วันที่ จันทร์ ธันวาคม 2562

พิมพ์หน้านี้  |  ดูบล๊อกอื่นๆ ที่ OKnation

 

เราเห็นเพราะเรามี


 

เฮอร์มาน เฮสเซ (Hermann Hesse) กวี นักเขียน และจิตรกรชาวเยอรมัน-สวิส กล่าวว่า

“หากเราเกลียดใครสักคน แสดงว่าเราเกลียดบางสิ่งในตัวเขาที่เป็นส่วนหนึ่งของเราเอง

เพราะเราจะไม่รู้สึกอะไรกับสิ่งที่ไม่ใช่ส่วนหนึ่งของตัวเรา”

.

ความที่ผมมีนิสัยเกลียดคนไม่เก่งและต่อให้โกรธจริงๆ ก็มักไม่นานและไม่เคยผูกใจเจ็บใคร

เพราะผมรู้ดีว่า การโกรธเกลียดชิงชังทำให้เราสูญเสียพลังงานได้มากกว่าการรักพวกเขาเหล่านั้น

ดังนั้น ผมจึงต้องใช้เวลานานมากในการพิสูจน์ว่า “คำกล่าวนี้เป็นความจริง”

.

ผมได้ยินคำกล่าวนี้มานานมากแล้ว

แต่ความกระหายใคร่รู้ที่จะกำจัดความสงสัยในคำกล่าวนี้ให้หมดไปเริ่มต้นขึ้นตอนผมทำการตลาดออนไลน์

ในการทำการตลาด โดยเฉพาะออนไลน์ ย่อมมีนักการตลาดและเทคนิคการตลาดมาเกี่ยวข้องมากมาย

.

ดร.นโปเลียน ฮิลล์ กล่าวไว้ในหนังสือ “ปรัชญาชีวิต ศาสตร์แห่งความสำเร็จ” ว่า

ไม่มีใครอาจประสบความสำเร็จสูงสุดในชีวิตได้หากไม่ได้ฝึกฝนตนเองให้เป็น “คนที่มีความคิดถูกต้องเที่ยงตรง” เสียก่อน

.

และวิธีในการฝึกตนเองให้เป็น “คนที่มีความคิดถูกต้องเที่ยงตรง” ที่ท่านแนะนำในหนังสือก็คือ

การฝึกแยกสิ่งที่เป็น “ข้อเท็จจริง” ออกจากสิ่งที่เป็น “ความคิดเห็น”

.

เมื่อผมฝึกแยก “ข้อเท็จจริง” ออกจาก “ความคิดเห็น” ได้สำเร็จจนเป็นนิสัยแล้ว

ส่งผลให้ผมมองเห็น “แรงจูงใจ” ในการทำบางสิ่งของคนแต่ละคนอย่างชัดเจน

.

ยกตัวอย่างเช่น

เวลาผมเห็นคอนเทนต์ของคนที่ทำโฆษณาเพื่อขายในตลาดออนไลน์

ผมจะมองเห็น “เหตุผล 2 ชุด” เสมอ

เหตุผลชุดที่หนึ่ง : เหตุผลที่ฟังแล้วดูดี (เพื่อเติมเต็มคนอื่น)

เหตุผลชุดที่สอง : เหตุผลแท้จริง (เพื่อเติมเต็มตัวเอง)

.

เหตุผลที่ฟังแล้วดูดี คือคำหวานที่นักการตลาดใช้กระตุ้นให้คุณรักเขา

และยอมทำเรื่องโง่ๆ (เรื่องที่ทำให้คุณต้องเสียใจในภายหลัง) เพื่อให้เขาบรรลุเป้าหมายที่ต้องการ

.

แน่นอนว่า ดูผิวเผิน คุณได้ประโยชน์

แต่ที่ผมเห็นร้อยทั้งร้อย ผลลัพธ์สุดท้ายมักไม่ลงเอยแบบ Win Win

และคนที่ไม่ Win มักเป็นคุณ ในฐานะหมากตัวหนึ่งในเกมของนักการตลาดเหล่านั้น

.

เมื่อผมตรวจสอบ “เหตุผลแท้จริง” ของคนเหล่านั้นอย่างละเอียดปราศจากอคติตามหลักปฏิบัติของ ดร.นโปเลียน ฮิลล์

ผมก็พบ “แรงจูงใจ” มากมายซ่อนอยู่เบื้องหลังที่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของนักการตลาดคนนั้นเอง

.

คำกล่าวนี้ของ เฮอร์มาน เฮสเซ ทำให้ผมย้อมกลับมาทบทวนตนเองว่า

นี่เรามองเห็นความคิดของนักการตลาดเหล่านั้น เราเป็นแบบเขาด้วยหรือไม่

.

ผมต้องใช้เวลานานมากเพื่อที่จะทำความเข้าใจความหมายของคำกล่าวประโยคนี้ให้ถ่องแท้

ผ่านวิธีทำตลาดและการทำ Business Training ที่แตกต่างและไม่เหมือนใครของผมเองตลอดหลายปีมานี้

แน่นอนว่า ผมรู้ “วิธีคิด” ของคนเหล่านั้น แต่ผมเลือก “วิธีทำ” ที่แตกต่างออกไป

.

สิ่งที่คุณต้องแยกให้ออกเพื่อทำความเข้าใจคนนี้ให้ถ่องแท้ก็คือ

การที่คุณ “มี” สิ่งนั้นในตัวไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้อง “เป็น” สิ่งนั้นไปด้วย

เพราะ “การมี” กับ “การเป็น” มันคนละเรื่องกัน

.
ยกตัวอย่างเช่น

ตำรวจจะจับคนร้ายได้อย่างไรหากไม่ได้เข้าใจ “วิธีคิด” และ “วิธีทำ” ของคนร้ายอย่างทะลุปรุโปร่ง

แต่การที่ตำรวจคิดด้วย “วิธีคิด” และสามารถแกะรอย”วิธีทำ” ของคนร้าย

ก็เพื่อที่จะได้มองเห็นวิธีที่คนร้ายใชในการกระทำผิด

แต่ไม่ได้หมายความว่า “ตำรวจ” คนนั้นจะต้องเป็น “คนร้าย” ไปด้วย

.

โดยเนื้อแท้แล้ว เราทุกคนล้วนมีดีมีเลวในตัวเอง

เขาถึงบอกว่า ในโลกนี้ไม่มีใคร Perfect

เพียงแค่ใครจะควบคุม “ด้านมืด” ในตัวเองไม่ให้ไปสร้างความเสียหายให้แก่ผู้อื่น

และสามารถใช้ “ด้านสว่าง” ที่มีในตัวไปสร้างประโยชน์ให้แก่ผู้อื่นได้มากกว่ากัน

.

ด้วยเหตุนี้ แม้พระพุทธเจ้าจะมองเห็น “กิเลส” ที่บงการคนให้ทำชั่ว

ก็ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะต้องเป็น “คนชั่ว” แบบคนเหล่านั้นไปด้วย

พระองค์กลับนำเอาความเข้าใจใน “กิเลส” มาใช้ประโยชน์

แล้วช่วยทำให้คนจำนวนมากหลุดพ้นจาก “กิเลส” ที่คอยครอบงำบงการ

.
เรามองเห็น “กิเลส” เหล่านั้น เพราะเราก็มี “กิเลส” เหล่านั้นในตัวเราเอง

แต่การ “มี” ไม่ได้บ่งชี้ว่าคุณต้อง “เป็น”

.

คุณไม่ชอบพฤติกรรมเห็นแก่ตัวของใคร ก็ไม่ได้หมายความว่าคุณต้องเป็นคนเห็นแก่ตัว

คุณอาจมีพฤติกรรมนี้ แต่เลือกที่จะไม่แสดงมันออกมาได้

.

คุณไม่ชอบคนที่เอารัดเอาเปรียบ ก็ไม่ได้หมายความคุณเองต้องเป็นคนที่เอารัดเอาเปรียบ

คุณอาจรู้ว่าการเอารัดเอาเปรียบว่าต้องทำยังไง แต่คุณก็เลือกที่จะไม่ใช้มันหาประโยชน์ให้ตนเองได้

.

การที่คุณไม่ชอบสิ่งนั้นในตัวคนอื่น แน่นอนว่าก็เพราะคุณมีสิ่งนั้นในตัวเองเช่นกันดังที่ เฮอร์มาน เฮสเซ กล่าว

แต่การที่คุณไม่ชอบนั่นแหละ คือสัญญาณที่ดี

มันสะท้อนให้เห็นว่าคุณกำลังต่อสู้กับตนเองเพื่อปลดปล่อยตนเองจากพฤติกรรมที่น่ารักเกียจเหล่านั้น

เพราะคุณไม่อยากเป็นคนที่น่ารังเกียจแบบคนเหล่านั้น

.

#ชีวิตเป็นเรื่องของการเลือกที่จะเป็น

และพรแห่งการเลือกอยู่กับเราเสมอ

ดังนั้น จงเลือก “ชะตาชีวิต” ที่ต้องการ

ด้วยการเลือกสิ่งที่จะคิด พูด และทำ

.

ถ้าเราเกลียดใครมากไป เราจะแยกแยะถูกผิดไม่ได้

และความโกรธเกลียดชิงชังคือ “อคติ” ที่คุณควรโยนทิ้งไป

หากคุณต้องการฝึกฝนนิสัยการเป็น “คนที่มีความคิดถูกต้องเที่ยงตรง”

.

คุณคิด พูด และทำสิ่งใดซ้ำๆ

ไม่นานคุณก็จะกลายเป็นสิ่งนั้นตามกฎของนิสัย

จงดูแล “นิสัยที่ต้องการ” ให้ดี

เมื่อนิสัยนั้นเติบโตแข็งแรงในตัวคุณ

“นิสัยที่ต้องการ” นั้นจะดูแล “ชะตาชีวิต” ให้คุณเอง

.

งูพิษ อันตรายเพราะพิษ ไม่ใช่เพราะนิสัยของงู

เมื่อรีดพิษออกแล้ว งูพิษก็ไม่อาจทำอันตรายใครได้

เมื่อเรากำจัดพฤติกรรมที่น่ารังเกียจหรือนิสัยที่ไม่ต้องการออกแล้ว

คนๆนั้นก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่งที่พร้อมจะได้รับการให้อภัยจากคุณ

.

ผมคิดแบบนี้มาตลอด ผมเลยไม่โกรธ ไม่เกลียดใคร

ถ้าเราโกรธเกลียดคนจนเป็นนิสัย เราจะให้อภัยคนไม่เป็น

และเมื่อคุณเกลียดใครสักคนจนติดนิสัยให้อภัยใครไม่เป็น

สุดท้าย คุณก็จะมี “ชะตาชีวิต” ไม่ต่างจากคนที่คุณเกลียด

.

เอาชนะ “ด้านมืด” ในตัวเองให้ได้ครับ

แล้วชีวิตคุณจะมีความสุขและสามารถเป็น “แสงสว่าง” ที่แท้จริงให้ผู้คน

.

.

ชอบก็ Like โดนใจก็ Share

ขอให้ทำงานอย่างมีความสุขและสนุกกับการใช้ชีวิต

.

Be Yourself…Enjoy Your Game

#โค้ชธนา

#Excellent_Habit_Coach

#Rakdee_Training

#ขอให้ผมช่วยได้อีกคน

โดย แมวเหมียวสิบชีวิต

 

กลับไปที่ www.oknation.net