตามมาตรา ๙ วรรคสอง

                (๒) เงินค่าธรรมเนียมและค่าบํารุงพรรคการเมืองตามที่กําหนดในข้อบังคับ

                (๓) เงินที่ได้จากการจําหน่ายสินค้าหรือบริการของพรรคการเมือง

                (๔) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการจัดกิจกรรมระดมทุนของพรรคการเมือง

                (๕) เงิน ทรัพย์สิน และประโยชน์อื่นใดที่ได้จากการรับบริจาค

                (๖) เงินอุดหนุนจากกองทุน

                (๗) ดอกผลและรายได้ที่เกิดจากเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดของพรรคการเมือง

                การได้มาซึ่งรายได้ตาม (๒) (๓) (๔) และ (๕) ต้องมีใบเสร็จรับเงิน หรือหลักฐานการได้มา

ซึ่งรายได้นั้นเป็นหนังสือ ทั้งนี้ ตามแบบที่คณะกรรมการกําหนด

                พ้นจากนี้ทำไม่ได้

                และเมื่อพรรคอนาคตใหม่ทำไปแล้ว จากนี้ไปก็อยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ

                ว่าจะยุบเพราะนิติกรรมอำพรางนี้หรือไม่.

 ผักกาดหอม

    
 

12 ธ.ค.62 - นางนฤมล ภิญโญสินวัฒน์ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกระแสข่าวการเก็บภาษีรถยนต์เก่าว่า ยืนยันรัฐบาลยังไม่มีแนวคิดเก็บภาษีรถยนต์เก่า เป็นเพียงข้อเสนอจากภาคเอกชน ซึ่งมีการศึกษาในหลายๆส่วน

"จากกระแสข่าวว่าจะมีการเก็บภาษีรถที่มีอายุเกิน 10 ปี ทางรัฐบาลยังไม่มีการพิจารณา ทั้งนี้ก่อนที่จะมีมาตรการใดๆ ยังต้องนำมาหารือแนวทางและผลกระทบอย่างรอบด้าน ปัจจุบันยังเก็บภาษีรถประจำปีในอัตราเท่าเดิม โดยแบ่งประเภท 1.จัดเก็บตามกระบอกสูบ ได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน 2.จัดเก็บเป็นรายคัน ได้แก่ รถจักรยานยนต์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์สาธารณะ รถพ่วง รถบดถนน รถแทรกเตอร์ที่ใช้ในการเกษตร 3.จัดเก็บตามน้ำหนัก ได้แก่ รถยนต์นั่งส่วนบุคคลเกิน 7 คน รถยนต์บรรทุกส่วนบุคคล รถยนต์รับจ้าง รถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คนที่ขับเคลื่อนด้วยกำลังไฟฟ้า"

โฆษกประจำสำนักนายกฯ กล่าวอีกว่า รัฐบาลเห็นความสำคัญของการรณรงค์ให้เจ้าของรถที่ใช้มานาน ทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลและรถเชิงพาณิชย์ หมั่นตรวจสอบสภาพเครื่องยนต์ ท่อไอเสีย ตามมาตรฐาน เพื่อลดการสร้างฝุ่นมลพิษทางอากาศหรือปล่อยควันดำ บรรเทาปัญหาค่าฝุ่นละอองเกินมาตรฐาน PM 2.5 มากกว่า และก่อนที่จะดำเนินมาตรการใดๆ รัฐบาลพิจารณาเพื่อให้เกิดประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคม ที่สำคัญต้องไม่เพิ่มภาระให้กับประชาชนด้วย

 

'ปิยบุตร' งัดวิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

    
 

12 ธ.ค.62 - ขณะนี้สังคมออนไลน์มีการแชร์คลิปนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ให้ความเห็นต่อการแก้ปัญหาทางการเมือง โดยคลิปมีความยาว 12 วินาที 

เนื้อหาคลิปนายปิยบุตร ระบุ "วิธีการให้บ้านเมืองเดินหน้า ง่ายที่สุดเลยครับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พักผ่อนเถอะ พักผ่อนแล้วดึงการเมืองกลับสู่ระบบ"

  
 
 

11 ธ.ค. 62 - แหล่งข่าวจากพรรคอนาคตใหม่แจ้งว่า หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ยื่นศาลรัฐธรรมนูญให้ตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค และยุบพรรคอนาคตใหม่  ส่วนตัวเห็นว่า ยังเร็วไปที่จะย้ายไปพรรคอื่น เพราะศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ตัดสินชี้ขาด ยังไม่ถึงเวลาที่จะไปอยู่ตรงนั้นตรงนี้ ตอนนี้เราอยู่กับพรรคอนาคตใหม่ เหมือนกับว่าเพื่อนเรายังไม่ได้เป็นอะไร แล้วเราจะไปอย่างนั้นได้อย่างไร เราต้องรอดูก่อนว่าศาลรัฐธรรมนูญตัดสินอย่างไร ก็คงต้องคุยกัน

เมื่อถามว่า ได้รับการติดต่อจากส.ส.ชลบุรี พรรคพลังประชารัฐที่ทำหน้าที่ดีล ส.ส.พรรคอื่นให้รัฐบาลหรือไม่ แหล่งข่าวเปิดเผยว่า ไม่ได้คุย คือตอนนี้เราก็เป็นที่จับจ้องอยู่ แต่อย่าเพิ่งดีกว่า ยอมรับตรงๆ ว่าพรรคอื่นก็มาติดต่อ อย่างไรก็ตามต้องดูว่าพรรคจะได้ไปต่อหรือไม่ เราจะไปแสดงตัวว่าจะไปตรงนั้นตรงนี้ไม่ได้ เพราะเราอยู่ด้วยกัน แม้ว่าตนจะมีปัญหากับพรรค แต่ตนก็มองในสิ่งที่ชอบธรรม และเท่าที่ดูก็คิดว่ากกต. พิจารณาไปตามประเด็นที่เป็นข้อกฎหมาย และข้อเท็จจริง

ถามว่า พรรคไหนที่ตรงกับอุดมการณ์ของตัวเองมากที่สุด จากตัวเลือก พรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาธิปัตย์ แหล่งข่าวตอบว่า พรรคประชาธิปัตย์ก็น่าสนใจ เพราะมีผลงานให้เห็นเป็นรูปธรรม ที่สามารถทำตามนโยบายพรรคได้ คือนายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์

กกต.ปัดแจงเหตุผลยุบอนาคตใหม่ คาดใช้เวลาไม่นานยื่นเรื่องส่งศาล รธน.

    
 

12 ธ.ค.62 - ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายแสวง บุญมี รองเลขาธิการ กกต.ปฎิเสธที่จะชี้แจงถึงเหตุผลของ กกต.ในเรื่องการเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ จากกรณีที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ เนื่องจากวานนี้ตนเองไม่ได้อยู่ในห้องประชุม และเรื่องดังกล่าว กกต.ได้มีมติส่งศาลไปแล้ว จึงเป็นเรื่องที่ศาลจะต้องเป็นผู้พิจารณา ไม่สามารถให้ความเห็นได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ขณะนี้ กกต.อยู่ระหว่างยกร่างคำร้อง เพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัย ซึ่งเชื่อว่าน่าจะใช้เวลาไม่นานจะสามารถส่งศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้ ทั้งนี้ในการส่งเรื่องดังกล่าว ทางกกต.เห็นว่าเรื่องการกู้ยืมเงิน ข้อเท็จจริงยุติแล้ว เพราะนายธนาธร และพรรคก็ยอมรับว่ามีการกู้ยืมเงินกันจริง จึงเหลือเพียงประเด็นปัญหาข้อกฎหมายว่าพรรคการเมืองสามารถกู้ยืมเงินมาใช้ในการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองได้หรือไม่ เพราะมาตรา 62 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ(พ.ร.ป.) ว่าด้วยพรรคการเมือง 2560 เขียนต่างจากปี 2550 ที่จะกำหนดรายได้อื่นไว้ ทำให้พรรคการเมืองในขณะนั้นมีการกู้ยืมเงินจากหัวหน้าพรรค แต่จะเป็นประเภทของเงินทดรองจ่ายไปก่อน

นอกจากนี้เมื่อกฎหมายกำหนดให้นิติบุคคลบริจาคได้ไม่เกินรายละ 10 ล้านบาท และเงินกู้ที่เกินวงเงินจะถือว่าเป็นการบริจาคเกินที่กฎหมายกำหนดหรือไม่ จึงจำเป็นต้องส่งศาลให้พิจารณาจนสิ้นสุดความ เพื่อที่จะได้เป็นบรรทัดฐานต่อไป

ส่วนที่ กกต.มีมติในคำร้องนี้โดยไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาเพื่อให้นายธนาธร หรือผู้แทนของพรรคมาชี้แจง เป็นการใช้อำนาจของ กกต.ตามมาตรา 93 ของ พ.ร.ป.พรรคการเมืองที่เปิดช่องให้นายทะเบียนพรรคการเมืองมีความเห็นพร้อมรวบรวมข้อเท็จจริงและพยานหลักฐานส่ง กกต.พิจารณาได้เลย

 

'ปิยบุตร' งัดวิธีที่ง่ายที่สุดเพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อไปได้

    
 

12 ธ.ค.62 - ขณะนี้สังคมออนไลน์มีการแชร์คลิปนายปิยบุตร แสงกนกกุล ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรคอนาคตใหม่ ที่ให้ความเห็นต่อการแก้ปัญหาทางการเมือง โดยคลิปมีความยาว 12 วินาที 

เนื้อหาคลิปนายปิยบุตร ระบุ "วิธีการให้บ้านเมืองเดินหน้า ง่ายที่สุดเลยครับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา  พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พักผ่อนเถอะ พักผ่อนแล้วดึงการเมืองกลับสู่ระบบ" 

Embedded video
 

 

องค์กรต้านโกงยกกรณี 'ปารีณา' สะท้อนสังคมคอร์รัปชันฝังลึกระบบราชการ


    
 

12 ธ.ค.62 - ดร.มานะ นิมิตรมงคล เลขาธิการองค์กรต่อต้านคอร์รัปชัน (ประเทศไทย) เขียนบทความสั้นๆ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กว่า“ปารีณา” กับปัญหาที่ใหญ่กว่าของสังคมไทย การที่ ส.ส.ปารีณา เป็นนักการเมืองฝ่ายรัฐบาลทำให้สังคมจับจ้องว่า เรื่องของเธอจะดำเนินต่อไปอย่างไร จะมีการ “อุ้ม” และปาฏิหาริย์ของกฎหมายเกิดขึ้นหรือไม่ แต่เรื่องนี้ชวนให้เรามาทบทวนถึงปัญหาคอร์รัปชันอีกมากมายที่ซับซ้อนและกำลังระบาดอยู่ทั่วประเทศ

จากข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ฟาร์มไก่ของปารีณาเปิดมาแล้วหลายปี ตั้งอยู่บนที่ดิน ส.ป.ก. 4 - 01 มากถึง 682 ไร่ เป็นที่ป่าสงวน 46 ไร่ ขณะที่อีกจำนวนหนึ่งถูกชาวบ้านร้องเรียนว่าใช้อิทธิพลไปแย่งกรรมสิทธิ์เขามา ทำให้หลายคนสงสัยว่า มันเกิดขึ้นได้อย่างไรในเมื่อบ้านเมืองมีขื่อมีแป มีหน่วยงานและเจ้าหน้าที่จำนวนมากคอยดูแล ทำไมเรื่องขนาดใหญ่นี้จึงลอดสายตาไปได้ แต่เราเคยตั้งคำถามไหมกับอีกหลายกรณีที่มีการทำผิดกฎหมายอย่างเปิดเผย ว่ามีเบื้องหลังอะไรหรือไม่ ทั้งๆ ที่ทุกคนเห็นและอดทนกับมันมาตลอด ยกตัวอย่างเช่น

- นักลงทุนสร้างรีสอร์ท โรงงาน คฤหาสน์ บนที่ดิน สปก. รุกป่าสงวนและแย่งที่ทำกินของชาวบ้าน
- โรงงานปล่อยฝุ่น ควันและกลิ่น ปล่อยน้ำเสียลงคลองหรือท่อสาธารณะทำให้เกิดมลภาวะปนเปื้อนสิ่งแวดล้อมในชุมชน
- ป้ายขนาดใหญ่มหึมาตามข้างถนนจนถึงป้ายโฆษณาขนาดเล็กตามเสาไฟฟ้าที่ติดตั้งโดยผิดกฎหมายมีมากกว่าถูกกฎหมาย
- โรงแรมเถื่อนเปิดให้บริการมีมากเป็นสองเท่าของโรงแรมถูกกฎหมาย ฯลฯ

เราต่างรู้ดีว่า เหตุการณ์เหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าข้าราชการปฏิบัติตามกฎหมาย ไม่ละเลย ไม่ใช้ฉ้อฉล ไม่เกรงใจหรือรับผลประโยชน์จากใคร จะเป็นเรื่องใหญ่ไม่ได้เลยถ้านักการเมืองและข้าราชการระดับสูงที่มีอำนาจสั่งการและกำหนดนโยบายไม่มีอะไรมาบังตาหรือบีบบังคับ จนต้องออกโรงสนับสนุนและปกป้องความผิดปรกติเหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดคอร์รัปชันที่ซับซ้อนจนกลายเป็นขบวนการเถื่อนที่ครอบงำกฎหมายและระบบราชการตลอดมา

แม้ความผิดจากการบุกรุกป่าสงวนและที่ดิน ส.ป.ก. หลายครั้งยังพบว่า ปัญหาเกิดจากการที่รัฐออกกฎหมายใหม่แทนของเก่าโดยไม่มีการเคลียร์ปัญหาในพื้นที่ให้หมดไป ปัญหาจึงทับถมไปเรื่อยๆ แต่ผู้มีอิทธิพล คนมีเส้นสายและนายทุนที่ร่วมมือกับข้าราชการได้ก็จะสามารถตักตวงประโยชน์ไป

กรณีคอร์รัปชันที่เกิดจากการบิดเบือนการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดิน (Administrative Corruption) เหล่านี้เกิดขึ้นทั่วไปและสะสมปริมาณมากขึ้นเรื่อยๆ จนเกิดเป็นสถานการณ์ของคอร์รัปชันขนาดใหญ่ (Grand Corruption) ที่คนทั่วไปเชื่อว่านี่เป็นปัญหาของ “สังคมคอร์รัปชัน” ที่ไม่มีทางแก้ไขได้ เพราะมันฝังอยู่ในโครงสร้างของระบบราชการ ระบบการเมืองไทย เป็นคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างที่คนได้ประโยชน์จะช่วยกันปกปิดความจริง บ้างก็ปิดตาข้างเดียว หรือแม้จะชัดเจนว่าผิดก็ทำเป็นไม่เห็นเสีย

ปัญหาเหล่านี้แก้ไม่ได้เพราะวันนี้สังคมไทยเป็นสังคมสีเทา คือ เต็มไปด้วยการปกปิดความจริงแม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องของส่วนรวมหรือเรื่องที่รัฐเสียประโยชน์ก็ตาม เมื่อประชาชนไม่รู้ความจริงก็ตรวจสอบอะไรไม่ได้ และถึงแม้จะรู้แต่บ่อยครั้งที่ไม่กล้าพูด ไม่กล้าคัดค้าน

บ้านเมืองจึงเต็มไปด้วยการใช้อำนาจอย่างไม่สุจริต เลือกปฏิบัติและเกื้อกูลกัน คนที่มีเส้นสายพวกพ้อง นักการเมือง ผู้มีอิทธิพล คนมีอำนาจ คนรวยบางกลุ่มบางคน จึงมักได้เปรียบ ได้ประโยชน์มากกว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทรัพยากรของประเทศจำนวนมากจึงสูญเสียไปกับคนไม่กี่คนเหล่านี้เพื่อให้สังคมไทยก้าวไปข้างหน้า ขอให้รัฐบาลทำสิ่งที่ถูกต้องโดยเริ่มจากกรณี ส.ส.ปารีณา และอย่าทำอย่างไฟไหม้ฟางแต่ควรทบทวนและมองในภาพกว้างเพื่อแก้ไขทั้งระบบ จะลงมือแบบรุนแรงสุดขั้วหรือถ้อยทีถ้อยอาศัยก็ตามแต่ต้องอยู่ในสายตาประชาชน หากทำได้ต่อเนื่องแม้ใช้เวลาสักหน่อยก็จะกลายเป็นผลงานการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ที่เกิดคุณูปการต่อสังคมไทยอย่างแท้จริง

ว่าแต่ว่า กรณีหมู่บ้านป่าแหว่ง ..เรื่องมันยังไงกันนะ ?!

 'ปารีณา' อีกคดีแล้ว! ศาลรับฟ้องคดีหมิ่น 'พรรณิการ์' เอี่ยวบึ้มกรุง

    
 

12 ธ.ค.62 - ที่ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลอ่านคำสั่งในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีหมายเลขดำ อ.2043/2562 ที่ น.ส.พรรณิการ์ วานิช ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคอนาคตใหม่ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง น.ส.ปารีณา ไกรคุปต์ ส.ส.ราชบุรี พรรคพลังประชารัฐ เป็นจำเลย ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326, 328 กรณี น.ส.ปารีณา โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวกล่าวหา น.ส.พรรณิการ์ และนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ เชื่อมโยงกับเหตุระเบิดในหลายพื้นที่ของกรุงเทพมหานครและความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้

สำหรับคำฟ้องโจทก์ระบุพฤติการณ์สรุปว่า เมื่อวันที่ 4 ส.ค. 2562 จำเลยได้ใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม ด้วยการเผยแพร่ข้อความพร้อมภาพประกอบลงในเฟซบุ๊ก “ปารีณา ไกรคุปต์” ด้วยข้อความว่าขอให้ทุกคนที่ยั่วยุเยาวชนติดคุกทุกคน ... โดยในช่วงเวลาก่อนการโพสต์ของจำเลยวันที่ 2-3 ส.ค. 2562 เกิดเหตุวางระเบิดขึ้นในพื้นที่หลายจุดของกรุงเทพมหานคร ในการโพสต์ข้อความดังกล่าว จำเลยได้ใส่ภาพประกอบ 3 ภาพ ภาพแรกเป็นภาพโจทก์กับนายธนาธร หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ และบุคคลที่สาม จำเลยได้วงกลมไว้บริเวณหน้าบุคคลที่สาม เพื่อให้ประชาชนที่เข้ามาอ่านโพสต์ของจำเลยเข้าใจว่าเป็นผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์วางระเบิด โดยโจทก์กับนายธนาธรเป็นผู้มีส่วน จากที่จำเลยเผยแพร่ข้อความว่า “ฟ้องด้วยภาพ! มือวางระเบิดใครเป็นเจ้าภาพ!”

ภาพที่สอง เป็นภาพถ่ายโจทก์ลงพื้นที่พบปะเยี่ยมเยียนประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ จำเลยได้ใส่ข้อความว่า “อีช่อลงไป” ซึ่งประชาชนทั่วไปทราบกันดีว่าเป็นชื่อเล่นของโจทก์ ประกอบกับภาพข่าวผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์วางระเบิดพร้อมข้อความว่า “พวกนี้ขึ้นมา” เพื่อให้เห็นว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัย และภาพที่สาม เป็นภาพจากโพสต์ของเพจเฟซบุ๊กชื่อ “จำไว้เลย” มีข้อความว่ามือบึ้มที่แท้จริงเป็นนักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชน ... ประกอบภาพผู้ต้องสงสัยกับภาพบุคคลอื่น ซึ่งเพจดังกล่าวเผยแพร่ข่าวที่มีเนื้อความอันเป็นเท็จ จำเลยได้นำภาพโพสต์ดังกล่าวมาประกอบเพื่อเชื่อมโยงว่าโจทก์มีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องสงสัย

การกระทำของจำเลยเป็นการจงใจทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต่อชื่อเสียง เข้าใจผิดว่าโจทก์มีความเชื่อมโยงเกี่ยวพันกับเหตุการณ์การวางระเบิดในพื้นที่กรุงเทพฯ วันที่ 2-3 ส.ค. 2562 และเกี่ยวกับผู้ต้องสงสัยในเหตุการณ์ดังกล่าว ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง อันเป็นการกระทำโดยใส่ความผู้อื่นต่อบุคคลที่สามด้วยการโฆษณา

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานที่โจทก์นำสืบในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง โดยโจทก์อ้างตนเองเบิกความประกอบเอกสารหมาย จ.1-6 ฟังได้ว่า โจทก์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรระบบบัญชีรายชื่อพรรคอนาคตใหม่ จำเลยเป็นผู้ใช้บัญชีผู้ใช้งานเฟซบุ๊กชื่อว่า "ปารีณา ไกรคุปต์" ได้ตั้งค่าการเข้าถึงแบบสาธารณะ ซึ่งประชาชนหรือบุคคลทั่วไปสามารถเข้าไปดูเฟซบุ๊กของจำเลยได้ จำเลยได้นำรูปภาพที่มีตัวโจทก์และบุคคลอื่นถ่ายภาพร่วมกัน รูปภาพขณะโจทก์ลงพื้นที่พบปะประชาชน และรูปภาพบุคคลผู้ต้องสงสัยว่าเป็นผู้วางระเบิดในพื้นที่ที่เกิดขึ้นหลายจุดของกรุงเทพมหานคร มาลงไว้ พร้อมลงข้อความในเฟซบุ๊กของจำเลย ซึ่งอาจทำให้ประชาชนหรือบุคคลทั่วไปที่เข้าไปดูเข้าใจได้ว่า โจทก์เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเหตุการณ์ดังกล่าว และมีบุคคลมาแสดงความคิดเห็นในทำนองดูหมิ่นและเกลียดชังโจทก์ โดยไม่ปรากฏหลักฐานใดแสดงให้เห็นว่าโจทก์เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การกระทำของจำเลยจึงมีมูลความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ประกอบ 326 ให้ประทับรับฟ้องไว้พิจารณา ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 167 ให้หมายเรียกจำเลยมาสอบคำให้การ ตรวจพยานหลักฐาน และกำหนดวันนัดสืบพยานวันที่ 17 ก.พ.2563 เวลา 9.00 น.เพื่อกำหนดวันนัดสืบพยานโจทก์และจำเลยต่อไป

5:2ยุบอนาคตใหม่! กกต.ส่งศาลเซ่นกู้ธนาธร‘ปิยบุตร’ปลุกสู้มติอัปยศ

    
 

 “กกต.” มีมติ 5 ต่อ 2 ยื่นศาลรัฐธรรมนูญยุบ “พรรคอนาคตใหม่” กรณีกู้เงินธนาธร 191.2 ล้านบาท ชี้ผิดมาตรา 72 “บิ๊กตู่-บิ๊กป้อม” ประสานเสียงไม่มีใบสั่ง “ปิยบุตร” เดือดซัดวันอัปยศ กกต.เป็นเครื่องมือทางการเมืองกดปุ่มได้ตามใจ ลากโยงเทียบยุบ “ไทยรักไทย” ปลุกสาวกอย่ายอมให้เรื่องผิดปกติเป็นเรื่องปกติ โอ่บิ๊ก อนค.ยังมีกำลังใจดี เพราะรู้อยู่แล้วต้องมีวันนี้ แต่ไม่นึกว่าจะมาเร็ว!

เมื่อวันพุธที่ 11 ธันวาคม นายอิทธิพร บุญประคอง ประธานกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เป็นประธานการประชุม กกต.เพื่อพิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง กรณีพรรคอนาคตใหม่ (อนค.) กู้ยืมเงินจากนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรค อนค.แล้ว 
ต่อมาในช่วงบ่าย เว็บไซต์ประชาสัมพันธ์ได้เผยแพร่เอกสารข่าวแจกที่ 113/2562 ในหัวข้อ “คณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคการเมือง” โดยมีเนื้อหา 8 บรรทัดระบุว่า ที่ประชุม กกต.ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมือง กรณีพรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากนายธนาธรแล้ว ที่ประชุมเห็นว่าการที่พรรค อนค.กู้ยืมเงินจากนายธนาธร เป็นเงินจำนวน 191,200,000 บาท เป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560 จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ.2560
ทั้งนี้ มีรายงานข่าวแจ้งว่ามติเสียงข้างมากนั้น อยู่ที่ 5 ต่อ 2
ส่วนมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองฯ ระบุว่า ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดำรงตำแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย
        มีรายงานข่าวถึงการยื่นเรื่องให้ศาลยุบพรรค อนค.นั้น ตามธรรมเนียม กกต. จะใช้เวลายื่นเรื่องต่อศาลภายใน 30 วันหลังจากมีมติ และคาดว่าศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาไต่สวนและพิจารณาราว 3 เดือน แต่ดูตัวอย่างการยุบพรรคไทยรักษาชาติ (ทษช.) นั้น การใช้เวลายื่นเรื่องของ กกต.และการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญใช้เพียง 13 วันเท่านั้น  
         สำหรับ ส.ส.ของพรรคอนาคตใหม่จำนวน 80 รายนั้น เป็น ส.ส.บัญชีรายชื่อ 50 คน ซึ่งจำนวนนี้เป็นกรรมการบริหารพรรคถึง 11 คน หากศาลรัฐธรรมนูญตัดสินยุบพรรค ก็จะถูกตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี และจะไม่มีการเลื่อนผู้ที่อยู่ในบัญชีรายชื่อลำดับถัดไปขึ้นมาแทน ส่วนจะคำนวณ ส.ส.กันใหม่หรือไม่ ยังไม่มีความชัดเจน โดยกรรมการบริหารพรรค อนค.นั้นมีทั้งสิ้น 15 รายประกอบด้วย นายธนาธร, นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการพรรค, น.ส.กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ รองหัวหน้าพรรค, นายชำนาญ จันทร์เรือง รองหัวหน้าพรรค, พล.ท.พงศกร รอดชมภู รองหัวหน้าพรรค, นายรณวิต หล่อเลิศสุนทร รองหัวหน้าพรรค, น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกพรรค, นายไกลก้อง ไวทยาการ นายทะเบียนสมาชิกพรรค, นายนิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์ เหรัญญิกพรรค, นายสุนทร บุญยอด กรรมการ, น.ส.เยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์ กรรมการ, นายสุรชัย ศรีสารคาม กรรมการ, นายเจนวิทย์ ไกรสินธุ์ กรรมการ, นายชัน ภักดีศรี กรรมการ และ น.ส.จารุวรรณ ศรัณย์เกตุ กรรมการ
“บิ๊กตู่”ปัดใบสั่ง
วันเดียวกัน ก่อน กกต.มีมติดังกล่าวออกมา พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมกล่าวในเรื่องนี้ว่า การยุบพรรค อนค.เป็นเรื่องของศาล ซึ่งเป็นเรื่องที่รัฐบาลไม่สามารถก้าวล่วงอำนาจของศาลได้ ทุกอย่างก็ต้องว่าไปตามขั้นตอน ซึ่งศาลจะตัดสินไปตามนั้น ขอร้องอย่าทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้นอีก
         ผู้สื่อข่าวถามว่า น.ส.พรรณิการ์โชว์หลักฐานพร้อมระบุว่ามีใบสั่งเพื่อให้ยุบพรรค อนค. พล.อ.ประยุทธ์ย้อนถามว่า “ใครสั่ง ถ้าไม่ได้ระบุ ก็ต้องไปหาคนมาว่าใครพูด เป็นผมหรืออย่างไร ไอ้ที่พูดกันออกมาหมายถึงผมเช่นนั้นหรือ ยืนยันว่าผมไม่ได้ไปก้าวล่วงใครอยู่แล้ว ผมรู้ว่าผมจะต้องทำตัวอย่างไร ไว้ใจผมสิ”
    พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี ปฏิเสธเรื่องใบสั่งทางการเมืองเช่นกันว่า ใบสั่งอะไร ใครเป็นคนสั่ง และเอกสารของ กกต.ที่หลุดออกมานั้นเลขาฯ กกต.ก็ชี้แจงแล้ว
    ขณะที่ช่วงเช้า นายปิยบุตรชี้แจงว่า เมื่อเปิดกฎหมายดูก็ไม่ได้ห้ามให้กู้เงิน และพรรคการเมืองก็เป็นนิติบุคคลเอกชน หมายความว่าพรรคมีเสรีภาพทำอะไรก็ได้ เว้นกฎหมายจะห้ามไว้ และการห้ามต้องห้ามอย่างชัดแจ้ง แต่ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองไม่ได้ห้ามไว้ชัด ไม่มีบทบัญญัติไหนเขียนว่าห้ามพรรคการเมืองกู้เงิน มีแต่เรื่องห้ามรับเงินต่างชาติ และห้ามตั้งสาขาพรรคนอกประเทศ แต่เราไม่ต้องการให้พรรค อนค.เป็นพรรคของนายธนาธรคนเดียว ดังนั้นนายธนาธรจึงตัดสินใจให้พรรคกู้เงิน และถ้าพรรคเริ่มเปิดระดมทุนและรับบริจาคได้ก็จะทยอยคืนเงิน
     “เรามีหลักฐานการทยอยเงินกู้คืนนายธนาธรไปแล้วหลายครั้ง  มีเช็คโอนไปแล้วชัดเจน ฉะนั้นจะกลายเป็นเงินบริจาคได้อย่างไร ถ้า กกต.จะตีความเพื่อให้สมเจตนารมณ์ของกฎหมาย ไม่อยากให้มีใครครอบงำพรรคการเมือง ผมก็ต้องถามต่อว่ากฎหมายพรรคการเมืองที่บอกว่าใครบริจาคเงินเกิน 10 ล้าน มีโทษอาญาทั้งผู้ให้และผู้รับ ซึ่งกฎหมายใดที่กำหนดโทษอาญาต้องตีความอย่างเคร่งครัด จะเทียบเคียงกฎหมายเอาผิดลงโทษคนไม่ได้” นายปิยบุตรระบุ
    นายปิยบุตรยังกล่าวว่า มาตรา 72 นั้นเขาออกแบบมาเพื่อสำหรับพรรคการเมืองที่รับเงินผิดกฎหมาย เช่น ซ่องโจร ฟอกเงิน ค้ายาเสพติด เป็นต้น มาใช้จ่ายในพรรค ซึ่งเมื่อสำรวจกฎหมายหมดแล้วไม่มีมาตราใดที่เอาผิดได้ แต่หากบอกว่าในอนาคตจะไม่ให้กู้ ก็ต้องไปแก้กฎหมายพรรคการเมือง เพื่อให้ทุกพรรครู้ตัวล่วงหน้าว่าอะไรทำได้ อะไรทำไม่ได้ ไม่ใช่พรรคทำแล้วเห็นเป็นช่องทาง ก็ริเริ่มโดยมีคนไปร้องต่อ กกต. และ กกต.ก็เริ่มดำเนินการจัดการ
ยกเทียบยุบไทยรักไทย
        “ขอถามอย่างตรงไปตรงมาว่า ท้ายที่สุดประเทศไทยจะเอากันแบบนี้หรือ พรรคการเมืองที่จะพยายามทำให้โปร่งใสที่สุด พยายามแจกแจงที่มารายได้มากที่สุด พยายามไม่ต้องการให้นายทุนคนใดคนหนึ่งมาครอบงำพรรคมากที่สุด แต่กลับกลายเป็นว่าเรากลับโดนคดีความ ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ประเทศไทยแต่ละพรรคการเมือง ถ้าต้องการหาเงินหาทองก็มุดลงดิน ไม่ต้องแจ้ง ใช้จ่ายอะไรไม่ต้องแจกแจงชัดเจน ประเทศไทยนี้สุดท้ายคือใครโปร่งใสโดนจับผิด หรือว่าประเทศนี้ใครที่ไม่อยากโดนจับผิดหรือโดนคดีความก็ต้องซุกทรัพย์สิน ไม่ต้องโปร่งใสมากก็จะรอดตัว กระบวนการที่ริเริ่มซ้ำไปมา 13 ปีก็วนอยู่แบบนี้ ยุบพรรค ตัดสิทธิ์ ติดคุก ท้ายที่สุดก็ไม่ได้แก้ไขปัญหาของบ้านเมือง” นายปิยบุตรกล่าว
    สำหรับการอ้างย้อนไป 13 ปีของนายปิยบุตรนั้น เป็นกรณียุบ 4 พรรคการเมืองคือ พรรคไทยรักไทย (ทรท.), พรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า, พรรคพัฒนาชาติไทย และพรรคแผ่นดินไทย กรณีการจ้างพรรคเล็ก 
    ต่อมาในช่วงเย็น นายปิยบุตรแถลงว่า ไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว และขอตั้งข้อเคลือบแคลงสงสัยต่อการทำงานของ กกต.ว่ามีวัตถุประสงค์ว่าเป็นเครื่องมือทางการเมืองที่บิดผันโดยมิชอบหรือไม่ โดยขอตั้งข้อสงสัยกลับไปด้วยเสียงดังๆ คือ 1.กกต.เร่งรัดกรณีกู้เงินอย่างผิดสังเกต 2.กระบวนการทำงานในคดีมีเอกสารหลุดออกมา ซึ่งเป็นกระบวนการชี้นำก่อน 3.กกต.มีมติให้ยุบพรรค โดยอ้างเหตุตามมาตรา 72 ซึ่งความผิดตามมาตรา 72 คือการรับเงินที่ได้มาโดยมิชอบ คำถามคือเงินที่เราได้มาจากการกู้หัวหน้าพรรคไม่ชอบด้วยกฎหมายตรงไหน ซึ่ง กกต.ไม่ได้มีคำตอบนี้ในเอกสารมีเพียง 5 บรรทัด ทำงานกันแบบนี้ง่ายดีกันจริงๆ ไม่อธิบายเหตุผลอะไรเลย นี่หรือองค์กรอิสระที่ทำหน้าที่วินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทสำคัญต่างๆ
“วันนี้เป็นวันอัปยศอีกครั้งหนึ่งในการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ อยากให้ กกต.ลองออกมาเจอสังคม เจอประชาชนบ้าง ลองมาฟังว่าสังคมเขาพูดอะไร เขามีความเห็นเกี่ยวกับการทำงานของ กกต.อย่างไร เขาตั้งคำถามคลางแคลงใจต่อการทำหน้าที่ของ กกต.หรือไม่ ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตการณ์ทางการเมืองตลอด 13 ปีที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งของการก่อวิกฤติคือการทำงานขององค์กรอิสระ ที่ผ่านมาก็มีการบอกว่านักการเมืองพยายามแทรกแซงองค์กรอิสระ หลังการรัฐประหารก็มีความสงสัยว่าผู้มีอำนาจพยายามแทรกแซงองค์กรอิสระ มีใบสั่งกดปุ่มได้อย่างใจนึก ผมอยากให้สังคมตั้งคำถามถึงการทำงานของ กกต.” นายปิยบุตรระบุ
“ปิยบุตร”ปลุกสาวก
นายปิยบุตรแถลงอีกว่า เรายืนยันจะเดินหน้าทำงานต่อเนื่อง มติของ กกต.ไม่สามารถหยุดการทำงานของอนาคตใหม่ได้ เราจะเดินทางมุ่งหน้าทำงานอย่างสร้างสรรค์ต่อไป ให้มันรู้ไปว่าถ้าพรรคการเมืองกำเนิดขึ้นมา ต้องการรวบรวมผู้คนที่ทนไม่ไหวกับสภาพการเมืองไทยตลอด 13 ปีที่ผ่านมาให้รู้ว่าพรรคการเมืองที่เป็นการรวมตัวกันของคนที่ต้องการเห็นอนาคตแบบใหม่ ออกจากความขัดแย้งแบบเดิมๆ เขาจะไม่มีที่อยู่ที่ยืน ให้มันรู้กันไปว่าพรรคการเมืองที่มี ส.ส.หน้าใหม่ ที่ตั้งใจทำงานอย่างสร้างสรรค์ในสภา จะไม่มีที่อยู่ที่ยืน และให้รู้ไปว่าพรรคการเมืองที่ตั้งใจจะแสดงบัญชีรายจ่ายและรายได้ของพรรคอย่างโปร่งใสจะอยู่ไม่ได้ ซึ่งเราพร้อมต่อสู้ในทางคดีความต่อไป 
นายปิยบุตรกล่าวว่า ขอเรียกร้อง 1.ผู้มีอำนาจในปัจจุบันได้ฟังเสียงหรือเห็นหัวประชาชนบ้าง 2.เรียกร้องพี่น้องประชาชนคนไทย และสังคมไทยอย่ายอมให้การยุบพรรคซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติกลายเป็นเรื่องปกติ อย่ายอมให้กระบวนการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือประหัตประหารกำจัดศัตรูทางการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องผิดปกติให้กลายเป็นเรื่องปกติ อย่าปล่อยให้กระบวนการนิติสงครามเดินหน้าต่อไปได้ เพราะเรื่องเหล่านี้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยได้ หนังม้วนเก่าฉายซ้ำ กำลังเดินกล้อง เดินเรื่อง แต่ยืนยันว่าหนังม้วนนี้จบไม่เหมือนเดิมแน่นอน 
เมื่อถามว่า วางแนวทางในการต่อสู้คดีนี้ไว้อย่างไรบ้าง นายปิยบุตรกล่าวว่า รอว่า กกต.จะให้รายละเอียดอะไรมาบ้าง แต่กลับไม่ได้อะไรมาเลย แต่ก่อนอื่นเราขอเรียกร้องสิทธิเบื้องต้นก่อน คือสิทธิในการพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม มีข่าวออกมาว่ามีธงจะยุบพรรคให้ได้ภายใน 3 เดือนถึงสิ้นปี ดังนั้นศาลรัฐธรรมนูญต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าไม่เป็นความจริง จึงต้องเปิดโอกาสให้พรรคเข้าสู่การพิจารณาคดีอย่างเป็นธรรม อย่าเร่งรัดตัดตอน ต้องเปิดเวลาให้เราได้ต่อสู้คดี 
“ยืนยันว่ากรรมการบริหาร แกนนำ และ ส.ส.ของพรรคกำลังใจยังดี ตั้งแต่เริ่มก่อตั้งพรรคมาเราคาดหมายกันได้อยู่ว่าเรื่องแบบนี้ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องมาถึง แต่ไม่คิดว่ามันจะเร็วกว่าที่คิด ซึ่งตัวนายธนาธรเองก็ยังมีกำลังใจดี”
เมื่อถามว่า การสื่อสารกับประชาชนว่าอย่ายอมให้เรื่องไม่ปกติเป็นเรื่องปกติ มีนัยถึงการปลุกม็อบหรือไม่ นายปิยบุตรกล่าวว่า ความอึดอัดของประชาชนคนไทยมีมาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเรื่องของความสองมาตรฐานในการใช้กระบวนการยุติธรรมเป็นเครื่องมือกำจัดศัตรูทางการเมือง เป็นความคิดที่ไหลเวียนมากว่าทศวรรษแล้ว กรณีอย่างนี้ยิ่งไปตอกลิ่มตอกย้ำเข้าไปอีก คิดว่าในฐานะประชาชนคนไทย เขาย่อมมีสิทธิ์ที่จะแสดงความเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย ซึ่งไปตัดสินแทนประชาชนไม่ได้.

 

 

เรื่องไม่ลับของผู้ชายสูงวัย โรคเสี่ยงของต่อมลูกหมาก 


    
 
  


    ผู้ชายเมื่อเข้าช่วงอายุ 40 ปีขึ้นไป มักจะมีแนวโน้มความเสี่ยงด้านสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม ที่พบได้บ่อยคือ ความผิดปกติในการขับถ่ายปัสสาวะ LUTS (lower urinary tract symptoms) อาการปัสสาวะกลั้นไม่ค่อยอยู่ หรือโอเอบี อาการกระเพาะปัสสาวะไวเกิน ต่อมลูกหมากโต ต่อมลูกหมากอักเสบ ร้ายแรงไปจนถึงโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ดังนั้น การดูแลสุขภาพจึงเป็นสิ่งสำคัญ
    นพ.ดำรงพันธุ์ วัฒนะโชติ ผู้อำนวยการศูนย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะ รพ.กรุงเทพ กล่าวว่า เมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ปัญหาความผิดปกติทางด้านสุขภาพเพศชายย่อมมีมากขึ้นตามมา ทั้งนี้ ต่อมลูกหมาก (Prostate gland) คือ อวัยวะส่วนหนึ่งของระบบสืบพันธุ์และระบบปัสสาวะของเพศชาย มีหน้าที่ในการสร้างน้ำหล่อลื่นที่อยู่ในน้ำอสุจิ และช่วยปกป้องสารพันธุกรรม (DNA) ของอสุจิ ถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งในระบบสืบพันธุ์ของเพศชาย โรคต่อมลูกหมากโต (BPH) คือ ภาวะที่ต่อมลูกหมากที่อยู่ใต้กระเพาะปัสสาวะล้อมรอบท่อปัสสาวะที่มีขนาดใหญ่ผิดปกติ ไปบีบท่อปัสสาวะให้แคบลง จนส่งผลถึงระบบปัสสาวะได้ ปัญหานี้พบในผู้ชายอายุ 45 ปีขึ้นไป และในผู้ชายสูงวัยอายุ 80 ปีขึ้นไปจะพบมากถึง 80% คนไข้จะมีอาการปัสสาวะขัด ปัสสาวะบ่อยในตอนกลางคืน กลั้นปัสสาวะไม่อยู่ หรือต้องใช้แรงเบ่งปัสสาวะนาน หากไม่รักษาอาจเกิดภาวะแทรกซ้อนที่เป็นอันตรายได้


    ขณะที่โรคของต่อมลูกหมากในผู้ชายที่ถือเป็นอันตรายอีกโรคหนึ่งคือ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก พบในผู้ชายที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป (พบได้บ่อยในผู้ชายอายุเฉลี่ยประมาณ 70 ปี) สาเหตุของโรคมะเร็งต่อมลูกหมาก ปัจจุบันยังไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด แต่พบปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรค ได้แก่ 1) อายุ ยิ่งอายุมากขึ้น ยิ่งมีความเสี่ยงเกิดโรคมะเร็งต่อมลูกหมากสูงขึ้น 2) พันธุกรรม คนที่มีพ่อหรือพี่น้อง (บุคคลในครอบครัวสายตรง) เป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากจะเสี่ยงต่อการเป็นโรคนี้ได้มากกว่าคนทั่วไปประมาณ 3 เท่า 3) เชื้อชาติ โรคนี้พบได้มากในกลุ่มชายชาวตะวันตกทั้งในยุโรปและอเมริกา ในขณะที่ชาวเอเชียจะพบได้น้อยกว่า 4) อาหาร คนที่ชอบบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงหรืออาหารประเภทเนื้อแดงต่อเนื่อง บริโภคผักและผลไม้น้อย 5) การสูบบุหรี่ 6) ความอ้วน เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้จะพบได้มากในคนอ้วน และมักจะเป็นมะเร็งชนิดร้ายแรงและรักษาได้ยากกว่าคนที่ไม่อ้วน เป็นต้น 
    อาการของโรคมะเร็งต่อมลูกหมากมักลุกลามช้า เป็นแบบค่อยเป็นค่อยไป ผู้ป่วยส่วนใหญ่จึงมักไม่มีอาการแสดงในระยะเริ่มต้น แต่หากมะเร็งขยายตัวมากขึ้นเป็นก้อนใหญ่จนไปกดทับท่อปัสสาวะ อาจทำให้เกิดอาการผิดปกติขึ้นได้ เช่น ถ่ายปัสสาวะลำบาก รู้สึกเหมือนถ่ายปัสสาวะไม่สุด ปัสสาวะบ่อยๆ หากเป็นมากขึ้นผู้ป่วยจะมีอาการถ่ายไม่ออก บางรายอาจถ่ายปัสสาวะเป็นเลือด โดยระยะของโรคแบ่งออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ระยะเริ่มต้น ก้อนมะเร็งมีขนาดเล็ก ตรวจไม่พบก้อนเนื้อจากการคลำผ่านทางทวารหนัก ระยะที่ 2 ก้อนมะเร็งมีขนาดโตขึ้นเล็กน้อย และคลำพบผ่านทางทวารหนัก ยังไม่มีการแพร่กระจายของเซลล์มะเร็ง ระยะที่ 3 เซลล์มะเร็งมีการลุกลามออกนอกต่อมลูกหมากไปยังอวัยวะที่อยู่ข้างเคียง ระยะที่ 4 เซลล์มะเร็งลุกลามเข้ากระเพาะปัสสาวะ และ/หรือลำไส้ตรง และ/หรือเนื้อเยื่อในช่องท้องน้อย และ/หรือต่อมน้ำเหลือง หรืออวัยวะอื่นๆ 
    แนวทางการรักษาโรคมะเร็งต่อมลูกหมากประกอบไปด้วย 1) การผ่าตัด 2) การใช้รังสีรักษา 3) การให้ยาเคมีบำบัด และ 4) การรักษาด้วยฮอร์โมน ทั้งนี้ แนวทางในการรักษาขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคว่าเป็นมะเร็งที่มีการลุกลามช้าหรือเร็ว รวมถึงระยะของโรคเป็นสำคัญ ขณะที่ผลการรักษาก็ขึ้นอยู่กับระยะของโรคเช่นกัน และปริมาณของสารบ่งชี้มะเร็ง (PSA) การแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง รวมถึงอายุและสุขภาพโดยรวมของผู้ป่วย ดังนั้น การดูแลตนเอง สิ่งสำคัญที่สุดคือ ควรรีบไปพบแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติเกิดขึ้น เพื่อเข้ารับการวินิจฉัยและรักษาโรคตั้งแต่เนิ่นๆ และเมื่อได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งต่อมลูกหมากแล้ว ควรติดตามการรักษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง เนื่องจากมะเร็งต่อมลูกหมากมักลุกลามช้า การรีบเข้ารับการบำบัดรักษาจะทำให้สามารถควบคุมโรคได้ ซึ่งจะทำให้ผู้ป่วยมีชีวิตยืนยาว ผู้ป่วยสามารถดำเนินกิจวัตรประจำวันได้เป็นปกติและควรดูแลสุขภาพร่างกายของตนเองให้ดี ไม่ว่าจะเป็น 1) รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ 2) ออกกำลังกายที่เหมาะสมกับตนเองอย่างน้อยสัปดาห์ละ 5 วัน 3) พักผ่อนให้เพียงพอ 4) ควรหากิจกรรมหรืองานอดิเรกทำเพื่อช่วยให้ผอนคลายความเครียด.

 

 สิ่งที่ต้องติดตามต่อไปจากนี้ก็คือ กระบวนการสู้คดีระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับฝ่ายกฎหมายพรรคอนาคตใหม่ ในชั้นศาลรัฐธรรมนูญ คดีเงินกู้ 191 ล้านบาท จนนำไปสู่การยื่นคำร้องให้ยุบพรรคอนาคตใหม่

คำร้องดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการประชุมของ กกต.เมื่อวันพุธที่ 11 ธ.ค.ที่ผ่านมา ในการพิจารณาสำนวนคดีพรรคอนาคตใหม่กู้เงิน ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ หัวหน้าพรรคตัวเอง โดยสุดท้ายที่ประชุม กกต. มีมติว่าหลังจากได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพยานหลักฐาน พร้อมทั้งความเห็นของนายทะเบียนพรรคการเมืองในสำนวนคดีดังกล่าวแล้ว กกต.เห็นว่าการที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจาก ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ  จำนวน 191,200,000 บาท กกต.เห็นว่าการกระทำดังกล่าวไม่ชอบตาม พ.ร.บ.พรรคการเมือง

"เห็นว่าเป็นการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืน มาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2560 จึงมีมติด้วยคะแนนเสียงข้างมาก ให้ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณายุบพรรคอนาคตใหม่ตามมาตรา 92 วรรคหนึ่ง (3) ประกอบมาตรา 93 แห่ง พ.ร.บ.พรรคการเมือง พ.ศ.2560"

เมื่อดูจากรูปสำนวนคดีสรุปความได้ว่า พฤติการณ์ที่นำไปสู่การเอาผิดกรรมการบริหารพรรคและพรรคอนาคตใหม่ในครั้งนี้ ก็คือ กกต.เห็นว่า การที่พรรคอนาคตใหม่กู้ยืมเงินจากธนาธรเพื่อใช้ในการเลือกตั้ง ไม่สามารถกระทำได้ เพราะเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 72 ที่ห้ามมิให้พรรคการเมืองและผู้ดํารงตําแหน่งในพรรคการเมืองรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใด โดยรู้หรือควรจะรู้ว่าได้มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่ามีแหล่งที่มาโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย และเป็นการฝ่าฝืนตาม 75 ที่บัญญัติว่า "บุคคล คณะบุคคล หรือนิติบุคคลตามมาตรา 74 จะบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดให้แก่พรรคการเมืองหรือสมาชิกเพื่อดําเนินกิจการของพรรคการเมืองหรือเพื่อดําเนินกิจกรรมทางการเมืองมิได้"

เมื่อแนวทางการสอบสวนของ กกต.มาทางนี้ จนเห็นว่าพฤติการณ์ดังกล่าวไม่ชอบ จึงเข้าองค์ประกอบตามมาตรา 92 ของ พ.ร.บ.พรรคการเมือง ที่ให้อำนาจ กกต.ยื่นคำร้องต่อศาล รธน.ให้ยุบพรรคได้

มติการเอาผิดพรรคอนาคตใหม่ดังกล่าวคงไม่ทำให้ ส.ส. และกรรมการบริหารพรรคอยู่ในสภาพ ช็อกการเมือง แต่อย่างใด เพราะเป็นเรื่องที่พวกเขาต่างก็รับทราบข่าวรู้ล่วงหน้ามาโดยตลอด

จนกระทั่งมีข่าวว่าหลายคนเริ่มเตรียมตัวหา พรรคใหม่-บ้านหลังใหม่ กันแล้ว ขณะที่ก่อนหน้านี้ ก็มีกระแสข่าวว่าแกนนำพรรคได้เตรียมการตั้งรับไว้ก่อนแล้ว ด้วยการเชื่อมคอนเนกชันกับคนบางกลุ่มในการเตรียม พรรคสำรอง ไว้แต่เนิ่นๆ เพื่อโยกย้ายคนของพรรคเข้าไปอยู่ โดยได้ไปแจ้งจดชื่อไว้กับ กกต. เพราะระดับแกนนำพรรคก็ประเมินทิศทางเรื่องนี้ออกมาในโทนเดียวกันว่า ไม่รอด จึงต้องมีแผนสำรองรองรับไว้ โดยเคยมีข่าวก่อนหน้านี้พวกแกนนำพรรค ระดับครีมๆ ที่มีบทบาทในพรรคมาตลอด แต่ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค ก็คุยกันว่าหากพรรคโดนยุบก็คงไปอยู่บ้านหลังใหม่พร้อมกันหมด แต่ในส่วนของพวก ส.ส.ที่ชอบแหกมติพรรคอย่าง พ.ต.ท.ฐนภัทร กิตติวงศา และ จารึก ศรีอ่อน 2 ส.ส.จันทบุรี คงไม่เกาะกลุ่มไปด้วยและย้ายไปอยู่กับพรรคขั้วรัฐบาลค่อนข้างแน่

             ทั้งนี้ กรรมการบริหารพรรคอนาคตใหม่ปัจจุบันมีด้วยกัน 15 คน ประกอบด้วย ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ, ปิยบุตร แสงกนกกุล, พล.ท.พงศกร รอดชมภู, ชำนาญ จันทร์เรือง, กุลธิดา รุ่งเรืองเกียรติ, พรรณิการ์ วานิช, ไกลก้อง ไวทยการ, นิรามาน สุไลมาน, สุรชัย ศรีสารคาม, เจนวิทย์ ไกรสินธุ์, จารุวรรณ  ศรัณย์เกตุ และเยาวลักษณ์ วงษ์ประภารัตน์

ขณะที่กรรมการบริหารพรรคบางคนไม่ได้เป็น ส.ส.มี รณวิต หล่อเลิศสุนทร, นิติพัฒน์ แต้มไพโรจน์, สุนทร บุญยอด และชัน ภักดีศรี

จึงเท่ากับรายชื่อกรรมการบริหารพรรค 15 คน มีที่เป็น ส.ส.ตอนนี้ 11 คน โดยเป็นปาร์ตี้ลิสต์ทั้งหมด ไม่นับรวมธนาธรที่พ้นจาก ส.ส.ไปแล้ว แต่มีการเลื่อน มานพ คีรีภูวดล ขึ้นมาแทน

ขณะที่บางคนซึ่งมีบทบาทในพรรคและในสภาสูง หลายคนก็ไม่ได้เป็นกรรมการบริหารพรรค โดยส่วนใหญ่เป็น ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ เช่น พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่มีบทบาทโดดเด่นในการอภิปรายในห้องประชุมสภาหลายครั้ง และมีกระแสข่าวว่าจะได้เป็น หัวหน้าพรรคสำรองที่จะเกิดขึ้นหลังพรรคอนาคตใหม่ ถูกยุบ, ศิริกัญญา ตันสกุล มืออภิปรายเรื่องนโยบายเศรษฐกิจของอนาคตใหม่ เป็นต้น

หากสุดท้ายอนาคตใหม่ถูกยุบพรรค ถูกตัดสิทธิ์กรรมการบริหารพรรค คำถามก็คือแล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับ ส.ส.พรรคที่ยอดล่าสุดอยู่ที่ 80 คน หลังก่อนหน้านี้มี 81 คน แต่แพ้เลือกตั้งซ่อมที่นครปฐมจึงเหลือ 80 คน

โดยเฉพาะที่ยังมีปัญหาข้อกฎหมายกันอยู่ก็คือ หากอนาคตใหม่โดนยุบพรรค แล้ว ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของพรรคที่ได้มาจำนวน 50 ที่นั่งจากระบบการคำนวณ ส.ส.พึงมีในระบบเลือกตั้งจัดสรรปันส่วนผสม จะทำอย่างไร?

เพราะในจำนวน 50 คนปาร์ตี้ลิสต์ของอนาคตใหม่ หากคนที่เป็นกรรมการบริหารพรรค 12 คนโดนตัดสิทธิ์ห้าปี แล้วผู้สมัคร ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อนาคตใหม่ลำดับถัดๆ ไปจะได้เลื่อนขึ้นมาแทน 11 คน (ไม่นับรวมธนาธร) ที่โดนตัดสิทธิ์หรือไม่ หากไม่สามารถเลื่อนได้เพราะถือว่าพรรคโดนยุบไปแล้ว

“เท่ากับจะมี ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์อนาคตใหม่ มีสิทธิ์ย้ายไปอยู่พรรคใหม่ได้เพียง 39 คนเท่านั้น  เท่ากับ ส.ส.ของอนาคตใหม่และฝ่ายค้านหายไป 11 คน"

หากเป็นแบบนี้รับรองสนุกแน่ เพราะจะเกิดสิ่งที่ตามมาว่าแล้วจะต้องคำนวณจำนวน ส.ส.พึงมีกันใหม่หมดทุกพรรคเลยหรือไม่อย่างไร เพื่อให้มาแทน 11 เสียงในสภาที่หายไป เพราะถือว่าอนาคตใหม่โดนยุบไปแล้ว หรือจะปล่อยเว้นไว้ เท่ากับสภาจะขาด ส.ส.ในห้องประชุมไป 11 คนทันทีหากอนาคตใหม่ไม่รอดโดนยุบพรรค

อย่างไรก็ตาม ข้อถกเถียงดังกล่าวก็มีข่าวว่าในระดับฝ่ายกฎหมายของ กกต.เคยคุยกันในเรื่องนี้ว่า  หากศาล รธน.ให้ยุบพรรคอนาคตใหม่ภายใน 1 ปี นับจากวันเลือกตั้ง 24 มี.ค.62

“จะทำให้ ส.ส.ระบบเขตและ ส.ส.ปาร์ตี้ลิสต์ของอนาคตใหม่ในจำนวนที่เหลือ สามารถย้ายไปหาพรรคใหม่สังกัดภายใน 60 วันนับจากวันที่ศาล รธน.มีคำสั่ง

โดย กกต.จะไม่มีการคิดคำนวณใหม่ทั้งกระดานเพื่อหาจำนวน ส.ส.พึงมีกันใหม่ เพราะถือว่าเป็นการยุบพรรคจึงไม่เข้าองค์ประกอบ เพราะการคำนวณ ส.ส.พึงมีรอบใหม่ต้องเกิดจากการเลือกตั้งซ่อมจากการทุจริต”

แต่ถ้าศาล รธน.วินิจฉัยคดีเสร็จสิ้นหลัง 24 มี.ค.63 ก็ต้องดูว่าแล้วกระบวนการ ข้อกฎหมายจะเป็นอย่างไร เพราะดูแล้วผลพวงหากอนาคตใหม่โดนยุบพรรคสะเทือนแรงแน่

และฝ่ายที่จะได้ประโยชน์มากสุดคงไม่พ้นพรรคขั้วรัฐบาล เพราะอาจกินสองเด้ง คือเสียงส.ส.ฝ่ายค้านหายไป กับรัฐบาลได้เสียงเพิ่มจาก ส.ส.อนาคตใหม่ที่ย้ายมาอยู่พรรครัฐบาล.

 

ไทม์ยก 'เกรียตา ทุนแบร์ย' บุคคลแห่งปี2019


    
 
  

นิตยสารไทม์ยกย่อง "เกรียตา ทุนแบร์ย" วัยรุ่นสาวนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมชาวสวีเดนวัย 16 ปี เป็นบุคคลแห่งปี 2019

หน้าปกนิตยสารไทม์ฉบับบุคคลแห่งปี 2019  / TIME / AFP

    ทุนแบร์ยกลายเป็นบุคคลอายุน้อยที่สุดที่นิตยสารไทม์เลือกให้เป็นบุคคลแห่งปีนับแต่ไทม์เริ่มประเพณีนี้เมื่อปี พ.ศ. 2470 เอ็ดเวิร์ด เฟลเซนธาล บรรณาธิการบริหารของนิตยสารไทม์กล่าวในการประกาศผลเมื่อวันพุธที่ 11 ธันวาคมว่า ทุนแบร์ยเป็นเสียงที่ดังที่สุดในประเด็นที่สำคัญที่สุดที่โลกใบนี้กำลังเผชิญในปีนี้ เธอมาจากที่ที่ไม่มีใครรู้จักแล้วได้กลายเป็นผู้นำการเคลื่อนไหวทั่วโลก

    ทุนแบร์ยเริ่มการเคลื่อนไหวของเธอโดยลำพังด้วยการประท้วงต่อต้านภาวะโลกร้อนที่ด้านนอกรัฐสภาสวีเดนเมื่อกลางปี 2561 ด้วยแคมเปญ "หยุดเรียนต้านโลกร้อน" หรือ "วันศุกร์เพื่ออนาคต" ไม่นานหลังจากนั้น เธอกลายเป็นสัญลักษณ์ของการชุมนุมของเยาวชนทั่วโลกที่เรียกร้องให้นักการเมืองลงมือทำเพื่อแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

    เด็กสาวทวีตภายหลังได้รับเลือกจากไทม์ว่า เป็นเรื่องเหลือเชื่อ และเธอขอแบ่งปันเกียรติที่ได้รับกับทุกคนในขบวนการ #วันศุกร์เพื่ออนาคต และนักเคลื่อนไหวด้านภาวะโลกร้อนในทุกหนแห่ง

    ปีที่แล้วไทม์เลือกผู้สื่อข่าวที่ถูกฆาตกรรมและคุมขังเป็นบุคคลแห่งปี โดยยกย่องพวกเขาว่าเป็น "ผู้พิทักษ์"

 

”ต้นแบบความดี วิถีไทยในแบบพ่อ”


  

 

ซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์ ร.9 ตกแต่งเป็นสวนป่า สื่อพระราชดำริรักษาดิน น้ำ ป่า

 

     พระอัจฉริยภาพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เป็นที่ประจักษ์ในทุกด้าน โครงการพระราชดำริและหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงที่พระราชทานไว้ สร้างวิถีชุมชนเข้มแข็ง สร้างรอยยิ้มแก่พสกนิกร

      วันที่ 5 ธันวาคมของทุกปี รัฐบาลจัดงานวันพ่อแห่งชาติเพื่อแสดงความจงรักภักดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวงรัชกาลที่ 9 ปีนี้เนรมิตพื้นที่ท้องสนามหลวงจัดกิจกรรมยิ่งใหญ่ ผ่าน 2 นิทรรศการสำคัญ “ชุมชนต้นแบบแห่งความดี...วิถีไทยในแบบพ่อ” และนิทรรศการ “ปณิธานความดี...มีแล้วแบ่งปัน” เปิดให้ชมระหว่างวันที่ 5-14 ธันวาคม 2562

 

เยี่ยมเยือนชุมชนต้นแบบแห่งความดี วิถีไทยในแบบพ่อ ภาคใต้

 

      พัชราภรณ์ อินทรียงค์ ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีด้านงานเฉลิมพระเกียรติและกิจการพิเศษ ในฐานะรองประธานการจัดงานวันพ่อแห่งชาติประจำปี 2562 กล่าวว่า รัฐบาลจัดงานวันพ่อแห่งชาติประจำปี 2562 โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีแนวคิดการจัดงานเป็นศูนย์รวมชุมชนทั่วประเทศ แสดงออกซึ่งความจงรักภักดีและน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณในหลวง ร.9 ภายในงานได้จัดซุ้มพระบรมฉายาลักษณ์ในหลวงรัชกาลที่ 9 ตกแต่งในรูปแบบสวนป่าเพื่อให้สอดคล้องกับวันที่ 5 ธันวาคม นอกจากเป็นวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ยังเป็นวันดินโลกด้วย โดยจัดเตรียมพานไว้ให้ประชาชนนำดอกไม้หรือพวงมาลัยมาถวายสักการะเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์

ชมประติมากรรมท้าวจตุโลกบาล 4 ทิศ งานวันพ่อท้องสนามหลวง

 

      สำหรับไฮไลต์สำคัญ พัชราภรณ์ กล่าวว่า มี 2 นิทรรศการ ซึ่งผูกเรื่องราวความดี วิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น ความสามัคคีเป็นปึกแผ่นของคนในชาติมาไว้ในงานเดียวกัน โดยจำลองภาพเหล่านี้มาให้ประชาชนได้เห็นและเดินตามรอยพระบาทในหลวงรัชกาลที่ 9 นิทรรศการแรก “ชุมชนต้นแบบแห่งความดี...วิถีไทยในแบบพ่อ” แสดงถึงวิถีชีวิตชุมชนที่ได้นำแนวพระราชดำริของพระองค์ท่านมาใช้ในชุมชนจนประสบความสำเร็จ กลายเป็นต้นแบบให้ชุมชนอื่นๆ แบ่งออกเป็น 4 ภาค เป็นหมู่บ้านชนะการประกวดหลักเศรษฐกิจพอเพียง สามารถพึ่งพาตนเอง และหมู่บ้านต้นแบบศาสตร์พระราชาที่ชุมชนอยู่อย่างพอเพียง ประกอบด้วย ชุมชนภาคเหนือสื่อถึงป่าและน้ำคืนชีวิต ภาคใต้สื่อหลักเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือสื่อถึงชุมชนเข้มแข็ง เกษตรผสมผสาน และภาคกลางสื่อถึงปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง นอกจากนิทรรศการแล้วก็ยังจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของชุมชน มีการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นบ้านน่าชม และสาธิตอาหารพื้นถิ่น 4 ภาค

 

เมืองไทยประกันภัย ชูไอเดียตกแต่งด้วยวัสดุรีไซเคิลสวยงามสืบสานปณิธานความดี

 

      ที่ปรึกษาสำนักนายกฯ บอกถึงนิทรรศการ “ปณิธานความดี...มีแล้วแบ่งปัน” ไฮไลต์ต่อมาว่า นิทรรศการนี้แสดงกิจกรรมเพื่อสังคมของหน่วยงานรัฐและเอกชน ที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงและศาสตร์พระราชามาสืบสาน รักษา ต่อยอด เผยแพร่คำสอนของพ่อให้ประชาชนได้รู้อย่างกว้างขวาง อีกทั้งยังสะท้อนถึงภาคธุรกิจที่ประสบความสำเร็จแล้วแบ่งปันคืนให้สังคม นอกจากนี้ยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา นำโครงการกำลังใจในพระดำริฯ มาจัดแสดงนิทรรศการต้นแบบความดี รวมถึงออกร้านจำหน่ายผลิตภัณฑ์ของผู้ต้องขังจากโครงการกำลังใจในพระดำริฯ ด้วย

      งานวันพ่อครั้งนี้มีการออกแบบจัดภูมิทัศน์ให้กลายเป็นแหล่งเรียนรู้ด้านวิถีวัฒนธรรมที่สมบูรณ์ สวยงาม น่าเที่ยวชม มีสัญลักษณ์เลข ๙ กลางสนามหลวง ล้อมรอบด้วยดอกไม้นานาพรรณ และการแสดงน้ำพุหลากสีเพื่อสื่อความหมาย ร.9 ทรงเป็นศูนย์กลางในการรวมพลังของประชาชนชาวไทย นอกจากนี้ทั้ง 4 ทิศแสดงประติมากรรมท้าวจตุโลกบาล ได้แก่ ท้าวเวสสุวรรณ ท้าววิรูปักษ์ ท้าววิรุฬหก และท้าวธตรฐ แสดงถึงความเป็นสิริมงคล ส่วนทางเข้างานเป็นประติมากรรมยักษ์วัดโพธิ์ และยักษ์วัดแจ้ง เอกลักษณ์ไทยอันเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก

 

งานวันพ่อที่ท้องสนามหลวงกับสัญลักษณ์เลข ๙ สื่อถึงศูนย์กลางรวมพลังคนไทย

 

      ภายในงานมีภาคเอกชนต่างๆ มาร่วมแสดงนิทรรศการ “ปณิธานความดี...มีแล้วแบ่งปัน” อาทิ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ซึ่งน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ "พระบรมชนกาธิเบศร" ร่วมงาน "วันพ่อแห่งชาติ" ประจำปี 2562 ในกิจกรรม "คีตราชา" เผยแพร่และสืบสานบทเพลงพระราชนิพนธ์ ซึ่งเพลงของพ่อจำนวน 79 บทเพลง ทั้งเพลงไทย เพลงบรรเลง เพลงสากล ที่เกิดจากแรงบันดาลพระราชหฤทัยส่วนพระองค์ นับเป็นของขวัญพระราชทานและมรดกทางวัฒนธรรมที่ทรงฝากไว้ให้แผ่นดิน วันพ่อนี้ชวนมาฟัง มาเรียนรู้เพลงพระราชนิพนธ์ผ่านนิทรรศการและกิจกรรมทางด้านดนตรี

 

แหนม รณเดช ศิลปินชื่อดัง ร้องเพลงพระราชนิพนธ์ที่บูธบุญรอดบริวเวอรี่ น้อมรำลึกองค์อัครศิลปิน     

     

     ณัฐวรรณ ทีปสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานสื่อสารองค์กร บุญรอดบริวเวอรี่ กล่าวว่า บุญรอดบริวเวอรี่สืบสานและเผยแพร่บทเพลงพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร อย่างต่อเนื่อง ในชื่อโครงการ "คีตราชา" ผ่านภาพยนตร์โฆษณา สารคดีโทรทัศน์ รวมถึงจัดทำค่ายอบรมดนตรีประเภทเครื่องสาย "โปรมูสิกา จูเนียร์ แคมป์" เพื่อให้เยาวชนฝึกฝนการบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์โดยคณาจารย์และนักดนตรีชั้นนำ

 

 

      สำหรับงานวันพ่อแห่งชาติปีนี้ บุญรอดบริวเวอรี่ขอน้อมรำลึกถึงองค์อัครศิลปิน โดยการเผยแพร่พระปรีชาสามารถทางด้านดนตรี ตลอดจนแบ่งปันความรู้และพัฒนาศักยภาพทางด้านดนตรีให้แก่เยาวชนไทย ผ่านกิจกรรมหลากหลาย ได้เแก่ นิทรรศการ "จากทิพย์วิมานประทานกล่อมใจ" เผยแพร่พระปรีชาสามารถด้านดนตรี และทรงถ่ายทอดความรักในดนตรีแก่พระราชโอรส พระราชธิดา มุมฉายภาพยนตร์ที่ได้แรงบันดาลใจจากบทเพลงพระราชนิพนธ์ ที่ทางบริษัทบุญรอดฯ เป็นผู้อำนวยการสร้าง มุมฟังเพลงพระราชนิพนธ์ รวมถึงกิจกรรมพิเศษ อาทิ เวิร์กช็อปการร้องเพลง และเวิร์กช็อปการบรรเลงบทเพลงพระราชนิพนธ์ให้แก่เด็กไทย รวมทั้งในทุกค่ำ เวลา 19.00-19.30 น. (งดวันที่ 12 ธ.ค.) มีการบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์โดยนักดนตรีเยาวชนบริเวณสวนดอกไม้

 

 นิทรรศการ"จากทิพย์วิมานประทานกล่อมใจ"เผยแพร่พระปรีชาสามารถด้านดนตรีที่บูธบุญรอดบริวเวอรี่  

 

   ใครมาเที่ยวงานสามารถมาร่วมเวิร์กช็อปการร้องเพลงบทเพลง "ในหลวงของแผ่นดิน" กับ "พิณต้า" ณัฐนิช  รัตนเสรีเกียรติ ในวันที่ 5, วันที่ 7 และวันที่ 8 ธ.ค. ในเวลา 13.30 น. ร่วมเวิร์กช็อปการเล่นอูคูเลเลกับ "เอิ๊ต" ภัทรวี ศรีสันติสุข ในวันที่ 7-8 ธ.ค. และ "โอ๋" เจษฎา สุขทรามร ในวันที่ 14 ธ.ค. รวมถึงร่วมเวิร์กช็อปร้องเพลงพระราชนิพนธ์กับ "ครูปอ" อาภาวี เศตะพราหมณ์ โค้ชเดอะวอยซ์ คิดส์ ในวันที่ 10 และวันที่ 14 ธ.ค. แต่ละกิจกรรมสามารถลุ้นรางวัลเป็นเครื่องดนตรี แผ่นซีดีเพลงพระราชนิพนธ์ หรือหนังสือบทเพลงพระราชนิพนธ์ และของที่ระลึกอื่นๆ ด้วย สนใจร่วมกิจกรรมเวิร์กซ็อปกับศิลปินในบูธกิจกรรม ติดต่อที่เบอร์โทรศัพท์ 06-4816-8707

 

บูธธนาคารออมสิน ชวน "ทำดีมีแล้วแบ่งปันกับธนาคารออมสิน" รับกระปุกออมสินเฉลิมพระเกียรติ ร.9 และ ร.10

 

      ด้านบูธธนาคารออมสิน เชิญชวนเที่ยวงานวันพ่อแห่งชาติ และร่วมทำบุญในกิจกรรม “ทำดีมีแล้วแบ่งปันกับธนาคารออมสิน” พิเศษเฉพาะในงานวันพ่อแห่งชาติปีนี้เท่านั้น โดยบริจาคเงิน 999 บาทขึ้นไปให้กับมูลนิธิที่กำหนด ผ่าน QR สาธุ ด้วย Application Mymo รับกระปุกออมสินเฉลิมพระเกียรติรัชกาลที่ 9 และรัชกาลที่ 10 จำนวน 1 ชุด บรรจุในถุงผ้าอย่างดี พร้อมรับกระปุกออมสินเทศกาลที่จัดทำขึ้นในวาระพิเศษอีก 1 คู่ จำกัด 1 คนต่อ 1 สิทธิ์ต่อวัน วันละ 100 ชุดเท่านั้น ส่วนนิทรรศการ "ออมสิน ออมน้ำ ตามรอยพ่อ" ซึ่งธนาคารออมสินได้ยึดแนวทางพระราชดำริด้านทรัพยากรน้ำในรัชกาลที่ 9 สนับสนุนชุมชน เดินชมได้อ่านเรื่องราวชุมชนทั่วทุกภาคของไทยที่แก้ปัญหาน้ำมาก น้ำน้อย น้ำเสีย ด้วยหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สร้างความมั่นคงให้ชีวิตและพัฒนาชุมชนอย่างยั่งยืน ที่นี่มีมุมให้ประชาชนร่วมกิจกรรมเขียนปณิธานความดีออนไลน์ พร้อมรับกระปุกออมสินที่ระลึก 3 แบบ จำนวน 800 ใบ

      ถัดมา บูธเมืองไทยประกันภัย ชูไอเดียตกแต่งด้วยวัสดุรีไซเคิลสวยงาม เพื่อร่วมสืบสานปณิธานความดี มีการจัดแสดงโครงการอาสารณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อม และส่งเสริมการลดปริมาณขยะอย่างยั่งยืนเพื่อเทิดพระเกียรติ ร.9 เนื่องในวันพ่อ นวลพรรณ ล่ำซำ กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เมืองไทยประกันภัย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ครั้งนี้ร่วมจัดนิทรรศการให้ความรู้ภายใต้แนวคิด “เมืองไทยไร้ขยะ” สนับสนุนการบริหารจัดการขยะอย่างถูกต้องและยั่งยืนตามแนวคิด “Zero Waste” หรือ “การจัดการขยะเหลือศูนย์” ตามหลัก 3 Rs คือ Reduce การลดปริมาณขยะ Reuse การใช้ซ้ำ และ Recycle การนำกลับมาใช้ใหม่ สร้างความตระหนักถึงการจัดการขยะแบบครบวงจรให้กับพนักงานภายในบริษัท และขยายผลไปสู่ชุมชนภายนอกให้ลดปริมาณขยะ

 

แวะร้านขนมหวานคู่เมืองไทย จำหน่ายขนมไทยโบราณหาทานยาก

 

 

      ภายในบูธกิจกรรมของเมืองไทยประกันภัย มีมุมจำหน่ายประกันภัยราคาพิเศษสำหรับประชาชนด้วยแผนประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล (P.A.) ปันยิ้ม” ราคา 99 บาท ระยะเวลาความคุ้มครอง 1 ปี อีกทั้งยังมีร้านขนมหวานคู่เมืองไทยจำหน่ายขนมไทยหาทานยากราคาย่อมเยา อาทิ บัวลอยเผือกมะพร้าวอ่อน, ปลากริมไข่เต่า, ข้าวเหนียวเปียกลำไย ฯลฯ รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายกรมธรรม์ฯ และขนมหวานจะสมทบในโครงการเมืองไทยไร้ขยะ สนับสนุนจัดซื้อชุดถังแยกขยะและการจัดกิจกรรมให้ความรู้จัดการขยะถูกวิธีแก่โรงเรียนทั่วประเทศตลอดทั้งปี 2563

      นอกจากนี้ ที่บูธกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์ และมูลนิธิ วิชัย ศรีวัฒนประภา ได้ร่วมกิจกรรมวันพ่อแห่งชาติ เชิญประชาชนชมนิทรรศการจาก 5 โครงการสำคัญ ที่รวมพลัง รวมหัวใจคนไทยถวายความจงรักภักดีแด่ในหลวง ร.9 ได้แก่ โครงการสายข้อมือ "เรารักพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 รุ่นที่ 1 และรุ่นที่ 2 เนื่องในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ใน พ.ศ.2549 จัดแสดงสายข้อมือประวัติศาสตร์, โครงการจัดทำนาฬิกาเฉลิมพระเกียรติฯ คิงเพาเวอร์ ร่วมกับผู้ผลิตนาฬิกาแบรนต์ดังระดับโลก ผลิตนาฬิกายี่ห้อ PARMIGIANI FLEURIER จำนวน 60 เรือน โดยได้รับพระบรมราชานุญาตเชิญอักษรพระปรมาภิไธย ภ.ป.ร. ประดิษฐานบนหน้าปัดนาฬิกา และเชิญตราสัญลักษณ์การจัดงานฉลองสิริราชสมบัติครบ 60 ปี ประดับที่ด้านหลังตัวเรือน

 

สายข้อมือ "เรารักพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9" เป็น 1 ใน 5 โครงการประวัติศาสตร์ ที่บูธกลุ่มบริษัทคิงเพาเวอร์

 

      แล้วยังมีโครงการมวลสารมงคล "เรารักพระเจ้าอยู่หัว" นำมาจากบัตรถวายพระพรชัยมงคลที่ประชาชนเขียนด้วยความตั้งใจ หล่อหลอมรวมกับพวงมาลัยและดอกไม้พระราชทานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ทรงใช้สักการบูชาพระพุทธรูป ณ พระตำหนักจิตรลดารโหฐาน และโครงการจัดสร้างพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 "ทรงงาน" (จำลอง) เนื่องในโอกาสเฉลิมพระชนมพรรษา 86 พรรษา 5 ธันวาคม 2556 ชวนมาชมพระบรมรูปทรงงาน นอกจากนิทรรศการโครงการประวัติศาสตร์แล้ว โครงการคิงเพาเวอร์ ไทยเพาเวอร์ ซึ่งสร้างโอกาสให้เด็กไทยได้นำลูกฟุตบอลจำนวน 5,000 ลูกมาแจกฟรีให้กับเด็กและเยาวชน เพียงนำบัตรประชาชนมาลงทะเบียน 1 สิทธิ์ต่อ 1 ลูก ตลอดการจัดงาน แจกเวลา 11.30 น. และ 17.30  น.ในวันหยุด วันหยุดนักขัตฤกษ์ และเวลา 17.30 น.ในวันธรรมดา

     วันพ่อนี้ไปร่วมกิจกรรมเทิดพระเกียรติเนื่องในวันพ่อแห่งชาติ จัดขึ้นระหว่างวันที่ 5-14 ธ.ค.นี้ ณ ท้องสนามหลวง วันอาทิตย์-พฤหัสบดี เปิดเวลา 10.00-21.00 น. และวันศุกร์-เสาร์ รวมถึงวันหยุดนักขัตฤกษ์ เปิดเวลา 10.00-22.00 น.

 

 

 .........................................................................

12 ธันวาคม 2562

 

โดย นายยั้งคิด

 

กลับไปที่ www.oknation.net